facebook-icon

E-BOOK พร้อมโหลดแล้ว รายละเอียดอยู่ด้านล่าง หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ FB Fanpage ค่ะ

ตอนที่ 4 : ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน (rewrite)

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 : ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน (rewrite)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.8k

ความคิดเห็น : 67

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2561 21:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 : ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน (rewrite)
แบบอักษร

ตอนที่4

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ผมมัวแต่อาบน้ำและก็ทำกับข้าวจากหม้อไฟฟ้า มันหน้าตาเหมือนหม้อสุกี้เอ็มเค แต่หลุมของหม้อนี้มันตื้นกว่า หม้อแบบนี้สามารถทำอาหารได้หลายอย่าง ผัด ทอด สุกี้ จิ้มจุ่ม หรือกระทั่งต๊อกโบกีผมก็ทำมาแล้ว ซึ่งคนรีเควสเมนูนี้ดันเป็นคามินที่หน้าห่างไกลคำว่าโอปป้ามาก แต่ดันชอบกินอาหารเกาหลีเป็นชีวิตจิตใจ

“ มึงล้างหม้อล้างจานไปนะเจ กูโทรคุยกับแม่หน่อย ”

ผมลุกขึ้นยืน ตบบ่าเพื่อนแล้วรีบเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่ชาร์ตแบตไว้หัวเตียงขึ้นมา ผมหยิบของอีกสองอย่าง ได้เจบ่นตามมาอย่างไม่จริงจังนัก แต่มันก็ยอมเอาจานไปล้าง ผมเห็นอย่างนั้นก็เดินไปที่ระเบียงเพื่อคุยกับที่บ้าน หาที่เงียบๆเป็นส่วนตัว

“ เฮ้อออออ! ”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ควักบุหรี่ออกมาจุดสูบเป็นอย่างแรกเพื่อรวบรวมสติและผ่อนคลาย เผื่อว่ามันจะช่วยให้การคุยกับแม่คราวนี้ผ่านไปได้ด้วยดีโดยที่ผมไม่ต้องเครียดมากนัก

หลังจากแลกเบอร์แลกไลน์กับอัพเมื่อตอนดึกเมื่อวานผมก็ไม่ได้แตะโทรศัพท์อีกเลย ตอนนี้มันจึงมีทั้งสายที่ไม่ได้รับจากแม่ราว 10 สาย มีข้อความจากอัพ เพื่อนต่างมหาลัยของคามิน และข้อความจากเฮีย

คนปกติจะชอบข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย ผมเองก็เหมือนกัน ใครจะไม่ชอบเรื่องดีๆวะ… แต่ถ้าให้เลือกเผชิญหน้า ผมยอมเผชิญหน้ากับเรื่องร้ายๆก่อน เพราะผมถือว่าอย่างไรเรื่องที่เหี้ยที่สุดก็ได้เกิดขึ้นแล้ว มันไม่มีอะไรเหี้ยไปกว่านี้แล้วล่ะ ต่อไปเจออะไรมา ชีวิตผมก็คงไม่บัดซบไปกว่านี้

ใช้เวลาทำใจอยู่สักพัก ผมดูดบุหรี่หมดไปครึ่งมวนถึงค่อยหยิบโทรศัพท์ออกมา กดเบอร์โทรศัพท์ของแม่ที่ผมจำได้อย่างขึ้นใจและโทรออก

เสียงสัญญาณโทรศัพท์ไม่เคยทำให้ผมหนักใจเท่าครั้งนี้มาก่อน

มันดังโดยที่ไม่มีคนรับอยู่สามถึงสี่ครั้ง จนกระทั่ง…

“ ฮัลโหล... ”

“ แม่ ”

“ ...วอร์มลูก ” น้ำเสียงของแม่สั่นพร่า ผมบอกไม่ถูกว่าตัวเองควรรู้สึกอย่างไรเพราะมันชาไปทั้งหน้าและปลายนิ้ว ผมตัวเย็นเฉียบ ยิ่งกว่าโดนสาดด้วยถังน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือ

“ มีอะไรหรือเปล่าแม่ ”

“ วอร์มเป็นไงบ้าง ที่มหาลัย เรื่องธีสิส เหนื่อยไหมลูก ”

ผมคีบบุหรี่อัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่ ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่กลางชายหาดที่ระดับน้ำทะเลลดต่ำลงไปเรื่อยๆ ผมรู้ว่าอีกไม่กี่นาทีถัดมาก็จะเกิดสึนามิ คลื่นยักษ์จะถาโถมเข้ามาที่ชายฝั่งและทำลายล้างทุกอย่าง แต่สิ่งที่ผมกำลังจะทำคือยืนโง่ๆรอดูทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้น

ถึงขนาดนี้แล้วผมยังเลือกได้อีกเหรอวะ…

“ แม่.. บอกผมมาเลยก็ได้ว่าที่บ้านเกิดอะไรขึ้น ”

สิ่งที่แย่ที่สุดที่ผมคิดได้คือมะเร็งลามไวจนอาการของพ่อทรุดลง, การผ่าตัดไม่สำเร็จ, หรือไม่ทุกอย่างก็แย่ลงจนทำให้ผมต้องรีบกลับตราด รีบไปหาพ่อและไปคุยกันก่อนที่จะไม่มีโอกาส

“ วอร์มลูก… แม่ไม่รู้จะพูดยังไงดี... ”

ผมสูดลมหายใจ “ พูดมาเถอะครับ ผมโอเค ” ถึงตอนนี้มันจะยังไม่.. แต่ยังไงผมก็ต้องโอเค ในเมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้ว และผมก็แก้ไขอะไรไม่ได้อีก

“ ค่าใช้จ่ายที่บ้าน… มันเริ่มบานปลายไปเรื่อยๆแล้ว วอร์ม..ดรอปเรียนมหาลัยไปก่อนได้ไหมครับ กลับบ้านเรานะลูก... ”

ผมรู้สึกเหมืือนโลกจะถล่มลงมาตรงหน้า ขาหมดแรงยืนจนต้องเอนตัวพิงประตูบานเลื่อนกระจก นั่งลงกับพื้นช้าๆ ในหัวผมได้ยินเสียงวิ้งๆ ผมรู้สึกวิงเวียนและก็คลื่นไส้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อาหารที่เพิ่งกินเข้าไปตีรวนกลับขึ้นมาจ่ออยู่ที่คอหอยเหมือนจะอ้วกออกมาให้ได้ และปวดเสียดในท้องขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“ วอร์ม… วอร์มลูก… ยังอยู่ไหม ”

“ ...ยังอยู่ครับ ” ผมพยายามกลืนน้ำลาย “ แม่.. ผมขอคิดดูก่อนได้ไหม ”

แม่เงียบไป

“ ผม...ผมยังไม่อยากกลับ อีกแค่เทอมเดียวผมก็จะจบแล้ว ”

“ แต่ลูกจะอยู่ยังไง… แม่ไม่มีเงินให้แล้วจริงๆครับ ค่าเทอมลูกก็สี่ห้าหมื่น… ไหนจะค่าหอ ค่ากินอยู่ แล้วก็ธีสิสอีก มันต้องใช้เงินเยอะนะลูก แล้ววอร์มก็รู้ว่าพ่อต้องใช้เงินเหมือนกัน ”

ไม่ๆๆ… ผมยังไม่อยากกลับบ้าน นี่อีกไม่ถึงเดือนก็จะหมดเทอม1แล้ว! และอีกแค่เทอมเดียวผมก็จะจบ ผมจะได้สมัครงาน ได้ทำงานสักที ผมไม่อยากกลับไปที่บ้าน… มันไม่มีอะไรให้ผมทำ

ชีวิตผมไม่ได้อยู่ที่นั่น…

“ ผมขออยู่ให้จบเทอมนี้ก่อนได้ไหมแม่ ผมจะคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา ” ผมอ้อนวอนและพยายามหาทางรอด “ ยังไงแม่ก็ส่งเงินเลท หรืออย่างเดือนนี้แม่ก็ยังไม่ส่งเงินให้ผมเลยอยู่แล้ว… แต่นี่ไง! ผมก็ยังอยู่ได้ แม่ให้ผมอยู่นี่เถอะนะ ”

เรื่องสุขภาพพ่อมันเป็นเรื่องที่ผมทำอะไรไม่ได้ แต่เรื่องเงิน เรื่องเรียนต่อ… มันเป็นเรื่องของผมโดยตรง อย่างน้อยก็ให้ผมลองพยายามตรงนี้ก่อน ผมว่าทำได้อยู่แล้ว!

