ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 : วันซวย... วันดี?

ชื่อตอน : บทที่ 3 : วันซวย... วันดี?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ต.ค. 2560 11:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 : วันซวย... วันดี?
แบบอักษร


บทที่ 3 วันซวย... วันดี?



“อ้าว หนูพราววันนี้ไม่ขับรถไปเรียนเหรอครับ?”


คำถามของลุงสมหวังที่กำลังรดน้ำต้นไม้ซึ่งปลูกตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงามเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นเด็กสาวลูกเจ้านายทำท่าว่าจะเดินออกไปข้างนอกแทนการขับรถดังเช่นทุกวัน ใบหน้าเหี่ยวย่นจากการทำงานหนักของชายสูงวัยซึ่งเป็นลูกจ้างร้านอาหารที่ครอบครัวของพนิดาประกอบกิจการอยู่นั้นทำให้หญิงสาวใบหน้าเกลี้ยงเกลาในชุดนักศึกษา สองมือหอบหนังสือเรียนและแฟ้มเอกสารปึกใหญ่หันไปสบตาและยิ้มทักทายจางๆ อย่างคนเหนื่อยอ่อนและเบื่อหน่ายนิดๆ ทั้งๆ ตอนนี้เพิ่งจะเป็นช่วงเวลาตอนเช้าที่ควรสดใสกว่านี้


“พอดีรถของพราวแบตเตอร์รี่หมดน่ะค่ะลุงหวัง คงต้องไปเปลี่ยนพรุ่งนี้” เธอตอบออกไปพลางถอนหายใจเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดฉุนเฉียวกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น วันนี้ถือว่าเป็นลางไม่ดีตั้งแต่ตื่นนอนมาแล้วก็ว่าได้เพราะทันทีที่ลุกออกมาจากเตียงนิ้วเท้าดันไปเตะโดนขอบตู้เสื้อผ้า น้ำอุ่นหยุดไหลขณะร่างกายเต็มไปด้วยฟองสบู่จนต้องใช้น้ำเย็นในถังที่สำรองเอาไว้ หาหนังสือเรียนไม่เจอต้องใช้เวลาเป็นหลายสิบนาทีกว่าจะพบว่ามันถูกเล่มอื่นทับอยู่แถมสุดท้ายแบตเตอร์รี่รถยนต์ก็มาหมดวันนี้พอดีอีกต่างหาก


ที่เขาพูดกันว่าในหนึ่งเดือนจะมีวันซวยซ้ำซวยซากอยู่หนึ่งวันนี่น่าจะเป็นความจริง... ของเธอก็คงเป็นวันนี้นั่นแหละ


“ถ้าอย่างงั้นให้ลุงช่วยขับรถไปส่งหนูพราวไหมล่ะครับ” ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูและใจดีแสดงความช่วยเหลือให้กับสาวน้อยที่ตนเห็นมาตั้งแต่หล่อนยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ


ข้อเสนอนั้นทำให้พนิดาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาสีดำเป็นประกายขึ้นมาคล้ายจะดีใจขึ้นมาแวบหนึ่งแต่สุดท้ายก็ต้องส่ายศีรษะบอกปฏิเสธกลับไป


“ไม่เป็นไรค่ะ ลุงหวังมีงานต้องทำเยอะแยะอยู่แล้ว เดี๋ยวพราวนั่งแท็กซี่หรือรถเมล์ไปเองได้ค่ะ” น้ำเสียงของเธอไพเราะและสดใสกว่าตอนแรกเล็กน้อยหลังจากเริ่มควบคุมอารมณ์ได้มากขึ้น ความจริงถ้าให้ลุงสมหวังช่วยไปส่งก็น่าจะสะดวกสบายดีแต่เมื่อคิดได้ว่าชายสูงวัยผู้นี้มีภาระหน้าที่ที่ต้องทำทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำในร้านอาหารแล้วหากให้รบกวนเพิ่มโดยไม่จำเป็นคงก็ดูใจร้ายเกินไปหน่อย


