ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 : พี่คะ... หนูชอบพี่

ชื่อตอน : บทที่ 1 : พี่คะ... หนูชอบพี่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.5k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2560 20:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 : พี่คะ... หนูชอบพี่
แบบอักษร


บทที่ 1 พี่คะ... หนูชอบพี่



แก ฉันมีเรื่องสงสัยว่ะ คำถามเกริ่นนำดูเหมือนจะร้อนใจไม่น้อยดังขึ้นมาในขณะที่มือก็ถือทัพพีคนแกงมัสมั่นในหม้อซึ่งกำลังส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปด้วย


“ว่าไงครับ”


“อี๋ ไม่ต้องมาทำเสียงอ่อนเสียงหวานกับฉันเลยนะ ฟังแล้วขนลุก” คนพูดไม่พูดเปล่าทว่าใบหน้าสวยตรึงตายังแสดงอาการเหยเกราวกับขยะแขยงเต็มประดาจนชายหนุ่มที่ตอบรับด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มเมื่อครู่ยกมือขึ้นมาบิดเอวเล็กบางเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ในรีแอคชั่นโอเว่อร์ของเพื่อนสนิทจนเธอร้องโอดโอยออกมาดังพอสมควร


“ทำอะไรก็ให้มันเนียนๆ หน่อยพราว เดี๋ยวก็ถูกจับได้หรอก”


ชายหนุ่มร่างแกร่งกำยำในชุดนักศึกษากางเกงยีนส์สีเข้มกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวซึ่งชายเสื้อหลุดออกมาด้านนอกให้ภาพลักษณ์มาดแมนแฮนซั่มแบบที่ไปเป็นดารานายแบบได้ไม่ยาก มองเผินๆ แล้วจรัสกรก็เหมือนผู้ชายแท้ๆ ทั่วไปประกอบกับการทำตัวติดแจเป็นปาท่องโก๋กับพนิดาจนคนที่ไม่สนิทส่วนใหญ่เข้าใจว่าทั้งคู่เป็นคนรักกันซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ทั้งเขาและเพื่อนสนิทสาวคนนี้ไม่ได้สนใจเก็บมาคิดมากอะไรแถมยังมองว่ามันคือเรื่องขำขันเสียด้วยซ้ำ


เพราะหากได้มาเห็นภาพหน้าจอในโทรศัพท์ที่ชายหนุ่มเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีก็จะพบว่ามันเป็นรูปของตัวจรัสกรกับผู้ชายอีกคนหนึ่งในท่าทีสนิทสนมแนบชิดจนแทบจะสิงร่างกันอยู่รอมร่อ


ใช่! เขาเป็น ‘เกย์’ แต่เป็นเกย์แบบไม่เปิดเผยเพราะไม่อยากให้เรื่องดังมาเข้าหูถึงที่บ้านซึ่งจากการวิเคราะห์จากที่รู้จักกันมาทั้งชีวิตแล้วค่อนข้างมั่นใจเลยว่าทั้งพ่อและแม่คงรับไม่ได้กับเรื่องนี้แน่ๆ ดังนั้นรสนิยมทางเพศของเขาจึงถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด จะมีคนรู้ก็แค่เพื่อนเก่าเพื่อนแก่อย่างพนิดาคนเดียวเท่านั้น


“โอ๊ยยยยยย ฉันเจ็บนะไอ้กอล์ฟ” ใบหน้าใสบูดบึงพลางคลำเอวตรงจุดที่ถูกบิดปอยๆ “อย่ามาทำให้พนิดาคนนี้โมโหนะเว้ย เดี๋ยวแม่ก็เทไม่ช่วยต่อซะนี่”


“แหม แล้วทีแกมาทำหน้าอี๋ๆ แหวะๆ ใส่เรานี่ไม่เป็นไรใช่ไหมโดนเอาคืนบ้างทำเป็นร้องโหยหวน”


“เออๆ ขอโทษแล้วกัน ฉันผิดที่เริ่มก่อนเองก็ด๊ายยย” ใบหน้าแฉล้มยังไม่วายลากเสียงยาวอีกเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นสะกิดแขนเพื่อนเพื่อเข้าสู่ประเด็นที่อยากพูดในตอนแรก “นี่ๆ กอล์ฟ ฉันมีเรื่องสงสัยอ่ะ”


“อืม ว่ามา”


