facebook-icon

ภาคลูกคือ 'ของเล่นในรังโจร' กับ 'สะใภ้เจ้า' นะคะ

ตอนที่ 1 : สั่งประหาร 💛

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 : สั่งประหาร 💛

คำค้น : ซีค, วีนัส, บ่วงรักเจ้าทะเลทราย, เจ้าชาย, ทะเลทราย, jungkook, bts, bts fic

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 84.6k

ความคิดเห็น : 114

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ย. 2561 14:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 : สั่งประหาร 💛
แบบอักษร

“คุณ ๆ ถึงเมืองเอิร์กแล้ว”

“อ่อ ครับ ๆ” ผมสะดุ้งตื่นทันทีเมื่อพนักงานเก็บตั๋วรถเดินมาสะกิดแขนซ้ำ ๆ ผมบิดขี้เกียจด้วยความปวดเมื่อยเพราะนั่งเครื่องบินมาวันครึ่งไม่พอยังต้องต่อรถเข้ามาในสถานที่นี้อีก สถานที่ที่เป็นเมืองเล็ก ๆ และมีชื่อว่าเอิร์ก

ผมสลืมสลือสะบัดหัวตัวเองเบา ๆ ให้ตาสว่าง พอลืมตามองก็พบว่าพื้นที่โดยรอบเป็นทะเลทรายไม่มีต้นไม้ ไม่มีสิ่งมีชีวิต ไม่มีแม้แต่ผู้คน นี่ตกลงผมถึงเมืองเอิร์กแล้วจริง ๆ งั้นหรอ ผมคิดขณะที่สะพายกระเป๋าเป้ลงจากรถก่อนจะหันไปถามพนักงานเก็บตั๋วเพื่อความแน่ใจ

“คือ… พี่ครับ พี่บอกว่าถึงเมืองเอิร์กแล้วแต่ทำไมไม่เห็นมีคนเลยล่ะครับ”

“ถึงแล้ว นี่แหละเมืองเอิร์ก แต่ถ้าจะเข้าไปในตัวเมืองเลยก็ต้องรอรถม้า เพราะรถประจำทางเขาไม่ขับเข้าไปหรอก”

“อ่อ… แล้วกว่ารถม้าจะมานี่นานรึเปล่าครับพี่”

“ประมาณครึ่งชั่วโมง”

“ขอบคุณมากครับ” ผมยิ้มตอบก่อนจะโบกมือและส่งยิ้มให้ทุกคนบนรถที่เป็นเพื่อนเดินทางด้วยกันมาตลอดเวลาสามชั่วโมง

ขณะนั้นตัวรถก็ได้ขับเคลื่อนออกไปเรื่อย ๆ ผมถอนหายใจกลับหลังหันเดินเตะเม็ดทรายพลางคิดในใจว่าทำไมตัวเองต้องมาในสถานที่ที่มันลำบากตรากตำแบบนี้ด้วยนะ แต่เพื่อฝันที่เป็นจริง ต่อให้ลำบากแค่ไหนก็ไม่เป็นไร ต่อให้ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลผมก็จะไป ไปที่ต่าง ๆ ที่อยากไปเพื่อหาแรงบันดาลใจมาแต่งนิยายเรื่องใหม่ เพื่อใช้ตัวหนังสือถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ให้ผู้อ่านรับรู้และสนุกไปกับมัน

สวัสดีครับ ผมชื่อวีนัส เอพพิล็อก เป็นนักเขียนนิยายบอยเลิฟอีโรติคอยู่ในสำนักพิมพ์ส้มจี๊ด ชื่อสำนักพิมพ์อาจจะฟังดูแปลกแต่ก็ตั้งมาจากชื่อเจ้าของนั่นแหละ ผมเพิ่งเขียนนิยายได้สองปีแต่มีความตั้งใจอย่างเปี่ยมล้นจนผลงานแนววายทะเลทรายที่ลงให้อ่านฟรีในเว็บอ่านนิยายออนไลน์เข้าตาเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ทุกวันนี้ผมเรียกเขาว่าเจ๊ส้ม เป็นผลให้เจ๊ส้มติดต่อผมเข้ามาและให้ผมร่วมทำงานกับเขา

