เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 6 ไร้วาสนาได้ครองคู่

ชื่อตอน : ราตรีที่ 6 ไร้วาสนาได้ครองคู่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.9k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2560 01:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 6 ไร้วาสนาได้ครองคู่
แบบอักษร

ราตรีที่****6 ไร้วาสนาได้ครองคู่

ริมฝีปากอวบอิ่มปริแตก คนกระทำหาใช่ใครที่ไหนแต่เป็นสหายสนิทที่เห็นมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ ฉิงเฟิ่งจับที่กลีบปากนุ่มนิ่ม ตรงรอยแผลมันยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบเล็กๆ เป็นครั้งแรกที่เขาโดนรุกรานหนักขนาดนี้ ฉิงเฟิ่งที่อายุเพียงสิบห้า อย่าว่าแต่แตะต้องหญิงสาวเลย แม้แต่จูบก็ยังไม่เคย

หวางเยี่ยนฉวี่เป็นคนแรก...

ครั้นพอคิดถึงในส่วนนี้ ฉิงเฟิ่งกลับหน้าแดง เขาทั้งรู้สึกโกรธและรู้สึกอายในเวลาเดียวกัน

ในวันนั้นฉิงเฟิ่งเหมือนคนเป็นบ้า เขาเอาแต่นั่งเหม่อจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จวบจนเข้าวันที่สามก็ยังไม่หายดี ฉิงเฟิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไข้ เขาหน้าแดงยามที่ถึงถึงตอนที่ถูกหวางเยี่ยนฉวี่จูบ ร่างกายก็ร้อนผ่าวไปหมด

‘ฉิงเอ๋อ ต่อไปนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าฉิงเอ๋อ’

ครั้งแรกที่ถูกเรียกด้วยชื่อนี้เห็นจะเป็นเมื่อสามปีก่อนกระมัง

ในเวลานั้นหวางเยี่ยนฉวี่ยังเป็นเพียงแค่คุณชายที่เอาแต่ใจคนหนึ่ง เขาพูดชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมามาดๆ แล้วก็หัวเราะ ทีแรกฉิงเฟิ่งคิดว่าหวางเยี่ยนฉวี่เรียกไม่กี่วันก็คงจะเลิก แต่ที่ไหนได้กลับผิดคาด

‘ฉิงเอ๋อ เจ้าทำไมถึงได้เชื่องช้าเป็นเต่าแบบนี้นะ’

ฉิงเฟิ่งหัวเราะขำ เมื่อคิดได้อีกเรื่องหนึ่ง เพราะตัวของฉิงเฟิ่งอ้วน เขาจึงเดินต้วมเตี้ยมเหมือนเต่าคลาน หวางเยี่ยนฉวี่ที่เป็นคนทำอะไรรวดเร็วจึงได้หัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่หลายครั้ง ถึงอย่างนั้นเขากลับเลือกที่จะเดินกุมมือไม่ปล่อย ฉิงเฟิ่งยังคงจดจำสัมผัสนั้นได้ มันไม่ได้แตกต่างจากเดิมเท่าใดนัก

ครั้งหนึ่งในวัยเด็ก ฉิงเฟิ่งมักถูกรังแกจากผู้อื่น เขารูปลักษณ์ไม่เหมือนพี่น้อง อัปลักษณ์ที่สุดในบ้าน บ่อยครั้งที่ฉิงเฟิ่งถูกล้อเลียนจากผู้อื่นจนต้องแอบไปร้องไห้

‘หากใครรักแกเจ้า เจ้าก็มาบอกข้า ข้าจะจัดการให้เจ้า’

หวางเยี่ยนฉวี่กล่าวเช่นนั้นแล้วก็โอบกอดเขา มันช่างเป็นอ้อมกอดที่อบอุ่น

ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่ฉิงเอ๋อคนนี้มีหวางเยี่ยนฉวี่อยู่ข้างกาย

ฉิงเฟิ่งยิ้มแก้มปริ เขาลุกขึ้นก่อนเดินวนไปมาสองสามรอบอย่างชั่วใจ ใจหนึ่งก็อยากรู้ความหมายที่หวางเยี่ยนฉวี่จูบเขา อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าจะล้อเล่น จึงไม่กล้าที่จะไปพบหน้าในตอนนี้

“ฉิงเฟิ่ง!...ฉิงเฟิ่ง!”

อาก้านวิ่งมาจากอีกทางหนึ่ง เขากระหืดกระหอบเหมือนเมื่อสามวันก่อนไม่มีผิด จนมาถึงตัวฉิงเฟิ่งถึงได้ค่อยหยุดหอบหายใจ

“อาก้าน เจ้ามีเรื่องอันใด” ฉิงเฟิ่งถามอย่างสงสัย แต่ก็พอนึกออกว่าหวางเยี่ยนฉวี่คงไปเมาหัวราน้ำที่ไหนสักแห่ง อาจเป็นร้านเหล้าหรือไม่ก็หอนางโลม “คุณชายเจ้าเมาอีกแล้วงั้นรึ?”

อาก้านส่ายหน้ารัว “เปล่า ไม่ใช่!”

เขากลืนน้ำลายลงคือ นึกผิดต่อคุณชายยิ่งนัก

“คุณชาย! คุณชายกำลังจะไปแล้ว!”

เส้นทางเบื้องหน้ามันช่างยาวไกลยิ่งนัก ร่างอ้วนวิ่งกระหืดกระหอบไปตามทางเดินที่เต็มไปด้วยผู้คน เพราะความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวจึงยิ่งทำให้ฉิงเฟิ่งเหงื่อออกมากกว่าปกติ หัวใจของฉิงเฟิ่งเต้นรัว หาใช่ว่ากำลังตื่นเต้น แต่เป็นเพราะมันกำลังแหลกสลายเมื่อได้รับฟังข่าวร้ายจากปากของอาก้าน

หวางเยี่ยนฉวี่...จะไปอยู่ที่อื่น

ไปในที่ซึ่งไกลจากเขา...

อาก้านบอกว่าหวางเยี่ยนฉวี่ได้ถูกส่งตัวไปเรียนวิชากับพี่ชายที่อยู่ชายแดนทางเหนือ อันที่จริงหวางเยี่ยนฉวี่ต้องไปตั้งแต่อายุสิบสามด้วยซ้ำ ด้วยความหัวรั้นของเจ้าตัวไม่คิดอยากไปไหน จึงทำให้หวางตงที่รักลูกชายมากไม่อยากขัดใจ เขาปล่อยให้หวางเยี่ยนฉวี่ทำตามความต้องการ

จนเมื่อเร็วๆ นี้ทางลูกชายคนโตได้ส่งจดหมายมาอีกครั้งหนึ่ง ได้แจ้งว่าเพื่ออนาคตของหวางเยี่ยนฉวี่จำเป็นที่จะต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาร่ำเรียนวิชาทางทหาร

หวางเยี่ยนฉวี่ที่เป็นบุตรชายย่อมไม่อาจทำตัวเสเพลได้เหมือนก่อน เขาต้องมีความรับผิดชอบต่อวงศ์ตระกูล ต้องขึ้นเป็นผู้นำในอนาคตในภายภาคหน้า ด้วยการนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปฎิเสธได้

ฉิงเฟิ่งที่ได้ฟังดังนั้นจึงได้เร่งรีบตามออกมา เขาเป็นเพียงคนอ้วนโง่ที่พออ่านออกเขียนได้ สองขาอวบอ้วนพยายามวิ่งให้เร็วที่สุด จนล้มลุกคลุกคลานกับพื้นหลายครั้ง ร่างกายถลอกปอกเปิก ตรงหัวเข่าก็มีเลือดออก กระนั้นฉิงเฟิ่งก็ยังไม่หยุด

รถม้าอยู่ตรงด้านหน้า ความเร็วของม้ากับมนุษย์ย่อมแตกต่าง ฉิงเฟิ่งตะโกนร้องเรียกผู้ที่อยู่ด้านใน

“หวางเยี่ยนฉวี่!”

เขาตะโกนจนคอแทบแตก ร้องเรียกจนไม่มีเสียง วิ่งจนหมดแรงก็ไม่อาจหยุดรถม้าตรงหน้าได้

ฉิงเฟิ่งน้ำตาไหล เขาหยุดวิ่งเพราะสะดุดหกล้ม ร่ำร้องเรียกสหายสนิทที่บัดนี้ไม่มีแต่คำล่ำลา

หวางเยี่ยนฉวี่คนโง่...

ภายในรถม้า...หวางเยี่ยนฉวี่นั่งอยู่ในตัวรถ เสียงฝีเท้าของม้ามันทำให้เขาไม่อาจรับรู้ได้ว่ามีร่างหนึ่งวิ่งตามมาจากด้านหลัง

เขาเป็นเหมือนคนที่ไร้วิญญาณ ได้แต่เหม่อลอยมองไปข้างหน้า แววตาที่เคยสดใสกลับเศร้าซึม ในมือของเขาถือหยกสีเขียวมรกตเอาไว้ มันเป็นหยกที่เขาเคยให้ฉิงเฟิ่งพกติดตัว วันก่อนฉิงเฟิ่งได้ทำหล่นเอาไว้ในห้อง หวางเยี่ยนฉวี่ไม่ได้เอาไปคืนแต่เลือกที่จะเก็บเอาไว้กับตัว

หวางเยี่ยนฉวี่กำหยกสีเขียวด้วยความหวงแหนสุดชีวิต

“ฉิงเอ๋อ”

เอ่ยเรียกชื่อคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยอีกแล้ว พลันน้ำตามันก็พาลไหลออกมาเสียดื้อๆ ล้อรถได้กลิ้งไปตามทาง จนฝุ่นผงฟุ้งกระจายในอากาศ หวางเยี่ยนฉวี่หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า

มันดีแล้ว...

ให้ฉิงเฟิ่งเกลียดเขาเช่นนี้ก็ดีแล้ว...

หวางเยี่ยนฉวี่กับฉิงเฟิ่ง มีโอกาสได้แค่พานพบ แต่ก็ไร้ซึ่งวาสนาครองคู่ก็เท่านั้น



เจ้าคนโง่เง่าหวางเยี่ยนฉวี่ไปแล้ว สิ่งที่ทิ้งเอาไว้มีคือความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือน ฉิงเฟิ่งสะกัดกลั้นน้ำตาเมื่อพาร่างที่บอบช้ำกลับบ้าน

เหวินอี้ที่กลับมาพอดีจึงได้ถามไถ่ถึงสภาพที่เหมือนไปฟัดกับหมา แค่ชั่วลมหายใจก็พอคาดการออกว่าคงเป็นเรื่องคุณชายตระกูลหวางผู้นั้น คาดไม่ถึงเช่นกันว่าหวางเยี่ยนฉวี่จะจากไปกะทันหัน เขาขบคิดถึงการใหญ่ในภายภาคหน้า หากยังคงมีชีวิตเช่นนี้คงไม่แคล้วเหมือนพี่ใหญ่และพี่สาม อาจมีชีวิตที่เป็นสุขแต่ก็หาได้มีความสุขที่แท้จริง ไหนจะยังบิดาที่มีสภาพไม่ได้ต่างจากฉิงเฟิ่ง ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เหวินอี้ไม่ได้ต้องการเท่าใดนัก

หนทางออกที่น่าจะเป็นศูนย์กลับถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงตระกูลต้วน เหวินอี้ที่ได้เรียนกับหลวงจีนในวัดจึงได้พอมีโอกาสรู้มาบ้างว่าเจ้าตระกูลต้วนนั้นเป็นใหญ่เป็นโตไม่แพ้พวกขุนนางในวัง และดูเหมือนว่าจะเป็นสหายคนสนิทของคนตระกูลหวัง หนึ่งในสี่ตระกูลที่เคยรุ่งเรือง

เมื่อวันก่อนได้เข้ามาไหว้พระที่วัด เหวินอี้ได้แต่มองห่างๆ ไม่มีโอกาสเข้าใกล้ ใครๆ ต่างก็นิยมชมชอบของสวยงาม เรื่องหน้าตาตัวเองนั้นเหวินอี้มั่นใจว่าไม่แพ้ใคร

ไม่กี่วันหลังจากนั้นเหวินอี้จึงได้แอบลอบถามหลวงจีน ได้ความว่าคนผู้นั้นชื่อหาน แซ่ต้วน เดินทางมาไกลจากอีกเมืองเป็นพันลี้เพื่อมาทำงานบางอย่าง อีกไม่กี่วันก็จะกลับแล้ว เหวินอี้ที่ไม่อาจรอช้าได้ เขาแสร้งไปในเส้นทางที่ต้วนหานผู้นั้นผ่าน แอบอยู่ข้างทางโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็น เขาลอบมองอาชาใหญ่ที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปขวางจนโดนชนเข้าอย่างจัง

เสียงม้าร้องโหวกเหวกตื่นตระหนก ไม่แพ้บ่าวรับใช้ที่เป็นคนขับ สีหน้าเขาลนลานพลางวิ่งออกมาดูจึงพบว่าร่างหนึ่งนอนได้รับบาดเจ็บอยู่ตรงหน้า

ต้วนหานที่ไม่รู้จึงเปิดม่านออกมาดู เขาเห็นท่าทางวุ่นวายก็ลงมาด้วยตนเอง สิ่งแรกที่เห็นคือเด็กหนุ่มอายุไม่มากนัก ดูเหมือนว่าจะได้รับบาดเจ็บพอประมาณ จึงได้ให้คนพาตัวไปรักษา การเดินทางกลับก็คลาดเคลื่อนไปอีกวันหนึ่ง

เหวินอี้ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองได้นอนอยู่บนเตียงกว้าง เขาเจ็บแปลบที่ศีรษะด้านซ้าย พอเอามือจับดูก็รู้ว่าคงหัวแตก อาจเป็นเพราะแรงกระแทกกับพื้นแข็ง นั่งได้ครู่หนึ่งก็มีคนที่คุ้นหน้าเดินเข้ามาด้านใน เหวินอี้รู้ว่าชายผู้นั้นคือต้วนหาน ถึงกระนั้นก็แสร้งทำเป็นไม่รู้จัก

“ท่านเป็นใคร”

ตัวสั่นเทิ้มเป็นเจ้าเข้า ดวงตาดำคลับหวาดระแวงคนแปลกหน้า

“เราคือต้วนหาน”

ครั้นอีกฝ่ายเอ่ยชื่อตัวเองออกมาก็ตกใจยิ่งกว่าเก่า ต้วนหานมองอิริยาบถก็คิดว่าเด็กคนนี้ช่างน่าเอ็นดูนัก หากไม่รู้ว่าเป็นบุรุษ ถ้ามองผิวเผินก็อาจคิดว่าเป็นสตรี ร่างนั้นรีบลุกขึ้นกุลีกุจอคุกเข่าคารวะเขา ราวกับว่ารู้แล้วว่าเขาคือผู้ใด

“เหวินอี้สมควรตายขอรับ เหวินอี้มิรู้ว่าท่านคือท่านต้วน”

เรียกแทนตัวเองด้วยชื่อ เพื่อหวังให้เขาจดจำ

"เจ้ารู้ถึงความผิดตัวเองก็ดี" ต้วนหานสะบัดชายเสื้อ "เจ้ามาขวางทาง สมควรต้องได้รับการลงโทษ"

เหวินอี้ก้มหน้าติดพื้น "เหวินอี้รับรู้ความผิด แต่เหวินอี้ไม่สมควรตาย"

ต้วนหานขมวดคิ้ว "ไหนเจ้าลองบอกเหตุผลมา"

"เหวินอี้ไปขวางทางท่าน นั่นเป็นเพราะเหวินอี้ไม่ได้ตั้งใจ ข้อนั้นเหวินอี้ผิดนัก และหากท่านต้วนคิดลงโทษคงไม่พาเหวินอี้มารักษาบาดแผล ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าท่านต้วนมีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรมล้ำเลิศ ถ้าหากว่าท่านต้วนลงโทษเหวินอี้ เหวินอี้ก็ไม่อาจตอบแทนได้ในภายภาคหน้า... ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่เหวินอี้ไม่สมควรตายขอรับ"

"เจ้าจะตอบแทนข้างั้นรึ?"

"ขอรับ หากเหวินอี้สามารถติดตามท่านต้วนได้ก็จะสามารถตอบแทนท่านต้วนที่ช่วยเหลือ"

คนกล่าวยิ้มกว้าง ส่อแววตาฉลาดหลักแหลม จนต้านหานหัวเราะด้วยความชอบใจ เด็กคนนี้ถ้าได้รับการสนับสนุน รับรองว่าอนาคตย่อมไปได้ดีกว่าอยู่ตรงนี้แน่นอน เขารู้สึกถูกชะตากับเด็คนนี้ยิ่งนัก

ติดตรงที่ว่าต้วนหานนั้นไม่สามารถอยู่เมืองหลวงได้นานกว่านี้ หนทางจึงได้มีเพียงแค่หนึ่งเดียว

ในวันที่ราชวงศ์จิ้นเข้าสู่เดือนแปด ตระกูลซือได้กลายเป็นที่กล่าวขานอีกครั้งหลังจากที่เกิดเรื่องร้ายติดต่อกันเป็นเวลาสองเดือน

ต้วนหาน...อดีตแม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์จิ้นตะวันออก ผู้ปกปักรักษาด่านหน้า สร้างความดีความชอบอยู่หลายครั้ง หลังจากที่ทำศึกมานานนับปีต้วนหานจึงได้วางมือ นานครั้งจะกลับมาเยี่ยมเมืองหลวง

ข่าวลือของอดีตแม่ทัพผู้นี้ดังไปทั่วหมู่บ้าน ต่างก็พูดเรื่องของเหวินอี้ว่าเป็นคนโชคดี ถึงขนาดต้วนหานได้มาพบซือจิ้นอันด้วยตัวเองเพื่อขอบุตรชายคนเล็กไปเลี้ยงดู

ซือจิ้นอันที่ได้ฟังความทีแรกก็คิดหนัก เขามีลูกสาวสามคน และลูกชายสองคนที่อายุห่างกันไม่มาก น่าเสียดายที่บุตรสาวคนโตกับคนที่สามมาเสียชีวิต หลงเหลือแต่บุตรสาวคนที่สองที่ได้ออกเรือนไปเป็นปีแล้ว ความหวังของซือจิ้นอันอยู่ที่เหวินอี้ เขาฟูมฟักและแบกหน้าไปขอหลวงจีนในวัดให้รับเป็นศิษฐ์ ให้เหวินอี้ได้มีวิชามีความรู้ กอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลให้ได้เป็นใหญ่เป็นโต

มีหรือที่คนเป็นบิดาจะห้าม...

ซือจิ้นอันได้ฝากฝังลูกชายสุดหวงแหนกับต้วนหาน ให้เหวินอี้ได้เติบใหญ่เป็นใหญ่เป็นโตในภายภาคหน้า

เหวินอี้ที่ได้ฟังดังนั้นจึงได้ยิ้มอย่างยินดีอยู่ในใจ เขาแทบอยากพาต้วนหานให้ออกไปจากที่นี่เร็วๆ ด้วยซ้ำ ก่อนจากเขาได้ล่ำลาบิดาผู้ให้กำเนิด โอบกอดร่างอ้วนของฉิงเฟิ่งด้วยความอาลัยอาวรณ์

ไม่กี่วันหลังจากนั้นเหวินอี้ก็ได้ออกเดินทาง ถึงต้วนหานจะบอกว่าให้เขาติดตามก็หาใช่ในฐานะลูกบุญธรรมไม่ เหวินอี้ที่ยังคงเป็นแค่คนรับใช้จึงได้แต่นั่งอยู่ด้านนอกรถม้าที่แดดร้อนจ้า ถึงกระนั้นเขากลับยินดี เส้นทางที่ยอดยาวไปเบื้องหน้าคือเส้นทางแห่งรุ่งอรุณ ในวันนี้ยังไม่ใช่วันของเขา เหวินอี้ตั้งใจแล้วว่าเขาจะต้องกลายเป็นลูกบุญธรรมของตระกูลต้วน

เหวินอี้ไปแล้ว...เหลือแต่เพียงฉิงเฟิ่งที่เหมือนสูญเสียทุกอย่างในชีวิต เขาสูญเสียทั้งสหายสนิท สูญเสียพี่น้อง ช่วงสามวันแรกที่ได้แยกจากหวางเยี่ยนฉวี่ ฉิงเฟิ่งเป็นเหมือนคนไร้วิญญาณ หยิบจับอะไรก็เอาแต่เหม่อลอยจนบางครั้งเผลอร้องไห้ออกมา กว่าจะตั้งตัวได้ก็ปาเข้าสู่เดือนที่สาม

เขากลายเป็นลูกคนเดียวในตระกูลที่ไร้ซึ่งวาสนา กระนั้นฉิงเฟิ่งก็ไม่เอาแต่อมทุกข์ เขายังคงทำงานตามปกติ อาศัยแรงที่มากผ่าผืนและตักน้ำ แม้ไม่มีเหวินอี้อยู่ด้วยบิดาก็ยังคงเอาแต่ดื่มเหล้าจนเมามายไม่หยุดหย่อน

ย่างเข้าสู่เทศกาลฉูซี**[7]** ปีนั้นฉิงเฟิ่งก็ได้ข่าวว่าทางวังหลวงกำลังรับสมัครทหาร รุ่งเช้าของอีกวันจึงได้ย่างกรายเข้าไปในวังหลวงเป็นครั้งแรก

ฉิงเฟิ่งคาดไม่ถึง แม้ในวังหลวงก็ยังมีโจร และโจรผู้นั้นก็ชอบเข้ามายุ่งย่ามกับเขาเสียจริง




-----

TAKE

หยกที่ฉิงเอ๋อพก อ้างอิงได้จากตอนที่ 2 หรือ 3 นี่แหละ มีฉากนึงที่เทคบรรยายว่า ฉิงเอ๋อตื่นมากลางดึก ได้ยินเสียงดังก็นึกว่าขโมย แล้วก็มีแค่หยกติดตัว หยกอันนั้นแลท่าน เดี๋ยวจะคิดว่าหยกมันมาจากไหนว้าาา จู่ๆ ก็โผล่มา

และแล้วทั้งสองก็ได้แยกจาก อาเยี่ยนต้องทำใจหน่อยนะ ไม่ใช่พระเอกมันก็ลำบากแบบนี้แหละ

ป.ล.พระเอกมาแล้วววววว โอ๊ยยย กว่าจะเคลียร์ทุกคนให้หมดก็ไปหลายตอนทีเดียวเชียว พระเอกค่าตัวแพงงงง



**[7]**ฉูซี หมายถึง   วันส่งท้ายปีเก่าหรือที่เรียกว่า คือวันที่ 30 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติ บางครั้งเรียก ซุ่ยฉู และ ฉูเย่


ความคิดเห็น