ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เลือดพล่าน ll < บทที่15 > 100%

ชื่อตอน : เลือดพล่าน ll < บทที่15 > 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2561 20:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เลือดพล่าน ll < บทที่15 > 100%
แบบอักษร

15


เช้าวันถัดมา ไบรอันหายออกไปแต่เช้า ผมเผลอหลับไปตอนเช้ามืด ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้ว

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนร่างเล็กๆของเด็กอิตาเลี่ยนโซดาจะเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารเช่นเคย

“คุณไบรอันให้นายไปพบหลังจากนายทำธุระเสร็จแล้ว”

“อืม ขอบใจ” ผมตอบเบาๆ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้เลยร้องเรียกเด็กนั่นก่อนจะออกจากห้อง “ริชชี่! ไบรอันเป็นยังไงบ้าง”

ริชชี่เอียงคอมองผมงงๆ “หมายความว่ายังไง เป็นยังไงบ้าง”

“เอ่อ…” แปลว่าแม้แต่ริชชี่เองก็ไม่รู้ว่าไบรอันได้รับบาดเจ็บสินะ “หมายถึง อารมณ์น่ะ เขาอารมณ์ดีหรือเปล่า”

“ไปถึงนายก็รู้เอง” ริชชี่ว่าอย่างนั้นก่อนจะเดินออกจากห้อง ผมรีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ทั้งอาบน้ำ ทานอาหารเช้า แล้วรีบไปดูอาการไบรอัน ถ้าไม่มีใครรู้ว่าไบรอันได้รับบาดเจ็บ แปลว่าตอนนี้เขากำลังฝืนตัวเองทำตัวปกติอยู่

ระหว่างทางที่ผมเดินออกจากห้องมานั้น ลูกน้องของไบรอันที่ผ่านไปผ่านมาต่างก็ก้มหัวให้ผมอย่างนอบน้อมผิดปกติ คนแรกที่ผมเจอโค้งให้เก้าสิบองศาจนผมถอยหนีแทบไม่ทัน

เกิดอะไรขึ้นที่นี่ เมื่อวานพวกนี้ยังรุมซ้อมผมอยู่เลย

“คุณไบรอันกำลังรออยู่เลย” พอเดินมาถึงหน้าห้องที่เคยมาหาไบรอัน ลูกน้องที่เฝ้าหน้าประตูก็พูดกับผมแล้วเปิดประตูให้พร้อมกับ...ผายมือ?

เอาจริงๆนะ นี่เป็นบ้าอะไรกันเนี่ย

“ไบรอัน”

“มาแล้วเหรอ นั่งสิ” ไบรอันเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารขึ้นมามองผมแวบหนึ่งก่อนจะกลับไปดูงานดู ใบหน้าเขายังซีดเซียวอยู่ระดับหนึ่งแต่ไม่ถึงกับน่าห่วงเท่าเมื่อวาน

“อาการคุณเป็นยังไงบ้าง” ผมถามขึ้นเป็นประโยคแรก ไบรอันตอบกลับสั้นๆ ซึ่งทำให้ผมได้แต่พยักหน้ารับรู้

“ดีขึ้น”

“...”

“แต่ยังเจ็บอยู่ นายล่ะ”

“หืม?” ผมไม่ได้เป็นอะไรนี่

“เมื่อวานฉันจูบนาย ติดไข้หรือเปล่า”

“อ่า…” ใบหน้าผมเห่อร้อนขึ้นทันทีที่ไบรอันพูดเรื่องจูบ สายตาที่เขามองมามันจริงจังและแสดงออกถึงความเป็นห่วงชัดเจนมากจนผมอดแปลกใจไม่ได้ “ไม่ ผมปกติ ผมไม่ป่วยง่ายหรอก”

“ดี...ดีแล้ว” แล้วเขาก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ ผมนั่งอยู่ในห้องกับไบรอันสองคนอย่างเงียบเชียบ มีแค่เสียงเข็มนาฬิกาเท่านั้นที่ดัง บรรยากาศดูอึดอัดจนผมทนไม่ได้ต้องเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

“คุณเรียกผมมาที่นี่ทำไมเหรอ”

“ฉันแค่อยากเห็นหน้านาย”

หา?  

“คุณล้อผมเล่นใช่ไหมเนี่ย”

“ฉันพูดจริง นายไม่สังเกตลูกน้องฉันข้างนอกบ้างเหรอ” สังเกตสิ พวกนั้นแปลกๆ “เมื่อคืนฉันหายไปในห้องนายทั้งคืน พวกนั้นคิดว่าฉันกับนายมีอะไรกันแล้ว”

“ฮะ!!”

“ข่าวนี้คงแพร่กระจายออกไป ถ้าเฉินมีสายอยู่ระแวกนี้ ไม่นานเขาจะรู้เรื่อง”

“แต่ผมไม่ได้...!”

“ลูกน้องฉันคิดว่านายเป็นเด็กของฉัน พวกเขาจะเคารพนายเหมือนที่เคารพฉันตราบใดที่ฉันยังไม่ทิ้งนาย”

“แล้วคุณไม่คิดจะปฏิเสธหน่อยเหรอ”

“ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้น”

“ก็มันไม่ใช่เรื่องจริง”

“ฉันบอกนายว่ายังไง ความซื่อสัตย์ไม่มีในพจนานุกรมของคนอย่างเรา ฉันอยากให้ข่าวนี้แพร่ไปเร็วที่สุด ดังนั้นฉันไม่จำเป็นต้องพูดความจริง”

งงมาก ตอนนี้สมองสับสนจนรวนเลย ไบรอันได้อะไรจากการกระทำครั้งนี้ นอกจากข่าวลือว่าเขาเป็นเกย์และได้คู่นอนของศัตรูมาครอบครอง

“เค” ไบรอันเรียกชื่อผมนิ่งๆ ทิ้งงานบนโต๊ะแล้วลุกมาหาผม “ถ้าสมมติว่า เฉินรู้เรื่องนายกับฉันแล้วทิ้งนายไป...นายจะมาอยู่กับฉันไหม”

“อะไรของคุณ” ผมยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความสับสน ไบรอันจ้องผมด้วยสายตาจริงจัง มือหนายกขึ้นมาจับแก้มผมเบาๆและผมมองมันด้วยความไม่เข้าใจ

“ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังชอบนาย”

What? ว้อททททททท???

“คุณ! คุณจะมาชอบผมได้ยังไง ผมเป็นศัตรูของคุณนะ” ผมถอยออกห่างจากไบรอันแทบจะในทันทีที่เขาพูดอย่างนั้น เป็นไปไม่ได้ เขากำลังปั่นหัวผมอยู่ เขากำลังเล่นเกมอะไรบางอย่าง มีกล้องอยู่ที่นี่ไหม เขาต้องถ่ายคลิปไว้เพื่อส่งให้บอสแน่ถ้าผมพูดอะไรผิดไป

แต่สายตาเขาไม่เหมือนอย่างนั้น เหมือนเขากำลัง...อ้อนวอน

“ทัศนคติของนาย สายตานาย ความอ่อนโยน อยู่ใกล้นายแล้วฉันใจเย็น นายทำฉันสบายใจเวลาอยู่ด้วย”

“ฮะ?” ดูหนังมากไปไหมเนี่ย หรือพิษไข้ทำสมองเขาเพี้ยนไปแล้ว

“ฉันจะไม่คืนนายให้เฉิน”

อึ้งเลย...คือผมไม่ได้คิดว่าเขาจะคืนผมให้บอสง่ายๆหรอกนะ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ ไม่เฉียดใกล้เลยด้วยซ้ำ

“ไม่ว่ายังไง ฉันจะทำให้มันรู้ว่าตอนนี้นายเป็นของฉัน”

“คุณบ้าไปแล้วเหรอ เพี้ยนไปแล้วหรือไง”

“ไม่ ฉันปกติ นายบอกว่าฉันเป็นศัตรู แต่นายช่วยเหลือฉัน นายไม่เคยทำร้ายฉัน และฉันรับรู้ได้ว่านายจะไม่ทำอย่างนั้น” นั่นเพราะผมไม่มีปัญญาทำไงโว้ยยยย

“นายพูดเรื่องความซื่อสัตย์ ฉันอยากได้ความซื่อสัตย์จากนายมาให้ฉันบ้าง เฉินไม่สมควรได้รับมัน”

“แล้วคุณสมควรเหรอ” บอกทีว่าผมไม่ได้ละเมอไปทำเสน่ห์ที่วัดไหน ทำไมใครๆก็จ้องจะได้ตัวผมนัก ผมอยู่ของผมดีๆบอสก็เข้ามา ลากผมไปเป็นนายหญิงของแก๊งเขา อยู่ดีๆ ไบรอันที่จับผมมากลับมาตกหลุมรักบ้าบออะไรนี่อีก ทั้งที่ผมไม่ทันได้ทำอะไรเลย

“อย่างน้อยครอบครัวฉันก็ไม่เคยหักหลังใครจนทำให้เพื่อนรักต้องตาย” น้ำเสียงและสายตาของไบรอันเปลี่ยนไปในฉับพลัน มันเย็นชาและโกรธแค้น ราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาฝังใจมานาน

“นายอาจจะยังไม่รู้ ครอบครัวฉันกับเฉินเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน”

“...” เพื่อนรัก ที่กลายเป็นศัตรูงั้นเหรอ

“พ่อแม่เราเป็นพันธมิตรกัน ฉันถึงได้เป็นคู่หมั่นของน้องสาวมันไง เพราะเราต้องการรวมแก๊งให้เป็นหนึ่งเดียว แต่พ่อมันกลับหักหลังพ่อฉัน ขายข้อมูลแก๊งเราให้ศัตรูเพราะอยากได้อำนาจมาอยู่ในมือคนเดียว พวกมันทำพ่อฉันตาย แม่ฉันที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยก็ต้องมาตายไปด้วยเพราะวิธีสกปรกของพวกมัน”

ไบรอันเล่าต่อด้วยแววตาเจ็บปวด แม่เขาถูกจับเป็นตัวประกัน บีบบังคับให้พ่อเขาฆ่าตัวตายเพื่อที่แก๊งของพ่อเขาจะได้ตกไปอยู่ในมือของพ่อบอส สมัยนั้นทั้งสองแก๊งยังไม่ยิ่งใหญ่เท่านี้ พอรวมกันแล้วเลยกลายเป็นกลุ่มมาเฟียที่น่ากลัวอย่างที่บอสเป็นอยู่ตอนนี้ ส่วนไบรอัน หลังจากนั้นก็แยกออกมาตั้งตัวใหม่ รวบรวมสมาชิกเก่าที่ยังจงรักภักดีก่อตั้งแก๊งจนเป็นรูปเป็นร่างได้และตั้งตัวเป็นศัตรูกับบอส

ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเรื่องราวมันจะซับซ้อนขนาดนี้ นึกว่าแค่ขัดผลประโยชน์กันเท่านั้น อย่างนี้แปลว่าทั้งคู่ก็เคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อนสินะ

“แต่นั้นมันเรื่องของรุ่นพ่อคุณนี่ คนที่หักหลังตระกูลคุณไม่ใช่บอสเสียหน่อย”

“พ่อกับลูกมันก็เหมือนกันนั่นแหละ รู้อย่างนี้แล้วนายยังจะกลับไปหามันอีกเหรอ คนอย่างมันทำได้ทุกอย่างเพื่ออำนาจ ต่อให้ต้องตัดคนทิ้งเพื่อรักษาผลประโยชน์มันก็ทำ”

ตอนนี้ผมสับสนอย่างมาก ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแปลว่าแก๊งของบอสครึ่งหนึ่งเป็นสิทธิ์ของไบรอันโดยชอบธรรมสินะ แล้วทำไมบอสไม่คืนอำนาจให้ไบรอัน หรือเพราะต้องการไว้คนเดียวเหมือนพ่อของเขา แต่บอสที่ผมรู้จักไม่ใช่คนแบบนั้นนะ เขาใจดี อ่อนโยน แม้จะโหดไปบ้างแต่ก็ไม่เคยใจร้ายกับผม ผมจะใช้เรื่องแบบนี้มาตัดสินบอสได้ยังไงกัน

“ผมต้องกลับไป” ผมบอกไบรอัน ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อคำบอกเล่าของไบรอัน แต่เพราะผมรักบอส แม้ว่าเขาจะเป็นคนไม่ดีหรืออะไรก็ตามแต่ ผมจะหลบออกไปก็ต่อเมื่อเขาไม่ต้องการผมแล้วเท่านั้น

ไบรอันเบิกตากว้างมองผมอย่างไม่เชื่อสายตา เขาคิดว่าการที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังจะทำให้ผมไม่อยากกลับไปหาบอสแล้ว

“ถึงคุณจะพูดอย่างนั้น  ผมก็อยู่กับคุณไม่ได้ไบรอัน ผมรักบอส ไม่ได้รักคุณ…” เขานิ่งไปอึดใจหนึ่งเพราะพูดไม่ออก แต่แล้วก็ปรับสีหน้าเป็นเย็นชา คว้าหมับเข้าที่คอผมก่อนจะดันไปจนชิดกำแพง

ตุบ

“อึก!” ไบรอันไม่ยอมพูดอะไรเอาแต่หายใจแรงๆมองผมโกรธๆ “บะ ไบรอัน”

ผมพยายามแกะมือเขาออกเพราะเขาบีบคอผมจนหายใจไม่ออก ดวงตาไบรอันแดงก่ำอย่างโกรธจัด สั้นไปทั้งตัว จ้อมผมตาไม่กระพริบ

“ไบรอัน…” ผมร้องเรียกเขาออกมาได้ยากลำบาก ลำคอตีบตันไปหมดเพราะโดนบีบ ผมกำลังจะตาย ถ้าหากไบรอันยังไม่ยอมปล่อยผมแบบนี้

ในนาทีที่ผมเริ่มจะไม่ไหวแล้ว ไบรอันปล่อยมือของเขาออกจากคอผม มันร้อนวาบ ผมทรุดตัวลงไอหนักๆกับพื้น รู้สึกลำคอแสบไปหมด เบื้องหน้าผมพร่ามัวเพราะหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ตอนนี้

“ไปซะ...” ไบรอันพูดเสียงเรียบ มือกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “ไป! จะไปไหนก็ไป!”

ผมลุกขึ้นวิ่งออกจากห้องทันทีที่สิ้นเสียงตวาด พอที...ผมจะไม่ทนอยู่ที่นี่อีกต่อไป ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเจออะไรผมจะไปเสี่ยงดวงเอาเอง ไบรอันหน้ากลัวเกินกว่าจะอยู่ใกล้ ถ้าเมื่อครู่เขาไม่ปล่อยมือผมได้ตายไปจริงๆแน่


50%


ผมออกจากบ้านของไบรอันมาได้อย่างง่ายดาย ลูกน้องเขาต่างก็มองผมอย่างสงสัยแต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาหยุดผมสักคน ผมแค่วิ่ง วิ่ง แล้วก็วิ่งออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้

บ้านเมืองไม่คุ้นเคย ชาวต่างชาติเดินสวนไปมาพูดภาษาที่ผมฟังไม่รู้เรื่อง แต่ละคนมองผมอย่างสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเพราะผมไม่ได้ใส่รองเท้า หรือเพราะผมวิ่งหน้าตื่นเหมือนหนีตาย หรือเพราะผมเป็นชาวต่างชาติ เหมือนมีสายตานับสิบกำลังจับจ้องผมอยู่ มันทำให้ผมหวั่นว่าจะมีสักคนในนี้เป็นคนมาเฟียสักแก๊งที่รู้จักผม

ผมหยุดวิ่ง หันซ้ายหัวขวาอย่างสับสนเพราะไม่รู้จะไปทางไหนต่อ ลมหายใจหอบหนักมีไอความเย็นออกมาแสดงอุณหภูมิของประเทศได้เป็นอย่างดี การแต่งตัวของผมไม่เหมาะที่จะออกนอกบ้านอย่างยิ่ง ผมมีเพียงเสื้อยืดตัวเดียวกับกางเกงขายาว ไม่มีรองเท้า ไม่มีเสื้อคลุม และกำลังถูกอากาศหนาวเล่นงาน

ผมกำลังสติแตก...ภาพรอบๆมันถึงได้ดูสับสนขนาดนี้

เค...ตั้งสติ ผมสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ มันเย็นวาบไปจนแสบจมูก แต่ก็ทำให้ผมใจเย็นลงได้ เอาล่ะ...ผมไม่มีเงิน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีพาสสปอร์ต สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้...คือหาสถานทูต

“โอเค” ก่อนอื่นผมต้องรู้ก่อนว่าผมอยู่ส่วนไหนของอิตาลี และสถานทูตอยู่ตรงไหนของประเทศ ป้ายรถเมล์น่าจะมีแผนที่ให้ผมดู...

ปึก!

ระหว่างกำลังจมอยู่กับความคิดอยู่นั้น ใครบางคนก็เดินมาชนผมจากด้านหลังจนผมเซถลาไปด้านหน้า

“Sorry” ก่อนจะทันได้หันกลับมาตั้งตัว ผมก็ถูกคนกลุ่มหนึ่งที่มาจากไหนไม่รู้ผลักเข้าไปในตรอกเล็กๆเสียก่อน

“ฮิๆๆ ฮ่าๆๆๆ ดูซิว่าเราได้อะไรมา” พวกนั้นพูดเป็นภาษาอิตาเลียนและหัวเราะมองผมอย่างสนุกสนาน ผมถูกพวกมันล้อมไว้ติดกับผนัง คนกลุ่มนี้มีกันอยู่ห้าถึงหกคน แต่อีกคนที่น่าจะเป็นคนชนผมยืนสูบบุหรี่ดูต้นทางอยู่หน้าตรอก

“พวกคุณเป็นใคร ผมไม่มีเงินหรอกนะ” ผมบอกเป็นภาษาอังกฤษแล้วมองดูพวกนั้นเครียดๆ จากการวิเคราะห์ท่าทางคุกคามแบบนี้  น่าจะไม่ได้มาจับผมไปให้แก๊งมาเฟียสักแก๊ง น่าจะเข้ามาหาเรื่องคนต่างถิ่นเองมากกว่า

“หน้าตาน่ารักดีนี่” หนึ่งในนั้นพูดอะไรไม่รู้แล้วเดินเข้ามาลูบแก้มผม ชิบหายเอ๊ย! ผมลืมไปได้ยังไงว่าไบรอันจับผมโกนหนวดโกนเคราออกแล้ว ผมปัดมือสากๆนั่นออกอย่างรังเกียจ

“ว้าวว โกรธแล้วๆ”

“ดูสายตานั่นสิ น่ารักชะมัด” พวกมันยังคงพูดเล่นกันสนุกสนานแล้วพยายามจะเข้ามาจับหน้าผมอีก ครั้งนี้ผมไม่ประณีประนอมด้วย ก้าวเข้ามาปุ๊บผมก็ถีบส่งกระเด็นออกไปปั๊บ

ตุบ!

“อ๊อก!” คนที่ถูกผมถีบออกไปนอนจุกอยู่กับพื้นท่ามกลางความตกใจของเพื่อนๆ ไม่นานพวกมันก็ตั้งสติได้แล้วปรี่เข้ามาจะเล่นงานผมพร้อมกัน ผมเอี่ยวตัวไปด้านหลังหลบกำปั้นที่พวกนั้นส่งมาแล้วยกขาขึ้นถีบมันอีกคนออกไป จังหวะนั้นอีกคนส่งหมัดกระทบข้างแก้มผมเต็มๆจนผมเซเกือบเสียหลัก

ตุบตับ! ผลักผลัว!

เสียงกำปั้นกระทบเนื้อดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัลธพาลพวกนี้ฝีมือไม่เลวเลยจริงๆ แล้วยิ่งมีกันถึงหกคน ผมสงสัยว่าที่อิตาลีถึงไม่ใช่มาเฟียก็ต้องมีฝีมือกันขนาดนี้เชียวเหรอ

ผลัก! ตุบ!

ผมถูกชกเข้าที่ขมับจนเห็นดาวลอยวิ้งอยู่บนหัว ต่อด้วยถูกฝ่าเท้าหนักๆของใครสักคนถีบเข้ากลางท้องจนกระเด็นหลังกระแทกผนังดังอัก

พวกนั้นไม่รอให้ผมได้มีโอกาสตั้งตัว สองคนตามมาล็อกแขนผมไว้ อีกคนอยู่ข้างหน้ากำคอเสื้อผมแน่นแล้วชกหมัดหนักๆเข้าที่ท้องผมอย่างแรง

ตุบ!

“อึก!!”

“ค้นตัวมัน มีเงินเท่าไหร่เอามาให้หมด” พวกนั้นพูดอะไรกันผมฟังไม่รู้เรื่อง แต่ที่รู้ๆคือสองคนที่ว่างงานอยู่เข้ามมจับๆลูบๆตัวผม ไอ้บ้าคนหนึ่งในนั้นจับมาถึงก้นผมแล้วบีบแรงๆ

“พวกบ้าเอ๊ย!” ผมสะบัดตัวออกอย่างแรงแต่ไร้ผล พวกมันล็อกตัวผมแน่นมากดังนั้นผมเลยใช้สองตัวข้างหลังเป็นที่ยึด กระโดดถีบขาคู่ใส่คนตรงหน้าเต็มแรง มันกระเด็นออกไปไกล แต่จะไม่อะไรหรอกถ้าไม่ได้บังเอิญกระชากเสื้อผมจนกระดุมขาดกระจายว่อนเผยให้เห็นเนื้อหนังภายใต้นั้นเต็มๆ

แควก!

“หนอยแก…!” ไอ้บ้าที่ถูกผมถีบกำหมัดกำลังจะพุ่งเข้ามาต่อยแต่แล้วก็หยุดชะงัก

“โอ้โห”

“ละ ลูกพี่” คนที่จับล็อกตัวผมไว้กลืนน้ำลายเอือกเสียงดังมองผมตาเป็นมัน คนที่สูบบุหรี่อยู่ เห็นพวกมันเรียกว่าลูกพี่หันมามองผมแต่ไม่ได้สนใจ

“ชิบหาย หุ่นโคตรเอ็กซ์”

“ปล่อย” ไม่รู้พวกมันพูดอะไรบ้าง แต่สายตาหื่นกามแบบไม่ปกปิดทำผมรู้สึกไม่ดีมากๆ ผมกัดฟันบอกพวกมัน ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย แต่พวกบ้านี่ไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำ

“ลูกพี่ ผมขอหน่อยได้ไหม”

“ไม่นานหรอกครับ เราขอกันคนละที”

“เร่งมือด้วย” คนที่สูบบุหรี่อยู่หน้าซอยพูดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกไป พวกที่จับผมอยู่ตาวาวขึ้นอย่างกับเจอของเล่นโปรด ลางสังหรณ์ผมบอกว่านี่เริ่มจะวิกฤติแล้ว พวกมันห้าคนบังคับผมนอนลงกับพื้น พอผมขัดขืนมันก็เตะตัดขาผมจนทรุดแล้วกดตรึงไว้ไม่ให้ขยับไปไหน

“ปล่อนะเว้ย! พวกแกจะทำอะไร” ผมไม่สนใจแล้วว่ามันจะฟังภาษาอะไรออกบ้าง ผมร้องลั่น พยายามดิ้นสุดขีด ทำแบบนี้คงไม่ได้กะจะกระทืบผมแน่ๆ

โถ่เว้ย! ผมมาทำอะไรที่นี่ กะอีแค่อันธพาลห้าหกคนผมยังเสียท่า ผมลามือไปนานขนาดนั้น ฝีมือตกลงไปเยอะเลยหรือไง

“หยุดนะ! เอามือออกไป!!” ผมตวาดสุดเสียงเมื่อมันคนหนึ่งลูบมือไปตามแผ่นอกผมแล้วเค้นเนื้อตัวผมอย่างหมั่นเขี้ยว พวกสารเลวเอ๊ย! อย่าให้ผมหลุดไปได้นะ “ปล่อย!! ช่วยด้วย!! มีใครได้ยินไหม ช่วยผมด้วยย”

“แหกปากอยู่ได้” มันว่าแล้วฟาดมือตบข้างแก้มผมเต็มแรง

เพี๊ยะ!

ใบหน้าผมหัน ชาไปครึ่งแถบ ผมกัดฟันกรอด กำมือจนแน่น ออกแรงสุดแรงเท่าที่มีดิ้นพล่านไม่ยอมหยุดนิ่งให้พวกมันทำบัดซบด้วย

“โถ่เว้ย! แรงโคตรเยอะเลย”

“เอาไงต่อวะ”

“กระทืบให้หมดแรงเลย” พวกมันคุยๆกันอยู่ครู่ก่อนจะกระทืบเท้าใส่อกผมเต็มแรง จุก เจ็บจนพูดไม่ออก ก่อนสารพัดฝ่าเท้าจะรุมผมจนมองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ผมขดตัวงอเป็นกุ้ง ยกแขนขึ้นบังใบหน้าไม่ให้ถูกจุดสำคัญ

ผมเจ็บ...ปวดไปทั้งตัว ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับ พวกมันเห็นผมนิ่งไปก็หยุดเท้าแล้วหันมามองผมอย่างสะใจ ตอนนี้ใบหน้าพวกมันที่ผมเห็นลายพร่า มีแสงระยิบๆเต็มไปหมด

“ที่นี้ล่ะเสร็จแน่”

ผมถูกจับให้พลิกนอนหงายอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีแม้แต่แรงจะขัดขืน มันคนหนึ่งยืนคร่อมร่างผมไว้หมายจะทาบทับร่างลงมาแต่…

ปัง!

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนดังลั่นตรอก พวกที่ยืนอยู่เหนือร่างผมร่วงกราวลงทีละคนจนกระทั่งเหลือคนสุดท้าย เลือดสาดกระเซ็นจนกระเด็นมาถูกหน้าผม

“บะ ไบรอัน” คนสุดท้ายที่เหลือรอดละลำละลักเรียกชื่อที่ผมได้ยินออกมา ดวงตาเบิกโพล่งอย่างตื่นกลัว ค่อยๆถอยหลังหนีอย่างคนขี้ขลาด

ผมรวบรวมแรงอีกครั้ง ค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ไอ้พวกที่เล่นงานผมนอนจมกองเลือดกันอยู่เต็มพื้น เหลือหนึ่งคนที่ตอนนี้หวาดกลัวจนหมดมาด กลับหลังกันวิ่งเข้าไปในตรอกสุดฝีเท้า แต่ไม่ว่าจะวิ่งเร็วแค่ไหน ก็สู้ความไวของลูกกระสุนปืนไม่ได้

ไบรอันเหนี่ยวไกอีกครั้งในจังหวะที่ผมลุกขึ้น กระสุนเฉียดผ่านหน้าผมไปเพียงคืบ เจาะทะลุกลางหลังของนายคนนั้น ร่างมันค่อยๆทรุดลงกับพื้น ชักกระตุกไม่กี่ทีก็แน่นิ่งไป

ผมมองไปยังมาเฟียอังกฤษผมทองที่บัดนี้สายตามีแต่ความว่างเปล่า รอบตัวมีลูกน้องรายล้อมอยู่ ไบรอันเบนสายตามาหาผม มันแน่นิ่ง เย็นชา แล้วก็หน้าหวาดกลัว

ผมหอบหายใจหนักๆ ใช้มือค้ำยันผนังไว้ไม่ให้ตัวเองล้ม ภาพตรงหน้าค่อยๆเบลอขึ้นเรื่อยๆ ไบรอันกับลูกน้องนิ่งเฉยราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ ผมค่อยๆกลับหลังหัน ก้าวเท้าที่หนักอึ้งเข้าไปในตรอกช้าๆ

เมื่อเห็นผมเดินหนี เสียงฝีเท้าหนักๆของไบรอันก็ดังเข้ามาประชิดตัว แรงกระชากที่แขนทำผมเซล้มไปตามแรงฉุด ไบรอันรับร่างผมไว้ ให้ผมตั้งท่ายืนดีๆ ก่อนจะกระชากผมออกเดินกลับไปทางที่ลูกน้องเขาอยู่

ผมอยากสะบัดมือออก อยากบอกเขาให้ปล่อย แต่ปากผมมันไม่ขยับ ขาทั้งสองก้าวตามแรงดึงอย่างว่าง่าย เป็นนาทีที่ผมรู้ตัวแล้วว่าตัวเองปลอดภัยแน่แล้ว นัยน์ตาผมร้อนผ่าว ผมพยายามเงยหน้าขึ้นไม่ให้มีน้ำตาไหลออกมาให้ใครเห็น

“อย่าออกมาข้างนอกคนเดียวอีก จำไว้ให้ดี” ไบรอันพาผมขึ้นรถ แล้วพูดเป็นคำสุดท้ายก่อนตัวเองจะปิดประตูแล้วไปขึ้นรถอีกคัน เมื่อได้อยู่คนเดียว ความกลัวทั้งหมดที่ถูกกักเก็บไว้ข้างในก็พังทะลายออกมาราวกับเขื่อนแตก น้ำตาผมไหลเป็นสาย นึกถึงภาพที่ตัวเองกำลังจะถูกพวกบ้านั้นทำเลวๆใส่โดยที่ผมไม่มีปัญญาสู้เลย

“ฮึก…” ผมปาดน้ำตาที่อยู่ข้างแก้มออกไปให้พ้น กลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้หลุดออกมาเท่าที่จะทำได้ รถของลูกน้องไบรอันขับออกไป ถนนต่างๆของเมืองปรากฎสู้สายตา บ้านเมืองสไตล์ยุโรปที่สวยงาม ผู้คนขวักไขว่ไปมา ผมเคยชอบมัน มันเคยเป็นที่ท่องเที่ยวในฝันของผม แต่ตอนนี้...มุมมองของผมมันเปลี่ยนไปแล้ว

​....................................................................................................


ความคิดเห็น