“แกว่าพี่กราฟเขาจะแอบชอบฉันบ้างป่ะ... โอ๊ย! อะไรอีกล่ะ” ท้ายประโยคยังพูดไม่ทันจบดีเธอก็ต้องส่งเสียงคร่ำครวญออกมาอีกรอบเมื่อถูกมือใหญ่จิกแล้วบิดเข้าที่รอยเดิมเป๊ะๆ ใบหน้าหวานที่มักจะทำตัวแก๋นเซี้ยวมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกตวัดมองอีกฝ่ายตาเขียวพร้อมกับยกเสียงขึ้นสูงปรี๊ด


“อย่ามโน”


คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้ร่างบอบบางที่พร้อมไฟว์อยู่แล้วยิ่งแสดงอาการเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิม นัยน์ตาทรงอัลมอนด์จิกเหวี่ยงคนพูดแบบไม่ยอมรับ แต่ทว่าชายหนุ่มที่ถูกมองอย่างอาฆาตนั้นกลับไหวไหล่เบาๆ อย่างไม่ยี่หระ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มอมเทาเล็กน้อยหลิ่วมองหญิงสาวที่เตี้ยกว่าสิบกว่าเซนติเมตรแบบเอือมระอาปนขำ “พูดความจริง ทำเป็นรับไม่ได้”


“ทำไมต้องมั่นใจขนาดนั้นด้วย แกไม่ใช่พี่กราฟอย่ามาทำเป็นพูดรู้ดีไปหน่อยเลย” เธอบ่นกระเง้ากระงอดพลางทำหน้าบูดบึ้งไม่อยากเชื่อว่าความหวังหริบหรี่นั้นจะไม่มีทางเป็นความจริงได้เชียวหรือไง


ก่อนคำอธิบายเพิ่มเติมของจรัสกรจะทำให้สติที่หลุดลอยไปตั้งแต่ได้สบตากับพี่ชายสุดหล่อเมื่อครู่นี้กลับเข้าร่างดังเดิม


“แกเป็นแฟนเรา ลืมแล้วหรือไง” เขาปรายตามองเพื่อนรักที่ออกอาการหน้าเจื่อนขึ้นมา อาจจะดูหักหาญน้ำใจไปนิดแต่มันก็คือเรื่องจริง พี่กราฟไม่มีทางรักหรือแม้แต่จะชอบพราวได้หรอกเพราะรู้ว่าเธอคือคนรักของเขา


และถึงแม้สมมุติวันดีคืนดีให้บอกว่าเขากับพนิดาเลิกกันปล่อยให้หญิงสาวจะเดินหน้าเปิดเกมรุกจีบฝ่านั้นเต็มตัวก็ยังไม่มีโอกาสเป็นไปได้ขึ้นมาอยู่ดี มั่นใจเลยว่าอย่างไรก็ตามในสายตาจิรกฤตก็มองเจ้าหล่อนเป็นน้องสาวไปแล้ว


ใบหน้าผุดผาดเนียนใสถอนหายใจแรงๆ สะบัดตัวฟึดฟัดเล็กน้อยแต่ก็ต้องยอมรับว่านี่แหละคือปัญหาโลกแตกสำหรับเธอที่ทำให้หนทางการสมหวังในความรักลอยห่างออกไปแบบไม่เห็นฝุ่น คิดไปแล้วก็ไม่น่าตกปากรับคำช่วยเหลือจรัสกรมาแกล้งสมอ้างว่าเป็นคนรักของมันเลย เพราะที่ผ่านมาตอนบอกใครๆ ว่าเธอคือแฟนไอ้กอล์ฟก็ไม่เห็นผลกระทบอะไรจะตามมาเนื่องจากไม่จำเป็นต้องโสดให้ใครเห็น ครั้งนี้เลยลืมไปซะสนิทว่าจะทำให้ผู้ชายเพียงคนเดียวที่หลงรักมาเนิ่นนานเข้าใจผิดไปด้วย


“จริงด้วยสิ เศร้าจัง”


“โถ่ ทำหน้าเป็นหมาหงอยเชียว อยากได้พี่เราเป็นผัวขนาดนั้นเลยเหรอวะ”


“ไอ้บ้า พูดจาอะไรน่าเกลียด อีกอย่างที่ฉันต้องยุ่งยากแบบนี้ก็เพราะแกแท้ๆ ยังกล้าปากเสียอยู่อีกนะ” เสียงแหลมแว๊ดตวาดเพื่อนออกไปพร้อมกับท่าทางหลุกหลิกหันมองซ้ายขวาอย่างตรวจเช็คว่าไม่มีใครบังเอิญผ่านมาได้ยินบทสนทนาของพวกเธอจริงๆ


“เอ๊า ก็ตอนนั้นทำไมไม่บอกว่าชอบพี่กราฟ เราไม่รู้นี่หว่า จะมาพูดตอนนี้ก็สายไปแล้วไหมอยากปากหนักเอง” เขายักไหล่ไหวแบบช่วยไม่ได้เพราะตนเพิ่งมารู้ไม่นานมานี้เองว่าเพื่อนสนิทอย่างพนิดาเก็บซ่อนความลับที่แอบรักพี่ชายของเขามานานนับปีซึ่งนั่นก็เป็นหลังจากการป่าวประกาศบอกทุกคนไปแล้วว่าตนกับหญิงสาวคบหากัน ฉะนั้นจะโทษเขาฝ่ายเดียวมันก็ดูไม่ถูกเท่าไหร่


“เพื่อนเลว ไม่ช่วยแล้วยังซ้ำเติม”


ใบหน้าใสเกิดเห่อร้อนจนแดงก่ำขึ้นมาอย่างกระทันหัน พอหันไปด่าเพื่อนปากหมะ...เสร็จก็ต้องก้มหน้าทำเป็นสนใจแกงในหม้อจนได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอดังแว่วมาคล้ายจะสนุกสนานมากกว่าเห็นใจในโชคชะตาความรักของหญิงสาว


“ยากนะพูดตรงๆ เปลี่ยนเป้าหมายใหม่เถอะพราว มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว”


“สมมุติว่าเปลี่ยนคนได้ปุ๊บปั๊บจริง ฉันคงไม่ต้องมากลุ้มใจแบบนี้หรอกไหม” ดวงตากลมโตฉายแววสลดหดหู่ขึ้นมาผิดกับนิสัยในยามปกติ ลึกๆ ก็เข้าใจและอยากจะทำอย่างที่เพื่อนบอกอยู่เหมือนกัน แต่ดูท่าเรื่องนี้จะยากเย็นหนักหนาเกินกว่าที่คิดเพราะหลายครั้งที่คิดและตั้งใจจะเปลี่ยนไปชอบคนอื่นแต่แล้วภาพของจิรกฤตก็ซ้อนทับขึ้นมาจนในที่สุดต้องยอมรับว่าเธอไม่อาจมีใครมาแทนที่เขาได้จริงๆ


ถ้าตัดใจมันทำง่ายเหมือนตัดผักก็คงดี...



หนูพราวนี่ทำอาหารเก่งจริงๆ เลยนะ อร่อยมากๆ


“เด็กเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเสน่ห์ปลายจวักกันแล้ว หายากไม่เหมือนเมื่อก่อน กอฟ์ลลูกนี่โชคดีนะเนี่ยได้ผู้หญิงแบบนี้เป็นแฟน”


“ขอบคุณค่ะ ดีใจจังที่คุณพ่อคุณแม่ชอบ”


พนิดายิ้มแก้มแทบปริเมื่อได้รับคำชมเชยไม่หยุดปากของผู้ใหญ่ทั้งสองท่านกับการแสดงฝีมือครั้งแรกหลังจากฝึกฝนอยู่หลังครัวมานาน ขณะกำลังอยู่บนโต๊ะอาหารมื้อเย็นที่ถูกปรับขยายให้เป็น 6 ที่นั่งในวันนี้โดยรายการอาหารคือ ต้มกะหล่ำปลีเห็ดหอม เกี้ยวปูทอด แกงมัสมั่นไก่หอมฉุยอบอวลและน้ำพริกปลาทูผักต้มถูกจัดอยู่ในถ้วยชามอย่างสวยงามราวกับร้านอาหารซึ่งความจริงจะว่าได้รับอิทธิพลมาก็ไม่ผิดนักเพราะที่บ้านของหญิงสาวทำธุรกิจร้านอาหารไทยริมน้ำชื่อดังเก่าแก่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณย่ากว่า 50 ปีแล้ว


“ครับ” ใบหน้าคร้ามคมตอบรับพร้อมส่งยิ้มเล็กน้อยให้กับคำพูดของพ่อกับแม่พลางแอบเหลือบตามองเพื่อนในบทบาทการแสดงเป็นคนรักได้อย่างแนบเนียนด้วยความหมั่นไส้ที่เห็นพนิดายิ้มหน้าบานจนดวงตาหยีเล็กขนาดนั้น


“กราฟล่ะ ว่ายังไงบ้างฝีมือน้องพราวอร่อยไหม” ใบหน้าที่ปรากฏริ้วรอยตามอายุหันไปถามลูกชายคนโตที่นั่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรนอกจากตั้งใจตักอาหารเข้าปากอย่างเดียว


จิรกฤตเงยหน้าขึ้นจากที่ทำเป็นไม่สนใจเด็กสาวซึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม ดวงตาคมวับวาวเปล่งประกายชั่วครู่ก่อนจางหายไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหล่อเหลานิ่งเคร่งขรึมดังเดิม น้ำเสียงทุ้มราบเรียบไม่บ่งบอกความรู้สึกมากไปกว่าความเป็นพี่ชายที่ไม่ค่อยสนิทสนมกันนักและแน่นอนว่าเขาไม่รู้เลยว่าคำตอบที่กำลังจะเอ่ยออกมาทำให้คนฟังลุ้นตัวเกร็งแค่ไหน


“อร่อยครับ อร่อยกว่าไปกินตามร้านอาหารเยอะ”


“ขอบคุณนะคะพี่กราฟ” แม้สายตาและท่าทางของคนที่เธอแอบปลื้มจะไม่มีอะไรผิดปกติให้น่าสังเกตแต่แค่การชมเชยเล็กๆ นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจพองฟูได้แล้ว มือเล็กแอบจิกต้นขาเอาไว้แน่นไม่ให้หลุดกระดี๊กระด๊าเกินเหตุ


“เออ หนูพราวว่างๆ ก็ลองสอนเจ้ากอล์ฟมันทำอาหารให้อร่อยแบบนี้บ้างสิ ถึงเป็นผู้ชายแต่ถ้าทำได้ก็ถือเป็นทักษะอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ”


เสียงก้องกังวาลพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วชัดเป๊ะของมิสเตอร์จัสตินผู้เป็นบิดาเอ่ยขึ้นหากทว่านั่นกลับทำให้ลูกชายคนเล็กอย่างจรัสกรเบ๊ะปากใส่ด้วยความไม่เห็นด้วยเพราะแค่ให้เป็นผู้ช่วยก็แทบไม่รอดแล้ว


“อย่าเลยครับแด๊ด จะกินไม่ได้ซะเปล่าๆ” น้ำเสียงยืนยันหนักแน่นกับใบหน้าขึงขังจริงจังเรียกเสียงหัวเราะให้แก่สมาชิกบนโต๊ะอาหารได้ดังลั่น


“ลูกพูดถูกนะ อย่าเสี่ยงท้องเสียเลยคุณ” หญิงสูงวัยพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอย่างเห็นด้วยก่อนจะหันไปมองสมาชิกอีกคนที่นิ่งเงียบที่สุดในวันนี้ “แต่ถ้าเป็นเจ้ากราฟน่ะไม่แน่ พอเห็นเค้าลางพัฒนาฝีมือได้อยู่บ้าง”


คนถูกพูดถึงชะงักช้อนที่กำลังตักเข้าปากลงพลางสบตาครอบครัวที่หันมามองพร้อมกับ ชายหนุ่มเลิกคิ้วนิดๆ พลางเกิดท่าทางอึกอักเล็กน้อยเมื่อกลางเป็นจุดสนใจอย่างไม่คาดคิดโดยเฉพาะเจ้าของดวงตาสดใสที่จ้องเขม็งกับกระพริบปริบๆ เหมือนจะมีความยินดีขึ้นมา


เห็นแบบนั้นหัวใจแข็งแกร่งพลันอ่อนยวบ


“ถ้าว่างๆ... ก็ไม่มีปัญหาครับ” เสียงที่พูดออกมายังคงความเรียบสนิทเหมือนเดิมแต่ทว่าภายในใจกลับหวามไหวอย่างประหลาด ความจริงแล้วเขาไม่ใช่คนชอบทำอาหารสักเท่าไหร่ เรียกว่าทำกินกันตายได้บ้างแต่ไม่ใช่งานอดิเรกอยู่ในความสนใจแต่พอมองนัยน์ตาแวววาวของพนิดาคล้ายนึกสนุกแล้วปากก็พลั้งพูดออกไปโดยอัตโนมัติ


ราวกับอะไรที่จะทำให้เธอยิ้มได้เขาก็พร้อมยอมทำ...


“จริงเหรอคะ” เธอตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่ปิดเพราะเริ่มมองเห็นโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับชายหนุ่มขึ้นมา “งั้นถ้าพี่กราฟว่างเมื่อไหร่ก็บอกพราวนะคะ แล้วก็อยากทำอะไรอาหารหรือขนมรีเควสมาได้เลยค่ะพราวจะเตรียมวัตถุดิบมาให้”


“คงเป็นอาหารนะครับ พี่ไม่ถนัดขนมเท่าไหร่”


“ได้ค่ะ” เธอตกปากรับคำทันที ใบหน้าสดใสคลี่ยิ้มกว้างราวกับถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลที่ 1 แค่คิดว่าจะได้ใช้เวลาร่วมกับจิรกฤตด้วยกันหัวใจก็เต้นตึกตักไปหมด


“หื้ม?” ดวงตาพริบพราวสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อปลายเท้าของเธอที่อยู่ใต้โต๊ะนิ่งๆ ถูกสัมผัสเข้ากับปลายเท้าของคนที่นั่งตรงข้ามพอดีแต่พอขยับตัวก้มลงมองด้านล่างก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติหรือจะเป็นเท้าของไอ้กอล์ฟสะกิดเรียกเพราะด้วยระยะห่างที่มากพอสมควรซึ่งหากคิดสักนิดก็ดูน่าสงสัยว่าเท้าของชายหนุ่มจะปัดมาโดนหญิงสาวได้อย่างไรหากไม่ได้ตั้งใจ


คิดได้ดังนั้นใบหน้าใสจึงหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ พลางส่งสายตาเป็นคำถามแต่ทว่าจรัสกรกลับมองกลับมาอย่างคนที่รู้เรื่องอะไรแถมยังทำหน้าไม่เข้าใจตอบกลับมาอีกด้วยซ้ำ


“โทดที เมื่อกี้เท้าของพี่ไปโดนพราวใช่ไหม” น้ำเสียงเรียบสงบดังเดิมเอ่ยขึ้นไม่มีอาการตกใจหรือกระโตกกระตากใดๆ แถมยังก้มหน้ากินข้าวต่อโดยไม่มองหน้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อยจึงไม่ทันได้เห็นอารมณ์ตระหนกที่สื่อออกมาทางแววตาว่าเพียงแค่การแตะต้องเล็กๆ สามารถทำให้หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างชัดเจนมากแค่ไหน


“อ่อ... ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบเสียงอ่อนพลางยกมือเอาเส้นผมทัดหูอย่างขัดเขินตามความเคยชินเวลาเผลอๆ


ทว่าไม่รู้พนิดาว่าตัวเองสายตาดีหรือเจอจังหวะแจ๊คพอตกันแน่เพราะเธอบังเอิญมองเห็นรอยยิ้มยกขึ้นที่มุมปากของจิรกฤต แค่วินาทีเดียวที่เธอรู้สึกว่าเขาร้ายลึกอย่างบอกไม่ถูกก็ยิ่งทำให้หัวใจเกิดอาการเต้นถี่รัวไม่อยู่ในร่องในรอยเข้าไปใหญ่ ร่างกายบอบบางแข็งทื่อนั่งหลังตรงพร้อมกับนัยน์ตาหลุกหลิกไปมาฝืนบังคับไม่อยู่


พี่กราฟตั้งใจเหรอ?


ทำไมล่ะ... ไม่มั้ง... ไม่หรอก


แต่ถ้าไม่ตั้งใจจะยิ้มทำไม? หรือเธอตาฝาด... ก็ไม่น่าใช่


จริงๆ แล้วความกว้างของโต๊ะตัวนี้มันก็น่าจะประมาณเกือบ 90 เซนติเมตรและเขาก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่จะมาเตะเท้าเหวี่ยงไปมาสักหน่อย ถึงจะขายาวแค่ไหนถ้าไม่ตั้งใจคงไม่โดนหรอกมั้ง


แล้วนี่ขนาดโดนเฉียดๆ แค่นิ้วเท้านะ ไม่อยากจะคิดว่าถ้าเป็นส่วนอื่นในร่างกายมาสัมผัสกันจริงๆ มันจะให้ความรู้สึกวูบวาบมากแค่ไหน


ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านและก่อนในสมองจะวาดภาพล่องลอยไกลไปกว่านี้ทันใดนั้นร่างระหงจึงรีบลุกพรวดพราดขึ้นมาท่ามกลางสายตาของทุกคน เสียงหวานใสเอ่ยกระแอ้มกล่าวเบาๆ พร้อมเสไม่มองสบตาใครตรงๆ พยายามไม่ให้เกิดพิรุธเป็นที่สังเกต


“เอ่อ... พราวขอตัวไปห้องน้ำแป๊บหนึ่งนะคะ”


เพราะทนอยู่นิ่งๆ ไม่ได้อีกต่อไปจึงต้องขอเวลาอยู่กับตัวเองเพื่อปรับจูนสติสักครู่และเมื่อพูดจบเธอก็หันหลังเดินลิ่วๆ ออกมาจากโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครเอะใจนอกจากจรัสกรที่แอบส่ายหน้าในเชิงอ่อนใจกับเพื่อนสาวซึ่งปกติแก๋นแก้วเป็นที่หนึ่งแต่พอมาอยู่ต่อหน้าพี่ชายของเขาแถมโดนเท้าแตะกันนิดเดียวถึงกับเขินหน้าแดงทนไม่ได้ซะอย่างนั้น


เป็นเอามากนะเนี่ย... หรือไอ้พราวมันจะชอบพี่กราฟจริงจัง?


ด้านพนิดาที่รีบเดินมาถึงห้องน้ำก็รีบเข้าไปด้านในพร้อมผลักประตูดังปังอย่างไม่หลงเหลือมาดเด็กสาวผู้อ่อนหวานทันที ดวงตาสีเข้มสนิทจ้องมองกระจกที่สะท้อนใบหน้าของตัวเอง ความร้อนผ่าวกระจายไปทั่วอีกทั้งยังแดงก่ำพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอจะเป็นบ้าตายกับความรู้สึกแบบนี้จริงๆ มันมีความสุขก็จริงในเวลาเดียวกันก็ทรมานอึดอัดจนหายใจไม่ออก


หญิงสาวตบแก้มเบาๆ เพื่อเรียกสติให้กลับมา ดวงตาคู่สวยปิดลงแน่นพร้อมบอกกับตัวเองว่าตอนนี้เธอกำลังทำหน้าที่คนรักของจรัสกรอยู่ ถึงจะไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่นักแต่เมื่อตกลงไปแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดไม่เช่นนั้นเพื่อนคงเดือดร้อนกับคำพูดของญาติผู้ใหญ่ที่มักเข้ามาสอบถามหลังจากบังเอิญไปเจอชายหนุ่มเดินอยู่กับคนรักซึ่งเป็นเพศเดียวกันที่ห้างสรรพสินค้า


เข้าใจว่าเพื่อนคนนี้รักครอบครัวมากและไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจกับการเป็นขี้ปากชาวบ้านถึงได้ขอร้องให้เธอมาช่วยแสดงเป็นคนรักแม้จะเป็นการโกหกก็ตาม


แต่ทำไมโชคชะตาหนอต้องให้เธอชอบเป็นจิรกฤตด้วย? ทำไมถึงไม่ใช่คนอื่น ถ้าแบบนั้นเรื่องมันคงง่ายกว่านี้เยอะ


บ้าบอชะมัด! นี่จะเรียกว่าพรหมลิขิตบันดาลหรือกลั่นแกล้งกันแน่ถึงทำให้เธอต้องมาปลาบปลื้มคลั่งใคล้กับผู้ชายคนนี้และไม่สามารถตัดใจออกจากเขาได้สักที


‘อื้อออออ... ฉันชอบพี่กราฟจริงๆ นะ จะทำยังไงดี!!!’



เคยแอบชอบใครแต่บอกไม่ได้มั้ยคะ? โครตทรมานเนอะ 5555 ยิ่งเวลาต้องมาเจอแบบใกล้ชิดด้วยถึงขั้นทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว >//<

Next : ตอนที่ 2 จะมาอัพวันอังคารที่ 3 ตุลาคม ค่ะ​

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว