เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 7 ขนาดในวังยังมีโจร

ชื่อตอน : ราตรีที่ 7 ขนาดในวังยังมีโจร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.4k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2560 01:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 7 ขนาดในวังยังมีโจร
แบบอักษร

ราตรีที่ 8****ขนาดในวังยังมีโจร

ฉิงเฟิ่งได้เป็นทหารแล้ว...ถึงจะพูดว่าทหารก็หาใช่พวกที่มียศตำแหน่งสูง เขาเป็นเพียงทหารรักษาการณ์เล็กๆ ที่ทำหน้าที่เฝ้าวังหลวงเท่านั้น อันที่จริงด้วยรูปร่างของฉิงเฟิ่งอาจไม่ได้เป็นทหารด้วยซ้ำ ไขมันที่มากล้อมรอบเอวจนเหมือนมีปุยนุ่นยัดใส่ แต่ด้วยทางวังหลวงต้องการทหารเป็นจำนวนมาก ฉิงเฟิ่งจึงโชคดี

ข่าวลือในวังหนาหูยิ่งกว่าด้านนอก สิ่งที่ฉิงเฟิ่งได้ยินคือเหล่าคนมียศมีตำแหน่ง ถึงจะอยู่ในกฎเกณฑ์ก็ยังมีแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน

ฉิงเฟิ่งเป็นคนอ้วนที่ขยันขันแข็ง นอกจากเรื่องกินแล้วเขายังคงตั้งใจทำงานตามปกติ มีบ้างที่เขาเกียจคร้าน ยามที่ต้องรักษาการณ์อยู่รอบกำแพงเมือง

นอกจากฉิงเฟิ่งแล้วก็ยังมีสหายอีกหลายคนสมัครเข้ามาเป็นทหารด้วย จะเรียกว่าเป็นสหายก็คงเรียกได้ไม่เต็มปากนัก แต่ละคนต่างก็ได้ถูกคัดเลือกตามไปประจำตำแหน่งตามความเหมาะสม

*เจ้าอ้วนฉิงเอ๋อ...*พวกเขาเรียกฉิงเฟิ่งเช่นนี้

เดิมทีฉิงเอ๋อนั้นมีแต่หวางเยี่ยนฉวี่เท่านั้นที่จะเรียกได้ หาใช่ในเวลานี้ไม่ หวางเยี่ยนฉวี่ไม่อยู่แล้ว จึงไม่มีใครคิดที่จะยอมทำตามอีกต่อไป

ยามนึกถึงหวางเยี่ยนฉวี่ก็พลันนึกถึงหยกที่หายสาบสูญ ไม่ว่าจะหาอย่างไรก็ไม่หาไม่พบ ราวกับว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองได้จบลงแล้ว

ฉิงเฟิ่งเฝ้ารอจดหมายจากหวางเยี่ยนฉวี่ที่ไปอยู่แดนไกล เขาเอาแต่เฝ้าหวังว่าอาจเห็นจดหมายสักฉบับ กระนั้นดูเหมือนว่ามันช่างเป็นความฝันที่เลือนราง เขาเคยไปหาอาก้านที่บ้านของหวางเยี่ยนฉวี่ สอบถามที่อยู่ว่าสามารถส่งหาได้ที่ใดก็ไร้คำตอบ ไม่มีผู้ใดเลยที่จะยอมตอบคำถาม คำวิงวอนร้องขอให้เห็นแก่มิตรภาพในวัยเยาว์ไร้ผล

วันแล้ววันเล่า...ชั่วเพียงแค่อึดใจหนึ่งก็ผ่านพ้น เวียนวนมาบรรจบรอบถึงสองครั้ง ฉิงเฟิ่งในวัยสิบห้าก็เข้าสู่ช่วงวัยหนุ่มเต็มตัว

ปีนี้เขาอายุสิบเจ็ดแล้ว...ชีวิตประจำวันนั้นไม่ได้แตกต่างจากบุรุษคนอื่นสักเท่าใดนัก ข่าวว่ากันว่านางกำนัลในวังหลวงงดงามมากกว่าหญิงชาวบ้านธรรมดาหลายเท่านัก ฉิงเฟิ่งเพิ่งประจักษ์ก็ต่อเมื่อได้มาเห็นกับตาตัวเอง นางกำนัลเหล่านั้นไม่ค่อยเดินออกมาเพ่นพ่านด้านนอกวังหลวง พวกนางจะคอยอยู่แต่ด้านในเพื่อรับใช้ผู้มียศศักดิ์... นอกจากนางกำนัลก็ยังมีขันที ทหารทั้งนอกและในต่างกระซิบกระซากกันให้สนุกปากเรื่องสิ่งนั้นที่ขาดหาย

เป็นชายก็ไม่ใช่ เป็นหญิงก็ไม่เชิง

มีหลายครั้งที่ทหารรักษาการณ์ต่างคุยกันเรื่องขันที ฉิงเฟิ่งไม่ได้ใส่ใจก็ยังได้ยิน บางคนหัวเราะขบขันราวกับเป็นเรื่องตลก

เดิมทีฉิงเฟิ่งก็คิดว่าตัวเองอาจใช้ชีวิตเรียบง่ายไปตามประสาจนถึงคราวแก่ ฉิงเฟิ่งไม่มีความฝัน แต่มีความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ ถ้าให้พูดถึงเรื่องครอบครัวแต่งเมียสักคนก็คงจะไม่มีปัญญา ไม่มีสตรีนางไหนที่จะยินยอมอยู่กับไอ้อ้วนอัปลักษณ์ และบางแห่งในใจฉิงเฟิ่งยังเฝ้าหวัง รอวันที่หวางเยี่ยนฉวี่จะกลับมา

เข้าสู่ช่วงยามจื่อ**[8]** ฉิงเฟิ่งเข้าเวรกลางดึก เขายืนประจำตำแหน่งข้างประตูวังหลวง ฉิงเฟิ่งแหงนมองท้องฟ้า ในค่ำคืนนี้มันช่างดูมืดยิ่งนัก อีกไม่นานก็จะเลิกเวรแล้ว การยืนนานๆ ก็พาลทำเอาขาแข็งเป็นธรรมดา สิ่งแรกที่คิดถึงคือที่นอน ถึงมันจะแข็งไปหน่อยแต่ก็พอให้พักขาได้สบาย

ถ้าให้พูดถึงเรื่องการเป็นทหาร ข้อดีอีกข้อคงจะเป็นรูปร่างของเขาดูสันทัดขึ้น ช่วงสองปีมานี้สงครามขนาดย่อมเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ฉิงเฟิ่งได้ยินมาว่ามีโจรป่ามาปล้นสะดมชาวบ้าน องค์ชายรองกับองค์ชายสามต่างพากันแย่งความดีความชอบจับโจรได้อยู่หลายคน หัวหน้าหน่วยทหารรักษาการณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมด้านนอกวังหลวงจึงออกคำสั่ง ในยามที่ไม่ได้อยู่ประจำเวร ให้เหล่าทหารฝึกปรือฝีมือในเรื่องอาวุธ รอบเอวของฉิงเฟิ่งจึงไร้ไขมันนิดหน่อย แต่ในสายตาของผู้อื่นเขาก็อ้วนอยู่ดี

“ฉิงเฟิ่ง”

เขาหันไปมองยังเพื่อนทหารอีกคน นามของเขาคือติงเกา ใบหน้าของเขาดูบิดเบี้ยว ท่าทีแสดงถึงความต้องการบางอย่าง

“เจ้าช่วยเข้าเวรแทนข้าสักประเดี๋ยว”

ฉิงเฟิ่งหัวเราะ เขาพยักหน้าทีหนึ่ง ให้รับรู้ว่าเข้าใจแล้ว ติงเกาจึงได้กุมท้องรีบวิ่งไปอีกทาง

กลางดึกที่เงียบสงัด ฉิงเฟิ่งยังคงยืนเฝ้าข้างกำแพงไม่ได้ต่างจากวันก่อนๆ สายตาหนึ่งกลับมองไปเห็นร่างหนึ่งที่กระโดดจากกำแพง เขาหันซ้ายแลขวาก็ไม่มีใคร ฉิงเฟิงตื่นตระหนก คิดว่าเป็นโจรผู้ร้ายที่จะลอบเข้าวังหลวงจึงได้ก้าวฝีเท้าวิ่งไล่

“หยุดนะ! เจ้าเป็นใคร!” เขาตะโกนไล่หลัง

เจ้าโจรผู้นั้นหยุดฝีเท้าเบา แต่ยังไม่หันมองผู้เรียก

ฉิงเฟิ่งเห็นเพียงแค่อาภรณ์สีทึบกับเส้นผมที่ยาวเหยียดตรง เขากำไม้กระบองแน่นไม่ปล่อย เป็นทหารเฝ้าอยู่นอกวังหลวงมาได้สองปีไม่เคยเจอกับตัว เหงื่อเม็ดโตไหลจากโคนเส้นผมผ่านหน้าผาก ฉิงเฟิ่งรับรู้ถึงบรรยากาศที่ชวนน่าอึดอัด นึกคาดโทษในใจว่าในยามนี้เหตุใดถึงได้ไร้ทหารที่ยืนเฝ้าประจำตำแหน่ง

อาจเป็นโชคร้ายของฉิงเฟิ่งด้วยกระมัง ตรงที่ฉิงเฟิ่งยืนอยู่ อยู่ไม่ห่างจากบันไดเท่าใดนัก ตรงทางเดินที่ไม่ได้สว่างเหมือนตอนกลางวัน มีแต่แสงจากประคบไฟที่ถูกจุดให้สว่าง คนอ้วนที่เอาแต่มองเบื้องหน้า เขาหลงลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่ามีบันไดตรงนี้ด้วย ขาด้านขวาที่สั่น เผลอสะดุดขาอีกข้างทีหนึ่งจนร่างอ้วนเซถลา

ฉิงเฟิ่งหลับตาปี๋ เขาคิดว่าตกจากที่สูงคราวนี้คงมีหวังได้นอนหยอดข้าวต้มร่วมอาทิตย์เป็นแน่ เพราะเขาตัวอ้วน มีไขมันอยู่รอบตัวหนากว่าคนอื่น เสียงดังตึงจึงทำให้เจ้าโจรผู้นั้นหันมอง

ขั้นที่หนึ่งช่างเจ็บยิ่งนัก ทว่าขั้นที่สองและสามกลับเจ็บยิ่งกว่า ฉิงเฟิ่งหยุดตัวเองไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามบังคับให้ตัวเองหยุด เขานึกถึงหน้ามารดาที่อยู่บนสวรรค์ เฝ้าภาวนาอยู่ภายในใจเงียบๆ ประหนึ่งว่าใกล้จะขาดใจตาย จนกระทั่งร่างอวบอ้วนถูกบังคับให้หยุด ข้อมือซ้ายถูกตรึงเอาไว้แน่น

ฉิงเฟิ่งไม่เจ็บแล้ว...

เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง...

ช่วงขณะที่เหมือนหลงลืมการหายใจ ภาพเหตุการณ์ที่ดูคลับคล้ายคลับคลาว่าเกิดขึ้นมาก่อนก็ผุดมาในหัวสมอง ฉิงเฟิ่งขมวดคิ้วเป็นปมใหญ่

“เจ้า?...”

เขาเคยเห็นบุรุษผู้นี้

ผู้ที่ถูกกล่าวหานั้นคือหย่งชาง องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นจิ้น

วรกายสูงใช้แรงเพียงนิดก็สามารถดึงนายทหารผู้นี้ให้พ้นขีดอันตราย เขาดูจากสีหน้าอีกฝ่ายที่ตกตะลึง คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะก้มหน้าเพื่อขอรับโทษดั่งเช่นคนผู้อื่น เขาสะบัดแขนไขว้หลังทีหนึ่งเพื่อรอ แต่กลับมีเพียงความเงียบและคำกล่าวหาอีกเช่นเคย

“เจ้าโจรใจชั่ว! อย่าคิดว่าเจ้าช่วยข้าแล้ว ข้าจะปล่อยให้เจ้าหนีรอด!”

หย่งชางเลิกคิ้วสูง ผินหน้ามองร่างอวบที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าดีเยี่ยงไรถึงได้กล่าวหา มันผู้นี้ไม่รู้จักเขาที่เป็นองค์ชายใหญ่งั้นรึ!

ครั้นพิจารณาใบหน้ากลมดั่งหมั่นโถว หย่งชางก็อดคิดไม่ได้ว่าช่างคุ้นตา... เรื่องเมื่อคราวนั้น ขณะที่เขากำลังล่าสัตว์กลับถูกลอบสังหาร เป็นแค่เรื่องเล็กที่เคยเจอมานับครั้งไม่ถ้วน จึงเป็นเพียงแค่ความทรงจำที่เลืองราง ฉิงเฟิ่งจึงเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งที่เขาหลงลืม

หย่งชางกระแอมทีหนึ่ง

“เจ้าไม่รู้รึว่าข้าเป็นใคร”

“ข้ารู้...รู้ว่าเจ้าคือโจร”

ฉิงเฟิ่งไม่พูดเปล่า เขาตั้งท่าจะกำไม้กระบอกยาวที่ถือ ทว่ากลับมีเพียงอากาศธาตุ เมื่อไม้กระบองที่ถืออยู่มันกลิ้งไปอยู่อีกทางตั้งแต่ตั้งท่าจะร่วงตรงบันไดแล้ว จึงได้เปลี่ยนพุ่งกระโจนจับชายแปลกหน้าที่ทำตัวเป็นแมวขโมย น้ำหนักที่มากช่างสร้างอุปสรรค ท่อนขาที่ใครๆ ต่างก็เรียกว่าขาหมูถูกยกขึ้นสูง อย่างน้อยก็อยากให้วิชาที่ร่ำเรียนมาได้ถูกใช้ให้เป็นประโยชน์

หย่งชางก้าวถอยหลังหลบ เขาไม่ใช่โจร จึงไม่ได้มีเจตนาทำร้ายตั้งแต่แรก สิ่งแรกที่คิดกับชายตรงหน้าคือช่างน่าสนุกนัก ในวังหลวงที่น่าเบื่อดูมีสีสัน ทหารผู้นี้ไม่เหมือนผู้อื่น เขานึกหัวเราะภายในใจเมื่อได้ยินเสียงหอบยามที่วิ่งตามเขาจนท้ายที่สุดแล้วก็ต้องหยุดลง

“แน่จริงเจ้าก็ห้ามหนีสิ!”

หากไม่หนี เขาก็ต้องถูกจับได้... หย่งชางคิดอยากเล่นแมวไล่จับหนูอีกสักประเดี๋ยว จึงได้ก้าวกระโดดขึ้นตรงกำแพง แน่นอนว่าคนอ้วนตรงหน้าย่อมกระโดดตามไม่ถึง

“ไว้วันหลังข้าจะมาเล่นกับเจ้า”

พูดจบหย่งชางก็กระโดดหายไปนอกกำแพง ทิ้งเอาแต่ฉิงเฟิ่งที่ทำสีหน้าบึ้งตึง

ในคืนนั้นฉิงเฟิ่งถูกต่อว่าเรื่องไม่ประจำตำแหน่ง และในวันต่อมาเขาถูกสั่งลงโทษให้นั่งกลางแดดเป็นเวลาห้าชั่วยาม โทษฐานที่โป้ปดเรื่องมีโจรผู้ร้ายลอบเข้ามาในวังหลวง ในเมื่อไม่มีหลักฐานฉิงเฟิ่งผู้โชคร้ายจึงได้แต่ก้มหน้ารับกรรม

ความโชคร้ายของฉิงเฟิ่งไม่หมดแค่นั้น คืนหนึ่งเจอโจรแอบลอบเข้าวังหลวง อีกสามคืนต่อมาฉิงเฟิ่งก็ไปเจอเรื่องไม่เข้าท่าที่ด้านหลังตำหนักอีกเช่นกัน

ในยามนั้นค่อนข้างดึกกว่า ฉิงเฟิ่งปวดปลดเบาจึงรีบแจ้นหาที่ปลดทุกข์ หลังเสร็จกิจจึงเดินผิวปากอย่างสบายใจ ฉิงเฟิ่งเป็นคนตาดีจึงเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น

ร่างหนึ่งในชุดขาว กำลังเดินอยู่ท่ามกลางสายลมอ่อน ภาพนั้นช่างเลือนราง ฉิงเฟิ่งจะเข้าไปทักก็พบว่าร่างนั้นได้หายไปเสียแล้ว เขาร้องจ๊ากเสียงดัง เขาวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ครั้นพอได้เล่าให้ทหารคนอื่นฟังฉิงเฟิงถึงได้รู้ว่าที่ตรงนั้นเมื่อก่อนมีขันทีคนหนึ่งได้ฆ่าตัวตาย ขันทีผู้นั้นหลงรักนางกำนัลในวังหลวง ทว่าความรักนั้นไม่อาจสมหวังด้วยกฎเกณฑ์ ขันทีได้นัดหมายนางกำนัลเพื่อหนี เขารอแล้วรอเล่าเกือบค่อนคืนก็ไร้วี่แววของคนรัก จึงคิดว่าถูกทอดทิ้ง พิษรักที่รุนแรงจึงทำให้จบชีวิตตนเองด้วยกระบี่ ชุดขาวที่สวมใส่กลายเป็นสีเลือดแดงฉาน รุ่งเช้าคนจึงมาพบศพ หลังจากนั้นก็มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น บ่อยครั้งที่ทหารประจำการณ์เห็นอย่างที่ฉิงเฟิ่งเห็น บางคนถึงขนาดเป็นบ้า บางคนโชคดีหน่อยเป็นแค่ไข้จับสั่น

หย่งชางเป็นองค์ชายใหญ่ที่เกิดจากฮองเฮา เขาใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไม่สนใจงานราชการที่ได้รับมอบหมาย ในปีนี้องค์ชายหย่งชางมีอายุได้สิบเก้า ยังใช้ชีวิตอย่างไม่มีหลักแหล่งสร้างความปวดหัวให้ฮองเฮาอย่างมาก นางอยากให้หย่งชางได้เป็นรัชทายาท อยากให้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากองค์ฮ่องเต้

ในห้องของสตรีนางหนึ่งซึ่งมีฐานะเป็นเพียงนางกำนัล สองร่างเบียดเสียดแนบชิด หย่งชางมองดูร่างตรงหน้าที่กำลังปรนนิบัติตน นิ้วเรียวจับเอวบางเอาไว้มั่น มอบความแข็งแกร่งเข้าไปในร่างสองสามครั้งก่อนจะถอนออก หยาดน้ำขาวขุ่นพุ่งออกจากร่างจนเลอะตรงหน้าท้องอีกฝ่าย

หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งกาย ยามที่ส่วนนั้นไม่ได้กลืนกินสิ่งแปลกปลอมเข้าไปแล้ว นางลุกขึ้นช้าๆ ไม่รีรอให้เป็นฝ่ายถูกไล่ เก็บอาภรณ์ที่ร่วงลงพื้นมาสวมใส่แล้วยืนสงบนิ่งเพื่อรอให้อีกฝ่ายลุกขึ้น รอคอยที่จะปรนนิบัติตามหน้าที่

หย่งชางเปลี่ยนท่าทีเป็นยืนเต็มความสูง สองมือถูกกางออกขนาบข้างกับหัวไหล่ อาภรณ์ชั้นดีกลับมาสู่ร่างอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเสร็จกิจจึงได้ก้าวออกจากห้อง

ด้วยยศศักดิ์ที่เป็นถึงองค์ชาย ถึงหย่งชางจะไร้ซึ่งตำแหน่งรัชทายาท กระนั้นเขาก็ยังเป็นโอรสสวรรค์ สตรีมากมายจึงอยากโอบกอดมอบกายให้ เขาหาได้อยากผูกมัดไม่ พวกนางจะได้โอบกอดเขา จะได้ตามปรารถนา แต่มีข้อแม้เพียงหนึ่งนั่นคือจะไร้ซึ่งยศตำแหน่ง บุตรสาวขุนนางหลายคนถูกหยามเกียรติ พวกนางต่างซึ่งไม่ยอมให้ตระกูลขายหน้าจึงพากันล่าถอย แม้พวกนางจะขอเข้าเฝ้าฮองเฮาเพื่อร้องขอความเป็นธรรม หย่งชางหาได้กลัว ตั้งแต่เล็กเขาเรียกได้ว่าทำอะไรตามใจตนเองที่สุด จึงประกาศกร้าวอย่างมาดมั่น

ผู้ที่จะเป็นชายาของเขาต้องสามารถใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญ

ไม่มีสตรีนางไหนอยากตกที่นั่งลำบาก พวกนางต่างพากันหัวฟัดหัวเหวี่ยงกลับไปเป็นแถว ช่วงเวลาสองปีมานี้หย่งชางจึงไร้พระชายาอยู่ข้างกาย จะมีก็แต่ขันทีบางคนและนางกำนัลเท่านั้นที่จะยอมรับข้อนี้ได้ มีหลายคราที่เขาแอบไปเที่ยวชมหอโคมแดง เป็นหอนางโลมมีชื่อของเจี้ยนคัง

เดินมาถึงครึ่งทางก็หยุดฝีเท้าลง หย่งชางเปลี่ยนเส้นทางที่จะไป เขาไปยังตำหนักที่อยู่ด้านหลัง ก้าวเท้าอาดๆ เดินเข้าไปในห้องที่มีร่างหนึ่งนอนอยู่กับที่โดยที่ ร่างนั้นสวมอาภรณ์สีขาวรับกับผิวกายสีระเรื่อ หย่งชางมองดูคนด้านหน้าที่มีใบหน้าแดงก่ำด้วยพิษไข้ จึงหมายเอื้อมมือไปจับเพื่อวัดระดับความร้อน

“...องค์ชาย”

ผู้เป็นเจ้าของห้องลืมตาขึ้นมาท่ามกลางแสงไฟสลัวจากคบไฟ รอยยิ้มหวานแผ่วเอ่ยยิ้มให้คนตรงหน้าด้วยความอิดโรย อาภรณ์สีขาวท่สวมใส่ร่น

“เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”

“ข้าน้อยไม่ได้เป็นอะไรมากพ่ะย่ะค่ะ” ปิงปิงจับฝ่ามือนิ่มเอาไว้ เขาเทิดทูลชายตรงหน้ายิ่งกว่าชีวิต “องค์ชาย...แค่องค์ชายเป็นห่วงปิงปิง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

“เจ้านอนพักเถิด พรุ่งนี้ข้าจะมาดูเจ้าใหม่”

หย่งชางลุกขึ้น ปิงปิงตั้งท่าจะลุกขึ้นส่ง ด้วยร่างกายที่ยังอ่อนแรงทำให้ร่างโปร่งถึงกับทรงตัวไม่อยู่ หย่งชางเห็นดังนั้นจึงได้รีบเข้าไปประคอง แล้วบอกกับปิงปิงว่าไม่ต้องทำเช่นนั้น ปิงปิงที่โดนสายตาดุใส่จึงพยักหน้ารับแต่โดยดี

ในวังหลวงนั้นช่างน่าเบื่อ...ไม่มีครั้งไหนเลยที่หย่งชางจะหยุดคิด เขาไม่เหมือนกับเหยียนอี้และฮุ้ยเจินที่ผลัดกันสร้างความดีความชอบ สร้างผลงานให้โดดเด่นเพื่อแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท เขาเป็นเพียงแค่องค์ชายใหญ่ที่ทำตัวลอยชายเหมือนเป็นวิญญาณเร่ร่อน

เป็นมังกรที่ไร้ซึ่งกำลัง…

กระทั้งความคิดนี้กลับหยุดลง เมื่อไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาได้เจอหมูตัวหนึ่งหลงเข้ามาอยู่กับเหล่าทหาร 

TAKE

ต้องขออภัยที่มาช้า ดูเน่ๆ ดูวววว เทคมัวไปเฟ้นหานักวาด ดูสิเทคหลงรักหมูอ้วนขนาดไหน กว่าจะหาที่ถูกใจนั้นนานมาก เมื่อเช้าเลยตื่นสาย แต่งไม่ทัน ต้องรีบไปทำงาน กลับถึงบ้านก็ดึกละ

หมูอ้วนฉิงเอ๋อน่ารักเน้อออออ ><

แม้จะดูผอมไปหน่อยก็เถอะ ใจจริงอยากให้อ้วนกว่านี้ แต่เท่านี้ก็ถือว่าน่ารักละ อิอิ ไว้ลงสีเสร็จแล้วเทคจะเอามาให้ดู

ป.ล.เทคไม่ใช่ติ่งเกาหลีนะจ๊ะ ชื่อที่หามาได้ไปเฟ้นหาในเน็ตทั้งนั้น





ความคิดเห็น