“ถ้าอย่างนั้นเดินทางปลอดภัยนะครับ หนูพราว” คนแสดงน้ำใจช่วยเหลือยิ้มแย้มออกมากับคำพูดที่ได้ยินซึ่งฟังเผินๆ ก็เหมือนประโยคธรรมดาแต่เขาสัมผัสได้ถึงความห่วงใย การคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่นเสมอของเด็กสาวคนนี้ และเมื่อเธอบอกว่าจะไปเองเขาจึงไม่ชักชวนคะยั้นคะยอเพิ่มเติมนอกจากเอ่ยอวยพรให้โชคดี


พนิดายิ้มมุมปากเล็กน้อยพร้อมโน้มตัวเล็กน้อยเป็นเชิงบอกลาก่อนจะหันหลังรีบเร่งเดินออกมาจากเขตบริเวณร้านอาหารและที่พักซึ่งติดถนนใหญ่ง่ายต่อการเดินทางพอสมควร ตอนแรกหญิงสาวตั้งใจจะเรียกแท็กซี่เพื่อความรวดเร็วแต่ทว่าโบกเรียกไปนับสิบๆ จนเมื่อยแขนไปหมดก็ยังไม่มีคันไหนยอมไปส่งยังจุดหมายที่เธอต้องการสักคัน ร่างบอบบางเดินมาเรื่อยๆ กระทั่งในที่สุดก็มาถึงป้ายรถเมล์ซึ่งมีผู้คนมากมายกำลังชะเง้อมองหมายเลขของรถเมล์ที่ตนต้องการขึ้นอยู่จนแน่นขนัด


หญิงสาวที่ตอนนี้ตามใบหน้าและร่างกายมีแต่เหงื่อซึมไหลเหนอะหนะเพราะความร้อนแสดงอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งมองจำนวนคนมหาศาลตรงหน้าแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาแรงๆ เฮือกใหญ่ ดูท่าทางแบบนี้กว่ารถเมล์สายที่เธอขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้แถมถ้ามาในรถอาจจะเต็มจนขึ้นไม่ได้อีกต่างหาก ขืนรอไปเรื่อยๆ เผลอๆ คงได้ไปเรียนไม่ทันคาบแรกเอาพอดีแต่เมื่อครู่เรียกแท็กซี่ตั้งหลายคันก็ไม่มีใครยอมไปหน้ามหาลัยของเธอเลยเอาแต่อ้างว่าแถวนั้นรถติด


“หรือจะเรียกให้ไปส่งสถานีรถไฟฟ้าแล้วค่อยต่อแท็กซี่แถวใกล้ๆ มอดีนะ?” ในสมองเริ่มคิดหาวิธีเดินทางอย่างอื่นหลังจากเห็นว่าการรอขึ้นรถเมล์ไม่น่ารอด


“โอ๊ย วุ่นวายจริง! เรียกตั้งแต่ตรงนี้ก็ไม่ยอมไป ถ้ากลัวรถติดแล้วจะมาขับแท็กซี่ทำไมเนี่ย” เสียงขุ่นเขียวได้แต่บ่นกระปอดกระแปดกับตัวเองด้วยสีหน้ารำคาญ ช่วงเวลาแบบนี้ไม่รู้ควรพึ่งพาใครได้ถ้าปกติเธอคงโทรหาจรัสกรบอกให้เขาแวะมารับแล้วแต่เพื่อนดันบังเอิญหยุดเรียนนานนับอาทิตย์เพื่อไปแคนาดากับพ่อแม่ของเขาส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ก็อยู่คนละทิศละทางกันหมดขืนขอให้มารับก็กะทันหันเกินไปและคงพากันเข้าเรียนไม่ทันแน่ๆ


สุดท้ายคงต้องตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเนี่ยแหละ


‘ร้อนชะมัดเดี๋ยวก็โดดซะเลยดีไหมห๊ะ ไม่ไปมันแล้ว’ หญิงสาวได้แต่เกรี้ยวกราดฉุนเฉียวอยู่ในใจ รู้สึกหงุดหงิดมากถึงมากที่สุดกับสภาพอากาศแสนร้อนอบอ้าวเพราะจำนวนคนที่แออัดแน่นป้ายรถเมล์ไม่ได้ลดน้อยลงเลยมิหนำซ้ำดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก


ทว่าในขณะที่ร่างบางกำลังตัดสินใจเกือบล้มเลิกไม่ไปเรียนอยู่นั้นเองเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายข้างตัวก็ดังขึ้นเสียก่อน หญิงสาวจึงต้องหอบหนังสือและเอกสารการเรียนเอาไว้ด้วยมือข้างเดียวก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาได้และทันทีที่มองเห็นชื่อของผู้ที่โทรโชว์ขึ้นมาดวงตาสีดำสนิทก็ต้องเบิกกว้างเพราะทั้งตกใจทั้งตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน อากาศร้อนและความหงุดหงิดถูกลืมไปชั่วขณะ


‘พี่กราฟนี่หน่า... โทรมาทำไม?’


“สะ... สวัสดีค่ะพี่กราฟ” เกือบวินาทีกว่าเธอจะควานหาเสียงของตัวเองพบ ใบหน้าหวานที่ฉายอาการไม่สบอารมณ์อยู่เมื่อครู่นี้มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย


“พราวยืนอยู่ตรงป้ายรถเมล์ใช่ไหม”


เสียงทุ้มนั้นไม่มีการกล่าวเกริ่นนำหรือพูดพร่ำใดๆ ทว่ากลับรีบเร่งเข้าประเด็นทันทีและมันรัวเร็วซะจนคนฟังได้ยินแทบไม่ทัน


“คะ? อะไรนะคะพี่?” คิ้วเรียวขมวดชนเข้าหากัน สายตาเริ่มสอดส่ายมองซ้ายขวาที่มีแต่รถยนต์แน่นเอี๊ยดทำเอาลายตาไปหมดโดยอัตโนมัติ


“รถของพี่ติดอยู่ตรงเกือบถึงป้ายรถเมล์ที่พราวยืนอยู่พอดี หันมาทางขวานิดหนึ่งอยู่เลนส์กลางนะ เห็นหรือเปล่า”


พนิดาที่ยังงุนงงกับสิ่งที่เขาพูดแต่ก็หันไปทางด้านที่ชายหนุ่มบอกแต่โดยดีแล้วก็ได้เห็นรถยนต์สีดำยี่ห้อยอดนิยมจอดติดไฟแดงอยู่ไม่ไกลนัก ดวงตากลมสีเข้มหรี่มองป้ายทะเบียนแล้วก็จำได้ทันทีว่านี่คือรถของจิรกฤต


“อ๋อ เห็นแล้วค่ะ”


“เดินมาที่รถเลยครับ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”


“หือ? อะ... อะไรนะคะ” สิ่งที่ได้ยินทำเอาเธอสะดุ้งแทบลืมหายใจ ใบหน้าใสเกิดอาการเหลอหลางุนงง แววตาสุกสกาวปรากฏความรู้สึกทั้งตกใจและประหม่าในเวลาเดียวกัน


‘ไปส่งเหรอ? พี่กราฟจะไปส่งเธอเหรอ?’


“รีบเดินมาเลยนะ เดี๋ยวจะไฟเขียวแล้ว ระวังรถด้วยนะครับพอดีพี่หักรถเข้าเลนส์ซ้ายไปหาพราวไม่ได้”


คำพูดของเขายังคงราบเรียบทว่ารัวเร็วเหมือนเดิมจนหญิงสาวแทบตอบโต้อะไรไม่ได้ แต่กระนั้นสองเท้าของเธอก็รีบทำตามอย่างไม่อิดออด หากมองภายนอกคงไม่มีใครสังเกตได้หรอกว่าหัวใจดวงน้อยกำลังเต้นแรงขนาดไหน เธอเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างตื่นเต้นเมื่อเข้าใกล้รถของจิรกฤตมากขึ้นทุกที ร่างบอบบางหอบหนังสือไว้ในมือก่อนจะหันมองซ้ายขวาและรีบวิ่งไปหารถของชายหนุ่มในทันทีก่อนสัญญาณไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวไม่กี่วินาที


“เกือบไม่ทันแล้วไหมล่ะ จริงๆ พี่ติดอยู่ตรงนี้ตั้งนานแต่รถเมล์คันนั้นมันบังอยู่เลยเพิ่งจะเห็นพราวเมื่อกี้เอง” เขากล่าวบอกเล่าด้วยความเร็วที่ช้ากว่าการคุยโทรศัพท์เมื่อครู่เพราะไม่ต้องรีบร้อนใดๆ แล้ว น้ำเสียงไม่ปรากฏความรู้สึกมากมายแต่ก็ทุ้มนุ่มนวลชวนฟัง แววตาสีดำสนิทหันมามองหญิงสาวในชุดนักศึกษาแบบกระโปรงพลีทยาวคลุมเข่าเล็กน้อยก่อนจะเบือนสายตากลับไปมองถนนเหมือนเดิมและมันรวดเร็วซะจนอีกฝ่ายไม่ทันรับรู้ถึงประกายระยิบระยับในดวงตาคู่นั้น


วันนี้สงสัยเขาจะโชคดี...


“อ๋อ ค่ะ” เธอไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากพยักหน้าและตอบรับสั้นๆ พร้อมพยายามจัดระเบียบร่างกายกับสัมภาระที่ติดตัวให้เข้าที่เรียบร้อยมากขึ้นโดยที่ใจยังเต้นระรัวไปหมด ในรถของจิรกฤตมีแต่กลิ่นโคโลญผู้ชายอ่อนๆ กับกลิ่นน้ำยาซักผ้าแบบเจือจางหากเมื่อมารวมกันแล้วกลับทำให้เธอรู้สึกฟุ้งซ่าน สติกระเจิดกระเจิงอย่างไม่น่าเชื่อ


จะว่าไปแล้วนี่น่าจะเป็นครั้งแรกเลยล่ะมั้งที่ได้นั่งรถกับเขาสองคน


ท่าทางวันนี้อาจไม่ใช่วันซวยสักเท่าไหร่...


“หนังสือบนตักเอาไปวางไว้เบาะหลังก็ได้นะครับ จะได้ไม่หนัก”


ชายหนุ่มเสนอความเห็นขึ้นมาเนื่องจากตอนนี้หญิงสาวแสดงท่าทางเกะกะไม่น้อยเพราะนอกจากกระเป๋าสะพายใบใหญ่ของเธอก็ยังมีหนังสืออีกสองเล่มแล้วยังแฟ้มเอกสารปึกหนานั่นอีก


“ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่กราฟ” เธอทำตามคำพูดของชายหนุ่มทันที ร่างบางขยับเล็กน้อยเพื่อเอี้ยวตัวไปด้านหลังระหว่างช่องว่างตรงกลางเธอกับเขาและนั่นเองทำให้เกิดเป็นความรู้สึกแปลกๆ อย่างไม่คาดคิด ใบหน้าเนียนใสนั้นเคลื่อนเข้าไปใกล้ต้นแขนกำยำโดยไม่ทันตั้งตัว


และมันใกล้มากจนได้กลิ่นกายที่มีเสน่ห์ ดึงดูดให้หวั่นไหวทำเอาใจสั่นระทวยไปหมด


‘พนิดา เธอจะแตกตื่นกับเรื่องแค่นี้ไม่ได้นะ!’ ดวงตากลมหลับปี๋ในขณะที่หันหน้าไปวางของทั้งหมดบนเบาะด้านหลังก่อนจะรวบรวมสติปั้นสีหน้าให้เป็นปกติเหมือเดิมเมื่อกลับมานั่งประจำที่เรียบร้อยอีกครั้ง ดวงตาใสกะพริบปริบๆ พลางเบือนสายตาออกไปด้านนอกมองต้นไม้ท้องฟ้าเผือว่ามันจะทำให้สงบลงได้บ้าง


อยู่ใกล้คนที่ชอบนี่มันอันตรายต่อหัวใจจริงๆ!!!


แต่เธอก็ชอบอยู่ดีนั่นแหละ...


“เอ่อ... พี่กราฟไม่ได้ไปแคนาดากับทุกคนเหรอคะ” หลังตั้งสติกลับมาได้บ้างเธอจึงเริ่มเอ่ยชวนชายหนุ่มพูดคุยบ้างประปรายเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเกินไป


“พี่ลาไม่ได้น่ะ ต้องเสนองานให้ลูกค้า”


“อ๋อ นั่นสินะคะ แถมยังไปนานเป็นอาทิตย์ถ้าไม่ใช่ช่วงวันหยุดยาวคงไปแบบนั้นยาก”


“แล้วทำไมวันนี้ไม่ขับรถล่ะ” แม้ประโยคคำถามนั้นจะออกมาแบบห้วนๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วง ตอนที่หันไปเห็นพนิดาที่ยืนกอดหนังสืออยู่ที่ป้ายรถเมล์เขาก็รู้ดีว่าเธอคงร้อนมากแน่ๆ ใบหน้าใสผุดผาดไปด้วยสีแดงระเรื่อกับเหงื่อไหลโทรมจนไรผมตามกรอบหน้าเปียกชื้นไปหมด


“รถพราวแบตหมดน่ะค่ะ เพิ่งสตาร์ทไม่ติดเมื่อเช้านี่เอง”


“นี่กำลังจะไปมอใช่ไหม” เขากล่าวขึ้นมาอีกคำถาม


“ใช่ค่ะ”


“ต้องเข้ากี่โมงครับ”


“เก้าโมงครึ่งค่ะ”


จิรกฤตพยักหน้ารับพร้อมส่งเสียงขานตอบในลำคอเบาๆ ดวงตาคมมองนาฬิกาที่โชว์บนหน้าปัดรถซึ่งเกือบแปดโมงแล้วก็ไม่ได้พูดสอบถามอะไรอีก ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏแต่ความเคร่งขรึม เรียบสงบเหมือนเดิมจนกระทั่งหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเขาหักรถไปตามเส้นทางไปยังมหาวิทยาลัยจริงๆ


“เอ่อ... พี่กราฟจะไปส่งพราวเหรอคะ”


“ใช่ครับ”


“แต่มอของพราวมันอยู่คนละทางกับที่ทำงานของพี่เลยไม่ใช่เหรอคะ” เธอรู้ข้อมูลของเขาเป็นอย่างดีจากจรัสกรจึงทำให้ได้ทราบว่าชายหนุ่มเป็นวิศวะกรโยธาในบริษัทแห่งหนึ่งและออฟฟิศของเขาก็อยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองแถมยังเป็นคนละทิศเลยทีเดียว “ถ้ายังไงพี่จอดสถานีรถไฟฟ้าข้างหน้านี้ก็ได้นะคะ เดี๋ยวพราวไปต่อรถแท็กซี่ตอนใกล้ๆ ถึงก็ได้ค่ะ”


“ไม่เป็นไร พี่ไปส่งที่มอเลยก็ได้”


“แต่ว่า...” เธอเผลอเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกตอนนี้ตีกันมั่วซั่วไปหมด ทั้งสุดแสนจะประหม่า ตื่นเต้น ดีใจแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากสร้างความลำบากให้เขาเช่นกัน ก็การขับรถฝ่าจราจรในกรุงเทพมันเป็นเรื่องสนุกซะที่ไหนล่ะ


“พี่ไม่รีบ ไม่ต้องเกรงใจ”


พนิดาได้ยินแบบนั้นแล้วก็ไม่รู้จะหาเหตุผลไหนที่จะไม่ยอมให้ชายหนุ่มไปส่งอีก ห้วงหนึ่งในความคิดของหญิงสาวพลันตระหนักขึ้นมาได้ว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญแสนโชคดีขนาดไหนที่มาพบกับเขาอย่างไม่คาดคิดแถมโอกาสที่จิรกฤตขับรถไปส่งก็คงไม่มีบ่อยๆ ไหนๆ ก็ไม่อาจคิดฝันไปไกลได้มากกว่าการเป็นแค่พี่น้องอยู่แล้วดังนั้นหากเธอจะเก็บเกี่ยวช่วงเวลาเล็กๆ ที่พอทำได้บ้างมันก็คงไม่ผิดอะไร


“ถ้าอย่างนั้นพราวขอบคุณพี่กราฟมากๆ นะคะ” เธอรีบยกมือไหว้ขอบคุณชายหนุ่มทันทีพร้อมส่งรอยยิ้มกว้างจนมองเห็นลักยิ้มบุ๋มทั้งสองบนแก้ม ดวงตาสีเข้มหยีเล็กแทบจะกลายเป็นสระอิ เธอรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นคนใจดีแม้จะชอบทำหน้านิ่งๆ ไร้อารมณ์ไปบ้างก็เถอะ


“ครับ” เสียงทุ้มห้าวตอบสั้นๆ ก่อนจะเบือนสายตากลับมาสู่ท้องถนนอีกครั้งหลังจากเหลือบไปมองหญิงสาวเมื่อสักครู่ เธอคงไม่รู้ว่าเขาต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดแค่ไหนที่จะบังคับสีหน้าให้เรียบเฉยและเป็นปกติที่สุดหลังจากได้เห็นรอยยิ้มหวานหยดแบบนั้น


เหตุการณ์ทุกอย่างในวันนี้มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก จริงๆ เขาแทบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำตอนที่ตัวเองกดโทรศัพท์ออกไปหาเบอร์ของหญิงสาวหลังจากบังเอิญหันไปมองเห็นพนิดายืนอยู่ตรงป้ายรถเมล์พอดีและรู้สึกตัวอีกทีเธอก็มานั่งอยู่ในรถข้างๆ กันแล้ว


ตลอดระยะทางไม่มีการพูดคุยใดๆ เป็นเรื่องเป็นราวอีกแต่น่าแปลกที่สถานการณ์เช่นนี้น่าจะทำให้บรรยากาศอึดอัด แต่สำหรับจิรกฤตกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นแม้แต่นิดเดียว หางตาของเขาแอบเหลือบไปมองร่างเล็กบอบบางที่นั่งเงียบๆ และหันหน้าออกไปมองทิวทัศน์ด้านนอกด้วยหัวใจที่เต้นถี่รัว รู้สึกมีความสุขอย่างประหลาดทั้งที่แค่ได้ขับรถไปส่งเธอที่มหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง


และถึงที่ทำงานจะอยู่คนละทิศแต่เขาก็ยินดีและเต็มใจกับการใช้เวลาบนท้องถนนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพียงแค่ได้มีหญิงสาวอยู่ข้างๆ อาจเป็นเวลาไม่นานอีกทั้งไม่มีการพูดคุยอะไรกันมากมายแต่แค่นี้มันก็ดีมากๆ แล้ว


ใช้เวลาสักพักจิรกฤตก็ขับรถมาถึงมหาลัยของพนิดาจนได้ ใบหน้าหวานสดใสหันมาส่งยิ้มกว้างพร้อมยกมือไหว้อีกครั้งด้วยความซาบซึ้ง


“ขอบคุณพี่กราฟมากๆ นะคะ ถ้าไม่เจอพี่พราวอาจเข้าคาบแรกไม่ทันไปแล้ว” เธอสารภาพตรงๆ หลังจากไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังเพราะความเกรงใจอีกก่อนจะปลดสายเข็มขัดนิรภัยและเปิดประตูรถแต่ยังไม่ทันได้ก้าวลงไปเสียงทุ้มนุ่มของชายหนุ่มก็ดังขึ้นมาเสียก่อน


“วันนี้พราวเลิกกี่โมงครับ” แทนคำตอบรับเขากลับเอ่ยคำถามที่ทำให้คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นเล็กน้อยแทน


“ประมาณห้าโมงเย็นค่ะ”


“โอเค งั้นเดี๋ยวเลิกเรียนพี่จะมารับนะ” 


พนิดาถึงกับอ้าปากค้างหลังได้ยินประโยคนั้น รู้สึกได้ว่าอุณหภูมิบนใบหน้าและร่างกายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรงจนอาจทำให้แก้มแดงปลั่งก็เป็นได้ หัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะตลอดระยะเวลาที่อยู่ใกล้ชิดชายหนุ่มยิ่งสะท้านวูบไหวแบบชนิดที่ถ้ามันกระเด็นออกมาภายนอกได้คงจะเป็นเช่นนั้นไปแล้ว


ทว่าถึงจะรู้สึกตื่นเต้น ขัดเขินมากแค่ไหนแต่อีกใจก็ไม่อยากรบกวนชายหนุ่มเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาต้องขับรถอ้อมรอบเมืองเพื่อมาส่งและรับเธออย่างนี้


“มะ... ไม่เป็นไรนะคะพี่กราฟแค่มาส่งพราวก็เกรงใจพี่จะแย่อยู่แล้ว”


“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องคิดมาก” มุมปากของเขายกขึ้นนิดๆ อย่างไม่รู้ตัวเมื่อได้เห็นสีหน้าแดงก่ำกับท่าทางโบกไม้โบกมือเป็นพัลวันจากการปฏิเสธของหญิงสาว


จิรกฤตคิดว่าตัวเองมองไม่ผิดว่าเธอกำลังหน้าแดงแปร๊ดราวกับขัดเขินแต่คิดอีกทีมันก็ไม่มีเหตุผลให้พนิดาต้องรู้สึกเขินอายเพราะเขาสักหน่อย ดังนั้นอาจจะเป็นเพราะอากาศข้างนอกมันคงร้อนมากกว่าพวงแก้มเนียนใสนั้นถึงได้กลายเป็นสีระเรื่อน่ามันเขี้ยวแบบนี้


น่าจับมาหอมแก้มแรงๆ ชะมัด!


“...”


“ไม่ลำบากหรอกครับ อีกอย่างก็แค่วันเดียวเอง” เขาย้ำชัดอีกครั้งพร้อมกับส่งยิ้มอบอุ่นซึ่งหากเป็นปกติแล้วจะพยายามหลบเลี่ยงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา แต่ไม่รู้คราวนี้เพราะอะไรถึงรู้สึกว่าตัวเองอยากทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้เธอให้นานกว่านี้อีกสักนิด


นิดเดียวก็ยังดี...


และอาจเพราะตอนนี้จรัสกรรวมถึงพ่อแม่ต่างไม่มีใครอยู่ที่ประเทศไทยเขาจึงรู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตคนเดียว เมื่อตัวคนเดียวแบบนี้จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้เผลอหลงลืมความตั้งใจของตนในการเข้าไปยุ่งกับหญิงสาวให้น้อยที่สุดชั่วคราว


ไหนๆ ก็ไม่มีใครอยู่แล้ว โอกาสแบบนี้ก็ไม่ได้มีบ่อยๆ หากจะปล่อยใจไปกับสิ่งที่อยากทำบ้างจะเป็นไรไปล่ะ?


คำพูดของเขาทำให้พนิดาชะงักเล็กน้อย หลังจากตั้งใจจะปฏิเสธเพราะความเกรงใจถูกกลืนหายไปอย่างกะทันหัน จริงสินะ... มันก็แค่วันนี้วันเดียว เธอควรทำตามใจตัวเองบ้างให้เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ คงไม่เสียหายตรงไหนหรอกมั้ง


“ถ้าอย่างนั้นขอรบกวนพี่ด้วยนะคะ ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ”


ไรท์ขอโต้ดดดดมาช้าไป 1 วัน คือมันแต่งไม่ทันจริงๆ ง่ะ T^T

เรื่องนี้ทั้งพี่กราฟกับน้องพราวดูมีความน่าสงสารกันทั้งคู่ แต่ความรู้สึกหนักๆ หน่วงๆ ฟินๆ นี่มันเป็นอาการของคนแอบรักอ่ะเนอะ ต่างคนต่างทำอะไรไม่ได้นอกจากเก็บเอาไว้ในใจมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ -*-

Next : ตอนที่ 4 มาอัพวันอังคารที่ 10 ตุลาคม นะคะ ขออภัยจริงๆ ที่ตอนนี้ยังอัพทุกวันเหมือนเรื่องก่อนๆ ไม่ได้ หวังว่ารีดที่ติดตามจะยังไม่หายกันไปไหนนะๆๆๆ จุ๊บๆ >//<

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว