ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2560 22:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 6
แบบอักษร

-6-



“โทษทีนะ พอดีงานพี่ยุ่งนิดหน่อยกว่าจะเสร็จ” วันนี้ทั้งวัน กรพัฒน์เร่งเคลียร์งานจนหัวหมุน เพราะไม่อยากให้ค้างคา อีกอย่างถ้าไม่รีบทำให้เสร็จ เผลอๆ อาจได้หอบงานกลับไปนั่งทำอยู่ที่บ้าน เป็นแบบนั้นคงอดกินหมูกระทะกับทุกคน แบบนั้นคงจะไม่ยอมแน่ 

“ไม่เป็นไรครับ นี่ก็เพิ่งปิดร้านเอง” ปูนรวบกระเป๋ากับเสื้อแขนยาวไว้ที่อก เมื่อตอนเที่ยงได้ขอกลับหอพักเพื่อเปลี่ยนชุดมา ขืนให้ใส่เสื้อของกรพัฒน์คงไม่สะดวกในการทำงาน รวมถึงไม่สะดวกใจที่จะสวมเสื้อคนอื่น 

“ไม่คิดจะชวนฉันด้วยหรือไง หรือเห็นเป็นก้อนกรวดข้างต้นไม้ มันน่าน้อยใจนัก” โรสเดินออกมาทีหลังก่อนจะล็อคประตูร้าน หญิงสาวเอ่ยหยอกเย้าปูนมาตั้งแต่เช้า เมื่อรู้ว่าค่ำนี้ปูนมีนัดกับใครและจะไปที่ไหน “ใช่สิ ฉันมันก็แค่เพื่อนนี่ ไม่มีความสำคัญอะไรหรอก” คำตัดพ้อที่ฟังแล้วเหมือนแกล้งพูดซะมากกว่า 

“ไปไหมล่ะ” กรพัฒน์ยิ้มอ่อนพร้อมส่ายหน้าน้อยๆ ให้เพื่อนสาว ก่อนออกปากชวน แต่สาวเจ้ากลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย 

“ไม่ล่ะ ไม่อยากไปเป็นก้าง เอ๊ย ไม่อยากอ้วน กินตอนนี้อ้วนเป็นหมูพอดี” โรสว่ายิ้มๆ “ฉันไม่ได้ไป ฝากดูแลปูนด้วย นี่น้องชายสุดที่รักของฉันเลยนะ ดูแลไม่ดีจะโดนไม่ใช่น้อย” คำพูดข่มขู่ที่ไม่ทำให้อีกฝั่งกลัวเลยสักนิด

“รู้แล้วน่า ย้ำทุกรอบเหมือนคนแก่...ไปเลยไหมปูน” แหย่หญิงสาวก่อนกรพัฒน์จะหันมาชวนลูกกวางที่ยืนขำน้อยขำใหญ่ตอนเขากับโรสตอบโต้กันไปมา พอถูกชวน ร่างผอมก็โค้งลาเจ้านาย พร้อมกับมีมือใหญ่โฉบมาเปิดประตูรถให้ “ไปนะ” พอปูนขึ้นไปนั่ง ชายหนุ่มก็บอกลาเพื่อนสาวคนสวย 

“กินให้อร่อยๆ นะปูน” โรสขยิบตาบอกปูนที่ลดกระจกมาโบกมือลา เมื่อท้ายรถคันสวยแล่นจนหายจากสายตาหญิงสาวก็ถอดถอนหายใจออกมา สิ่งที่กังวลใจกำลังจะเกิดขึ้น “นี่ฉันต้องเตรียมประกาศหาพนักงานใหม่หรือนี่” 


********


 กรพัฒน์พาปูนมาแวะซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ต แม้คนจ่ายเงินจะบอกให้ซื้อได้ตามสบาย แต่คนเลือกก็เลือกซื้อเฉพาะของที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการกินมื้อนี้เท่านั้น 

“ปูนไม่ซื้อของอย่างอื่นเหรอ” ถามขณะคนตัวเล็กกว่าเลือกผักสด 

“นั่นสินะ แล้วเกนชอบกินขนมอะไรเหรอครับ” ปูนถามโดยไม่หันมามอง

“มันกินได้หมดนั่นแหละ” คนเป็นพ่อตอบเสียงห้วน ทำไมรู้สึกคันในอกยิบๆ เมื่อได้ยิน  

“แล้วพี่กรชอบกินอะไรเหรอ” คำถามเหมือนเดิม แต่ต่างที่ชื่อที่ออกจากปากแม้คนถามดูจะสนใจแต่ผักก็เถอะ แค่นั้นก็ทำให้คนฟังทำตาโต “พี่กร”

“ครับ? อ๋อ พี่กินได้ทุกอย่างเลย” คล้ายกับเป็นโรคหัวใจที่กำลังพองโตจนแคบแน่นและเต้นแรง “แล้วปูนล่ะ” อยากลองถามดูบ้าง เผื่อจะรู้จักกันให้มากขึ้น

“ก็กินได้หมดเหมือนกัน แต่ปูนไม่กินเนื้อ” ได้ยินปุ๊บ คนหยิบเนื้อมาหลายแพคก็รีบหอบเอากลับไปเก็บไว้ที่ชั้นตามเดิม “อ่าว” ปูนมองอย่างสงสัยที่อยู่ๆ กรก็วิ่งหายไปแล้วก็กลับมาท่าทางกระหืดกระหอบ 

“พอดีหยิบของผิดน่ะ” ปกติไม่เคยแก้ตัวเรื่องแบบนี้ แต่ครั้งนี้ไม่รู้ทำไมต้องทำ อยากจะหัวเราะให้กับตัวเองดังๆ “เอาอะไรอีกไหม” 

“พอแล้วครับ” ปูนยิ้มให้คนอาสาออกเงินทุกบาท ตลอดการซื้อของ ปูนจะรู้สึกถึงการถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา เป็นสายตาที่มองมาจากทุกทาง ไม่รู้เหมือนกันว่ามองเขาหรือมองคนตัวสูงข้างๆ แต่ถ้าให้เดา คงมองกรพัฒน์มากกว่า ก็เขาทั้งหล่อและดูดีขนาดนี้ แถมตอนนี้ยังยิ้มอารมณ์ดีอยู่ตลอด ไม่ได้ปั้นหน้านิ่งเหมือนตอนอยู่ที่ตึกบริษัท 

การจราจรวันนี้ยังคงติดหนึบเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือวันนี้กรพัฒน์มีคนคุยด้วย แถมยังคุยสนุกอีกต่างหาก ทำให้ทั้งรถมีแต่เสียงหัวเราะ พอปูนไม่เกร็งก็กลายเป็นคนที่น่ารัก...โคตรจะน่ารักต้องบอกแบบนี้ 

“ไม่รู้เกนจะถึงหรือยังนะครับ” ดูนาฬิกาจากหน้าคอนโซลรถแล้วก็นึกสงสัย ตอนนี้ก็ทุ่มกว่าแล้วด้วย 

“ถึงแล้ว ลุงอ้อมเพิ่งไลน์มาบอกพี่เมื่อกี้” กรพัฒน์ว่า คนขับรถที่ป๊าของเขาส่งมาให้หลานชายสุดที่รัก “ตอนนี้คงเตรียมของกันอยู่มั้ง” 

“อ๋า เราถึงสายหรือเนี่ย” ปูนมองของที่วางด้านหลัง มีทั้งผักและหมู “แล้วพวกเขาจะมีของหรือครับ”

“มีสิ ป้าแก้วคงเตรียมไว้แล้ว” ป้าแก้วที่ว่า เป็นแม่ครัวที่จ้างมาทำอาหาร และคำพูดของกรพัฒน์นั้น ก็ทำเอาปูนต้องย่นคิ้ว ในเมื่อมีคนเตรียมของไว้แล้ว จะให้แวะซื้อมาเพิ่มอีกทำไม แต่ความสงสัยนี้ก็ไม่ได้ถูกถามออกไป 

เมื่อรถหรูฝ่าการจราจรหนาแน่นไปจนถึงจุดหมาย กรพัฒน์เป็นฝ่ายหอบหิ้วข้าวของมากมายด้วยตัวเอง แม้จะลำบากไปสักหน่อยก็เถอะ เพราะชายหนุ่มไม่ให้ปูนถืออะไรเลย นอกจากคีย์การ์ดของห้อง 

“สวัสดีค่ะคุณกร” ช่วงจังหวะลิฟต์เปิดออก สาวสวยหุ่นดีสวมชุดเดรสสีชมพูอ่อนที่อยู่ด้านในเอ่ยทัก รอยยิ้มหวานชวนหลงใหลหากได้จ้องมอง ยกเว้นเจ้าของชื่อ กรพัฒน์ยิ้มพร้อมพยักหน้าทักทาย สายตาคมคอยมองปฏิกิริยาของคนที่พามาด้วย กลัวว่าจะเข้าใจผิด แค่นี้ชื่อเสียงเรื่องความเจ้าชู้ของเขาก็แพร่สะพัดจนตามแก้ข่าวไม่ไหว “ของเยอะนะคะ มีปาร์ตี้แน่ๆ เลย ใช่ไหมคะ”

“อ่าครับ พอดีมีปาร์ตี้ในครอบครัวนิดหน่อย” เหมือนจะตอบคำถามแบบธรรมดา แต่คนพูดเน้นหนักคำว่าครอบครัวจนคนถามต้องรีบยิ้มแล้วรีบออกจากลิฟต์ กรพัฒน์รู้ดีว่าที่หญิงสาวถามแบบนั้น กับอาการอ้อยอิ่งถ่วงเวลาชวนคุยไม่ยอมไปไหนสักที คงเพราะคิดว่าเขาอาจจะชวนร่วมปาร์ตี้ที่ห้องด้วย ซึ่งมันไม่มีวันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว 

“สวยดีนะครับ” คำถามที่ขัดความเงียบภายในลิฟต์ กรพัฒน์รีบหันไปมองหน้าคนถาม พร้อมๆ กับปูนที่หันมามองพอดี ดวงตาสองคู่ประสานกัน ซึ่งปูนดูออกว่าคนตรงหน้าพยายามจ้องตาเพื่ออยากรู้ความรู้สึก “มองหน้าปูนทำไม”

“เพราะปูนน่ารักถึงได้มอง” 

คราแรกอยากลองหยั่งเชิงดู แต่ถูกหยอดกลับมา ปูนเลยรีบหันหน้าหนี แต่ลิฟต์ตัวนี้ล้อมรอบไปด้วยกระจก ดังนั้น กรพัฒน์เห็นอาการแอบเขินจากคนตัวผอมกว่าได้ไม่ยาก 

เขินโคตรน่ารัก

เมื่อคนมาช้าทั้งสองเปิดประตูเข้าไป อย่างแรกที่ได้เห็นคือห้องที่เต็มไปด้วยสายรุ้งที่ถูกติดจนทั่วห้อง ปูนเดินตามหลังเจ้าของห้องที่คิ้วเริ่มกระตุกกับสภาพที่เห็น 

ห้องของเขาทำไมมันเละแบบนี้ 

ปัง ปัง ปัง เสียงพลุกระดาษถูกดึงทันทีที่ปูนเดินผ่าน คนร่างผอมตกใจสะดุ้ง พอเห็นหน้าคนทำก็รีบฉีกยิ้มออกมา เกนดูร่าเริงผิดกับเมื่อเช้าลิบลับ แววตาเป็นประกายดูมีความสุข

“เล่นอะไรกันเนี่ย พี่ตกใจหมด” ปูนว่า มือก็หยิบเอาเศษกระดาษออกจากไหล่ตัวเอง

“ก็ต้อนรับพี่ปูนไง” เกนว่า ก่อนจะเดินไปตบหัวเด็กรุ่นราวเดียวกันที่ยืนอีกฝั่ง “ห้ามมองเว้ย” 

“เชี่ย กูเจ็บ” เด็กหน้าตาหล่อตีหน้ายุ่ง แต่ก็รีบหันมายิ้มให้ปูน “สวัสดีฮะ พี่น่ารักกว่าที่ไอ้เกนพูดซะอีก” ว่าจบก็ถูกตบหัวอีกรอบ

“ห้ามลามปาม นี่พี่ปูนของกู” เกนถลึงตาใส่ “พี่ปูนๆ นี่ไอ้ฟลอยด์ เป็นเพื่อนเกนเอง” 

“สวัสดีครับ ผมฟลอยด์ หน้าตาดี หล่อ เท่ คือผมเอง” เด็กฟลอยด์บรรยายสรรพคุณตัวเองจบก็ถูกเขกหัว คราวนี้ไม่ใช่เพื่อน แต่เป็นพ่อเพื่อน กรพัฒน์เขกหัวทั้งเกนและฟลอยด์เพราะทั้งคู่มัวแต่ชวนปูนคุย “พ่อเพื่อนมือหนักเหมือนเดิม”

“จริงๆ” 

ปูนขำน้อยๆ เมื่อเด็กสองคนคลำศีรษะตัวเองป้อยๆ ก่อนจะพูดอะไรมากกว่านี้ ทั้งสามก็ถูกเรียกให้เข้าไปช่วยด้านใน ตอนนี้บนโต๊ะอาหารมีหม้อสุกี้ที่ตั้งน้ำรออยู่แล้ว กับกระทะสำหรับปิ้งหมู 

“ป้าแก้วล่ะ” กรพัฒน์ถามหาแม่บ้าน ตั้งแต่เข้ามายังไม่เห็น 

“เกนให้กลับไปแล้ว วันนี้ลูกป้าไม่สบาย อะพี่ปูน หมูหมักอันนี้อร่อย” เกนตอบเสร็จก็คีบหมูที่ปิ้งสุกใส่จานให้แขกของงาน 

“ขอบคุณครับ” ปูนตอบรับพร้อมรอยยิ้มหวาน 

“แกไล่ไปแล้วๆ ใครจะหมักหมูที่ป๋าซื้อมา” กรพัฒน์เหล่ตามองข้าวของที่ซื้อมาใหม่ คิดจะให้แม่บ้านทำให้แท้ๆ แต่เสียงลากเก้าอี้ดังขึ้น ร่างสูงหันหน้ามามอง “ปูนจะไปไหน”

“เดี๋ยวปูนทำเอง” ปูนว่า สามหนุ่มต่างวัยมองหน้ากันอย่างงงๆ “ปูนทำเป็น อร่อยด้วยนะ” 

“ฟลอยด์เชื่อ” เด็กหนุ่มแทรกขึ้นมาทันที เลยถูกฝ่ามือสองขนาดทำโทษที่ทำเกินหน้าเกินตา “มือหนักทั้งพ่อทั้งลูก” 

ปูนขำส่งท้ายก่อนจะเดินเข้าครัว มือขาวหยิบจับอะไรดูคล่องแคล่วจนคนด้านนอกตาโต ดูเหมือนหมูปิ้งจะไม่เป็นที่สนใจสักเท่าไหร่ หลายชิ้นที่เริ่มมีกลิ่นไหม้ คนยืนหน้าเตาก็รีบเขี่ยทิ้งลงถังขยะเพื่อกลบเกลื่อนหลักฐานว่าพวกเขาอยากกินหมูฝีมือปูนมากกว่า รอไม่นาน ชามหมูที่หมักได้ที่ก็ออกมา บรรดาคนเฝ้ารอต่างก็ปรบมือเสียงดัง

“อะไรกันครับเนี่ย” ปูนแปลกใจที่สามหนุ่มเอาแต่จ้องหมูในชาม 

“หิวน่ะสิ” กรพัฒน์ว่า ชายหนุ่มรีบจัดแจงเอาเนื้อหมูลงกระทะทันที สร้างความแปลกใจให้คนอยู่ในครัวไม่น้อย ก็ดูจากหมูในชามเดิมก็หมดไปตั้งเยอะ เผลอๆ อาจจะอิ่มแล้วด้วยซ้ำ “ทำไมหมูสุกช้าเนี่ย”

“มันเพิ่งลงปิ้งเอง ใจร้อนจริง” แล้วเจ้าของห้องก็ถูกหัวเราะรอบวง 

มื้อนี้ช่างมีความสุขเสียจริง มีทั้งเสียงหัวเราะ เสียงบ่น เสียงเพลงจากเด็กอยากโชว์เสียง รวมทั้งคำหยอดหวานๆ ของเจ้าของห้องที่มอบให้แขกคนน่ารัก 

เมารักยังดีกว่าเมาเหล้า เพิ่งรู้ตอนนี้นี่เอง 

“ป๋าเติมน้ำให้พี่ปูนด้วย” เกนหยุดเล่นกีต้าร์แล้วตะโกนบอก แม้จังหวะเพลงจะหาย แต่คนร้องอย่างฟลอยด์ก็ยังคงโชว์ความไพเราะได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน 

“รู้ดีจริง แกเนี่ย” กรพัฒน์ใช้ตะเกียบชี้หน้าลูกชายพร้อมรอยยิ้ม แม้ลูกชายจะอยู่ห่างแต่ก็เห็นปริมาณน้ำในแก้ว อวดรู้มากที่สุด “กินเยอะๆ นะปูน” 

“แค่นี้พุงก็ยื่นแล้วครับ” ปูนหัวเราะ อาหารมื้อนี้เขากินไปมากจริงๆ ปกติแล้วมื้อเย็นแทบจะกินน้อยมาก ไม่ได้รักษารูปร่าง แต่เพราะกว่าจะถึงห้องพักก็ต้องทำความสะอาดห้องอีก เวลากินข้าวเลยน้อยตามไปด้วย “น้องเขาเสียงดีนะครับ” 

“เรียนร้องเพลงตั้งแต่เด็ก มันก็ต้องเพราะละนะ” กรพัฒน์ว่า เขาก็ส่งลูกชายไปเรียนเหมือนกัน แต่เกนกลับชอบกีต้าร์มากกว่า “อีกอย่าง ต้นทุนเสียงคงจะดีด้วย” 

“นั่นสิครับ” คำตอบเสียงใสทำให้กรพัฒน์แอบมอง นัยน์ตาสวยเป็นประกายยามมองเพื่อนลูกร้องเพลง จนอดที่จะอิจฉานิดๆ ไม่ได้ 

“พี่ก็ร้องเพราะนะ” และอดไม่ได้ที่จะพรีเซ็นต์ตัวเอง   “จริงเหรอครับ” ดูเหมือนจะได้ผล ปูนรีบหันมามองหน้าเขาทันที

“จริงสิ ถ้าปูนอยากฟัง พี่ร้องให้ฟังทุกวันเลย” 

“ขี้อวดจริง” 

“เอ๊า พี่พูดจริงนะ โทรไปร้องให้ฟังทุกเช้า ทุกค่ำเลยก็ยังได้”

“มันจะหลอนๆ นะครับนั่น”

“โธ่ ปูนพูดซะพี่หมดความมั่นใจเลย”  

แล้วเสียงเพลงด้านหน้าก็ไม่ได้รับความสนใจอีก กรพัฒน์แหย่ปูนบ้าง แกล้งบ้าง หลายครั้งก็หยอดคำหวานซะจนปูนต้องแกล้งโก่งคออาเจียน บรรยากาศของทั้งคู่ดูผ่อนคลายมากกว่าเดิม ปูนก็ดูไม่อึดอัดยามถูกแหย่อย่างช่วงแรกๆ ที่รู้จัก ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการสานสัมพันธ์ต่อไป

เชื่อผู้ใหญ่หมาไม่กัด อย่างที่เขาว่าไว้ ตื้อเท่านั้นที่จะได้ใจเธอมาครอง 

“ผู้สูงวัยครับ รบกวนสนใจเด็กอย่างพวกเราด้วยครับ” เกนพูดออกไมค์

“เดี๋ยวเถอะ” กรพัฒน์ถลึงตาใส่ลูกชาย ก่อนเสียงหัวเราะจะดังลั่นห้อง

ภาพแห่งความสุขเช่นนี้ เป็นภาพที่หาได้ยาก แม้แต่เสียงหัวเราะ ก็แทบหาไม่ได้ในห้องๆ นี้ ห้องที่มีแค่เอาไว้นอนตอนง่วงและทิ้งไว้ให้ร้างตอนไปทำงาน จากวันนี้ไป ห้องๆ นี้จะมีควาทรงจำใหม่ที่ดีมากกว่าเดิม

“พี่ปูนมาร้องเพลงให้พวกเราฟังหน่อยสิครับ” เสียงเรียกร้องจากเด็กๆ และคนตัวโตข้างๆ แต่ปูนก็โบกมือปฏิเสธ “มาเถอะ เสียงไม่เพราะไม่เป็นไร พวกเรา...รับได้ทุกอย่าง แคลชมา” แล้วเสียงทำนองคาราโอเกะก็ดังขึ้นพร้อมกีต้าร์ถูกวางไว้ที่เดิม ฟลอยด์กับเกนช่วยกันร้องเพลงจนจบ และต่ออีกหลายต่อหลายเพลง 

ในที่สุด งานเลี้ยงทุกงานก็ย่อมมีการเลิกรา ปูนช่วยเจ้าของห้องเก็บของไปไว้ที่อ่างล้างจาน เพื่อรอให้แม่บ้านมาทำความสะอาด หลังจากเก็บของเสร็จ ปูนก็เตรียมตัวกลับ 

“พี่ปูนมาบ่อยๆ นะ” เกนทำตาละห้อยเมื่อปูนจะออกจากห้อง 

“พี่ต้องทำงานน่ะสิ” ปูนยิ้มหวาน มือขาวยกขยี้ผมดำของเด็กหนุ่มตรงหน้า 

“แล้วเมื่อไหร่จะว่างอีกล่ะ...ป๋า” พอเห็นว่าทำอะไรไม่ได้ เกนก็หันไปหาพ่อตัวเอง 

“เอาน่า ถ้าพี่เขาว่างเราก็ค่อยจัดอีก” กรพัฒน์ว่า 

“จริงนะ” ดวงตาเป็นประกายของเกนทำให้ปูนต้องพยักหน้ารับ

        “แล้วฟลอยด์ล่ะ กลับยังไง” ปูนหันไปมองเด็กอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ    “วันนี้ผมนอนกับไอ้เกนครับ พี่ปูนไม่ต้องห่วง...” พูดไม่ทันจบ ฟลอยด์ก็ถูกฝ่ามือของเพื่อนตบเข้าศีรษะ แล้วเด็กทั้งสองก็วิ่งไล่เตะกันกลับห้องอีกฝั่ง ทิ้งให้ผู้ใหญ่สองคนมองตามแล้วส่ายหน้า 

เป็นเด็กมันก็ดีแบบนี้แหละ เครียดปุ๊บเดี๋ยวก็ลืม



*****



กรพัฒน์ขับรถไปส่งปูนที่หอพัก ภายในรถมีเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะดังตลอดทาง ภาพของช่วงเช้าแทบไม่ได้เห็น หลายครั้งที่เจ้าของรถหาเรื่องคุยไม่ได้ ก็จะเป็นปูนที่หาเรื่องมาชวนคุยแทน

“ปูนคิดจะทำงานกับโรสไปอีกนานเท่าไหร่หรือ” คำถามที่ชวนให้ปูนต้องขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยเข้าใจ “อย่าตีความหมายคำถามพี่ผิดนะ พี่แค่อยากรู้ ไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย” รีบแก้ตัวเสียงสูง 

“คงทำไปเรื่อยๆ จนกว่าพี่โรสจะไล่ออกละมั้งครับ” ปูนขำน้อยๆ ก่อนตอบ “ทำที่นี่ก็มีความสุขดี อยู่กับดอกไม้ทุกๆ วัน ก็สดชื่นดี” 

“แล้วคิดอยากหางานอื่นทำไหม” คราวนี้ปูนถึงกับหันไปมองหน้า “อย่างเช่น มาทำงานกับพี่”

ปูนมองหน้าคนถามนิ่ง ปล่อยให้ภายในรถมีแต่ความเงียบ ทำแบบนั้นแล้ว คนถามก็เริ่มกดดันเอง แต่พอเห็นริมฝีปากแดงค่อยๆ เผยรอยยิ้ม ก็อยากถอนหายใจออกมา

“ปูนทำอะไรไม่เป็นหรอกครับ ถ่ายรูปก็ไม่เป็น ถ้าให้จัดฉากก็คงพอไหว” จากที่เคยไปสัมผัสงานสองวันที่ผ่านมา ปูนรู้เลยว่า พนักงานที่นั่นทำงานกันหนักมากจริงๆ แต่ทุกคนก็ทำด้วยความรักเพื่อให้งานทุกงานออกมาดีที่สุด 

“พี่ไม่ให้ปูนจัดฉากหรอกน่า” เจ้าของบริษัทหนุ่มหัวเราะ “สนใจงานเลขาไหม” 

“ปูนไม่ได้เรียนมา ทำไม่เป็นหรอก”

“ของแบบนี้มันฝึกกันได้ ถ้าปูนสนใจ พี่เต็มใจสอนให้นะ” พูดเสร็จก็ขยิบตา 

“ไม่เป็นไรดีกว่าครับ กลัวเสียเวลาพี่กร” เป็นคำปฏิเสธที่ถนอมน้ำใจคนชวน “อีกอย่าง มีคนเก่งๆ คอยช่วยน่าจะดีกว่าคนไม่เป็นงานอะไร”

“ปูนละก็ ทำให้พี่ดีใจเก้อ คิดว่าสน” กรพัฒน์แกล้งทำหน้าเง้างอด ที่จริง ก็เสียดายมากนั่นแหละ 

“ปูนพูดตอนไหน พี่กรขี้ตู่ไปเอง” 

“เอ๊า”

ท่าทางเหมือนเด็กแต่รูปร่างไม่ให้ สร้างเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี ขนาดเจ้าตัวยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะ แต่ทำแบบนี้แล้วคนข้างๆ มีเสียงหัวเราะก็พอไหว

รถหรูเคลื่อนเข้าจอดลานด้านหน้าหอพักสภาพครึ่งใหม่ครึ่งเก่า ประตูรถสองฝั่งเปิดออก เพราะข้าวของที่เตรียมมามากจนคนเดียวถือไม่หมดแน่นอน กรพัฒน์เลยอาสาช่วยถือ และเป็นข้ออ้างที่จะได้ขึ้นห้องของปูนด้วย อยากรู้ว่าอยู่นอนยังไง สะดวกสบายหรือลำบากแค่ไหน 

ปูนเดินนำกรพัฒน์มาถึงห้องตัวเอง ประตูไม้อัดสีน้ำตาลเปิดออกโดยง่าย ความมั่นคงแข็งแรงดูจะไม่ค่อยมีซะด้วยซ้ำ พอเดินเข้ามาในห้อง หากเทียบกับห้องของกรพัฒน์แล้ว ทั้งห้องนี้ขนาดเท่าห้องนอนสำหรับรับแขกเท่านั้น ร่างสูงมองไปรอบๆ ห้องอย่างพิจารณา 

“พี่ว่าห้องนี้ดูไม่ค่อยปลอดภัยนะ” คนเพิ่งเคยมาครั้งแรกเริ่มว่า “ระเบียงก็ไม่มีกรง ประตูก็ไขเข้ามาง่ายมากเกินไป แถมยามก็ไม่มี” 

“พี่กรคิดมากหรือเปล่าครับ หอราคาแค่นี้ ถือว่าดีแล้วนะ” ปูนจัดของสดเข้าตู้เย็นขนาดเล็ก ตอนแรกปฏิเสธแทบตาย สุดท้ายกรพัฒน์ก็หิ้วมาใส่รถให้จนได้ 

“แต่มันไม่ปลอดภัย ทั้งทรัพย์สิน แล้วก็ตัวปูนเอง” กรพัฒน์ประเมินจากภาพรวมและหน้าตาของปูน ห้องเล็กๆ กับบานประตูไม้อัดมันขวางพวกคิดร้ายไม่ได้หรอก “พี่ว่า ปูนหาที่อยู่ใหม่เถอะ”

“ปูนอยู่ที่นี่มาเป็นปีแล้ว ไม่เห็นมีอะไร พี่กรเคยอยู่แต่ที่หรูๆ สะดวกสบาย พอเจอห้องแคบๆ ก็คงไม่ชิน” ปูนพูดปนขำ ที่อยู่คนรวยกับคนหาเช้ากินค่ำ มันจะไปเหมือนกันได้ยังไง 

“ไม่ใช่ไม่ชิน แต่นี่มันแบบ...”

“ปูนอยู่ได้สบาย พี่กรไม่ต้องห่วง ขอบคุณนะครับ” 

ดูเหมือนทุกอย่างจะเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งก็ดึกมาก กรพัฒน์เลยขอตัวกลับโดยปูนออกมาส่งหน้าประตูห้อง ร่างผอมยิ้มหวานอย่างเคยเป็นการบอกลา จังหวะที่ร่างสูงจะเดินไป มีชายหนุ่มสองคนเดินสวนมา ทั้งคู่ต่างก็จ้องมองปูนที่ยังยืนอยู่หน้าประตู เพียงแค่นี้ ความอดกลั้นในความเป็นห่วงของเขาก็หมดลง กรพัฒน์ยื่นมือไปจับแขนขาวไว้

“พี่ว่า...”

“อ่าวน้องปูน หายไปไหนมาเนี่ย ตอนเย็นพวกพี่ว่าจะชวนไปกินส้มตำ เคาะห้องไม่ตอบ” 

ยังพูดไม่จบ ชายหนุ่มสองคนที่เดินผ่านมาก็เอ่ยทัก คำพูดกับกิริยาตุ้งติ้งที่เห็น ทำเอากรพัฒน์ตาโต ฝ่ามือใหญ่ค่อยๆ คลายออก 

“พอดีปูนไปธุระมา นี่ก็เพิ่งกลับมาถึงห้อง เสียดายจัง” ยิ่งร่างผอมที่ยืนอยู่ข้างโต้ตอบกลับไป ยิ่งต้องเพิ่มความแปลกใจ ทำไมดูสนิทกันขนาดนี้

“งั้นพรุ่งนี้ไปกินกัน นัดแล้วห้ามเบี้ยวนะ ว่าแต่ นี่ใคร แฟนปูนเหรอ?” การชักชวนกินส้มตำหยุดลงเมื่อหนุ่มหล่อหน้าตาดีกลายเป็นที่สนใจแทน “ร้ายนะเนี่ยน้องปูน มีแฟนหล่อมากอะ”

“ไม่ใช่แฟนปูนสักหน่อย” 

“ไม่ต้องเขินหรอกน่า แฟนหล่อนะเนี่ย โชคดีมากนะคะที่เป็นแฟนน้องของเรา ทั้งน่ารัก ทั้งใจดี ทำกับข้าวก็อร่อย ที่สำคัญ คุณชนะผู้ชายในตึกที่หวังจีบน้องปูนเลยนะ”

“นั่นสิ พวกมันรู้ต้องอกแตกตายแน่” 

“เดี๋ยว ไม่ใช่ครับ เดี๋ยว” 

ไม่ทันซะแล้ว สองหนุ่มช่างเม้าท์เดินสะบัดก้นกลับห้องไปแล้ว ปูนร้องเรียกยังไงก็ไม่หันกลับมา ต่างจากกรพัฒน์ที่ตอนแรกดูตกใจและแปลกใจ แต่ตอนนี้กลับยิ้มกริ่ม ในหัวมีแต่คำพูดที่ได้ยินเมื่อสักครู่ เขาเป็นแฟนปูน แถมยังชนะผู้ชายในตึกที่จีบปูน....เดี๋ยวนะ ผู้ชายในตึกที่จีบปูน แปลว่าต้องเยอะมาก?

เริ่มชักไม่ได้การซะแล้ว

“พี่กลับก่อนนะ” กรพัฒน์บอกแบบเบลอๆ เพราะตอนนี้กำลังคิดเรื่องมีคู่แข่งมาก

“ครับ” เหมือนคนลากลับจะไม่ทันเห็นการโบกมือลาซะด้วยซ้ำ เพราะดูเหม่อลอยเดินหนีไปซะก่อน หวังว่าจะไม่เดินชนอะไรเข้านะ 


**


และสิ่งที่ปูนคิดไว้มันมากกว่านั้นซะอีก กรพัฒน์แทบตกบันไดเพราะความเหม่อ ยังโชคดีที่บันไดแคบและมีราวจับ ความไวทำให้คว้าไว้ได้ทัน แต่ตอนนี้ใจหายลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ขืนเขาจับราวไม่ทัน ไม่ใช่หัวใจแน่ที่ร่วง ตัวเขานี่แหละที่จะร่วงลงไป โอกาสนอนเดี้ยงเป็นผักอยู่บนเตียงมีสูงมาก

แม้จะรอดจากการตกบันได แต่ความเหม่อก็ทำให้เปิดประตูรถไม่ได้ กรพัฒน์พยายามดึงประตูรถจนสัญญาณกันขโมยดังลั่น เสียงสัญญาณคล้ายกับเรียกสติ ชายหนุ่มตบไปทั่วตัวเพื่อหากุญแจรถ ก่อนจะมีแรงสะกิดจากด้านหลัง คนสะกิดไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นคนที่ทำให้สติสตางค์ของกรพัฒน์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนั่นเอง ก่อนที่จะพูดอะไร ฝ่ามือขาวก็แบออก บนนั้นมีกุญแจรถที่หาเมื่อครู่

“ยังไม่แก่แต่ขี้ลืมแล้วนะครับเนี่ย” ปูนว่าขำๆ 

“พี่ก็ว่าทำหายไว้ไหน ขอบใจนะ” คนลืมยิ้มอาย สงสัยจะลืมวางไว้บนโต๊ะ กรพัฒน์กดปิดสัญญาณเตือนก่อนเสียงมันจะเรียกคนให้ลงมาดู “แล้วนี่พี่ต้องขึ้นไปส่งปูนอีกใช่ไหม” ไม่ว่าเปล่า กรพัฒน์ทำท่าจะหมุนตัวกลับ แต่ถูกปูนห้ามไว้

“จะส่งปูนทำไม พี่กรนั่นแหละ รีบกลับบ้านได้แล้วๆ อย่าเหม่อจนเผลอไปชนรถท้ายใครเข้าล่ะครับ เรียกสติ ฮึบๆ” ปูนอ้าปากขยับแขนเป็นปีกแม่ไก่ให้กรพัฒน์ทำตาม ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำตามจริงๆ กว่าจะรู้ตัวว่าปล่อยไก่ก็หัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง “กลับบ้านดีๆ นะครับ”

“ครับ ฝันดีนะปูน”

“ฝันดีเช่นกันครับพี่กร” 

ปูนยืนรอจนรถหรูหายไปจากสายตาถึงเดินย้อนกลับขึ้นห้อง กรพัฒน์คงจะเป็นคนดีจริง แต่ก็ไม่ใช่คนที่ตัวเองจะยุ่งเกี่ยว...คนรวยกับคนจน เส้นแบ่งมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเป็นมากกว่าคนรู้จักไม่ได้  


...TBC


.................................................... 


มาช้าตลอด ต้องเอานาฬิกามัดติดคอซะแล้วค่า (หัวเราะทั้งน้ำตา) ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ นอกจากการติดซีรี่ย์ (เก่า) ;_;

**สองเด็กสุดแสบโตขึ้นมาจะเป็นไงน้อ 555

ความคิดเห็น