เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 5 ฉิงเอ๋อ ข้าเกลียดเจ้า

ชื่อตอน : ราตรีที่ 5 ฉิงเอ๋อ ข้าเกลียดเจ้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.3k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2560 01:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 5 ฉิงเอ๋อ ข้าเกลียดเจ้า
แบบอักษร

ราตรีที่****5 ฉิงเอ๋อ ข้าเกลียดเจ้า

ย่างเข้าสู่เดือนห้า พี่สาวคนโตมาเยี่ยมบ้าน นางมาพร้อมกับสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เพื่อช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวที่ยังตกยาก สีหน้าของนางหม่นหมอง ไร้ซึ่งแวววาสนาตามที่ควรจะเป็น ฉิงเฟิ่งได้ข่าวว่านางอยู่ในบ้านใหญ่ตกระกำลำบากไม่น้อย ฮูหยินใหญ่ที่อิจฉาในรูปโฉมต่างขบคิดรังแกนาง ใส่ร้ายป้ายสีหาว่าคบชู้สู่ชายจนสามีไม่คิดรัก ลูกสาวของนางก็กลายเป็นลูกชัง

บิดาที่ได้ฟังก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เขาทำเพียงปลอบประโลมด้วยคำพูดและสีหน้าที่ดูลำบากใจ เพราะนอกจากนางแล้วก็ยังมีพี่รองและพี่สามมาปรับทุกข์ แต่ละคนต่างมีเรื่องหนักใจคนละเรื่อง พี่รองนั้นหนักใจในเรื่องสามีเกินวัยหนุ่ม ทำอย่างไรก็ยังไร้วี่แววทายาทสืบสกุล ส่วนพี่สามนั้นหนีไม่พ้นความเจ้าชู้ของสามีที่ไม่มีความรับผิดชอบ พอนางทักท้วงไม่ยอมก็ถูกทำร้ายจนต้องร่ำไห้กลับบ้านมาพักหนึ่ง

ใช้เวลาไม่นานพี่ใหญ่ก็กลับไป เหลือแต่เพียงบิดาที่ยังคงแสดงสีหน้าหม่นหมอง ฉิงเฟิ่งเห็นบิดาเป็นเช่นนี้แล้วก็พาลเอาปวดใจไม่น้อย

ยามที่สู่เดือนหก ข่าวร้ายก็ได้มาเยือนตระกูลซือ เมื่อฉิงเฟิ่งได้ข่าวว่าพี่สาวคนที่สามช้ำใจในเรื่องความรัก นางได้กระโดดน้ำตายที่สะพานเพื่อประชดสามี ข่าวร้ายในครั้งนี้ทำเอาบิดาถึงกับหัวใจแตกสลายไม่มีชิ้นดี ฉิงเฟิ่งเห็นบิดากอดร่างนางเอาไว้แน่น ร่ำไห้ปานขาดใจ กล่าวโทษตัวเองที่ดูแลไม่ดีทำให้นางต้องจบชีวิตในวัยที่ไม่ควร

ข่าวร้ายยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้ ทันทีที่เข้าสู่ปลายเดือนเจ็ดพี่ใหญ่ได้ถูกเฆี่ยนตายด้วยโทษฐานคบชู้ บิดาของฉิงเฟิ่งก็ทำได้เพียงกอดร่างที่ไร้วิญญาณเช่นกัน บิดาไม่อาจรับได้กับความสูญเสีย เขาไปร้องเรียนทางการเพื่อร้องขอความเป็นธรรม ทว่าด้วยฐานะที่ยากจนเป็นทุนเดิมกลับถูกไล่ตะเพิด ไม่สามารถเอาความคนผิดได้

การสูญเสียพี่ใหญ่และพี่สามในครั้งนั้นทำให้บ้านตระกูลซือเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร ตระกูลซือได้กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านต่างติฉินนินทาในทางลบ คำกล่าวชื่นชมในวาสนาแปรเปลี่ยนเป็นคำต่อว่าด่าทอไม่หยุด

บิดาไร้ซึ่งแล้วกำลังใจ...

ดูท่าคนที่จะปลอบประโลมบิดาได้ดีที่สุดก็คงจะเป็นเหวินอี้

นอกจากเรื่องภายในบ้านแล้ว ก็ยังมีเรื่องภายนอกบ้านที่ทำให้ฉิงเฟิ่งต้องปวดหัว เพราะสหายคนสนิทนั้นเริ่มทำตัวสำมะเลเทเมา ครั้งก่อนก็ไปมีเรื่องในร้านเหล้าจนเกือบโดนทางการจับ ยังโชคดีที่มีทางบ้านคอยหนุนหลังอยู่จึงได้รอดพ้นจากคุกมาได้

หวางเยี่ยนฉวี่นั้นมีนิสัยผิดแปลกไปจากเดิม

“ฉิงเฟิ่ง!”

ขณะที่ฉิงเฟิ่งกำลังง่วนผ่าฝืนอยู่หน้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงเรียกจากชายผู้หนึ่ง เขาวิ่งหอบมาทางฉิงเฟิ่ง ใบหน้าแดงก่ำเพราะความเหนื่อย

“มีอันใดรึ”

ถ้าจำไม่ผิดนักชื่อของชายผู้นี้คืออาก้าน ฉิงเฟิ่งเคยเจอหน้าอยู่บ่อยครั้งตอนที่ไปบ้านหวางเยี่ยนฉวี่

“เจ้าอย่าเพิ่งถามมาก เจ้ารีบไปกับข้า!”

เขาไม่พูดเปล่าแต่เร่งรีบฉุดมือฉิงเฟิ่งให้วิ่งตามจนต้องร้องเดี๋ยว

ทีแรกฉิงเฟิ่งก็ยังไม่เข้าใจนัก เขาตามอาก้านมาจนถึงหอนางโลมที่อยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก ฉิงเฟิ่งหน้าแดงยามที่ได้เห็นสรีระของอิสรตรีผ่านอาภรณ์ผืนบาง พวกนางทั้งหมดราวกับนางสวรรค์บนชั้นฟ้า ถึงกระนั้นก็ยังไม่ใช่จุดหมายสำคัญ

โครม!

เสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากด้านใน ร่างคุ้นตากำลังเมามายเริ่มอาละวาดหนัก ไม่มีผู้ใดที่จะกล้าห้าม ในมือของเขาถือไหเหล้าชั้นดีเอาไว้มั่น ร่างโงนเงนไปมาราวกับว่ากำลังจะล้ม

คุณชายตระกูลหวางกำลังทำตัวเสื่อมเสีย

“เอาเหล้ามาให้ข้า!”

หวางเยี่ยนฉวี่ตะโกนลั่น เขาเงยหน้ากรอกเหล้าเข้าปากโดยไม่สนว่ามันจะหกเลอะ

ฉิงเฟิ่งร้องอ้อในลำคอหนึ่งคำ เขาพอเดาออกแล้วว่าอาก้านนั้นเรียกให้เขามาเพื่อทำการอันใด

“ฉิงเฟิ่ง คุณชายอยู่ที่นี่มาได้สองวันแล้ว เจ้าช่วยข้าหน่อยเถิด” อาก้านหมดแล้วซึ่งปัญญา เขาได้รับมอบหมายจากหวางตงให้คอยรับใช้หวางเยี่ยนฉวี่ แต่ดูเหมือนว่ามันจะเกินความสามารถ หวางเยี่ยนฉวี่นอกจากไม่ใส่ใจแล้วยังเห็นอาก้านเป็นเหมือนสายลมพัด จนในที่สุดก็จนปัญญา

ฉิงเฟิ่งทำเพียงแค่เดินเข้าประคองร่างที่สูงกว่า อย่างไรเสียหวางเยี่ยนฉวี่ก็เป็นถึงคุณชายของตระกูลหวาง ถึงจะมีนิสัยดุร้ายอย่างเสือก็หาใช่คนไม่เอาไหน

"ฉิงเอ๋อ~" หวางเยี่ยนฉวี่น้ำเสียงเมาอ้อแอ้ "เจ้ามาแล้ว"

สองมือแกร่งโอบกอดร่างอ้วนแน่น

"เยี่ยนฉวี่ เจ้าเมาแล้ว"

"ใครว่าข้าเมา เจ้าดูสิ...ข้ายังยืนไหว" คนเมาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หวางเยี่ยนฉวี่ในคราวนี้มีสภาพเหมือนหมาไม่มีผิด เขาไม่อาจพยุงตัวเองได้นานจนเซไปชนโต๊ะด้านข้างล้มระเนระนาด ครั้นพอหญิงงามแห่งหอนางโลมจะเข้าไปประคองก็ถูกตวาด นางตัวสั่นไม่กล้าที่จะเข้าใกล้จนต้องถอยกรูดไปด้านหลัง

ฉิงเฟิ่งเข้าไปประคองอีกครั้ง ในครานี้หวางเยี่ยนฉวี่กลับเมาหลับไปแล้ว เขาคอพับคออ่อนทิ้งร่างหนัก ยังโชคดีที่แรงของฉิงเฟิ่งรับเอาไว้ได้ทันไม่อย่างนั่นคงได้ล้มฟาดพื้นด้วยกันทั้งคู่

อาก้านจะเข้ามาช่วย แต่หวางเยี่ยนฉวี่กลับละเมอไม่ยอมปล่อยคนประคองสักนิด เขาจึงจำต้องไหว้วานให้ฉิงเฟิ่งพาคุณชายขี้เมาไปส่งที่เรือน กว่าจะพาร่างใหญ่กลับถึงที่หมายได้ก็พลอยทุลัดทุเลพอสมควร

การแบกร่างผู้ชายที่สูงกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ฉิงเฟิ่งปวดร้าวไปทั้งเอว เขาได้ให้อาก้านไปเรียกสาวใช้มาปรนนิบัติก่อนจะมองหน้าหวางเยี่ยนฉวี่แล้วส่ายหน้าเบา

"ไอ้เจ้ามี้เมาเอ้ย"

แต่ไหนแต่ไรมาหวางเยี่ยนฉวี่ไม่เคยเป็นเช่นนี้ แล้วด้วยเหตุอันใดถึงได้เปลี่ยนสภาพ

"ฉิงเอ๋อ อึก..." คนเมาสะอึกในลำคอ พลางยื่นมือจับแขนผู้เป็นเจ้าของชื่อ

ในเวลานี้หวางเยี่ยนฉวี่ลืมตาเต็มตื่น สีหน้าของเขายังคงแดงด้วยฤทธิ์สุราชั้นดีจากหอนางโลม กายที่ใหญ่กว่าไม่ปล่อยให้คนอ้วนยืนอยู่ได้นาน เขาพลักฉิงเฟิ่งลงบนที่เตียงนุ่ม แรงกระแทกที่ไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้ฉิงเฟิ่งร้องโอ๊ย พลันมองกายสูงตรงหน้าตาไม่กระพริบ

“เยี่ยนฉวี่ เจ้าเมาแล้ว”

“ใช่...ข้าเมาแล้ว”

หวางเยี่ยนฉวี่เมาแล้ว เขาคงเมามากจริงๆ ถึงได้ปวดใจเช่นนี้

เหตุใด...เหตุใดเล่าสวรรค์ถึงได้กลั่นแกล้ง

“ฉิงเอ๋อ ข้าเกลียดเจ้า”

คนฟังขมวดคิ้วเป็นปมใหญ่ ฉิงเฟิ่งคิดว่าหวางเยี่ยนฉวี่ล้อเล่น

“เจ้าเกลียดข้าก็ไม่ต้องมายุ่งกับข้า เยี่ยนฉวี่...เจ้าเมาแล้ว สมควรนอนพักผ่อน”

หวางเยี่ยนยังไม่ยอมปล่อย เขาเอาแต่พูดประโยคเดิม ข้าเกลียดเจ้า อยู่สองสามรอบ จากนั้นริมฝีปากสีอ่อนก็เริ่มสั่นระริก ฉิงเฟิ่งก็เพิ่งเห็นความผิดแปลกที่มากกว่าเดิม  หวางเยี่ยนฉวี่นอกจากจะเมาแล้วอารมณ์ก็ยังแปรปรวน เขาในเวลานี้เหมือนผีเข้าผีออก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนตามอารมณ์ไม่ทัน

ฉิงเฟิ่งถูกทับจนหายใจแทบไม่ออก แม้น้ำหนักอีกฝ่ายจะเบากว่าอยู่หลายส่วน ครั้นพอนานเข้ามันก็อึดอัดจนต้องร้องบอกให้ปล่อย

ภายด้านในอกหวางเย่ยนฉวี่แทบแหลกสลาย ยามที่ได้มองหน้าสหายสนิทร่างท้วมอีกครั้ง มันทำให้เขาหวนนึกถึงคำพูดของพ่อบ้านฟง แต่ไหนแต่ไรมาหวางเยี่ยนฉวี่นั้นก็พอรู้ตัวว่าคิดผิดแปลกกับฉิงเฟิ่งมานานแล้ว เดิมทีเขาคิดว่าเป็นเพียงแค่สหายสนิท เป็นห่วงก็ไม่แปลก ห่วงหาก็ไม่แปลก

ไม่คาดคิดว่ามัน...ไม่คาดคิดจริงๆ

ในครั้งนั้นพ่อบ้านฟงได้กล่าวว่า

‘คุณชาย ข้าน้อยและท่านพ่อของท่านเป็นห่วงคุณชายจากใจ คุณชายอายุแค่สิบห้า ยังเป็นเพียงแค่คนหนุ่ม ฉิงเฟิ่งก็เป็นคนหนุ่ม พวกท่านรู้จักกันมาตั้งแต่เล็กย่อมผูกพันธ์กันเป็นธรรมดา’

ทีแรกหวางเยี่ยนฉวี่ยังไม่เข้าใจความหมายเท่าใดนัก จนกระทั่งได้ยินคำที่ว่า

...หวางเยี่ยนฉวี่มีใจให้ฉิงเฟิ่ง

...หลงรักฉิงเอ๋อคนอ้วน

แน่นอนว่าพ่อบ้านฟงที่อาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมรู้ เขาไม่ได้มาเพื่อห้าม ไม่ได้มาเพื่อขัดขวาง พ่อบ้านฟงยินดีช่วยเหลือหากว่าเขานั้นต้องการ

‘ฉิงเฟิ่งคือชาย หากท่านต้องการฉิงเฟิ่งมาเป็นคนรัก แน่นอนว่าย่อมทำได้ เพียงแค่ว่า...’ ในยามนั้นพ่อบ้านฟงทำหน้าหนักใจ

ฉิงเฟิ่งจะเป็นเพียงแค่...นายบำเรอ

ฐานะของฉิงเฟิ่งจะตกต่ำ มีฐานะแค่ระบายความใคร่อยาก เชิดหน้าชูตาไม่ได้ รูปร่างอ้วนอัปลักษณ์จะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน เป็นผลเสียต่อวงศ์ตระกูล

แล้วเขาจะทำใจได้เยี่ยงไรเล่า

หวางเยี่ยนฉวี่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ สองสามเดือนที่ผ่านมานี้จึงได้พยายามหลีกเลี่ยงไม่พบหน้า เขาเจ็บปวดจนต้องระบายด้วยน้ำเมาอยู่หลายไห

“ทำไม...” หวางเยี่ยนฉวี่เอ่ยน้ำเสียงสั่นคลอ

ทำไมถึงไม่เกิดเป็นหญิง

“ทำไม...” หวางเยี่ยนฉวี่ยังคงกล่าวประโยคเดิม

หากฉิงเอ๋อของเขาเกิดเป็นหญิง ต่อให้อ้วน เขาจะเชิดหน้าชูตารับเป็นฮูหยินของบ้าน ไม่ให้น้อยหน้าใครที่ไหน หากต้องเป็นเหมือนหญิงคณิกาที่หอนางโลม สู้ตัดความสัมพันธ์กันไปเลยดีกว่า

“หวางเยี่ยนฉวี่?”

ฉิงเฟิ่งก็ยังคือฉิงเฟิ่ง...เขาโง่งมและเชื่องช้าอยู่เสมอ กว่าจะรู้ตัวว่าถูกทำอะไรบ้างก็ตอนที่ริมฝีปากอวบอิ่มสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มจากริมฝีปากของอีกคน

ดวงตาตี๋เบิกโผลงกว้าง เขาลืมไปว่าต้องทำยังไงด้วยซ้ำ ร่างกายมันหยุดนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง ด้วยความใกล้ชิดที่มากกว่าปกติจึงได้กลิ่นหอมอ่อนๆ คละปนกับกลิ่นเหล้าคลุ้ง กว่าจะตั้งสติได้ก็ชั่วอึดใจหนึ่ง ฉิงเฟิ่งดันร่างที่สูงกว่าให้ถอยห่างไปสามก้าว ร่างอ้วนลุกขึ้นพลางเอามือเช็ดปาก ฉิงเฟิ่งเพิ่งหายจากการตกตะลึงจึงทำได้แค่จ้องหน้าหวางเยี่ยนฉวี่เขม็ง นี่เขาจะแกล้งกันเกินไปแล้ว

“เยี่ยนฉวี่! เจ้าทำอะไรของเจ้า!”

ยังไม่ทันที่จะเอ่ยอีกประโยคหนึ่ง ร่างอ้วนก็ถูกทับอีกครั้ง แต่ครั้งนี้หวางเยี่ยนฉวี่กลับทำรุนแรงยิ่งกว่าเก่า เขากำลังจูบฉิงเฟิ่ง ไม่ปล่อยให้ต่อว่าด่าทอ ขณะที่อีกคนกำลังอ้าปากก็สอดลิ้นอุ่นชื้นเข้าไปด้านใน มือแกร่งจับคางใหญ่ให้แหงนหน้ารับจูบร้อน ฉิงเฟิ่งพยายามสะบัดหน้าหนีก็ไม่เป็นผล พยายามเบี่ยงหน้าหนีก็ไม่สำเร็จ รับรู้ถึงความเจ็บแปลบเล็กๆ ที่ริมฝีปากล่าง จนต้องร้องอื้อในลำคอ

ฉิงเฟิ่งไม่ทันคิด เขากำลังกลัวยามที่ฝ่ามือนิ่มสอดเข้ามาในสาบเสื้อ แยกอาภรณ์ตัวเก่าออกจากร่างจนเผยให้เห็นหัวไหล่ที่ขาวเนียน

ผัวะ!

กำปั้นอวบกระทุ้งเข้าที่แก้มด้านขวาจนเป็นรอยแดง

ฉิงเฟิ่งก็หอบหายใจระรัว “เจ้าบ้าไปแล้ว!”

หวางเยี่ยนฉวี่ล้อเล่นเกินไปแล้ว เขาไม่ใช่หญิงเหตุใดต้องทำเช่นนี้ ถึงจะเมามายมากขนาดไหนก็ไม่น่าล้อเล่น

หวางเยี่ยนฉวี่ผินหน้าหันมองทางอื่น

“ออกไปซะ”

ฉิงเฟิ่งตั้งใจจะต่อว่าก็ถูกหวางเยี่ยนฉวี่ตวาดเสียงดังลั่นเป็นครั้งที่สองด้วยประโยคเดิม

“ออกไปซะ!”

“หวางเยี่ยนฉวี่…”

“ข้าบอกให้เจ้าออกไป!”

ฉิงเฟิ่งสะดุ้งตัวโหยง เขาไม่เคยเห็นหวางเยี่ยนฉวี่เป็นเช่นนี้มาก่อน

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ยอมออก ผู้เป็นเจ้าของห้องจึงทำการไล่ตะเพิด พาร่างอ้วนให้ก้าวออกไปจากห้องแล้วปิดประตูใส่ดังปัง

ฉิงเฟิ่งตะโกนเรียกอยู่ด้านนอก เขาเคาะอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าคนด้านในจะเปิดออกมา ท้ายที่สุดแล้วก็เดินจากไป

หวางเยี่ยนฉวี่ลอบมองฉิงเฟิ่งจากด้านใน เขาระบายความอัดอั้นทั้งหมดลงกับข้าวของเครื่องใช้จนมันแตกหักแทบไม่เหลือชิ้นดี ผ่านไปครู่ใหญ่ก็เริ่มสงบ เขาเปลี่ยนเป็นทรุดนั่งลงกับพื้นร่ำร้องออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวด

พ่อบ้านฟงเคาะประตูสองครั้งแล้วเดินเข้ามา ชายชรามองรอบด้านแล้วส่ายหัว บัดนี้คุณชายของเขาเป็นเหมือนคนบ้าที่ต้องการรักษา ภายในใจนึกว่าฉิงเฟิ่งคงไม่มีโอกาสได้เห็นตอนที่หวางเยี่ยนฉวี่เป็นเช่นนี้แน่ๆ



------------

TAKE

คือ...พระเอกฉันหายไปไหน

ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนนะจ๊ะ พอหลังจากนี้เดี๋ยวฉิงเอ๋อก็ได้เข้าวังแล้ว เราจะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่ก้าวกระโดด แม้อยากลงเรือเยี่ยนฉวี่มากเท่าใดก็ตามแต่พระเอกมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ถึงจะสงสารแต่ก็ต้องกำจัดทิ้งงงง

ป.ล.เทคไม่แน่ใจว่าจีนนั้นเขาเรียกผู้ชายที่เป็นแค่ที่ระบายความใคร่ว่าอะไร เลยใช้คำว่านายบำเรอแทน ถ้าใครมีคำแนะนำดีๆ ก็มาบอกเทคได้น้าาา

ความคิดเห็น