 แรก ๆ อะไรก็ดีไปหมด นิยายผมติดตลาดทำยอดขายได้จำนวนมาก และเพราะกระแสดีแบบนี้ทั้งผู้อ่านและเจ๊ส้มเลยเรียกร้องให้เขียนแนวทะเลทรายออกมาอีก ซึ่งยอมรับตามตรงว่าตอนนี้หัวมันตันไปหมดจนเขียนงานไม่ได้เลยสักชิ้น พล็อตที่คิดไว้ก็จบแบบเดิม ๆ เนื้อเรื่องเดิม ๆ ผมเลยหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ด้วยการหาสถานที่ที่เป็นทะเลทรายเพื่อที่เวลาแต่งจะได้อินไปกับมันเพราะเราอยู่ในทะเลทรายจริง ๆ ผมเปิดกูเกิลเสิร์ชหาว่าที่ไหนบ้างที่มีภูมิประเทศเป็นทะเลทรายและก็ได้มาเจอกับเมืองเอิร์ก เมืองแห่งแรงบันดาลใจของผมที่เขาว่ากันว่าโอรสที่สองของเมืองนี้รูปงามอย่างกับพระเอกนิยายหลุดออกมายังโลกแห่งความจริง

ผมทิ้งตัวลงนั่งบนศาลา วันนี้ผมแต่งตัวสบาย ๆ ด้วยเสื้อยืดคอกลมสีขาวกางเกงยีนขายาวรองเท้าผ้าใบ แต่อากาศที่นี่ร้อนเกินไปเลยต้องสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวทับอีกที ผมมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกจนหุบยิ้มไม่ได้ เพราะผมเชื่อว่าที่นี่จะทำให้ผมกลับมาเขียนและสร้างผลงานดี ๆ ได้อีกครั้ง

เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับสถานแห่งนี้รถม้าเลยวิ่งผ่านหน้าไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ผมรีบหยิบกระเป๋าเป้สะพายหลังยืนโบกมือหยอย ๆ ส่งเสียงตะโกนจนคนบังคับม้าเหลียวหลังมามองเอามือป้องเหนือหน้าผากทำหน้านิ่งคิ้วขมวด

“ไปเมืองเอิร์กรึเปล่าครับ !” พูดจบผมก็รีบวิ่งลงจากศาลาใส่เกียร์หมาไปหยุดอยู่ตรงหน้า เรื่องสื่อสารไม่ต้องห่วงเพราะผมเข้าคลอสเรียนภาษาเรียบร้อย เตรียมตัวพร้อมที่จะมาเก็บเกี่ยวทุกอย่างที่นี่กลับไปสำนักพิมพ์เลยล่ะ

“ไป” เขาตอบแล้วไล่สายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่พอยังโน้มตัวลงมาจ้องหน้าใกล้ ๆ ผมทำตัวไม่ถูกเลยยิ้มกลับไปใช้มือเกาต้นคอแก้เขิน

“ขึ้นมาสิ” ทันทีที่คนขับพยักหน้าผมก็รีบปีนขึ้นไปนั่งด้านหลังทำหน้าตาแป้นแล้นยิ้มจนแก้มแทบปริเผื่อพี่แกจะมีสีหน้าดีขึ้นบ้างทั้งที่คนบังคับม้านั่งหันหลังให้ซึ่งเขาไม่เห็นหน้าผมด้วยซ้ำ

“มาจากไหน” เขาถามหลังจากรถม้าเคลื่อนตัวได้ไม่นาน

“ประเทศไทยครับ” ผมตอบยิ้ม ๆ ดีใจที่คนท้องถิ่นเริ่มชวนคุย

“แล้วกลับวันไหนล่ะ”

“ประมาณวันที่สิบเจ็ดครับ เพราะต้องกลับไปทำงาน”

“น่าเสียดาย เนี่ย วันที่สิบเก้าเป็นวันเกิดโอรสที่สอง ในวังเขาเปิดให้ประชาชนเข้าไปชมสวนพฤกษา นานทีจะเปิดด้วยนะ อยู่ต่ออีกสักสองวันสิ”

“ก็อยากอยู่ต่อนะครับ แต่พอดีบอกที่บ้านไว้แล้วว่าจะมาแค่เจ็ดวัน” บทสนทนาจบลงเมื่อผมปฏิเสธออกไป ไม่นานนักชาบังคับม้าก็ชะลอความเร็วลง เขาหยุดรถม้าอยู่หน้าเมืองซึ่งมีตึกรามบ้านช่องก่อติดกัน ที่นี่ไม่มีกำแพง มีเพียงตัวบ้านเป็นอาณาเขตกำหนดจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของเมืองนี้เท่านั้น

ทันทีที่ก้าวขาลงจากรถม้าแค่นั้นก็โดนคนที่นี่มองเป็นตาเดียวกัน ไม่แปลกหรอกก็ตัวผมขาวอย่างกับไข่ปอกผิดกับคนที่นี่ที่สีผิวจะออกคล้ำนิด ๆ เพราะโดนแดดเผา ผมเดินเข้าไปในซอยแล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเห็นราวตากผ้าเป็นเชือกยาวคล้องกับหน้าต่างบ้านหลังต่อหลัง บรรยากาศเหมือนในหนังไม่มีผิด ยิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดยิ่งได้กลิ่นอายของธรรมชาติจนอยากทิ้งตัวนอนกลางถนน

 “ทางนี้ก็มีผักสด ผลไม้ไม่ต้องไปกิน กินผักร้านฉันดีกว่า”

 “ตรงนี้มีไข่ไก่ เพิ่งฝักเมื่อเช้าเลย เร็วเข้า เร็วเข้า สายแล้วจะรีบกลับบ้าน”

“ผลไม้จ้า ผลไม้หวานกรอบ แอปเปิลก็มี สาลี่ก็มี วันนี้ขายไม่ดีรีบกลับบ้านลดแลกแจกแถมกันไปเลย”

เสียงเรียกของพ่อค้าแม่ขายเรียกให้คนที่เดินผ่านไปมาสนใจในสินค้าของตน สายตาเห็นแอปเปิลลูกโตและพืชผักที่ไม่น่างอกงามได้ในพื้นที่แห้งแล้งแบบนี้ ไม่รู้ว่าหิวรึเปล่าแต่ว่าท้องมันเริ่มร้องจ๊อก ๆ เลยคิดว่าอุดหนุนป้าแกสักหน่อยคงจะดี

“เอาแอปเปิลสองผลครับ” ผมชูสองนิ้วพูดยิ้มเพราะคิดว่ารอยยิ้มน่าจะสร้างความประทับใจแรกพบได้ดีที่สุด

“ปลอกล้างน้ำเกลือเลยไหม” ป้าหยิบแอปเปิลแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผม

“เอาครับ หิวพอดี” ผมก็ยิ้มแล้วยิ้มอีกเผื่อป้าจะใจดีแถมให้สักลูกสองลูก สุดท้ายป้าก็ขยับแว่นเลนส์หนาที่สวมใส่แล้วถาม

“มาจากแถบเอเชียรึเปล่า”

“ฮ่า ๆ ครับ ป้ารู้ได้ไง”

“ก็ตัวขาวอย่างกับนมวัวซะขนาดนี้ จะไม่รู้ได้ไง เอ้า ได้แล้ว ถ้าอร่อยก็มาซื้ออีกนะ” แอปเปิลหั่นเสี้ยวใส่ถุงกระดาษถูกยื่นให้ผม บอกตรง ๆ ว่าเนื้อแอปเปิลที่นี่ขาวนวลชวนน้ำลายสอจนต้องรีบกัดเข้าปากคำใหญ่ ๆ

“ตลาดที่นี่เปิดวันไหนบ้างครับป้า”

“ทุกวันแหละ อย่าเรียกว่าตลาดเลย เราแค่มีอะไรก็เอามาขายหน้าบ้าน”

“อ่อ… ไว้หาที่พักได้เดี๋ยวแวะมาซื้อใหม่นะครับ” คำก็ครับสองคำก็ครับ ผมโค้งตัวเล็กน้อยนอบน้อมเพราะจะได้สร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กัน แต่จู่ ๆ ก็โดนใครบางคนวิ่งมากระแทกชนจนแทบล้ม ผมหันมองตามคนคนนั้นเห็นเด็กผู้ชายหน้าตามอมแมมไม่สวมรองเท้าขโมยเอาแอปเปิลไปใส่ย่ามตัวเองต่อหน้าต่อตาคนขาย

“ว้ายขโมย ! จับมันไว้ที จับมันไว้ โถ่ ! ขายไม่ค่อยดียังจะเอาไปอีก !”

“เดี๋ยวผมตามให้เองครับ” ผมฝากไว้กับป้าแล้วออกตัววิ่งอย่างไว

“หยุดนะ !” แต่ตามได้ไม่นานสุดท้ายหัวขโมยวิ่งหายไปในกลุ่มคน ผมทำได้แค่ยืนเท้ามือกับหัวเข่าแล้วหายใจหอบตัวโยน

แต่แล้วคนในละแวกนั้นก็ส่งเสียงซุบซิบกันและเดินล้อมเป็นวงกลมเหมือนกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง ผมยืดตัวขึ้นเต็มส่วนสูงพยายามชะโงกหน้ามองแต่ก็มองไม่เห็นอะไรเลยจึงเบียดตัวและเดินแทรกไปเรื่อย ๆ จนไปอยู่แถวหน้าสุด

“อย่าทำข้าเลย ! ข้าแค่หิว อย่าทำข้า ข้าขอร้อง !”

“นั่นไม่ใช่เหตุผล”

“ได้โปรดเถอะขอร้อง ! ข้าแค่หิว ขอแบ่งมากินบ้างไม่ได้รึไง !”

“ไอ้หัวขโมย ! ยังจะมายอกย้อน !”

“ข้าขอโทษ ข้าจะไม่ทำมันอีก ! ฮือ ๆ”

บทสนทนาดังกล่าวดังมาจากลานกว้าง ผมมองเด็กขโมยแอปเปิลคนนั้นหมอบหน้าแนบกับเท้าชายร่างสูงสวมชุดขาวโพกผ้าปกปิดใบหน้าเหลือไว้แค่ดวงตาเพื่อบังแดด ต่อให้ขอโทษขอโพยพูดซ้ำ ๆ กี่ครั้งคำขอโทษเหล่านั้นดูท่าจะไม่เป็นผล

“ข้าขอโทษ ฮือ ๆ ข้าผิดไปแล้ว…”

“การขอโทษที่ดีที่สุดคือการไม่กลับไปทำอีก เจ้าหัวขโมยเอ๋ย ข้าจะตัดมือเจ้าทิ้งซะ ! เจ้าจะได้ไม่มีมือไปขโมยของใครเขาอีก !” พูดจบชายคนนั้นก็แสดงการกระทำอันป่าเถื่อนด้วยการใช้เท้ายันไหล่เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ให้ล้มหน้าคว่ำลงกับพื้นแล้วเหยียบเท้าลงบนข้อมือทั้งสองข้างจนเด็กคนนั้นร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

“โอ๊ย ! ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ ฮือ ๆ อย่าทำข้าเลย !”

“เงียบซะ” เขาสั่งแล้วดึงดาบที่เหน็บไว้ในปลอกข้างเอวออกมาก่อนง้างมือขึ้นสูงเหนือหัว คมดาบเล่มบางคมกริบส่องแสงสว่างวาบสะท้อนกับแดดและแล้วก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่าทำไมคนรอบข้างถึงไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามสักคน

ผมตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปผลักคนป่าเถื่อนที่กำลังจะใช้ดาบฟันลงบนข้อมือเล็ก ๆ นั่นส่งผลให้เขาล้มลงหัวฟาดพื้น แล้วไง ? ผมให้ความสนใจกับเด็กชายที่กำลังนั่งร้องไห้มากกว่าจึงคลานเข่าเข้าไปหาแล้วดึงร่างสั่นเทามากอดแน่น

“กล้าดียังไงถึงทำแบบนี้น่ะห๊ะ !” เขาตะโกนเสียงดังฟังแล้วหูแทบแตก บ้าจริง คิดจะตะโกนก็ตะโกน คิดว่าตัวเองมีปากเอาไว้ขึ้นเสียงกับคนอื่นอยู่ฝ่ายเดียวรึไง เพราะความปากไวไม่ยอมใครผมจึงตะคอกกลับไปโดยไม่คิด

“ความจริงแค่ตักเตือนหรือพูดกันดี ๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลยนี่ !”

“เจ้าต้องการอะไรถึงได้เข้ามาขัดขวางข้า ห๊ะ !”

“คุณต่างหากต้องการเงินเท่าไหร่ ผมจะจ่ายค่าแอปเปิลแทนเด็กคนนี้เอง !”

“ข้าไม่ต้องการเงินจากเจ้า !”

“แล้วต้องการอะไรเล่า ! เอาแต่แหกปากตะโกนอยู่ได้คุยกันดี ๆ ไม่ได้รึไง !”

“เจ้ารู้มั้ยว่าเจ้ากำลังพูดกับใคร !” ชายอารมณ์ร้ายลุกขึ้นยืนชี้นิ้วใส่หน้าผม

“แล้วคุณเป็นใครใหญ่มาจากไหนถึงได้คิดจะลงโทษใครยังไงก็ได้ !”

“หึ ! ข้าเป็นใครงั้นรึ ข้าคือโอรสที่สองขององค์ราชาที่สิบสองนามซีค ควอนอร์ มีหน้าที่ปกครองเขตแดนนี้ตามที่ท่านพ่อได้มอบหมายไว้ และผู้ใดที่กล้าขัดขวางการตัดสินใจของข้า มันผู้นั้นจะต้องรับโทษประหาร !”

ฝ่ามือหนาผลักใบหน้าผมอย่างแรงจนแทบหงายหลังล้ม ผ้าโพกหัวของเขาหลุดออกทำให้เผยเห็นใบหน้าที่ใช้ผ้าผืนยาวปกปิดไว้ คิ้วหนากับนัยน์ตาดำสนิทผิวแทนไหม้แดดนั้นเกลี้ยงเกลากว่าคนทั่วไป ไหล่กว้างร่างกายกำยำแขนทั้งสองข้างแน่นไปด้วยเส้นเลือดและกล้ามเนื้อ

นี่มันพระเอกนิยายชัดๆ ! สายตาดุดันคู่นั้นทำให้ผมตกอยู่ในภวังค์ งาม… งดงามจนอยากหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปแล้วเอาไปบอกกับเจ๊ส้มว่าเรื่องต่อไปอยากได้พระเอกนิยายหน้าตาแบบนี้ หล่อแบบนี้ และต้องวาดปกเดี๋ยวนี้ !

แต่เดี๋ยว ! ผมควรห่วงชีวิตตัวเองก่อนเพราะตอนนี้เจ้าชายบ้าอำนาจกำลังก้มลงหยิบดาบยาวเท่าแขนขึ้นมา อย่าบอกนะว่าจะเอามาตัดหัวผม เมื่อกี้ได้ยินว่า อะไร ๆ ใครจะประหารใคร ทำไงดี หล่อก็หล่อทำไมใจร้ายจัง ผมเองก็แต่งนิยายวายซะด้วยสิ แต่จะให้มาขอร้องอ้อนวอนเอาสองมือกอดขาส่งสายตาอ้อน ๆ แบบนายเอกในนิยายก็ไม่ใช่ป้ะ เอาวะ ! ตาต่อตาฟันต่อฟัน ! โอรสที่สองแล้วไง วีนัสไม่แคร์!

“ข้าไม่ได้ตั้งใจเข้ามาขัดขวางการตัดสินใจของท่านเลยสักนิด !” ทุกถ้อยคำที่กล่าวออกไปมันออกมาจากความรู้สึกของผมจริง ๆ

“แล้วเจ้าเข้ามาช่วยมันทำไม !” เขาปากไวใช้ได้ถึงได้ตอบกลับมาทันที แต่ไวไม่เท่าวีนัสปากหมาที่เจ๊ส้มตั้งฉายานี้ให้หรอก

“ก็ท่านทำเกินไป !”

“ข้าจะทำยังไงมันก็เรื่องของข้า เพราะนี่มันบ้านข้าเมืองข้า !”

“ถ้างั้นสิ่งที่ท่านควรทำคือบริหารบ้านเมืองให้ดีกว่านี้ ที่เด็กตัวเล็ก ๆ ต้องออกมาขโมยแอปเปิลแค่สองลูกไม่ใช่เพราะระบบเศรษฐกิจมันไม่ดีหรอกหรอ !”

“นี่เจ้าสั่งสอนข้างั้นรึ !” เขาฉุนขาดถึงขั้นเอาดาบชี้หน้าผม

“ถ้าจะคิดเยี่ยงนั้นก็ตามพระประสงค์ท่านเถิด” ผมหายใจหอบมองตาค้อน ตอนนี้ไม่สนใจแล้วว่ากำลังคุยอยู่กับใคร ไม่สนใจด้วยว่าเขาจะเป็นเจ้าชายที่รูปงามขนาดไหน เพราะนิสัยเขามันใช้ไม่ได้แถมยังไร้เหตุผลสิ้นดี เขาคลี่ยิ้มมองหน้าผมก่อนเอ่ยถ้อยคำที่ฟังแล้วทำเอาเบิกตากว้าง

“งั้นประสงค์ของข้าตอนนี้คือ… สั่งให้ทหารตัดหัวเจ้าซะ ข้าไม่ชอบให้ใครมาแหกปากแหกคอใส่หน้าทั้งยังไม่ให้เกียรติข้าแบบนี้”

“ท่านจะตัดหัวข้าด้วยโทษฐานอะไร !” คำถามที่ถามออกไปไม่มีคนตอบ

“สการ์ จับมันมัดมือมัดเท้าแล้วพาไปลานประหาร” เขาออกปากสั่งกับทหารที่ยืนอยู่ข้างหลังแต่แล้วทหารนายนั้นก็แย้งขึ้น

“ไม่ได้นะขอรับท่านซีค ท่านอควาห์ทรงสั่งไว้แล้วว่าจะไม่มีการประหารหรือคร่าชีวิตใครทั้งนั้น โทษหนักสุดตอนนี้มีเพียงจำคุกชั้นใต้ดินตลอดชีวิตเท่านั้นขอรับ”

“เจ้าไม่กล้าตัดหัวมันงั้นรึ” โอรสที่สองนามว่าซีคย้อนถามทหารของเขา

“ขอรับ กระหม่อมไม่กล้า” ซึ่งนายทหารที่ชื่อสการ์ก็ตอบออกมาตามตรง

“งั้นข้าจะตัดหัวมันด้วยตัวข้าเอง ตอนนี้เลย”

ว่าแต่ใครคือท่านอควาห์ รีบมาห้ามไอ้เจ้าชายบ้าอำนาจทีสิ นี่มาหาแรงบันดาลใจนะไม่ได้จะมาตายหรือโดนขังในคุกชั้นใต้ดินตลอดชีวิต ผมใจหายวาบหยุดหายใจไปพักใหญ่กระทั่งสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสั่งให้หนีจึงรีบทำท่าจะลุกขึ้นแต่แล้วก็โดนเขายันฝ่าเท้าเข้ามากลางอกเสียงดัง ปึก !

“นอนลงไปซะไอ้คนชั้นต่ำ !”

“อั่ก !” ผมหงายท้องนอนลงกลางลานกว้าง สำลักในคอนอนตัวงอกับพื้น มันจุกหายใจไม่ออกแต่ก็พยายามหายใจทางปากเพื่อกอบโกยออกซิเจนเข้าปอด

กระดูกผมลั่นดังกร่อบและรู้สึกเจ็บทรวงอกไปพร้อม ๆ กัน ผลจากที่ซีคบดขยี้ส้นเท้าลงกลางอก คงไม่ดีแน่ถ้าเด็กคนนั้นยังอยู่ที่นี่ ผมตัดสินใจผลักเขาออกจากอ้อมกอดและออกปากสั่งให้รีบหนีไปแล้วปล่อยให้ซีคบันดาลโทสะกับผมแทน

“ท่านซีค พอเถอะขอรับ” เสียงทหารกล่าวห้ามอีกครั้ง

“ถ้าเจ้ายังริอาจปริปากพูดอีกแค่คำเดียว ข้าจะตัดหัวเจ้าเช่นกัน สการ์”

อะไรของเขากันนะ คิดว่าเป็นเจ้าชายแล้วจะตัดหัวใครก็ได้รึไง ผมสมเพชในความบ้าอำนาจของเขาจึงอยากท้าดูว่าจะกล้าทำจริงรึเปล่า ผมผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา เพราะยิ่งหายใจแรงเท่าไหร่ซีคยิ่งขยี้เท้าลงมาซ้ำ ๆ จนผมสำลักในคอหน้าแดงก่ำ ผมมองฝ่าเท้านั้นที่วางอยู่บนอกตัวเองก่อนพูดว่า

“ฆ่ากระหม่อมเลยสิ”

“ด้วยความยินดี”

หมอนี่เอาจริง ตอนนี้ผมรู้สึกชาไปทั่วบ่าลามมายันคอข้างขวาเมื่อเขาวาดคมดาบลงมา เสื้อสีขาวขาดวิ่นมีกลิ่นคาวคลุ้ง ทั้งยังเปียกชุ่มไปด้วยเลือด ปากผมสั่นฟันกระทบกัน รู้สึกหนาวทั้งที่เหงื่อแตกเป็นเม็ดเต็มหน้าผาก สายตามองเห็นท้องฟ้ามีเมฆบางกระทั่งทุกอย่างดับมืด ถึงแม้คนรอบข้างต่างฮือฮาแต่ผมได้ยินแค่เสียงหัวใจตัวเองเต้นช้าลง… ช้าลง… จนเงียบสนิท จนกระทั่งสุดท้ายร่างกายก็แน่นิ่งไม่รู้สึกอะไรอีกเลย…


#

Aqua Quanor : อควาห์ ควอนอร์

โอรสที่หนึ่งขององค์ราชาที่ 12 กับหญิงฝรั่งผิวขาวชาติตะวันตก

--------------------------------------------

เบื้องหลัง

ตัวละครที่ 4 : เจ๊ส้มจี๊ด (เจ้าของสนพ.ส้มจี๊ด)

เจ๊ส้ม : ไปหาผัวแขกก็บอกไม่ต้องอ้างหรอกว่าไปหาแรงบันดาลใจเอาไว้เขียนหนังสือ

วีนัส ; โถ่เจ๊ วันๆก็ปั่นแต่ต้นฉบับให้เจ๊อ่ะ จะเอาเวลาไหนไปหาผัว อีกอย่างถึงแต่งนิยายชายชาย ก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ซักหน่อย

เจ๊ส้ม : ใครจะไปรู้ บางทีแกอาจซุกผัวแขกไว้ที่เมืองเอิ๊กก็ได้!!!

วีนัส : เอิร์กต่างหาก

เจ๊ส้ม ; เออ

วีนัส : เชื่อหนูเถอะ หนูไปเพื่องานจริงๆ

เจ๊ส้ม : เหอะๆๆ เชื่อก็ควายละ

วีนัส : งั้นเจ๊ลองเป็นควายแล้วเชื่อหนูซักครั้งนึงนะ ไปละ เดี๋ยวตกเครื่อง

เจ๊ส้ม : นังวีนัส!!!!! ปากดีนักขอให้โดนผัวแขกตัดลิ้น ฮือ ... เดินทางปลอดภัยนะอีหนู อย่าลืมหิ้วผู้ชายมาฝากเจ๊ล่ะ ขอแขกๆเข้มๆแบบในฟิคแกเลยนะ ....

--------------------------------------------​

​ตอนที่ 1 มาแล้ว ฝากเม้นท์ติชมผลงานด้วยนะ อันนี้เป็นงานเขียนชิ้นแรกที่เขียนแบบ ตัวละครบรรยาย เลยมีสะดุดบ้าง พยายามแต่งให้ไหลลื่นอ่านง่ายอยู่ค่ะ

ถ้ากระแสดี จะอัปเรื่องนี้ 2 ตอน ต่อ 1 อาทิตย์ อิอิ

#ทีมท่านซีค #ทีมวีนัส #ฟิคบ่วงรัก #บ่วงรักเจ้าทะเลทราย

💛​อย่าลืมคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้น้องวีนัสด้วยนะ💛​

ความคิดเห็น