“ แม่… แม่ไม่รู้สิครับวอร์ม… ”

“ ผมหาเงินเองได้แม่! ” อย่างน้อยผมก็ได้มากพอจ่ายคืนเจ ได้มากพอใช้จ่ายอะไรจิปาถะ แค่สองอาทิตย์ที่ผมคุยกับเฮีย ผมก็ได้เงินมาแล้วเกือบสามหมื่นนี่ไง รู้สึกอึดอัดและอยากจะบอกออกไปจะแย่ แต่ผมก็ทำไม่ได้ “ ผมจะรับงานนอก ถ้าได้ลูกค้าดีๆ ตัดต่องานหรือออกกองไปถ่ายงานครั้งนึงมันก็พออยู่ได้… นะแม่ ให้ผมอยู่ต่อเถอะ ” ผมอ้อนวอนสุดชีวิต ผมว่าผมไม่ร้องไห้ เรื่องแค่นี้เอง ผมไหวอยู่แล้ว

แต่ผมก็คิดผิด เมื่อแม่พูดประโยคถัดมา

“ ถ้าวอร์มหาเงินเองได้… งั้นวอร์มเอาเงินตรงนั้นมาช่วยพ่อก่อนได้ไหมครับ นะ... ”

ผมจุก พูดไม่ออก เริ่มรู้สึกแสบตาแสบจมูก

“ ค่าใช้จ่ายอะไรไม่จำเป็นเราก็ต้องตัดออกไปก่อน เรียนจบช้ากว่าเพื่อนแค่แป๊ปเดียวเองนะลูก ”

น้ำตาผมไหลอาบแก้ม

ค่าเรียนผมไม่สำคัญเหรอ… นั่นอนาคตผมเลยนะ…

แล้วถ้าเหตุการณ์มันออกมารูปแบบนี้แล้ว ผมจะได้กลับมาเรียนจริงๆเหรอวะ… ทำไมวะ… ทำไมแม่ไม่คิดถึงความรู้สึกผมบ้างเลย

ผมกล้ำกลืนฝืนใจตอบแม่ออกไป

“ ก็ได้ครับ ผมจะกลับบ้าน แต่ผมขอเรียนให้จบเทอมนี้ก่อนได้ไหม อีกไม่ถึงเดือนแล้ว แค่สามอาทิตย์เอง... ”

“ ครับ ก็ได้… วอร์มครับ พ่อตื่นแล้ว เดี๋ยวแม่โทรฯกลับมาวอร์มอีกทีนะครับ ”

“ ครับแม่ ”

ผมกดตัดสายทิ้ง ความรู้สึกหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันจนผมไม่รู้จะจัดการอย่างไร ทุกอย่างมันแย่ไปหมด ข้างในหัวผมเหมือนเป็นภูเขาไฟที่กำลังปะทุแต่ยังไม่ระเบิดออกมาสักที

บางทีผมก็คิดว่าถ้าผมสติหลุดจนควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ อะไรจะเกิดขึ้น…

ผมได้ยินเสียงประตูบานเลื่อนกระจกเลื่อนเปิดออก เจยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้ามันเป็นห่วงและก็เปลี่ยนเป็นตกใจทันทีที่เห็นว่าคนสุขนิยม ไม่เคยร้องไห้เรื่องเชี่ยอะไรทั้งสิ้นอย่างผมกลับร้องไห้ออกมาอย่างหมดสภาพ แววตามันลังเลคล้ายไม่แน่ใจว่ามันสามารถก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวผมได้หรือเปล่า

แต่เมื่อผมพยายามส่งยิ้มเหนื่อยอ่อนไปให้ มันก็ไม่ลังเลเลยที่จะเดินเข้ามาหา เจมันยังนั่งไม่ถนัดผมก็โถมตัวกอดมันแน่นซะแล้ว ซบหน้าลงกับไหล่และร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร

‘ เฮียครับ ’

ผมส่งข้อความไปอีกครั้ง ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมคงมีลังเลบ้าง แต่มาถึงตอนนี้… บอกตรงๆว่าผมชาจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว ผมทำอะไรก็ได้เพื่อเงิน

‘ อยากเอาวอร์มไหม ’

เฮียไม่ได้อ่านและไม่ได้ตอบข้อความผม ข้อความล่าสุดของเขาคือ ‘ทำอะไรอยู่ครับ’ ที่ถูกส่งมาตอนห้าทุ่มของเมื่อคืน ผมจ้องโทรศัพท์อยู่อย่างนั้นสักพัก เขาไม่เคยหายไปนานขนาดนี้ อย่างเมื่อวานก็ด้วย เฮียแทบไม่ได้ทักมาคุยกับผมเลยหลังจากผมส่งคลิปไปให้

บางครั้งผมก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังคุยกับผีอยู่ ผมไม่เคยรู้ว่าเขาชื่อจริงๆว่าอะไร เพราะเขาให้ผมเรียกแค่เฮีย เขางานทำหลายอย่าง พูดจาดี สุภาพ มีความรู้รอบตัวเยอะเสียจนผมทึ่ง และเวลาที่ตอบข้อความผม เขาก็เหมือนอยู่ทั้งวันทั้งคืนไม่หลับไม่นอน

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปัดความรู้สึกวุ่นวายและผิดหวังเล็กๆที่เขาไม่อ่านไม่ตอบข้อความผม ผมพยายามเลิกสนใจเฮียและเปิดข้อความจากอัพขึ้นมาอ่าน

‘ โทรไปได้เลย เขาชื่อพี่อาชว์ ’

‘ 090-023-55XX ’

‘ เขาไม่มีไลน์เหรอ ’

‘ ไม่มีนะ พี่กูบอกว่าเขาไม่เล่นไลน์ ’

อัพอ่านและตอบข้อความผมทันที​

‘ แล้วกูว่างานด่วนอย่างนี้มึงโทรไปคอนเฟิร์มเขาเองดีกว่า ’

‘ ได้ ขอบใจว่ะอัพ ’

‘ ยินดีเพื่อน ’ ตามมาด้วยสติ๊กเกอร์มูนชูนิ้วโป้ง

ผมกดเบอร์ของพี่อาชว์และกดโทรออก สัญญาณดังอยู่สี่ห้าครั้ง ผมเกือบจะถอดใจวางสายแล้ว… เสียงแหบต่ำก็ดังขึ้น

“ ฮัลโหล ”

“ หวัดดีครับ พี่อาชว์หรือเปล่าครับ ”

“ ใช่ นั่นใคร ” ผมกลืนน้ำลาย เขาเสียงห้วน ฟังแล้วดุชิบหาย เหมือนเขากำลังหงุดหงิดที่ต้องรับสายเบอร์ไม่รู้จัก “ ถ้าคุณเป็นประกันหรือบัตรเครดิตผมจะวางสาย ผมมีครบหมดแล้ว ”

“ ปะ…เปล่าพี่! ผมไม่ใช่ทั้งคู่ ” ผมรีบละล่ำละลักบอก “ ผมได้คอนแท็กพี่มาจากอัพ เพื่อนผมบอกว่าพี่กำลังหาคนตัดต่อวิดีโออยู่เหรอครับ ”

“ อัพไหน ผมไม่รู้จัก ”

“ เอ่อ…” จะให้ผมบอกว่า อัพที่เรียนมหาวิทยาลัยรัฐรั้วแดงเหลืองก็จะแปลกๆ เพราะว่ากันตามตรงแล้วผมแทบไม่รู้จักเพื่อนคามินคนนี้เลย

“ ช่างเถอะ เอาเป็นว่าคุณตัดต่อวิดีโอ ถ่ายวิดีโอได้ใช่ไหม ”

“ ทำได้ครับ ”

“ ช่วงนี้ว่างทุกวันหรือเปล่า พอดีของผมเป็นงานด่วน และคงต้องออกไปถ่ายงานข้างนอก 3-4 วันติด ทำงานประจำอยู่หรือเปล่า ”

“ ผมว่างครับ! ” ถ้าไม่นับวิทยานิพนธ์ที่ต้องหาข้อมูลและเขียนproposalเสนออาจารย์ดีๆก่อนปิดเทอมน่ะนะ “ ผมเป็นฟรีแลนซ์… รายละเอียดงานพี่เป็นยังไงเหรอครับ ”

“ แป๊ปนะ… ผมมีสายซ้อน คุณถือสายรอหน่อย เดี๋ยวผมกลับมา ” เขาพูดจบพี่อาชว์ก็กดพักสายผมทันที ทิ้งผมกระพริบตาปริบรอเหวอๆ นี่ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะถือสายรอ… คนอะไรวะ โคตรพูดเองเออเองเลย

“ โอเค ผมกลับมาแล้ว ผมไม่สะดวกคุยรายละเอียดทางโทรศัพท์ ยังไงคุณเข้ามาคุยกับผมค่ำนี้ก่อนเลยได้ไหม จ๊อบนี้ผมมีงบให้สองหมื่น คุณบริหารเอาเองเลย ”

ผมหูผึ่งกับจำนวนเงินที่เขาเสนอ แต่เดี๋ยวก่อน...

“ ห๊ะ… ค่ำนี้เลยเหรอครับ? ”

“ ใช่ หรือคุณไม่ว่าง ”

เชี่ยเอ๊ย… ถ้าผมบอกว่าไม่ว่างเขาจะหาว่าผมเล่นตัวไหมเนี่ย นานๆทีผมจะเจอลูกค้าที่เสนอราคาที่เขายินดีจ่ายออกมาก่อนแบบนี้ ปกติกว่าจะคุยเรื่องเงินอ้อมกันไปมา เขียนใบเสนอราคาหลายรอบกว่าจะผ่าน

“ ว่างครับ ผมว่าง ที่ไหน กี่โมงครับ ”

“ คุณรู้จัก Oliver’s Bar แถวทองหล่อหรือเปล่า ”

ผมใช้เวลานึกสักพักถึงจะนึกออกว่าร้านที่เขาว่าเป็นร้านนั่งชิลร้านใหม่ตกแต่งอย่างเท่ในย่านทองหล่อที่ฮิตมาก(และราคาสูงมากเช่นกัน) คนนิยมถึงขนาดมีคนจองโต๊ะกันข้ามเดือน ขายเบียร์คราฟท์ต่างประเทศ เครื่องดื่ม และมีดนตรีสด

“ รู้จักครับ.. ที่เป็นร้านนั่งชิล...? ”

“ ใช่ ที่นั่นล่ะ คุณมาเจอผมสักสองทุ่ม ถึงแล้วก็โทรหาผม ”

“ ได้ครับ ”

“ คุณชื่ออะไรนะ โทษที คุณแนะนำตัวกับผมหรือยังนะ ”

“ อ่อ! ยังครับยัง ผมชื่อวอร์มครับพี่ ”

“ ...โอเค งั้นเจอกัน ”

พี่อาชว์วางสายผมไปแล้ว ผมจ้องมือถืออย่างนั้นเหมือนไม่อยากเชื่อ และเมื่อสติผมกลับมาอีกครั้งผมก็ร้องเยส!ออกมาเสียงดังลั่น ไอ้เจที่ใส่หูฟังตัดต่องานอยู่ถึงกับสะดุ้ง มันดึงหูฟังออกหันมามองผมหน้าตาตื่น

“ เฮ้ย เป็นอะไร? ”

“ กูเหมือนได้งานแล้วว่ะเจ!! ” ผมร้องเสียงหลง กระโดดเข้าไปกอดคอเพื่อนด้วยความดีใจ “ เชี่ยเอ๊ย! จ่ายตั้งสองหมื่นแน่ะ กูทำแบบถวายชีวิตเลยคอยดู!! ”

ไอ้เจหัวเราะอยู่ข้างหูผม มันยกมือขึ้นมาตบบ่าผมสามสี่ที “ เออ ดีใจกับมึงด้วย คนนี้ที่อัพแนะนำเมื่อวานใช่ไหม ”

“ ใช่ คุยโคตรง่าย ง่ายจนกูไม่อยากเชื่อเลยว่ะ ”

“ ก็ดีแล้วนี่ ”

“ เออดิ! แต่กูต้องอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้ว เขานัดคุยงานวันนี้สองทุ่มในเมือง ต้องแต่งตัวดีหน่อยว่ะ ”

ผมปล่อยเจ บอกมันพร้อมกับยกยิ้มกว้าง เจพยักหน้ารับรู้ มันอมยิ้มเหมือนขำผมที่ผมตื่นเต้นเป็นเด็ก ผมชกไหล่มันด้วยความหมั่นเขี้ยว ก้าวไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินตัวปลิวเข้าห้องน้ำทันที

ไม่นานผมเด็นตัวเปียกสวมบ็อกเซอร์ตัวเดียวออกมาจากในห้องน้ำ ใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวและเช็ดผมไปด้วยก่อนจะเปิดตู้เสื้อผ้าตัวเอง มาลงเอยที่กางเกงยีนส์ขาดสีเข้ม เสื้อเชิ้ตฮาวายแขนสั้นแบบโอเวอร์ไซส์ลายดอกสีแดงเหลืองสดใส และรองเท้า vans old school ลายตารางหมากรุกขาว-ดำมอมแมม

ตั้งแต่เรื่องพ่อผมก็ไม่ได้แต่งตัวจัดเต็มออกไปข้างนอกเท่าไหร่ นอกจากโดนคามินกับเจลากไปข้างนอกผมก็ไม่อยากออกไปไหน ผมเบื่อเที่ยวกลางคืนซึ่งปกติก็ไม่ค่อยเที่ยวผับอยู่แล้วด้วย ผมกลับมาอยู่ติดห้อง และปิดกันตัวเองจากการออกไปข้างนอก

ผมเอามือลูบหน้ามองตัวเองในกระจกเล็กน้อย เจมองผมอยู่… ภาพในกระจกมันสะท้อนฟ้อง ผมเห็นสีหน้าเป็นห่วงและแววตากังวลฉายออกมา

“ มีอะไรวะเจ? ”

ผมถามพลางสวมนาฬิกาและเชือกหนังถักที่ข้อมือไปด้วย เวลาออกไปข้างนอกผมสวมเครื่องประดับบ้าง ส่วนใหญ่เป็นเชือกถัก เป็นสร้อยข้อมือหนังเท่ๆ เป็นกำไลลูกปัดสีเข้มหรือไม่ก็พวกแหวนเงินแปลกๆ ยอมรับว่าผมก็แต่งตัวประมาณนึง แต่บอกเลยว่าสู้คามินไม่ได้ เพื่อนผมคนนี้แต่งตัวจัด ดูเท่และมีสไตล์ตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนพวกเรียนแฟชั่นดีไซน์มากกว่าเรียนฟิล์มซะอีก

“ ให้กูไปเป็นเพื่อนหรือเปล่า? ”

จู่ๆเจพูดออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มันทำให้ผมชะงักไป ผมรู้สึกปั่นป่วนในท้องขึ้นมา มันช่วยไม่ได้ที่ผมจะรู้สึกไม่ชินที่มีเพื่อนมาเป็นห่วงตัวเอง หรือเห็นผมร้องไห้ เพราะตั้งแต่เกิดมา ไม่นับวัยเด็กที่โดนครูตีก้นหรือเรียกไปอ่านเรียงความหน้าห้อง ผมก็ไม่เคยร้องไห้ ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นมาก่อน

“ ...เป็นห่วงกูเหรอ? ” ผมยิ้มมุมปาก ทำตัวตลกกวนส้นตีนเพื่อนกลบเกลื่อน ถ้าเป็นคามินผมคงโดนแจกควย ด่ากลับไปแล้ว แต่นี่เป็นเจ

“ ไม่ตลกวอร์ม กูไม่ขำด้วยนะ ” สีหน้ามันซีเรียสจริงจังจนผมจ๋อย ถอนหายใจและเผลอห่อไหล่หงอๆ

“ อย่าดุสิวะ ”

“ ก็มึงเล่นไม่รู้เรื่อง สรุปยังไง ให้ไปเป็นเพื่อนไหม คืนนี้กูว่างอยู่พอดี ”

ผมอมยิ้มและส่ายหน้า “ ไม่เป็นไร กูไปได้ ”

“ แน่ใจนะ ” ท่าทางมันยังไม่เชื่อ

“ แน่ใจดิ กูโอเคแล้ว! ”

ผมมาถึงร้าน Oliver's Bar เร็วกว่าเวลานัด 45 นาที เพราะออกมาเร็วเกินไป ผมกะเวลาพลาดตอนนี้เพิ่งเวลาทุ่มกว่าๆ ผมไม่อยากกวนเวลาเขาเลยเข้าไปนั่งรออยู่ในร้านก่อน โชคดีที่มันพอมีโต๊ะให้ผมนั่งอยู่บ้าง

พนักงานย้ำกับผมหลายรอบมากว่าผมต้องกลับก่อน 3 ทุ่ม นั่นเพราะมีแขกจองไว้แล้ว ผมสั่งเบียร์คราฟท์แบบอเมริกันที่เพิ่งเข้ามาใหม่มาลองดื่ม แก้วละตั้งสองร้อยกว่าบาทแน่ะ ถ้าไม่มากับลูกค้าผมคงไม่กล้าสั่งอะไรนอกจากน้ำเปล่าแน่

ผมเปิดอินสตราแกรมขึ้นมาดูแก้เซ็ง กดไลค์รูปเพื่อนและกดเลื่อนดูรูปสาวๆ รูปช่างภาพ หนังและดนตรีที่ไปตามฟอลโล่ว์ไปเรื่อยๆ พอเบื่อผมก็เปิดไลน์ต่อ อ้าว… เฮียตอบแชทผมตั้งแต่ตอนห้าโมงเย็นแล้วนี่หว่า ทำไมผมไม่เห็นวะ สงสัยจะเป็นตอนที่ผมคุยเรื่องงานกับพี่อาชว์แน่ๆ

‘ จะให้เฮียเอา วอร์มพร้อมแล้วเหรอครับ ’

...แม่ง เหมือนเขาหาว่าผมอ่อนด๋อยชะมัด

‘ ถ้าถามวอร์ม ยังไงวอร์มก็ไม่พร้อมหรอก ’

ใครมันจะไปทำใจได้ง่ายๆวะ โดนผู้ชายด้วยกันเอาเลยนะ ไม่มีผู้ชายแท้ที่ไหนรู้สึกโอเคหรอก

‘ แต่ถ้าเป็นเฮีย วอร์มว่าวอร์มทนได้ ’

Unknown อ่านแล้ว

เชี่ยเอ๊ย! ผมตกใจเลยนะเนี่ย คราวนี้เฮียอ่านข้อความผมไว เขาคงบังเอิญเล่นโทรศัพท์อยู่พอดี ผมลุ้นตัวโก่งว่าเขาจะตอบมาว่าอะไร

‘ แน่ใจ? ’

‘ แน่ดิ ’ ผมตอบกลับไป เอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มอย่างครุ่นคิด ‘ หรือเฮียมีอะไรให้วอร์มทนไม่ได้เหรอ ’

เฮียส่งอีโมจิเลิกคิ้วมาให้ผมหนึ่งตัว… อะไรของเขาวะ

‘ หมายความว่าไงอ่ะครับ ’ ผมพิมพ์ถามกลับไปทันที ‘ เฮียซาดิสม์หรือมีเฟติชแปลกๆเหรอ ’

อย่านะโว้ย! ถ้าเขาเป็นแบบนี้ผมก็ไม่เอาเหมือนกัน ผมบล็อกไลน์แน่ แม่งน่ากลัวเกินไป...

‘ เฮียอาจจะไม่หล่อหรืออ้วนมากจนทำให้วอร์มไม่อยากคุยต่อก็ได้ ’

‘ ไม่มีทางอ่ะ ’ ผมพิมพ์ตอบกลับไปทันที

‘ ทำไมล่ะ? วอร์มเคยเห็นหน้าเฮียเหรอ ’

‘ ไม่เคยหรอก แต่วิธีการพูดของเฮียมันไม่เหมือนคนไม่มั่นใจในตัวเอง ’

‘ ขนาดนั้นเชียว ’

‘ ครับ ’ เซนส์ผมมันบอก ผมว่าเฮียต้องมีความมั่นใจในตัวเองประมาณหนึ่ง ถ้าหากว่าเขาไม่หล่อ เขาก็ต้องดูแลตัวเองให้ดูดีในระดับนึง และอีกอย่างก็คือ ผมยังจำคำตอบของเฮียได้แม่น เฮียเลิกนับแล้วว่านอนกับผู้ชายมาแล้วกี่คน แปลว่าเขาผ่านมามาก และคนแบบนี้ไม่มีทางไม่มั่นใจในตัวเอง

‘ เรียนจิตวิทยาเหรอเราอ่ะ ’

‘ เปล่า ’ ผมว่า ‘ วอร์มก็บอกเฮียไปแล้วว่าวอร์มเรียนอะไรมา ’

ผมเลือกตอบเขาแบบเพลย์เซฟ สารภาพตามตรงว่าผมจำไม่ได้ว่าเคยเล่าอะไรให้เขาฟังไปบ้าง หลายครั้งที่คุยกันผมก็เมคคำตอบหรือบอกอะไรเขาไปมั่วๆ ความเหี้ยอยู่ตรงที่ผมจำคำโกหกของตัวเองไม่ได้นี่ล่ะ

‘ ใช่ครับ วอร์มเคยบอกเฮีย ’

​เห็นไหม! ผมว่าแล้ว

‘ แต่วอร์มบอกเฮียสองอย่าง นิเทศศาสตร์ กับ สถาปัตย์ ’

ชิบหายแล้วกู ผมเกือบพ่นเบียร์ที่เพิ่งจิบเข้าไป ไอ้สัส ไม่ได้.. นี่แก้วละสองร้อยสี่สิบ!

‘ สรุปวอร์มเรียนอะไรกันแน่ครับ ’

นี่ไง! มันเป็นแบบนี้ไงล่ะผมถึงบอกว่าเขาอ่านผมได้ มันเหมือนเขาค่อยๆต้อนผมให้ผมจนมุมด้วยคำพูดของตัวผมเอง เฮียมีพูดแหย่ผมบ้าง พูดเรื่องอื่นช่วยหาทางลงสวยๆให้ผมบ้าง แต่ทั้งหมดนั่นมันก็เหมือนผมเต้นอยู่บนฝ่ามือเขาทั้งนั้น นี่ขนาดเรายังไม่เคยเจอกัน เฮียก็ยังรู้ว่าควรจี้จุดผมเมื่อไหร่เสมอ

‘ เฮียว่างเหรอครับ ’ ผมตีมึนถามเปลี่ยนเรื่องแม่ง ‘ ปกติกว่าเฮียจะตอบก็ตั้งนาน ’

‘ เปลี่ยนเรื่องเหรอวอร์ม ’ เขารู้ดีจะตายไป

‘ เฮียยอมไหมล่ะ ’ เออ ถามตรงๆผมก็จะตอบตรงๆนี่ล่ะ ต่อให้เขาเลือกคาดคั้นเอาคำตอบจากผม ผมก็ไม่บอกอยู่ดี

‘ ก็เกือบว่างครับ วันนี้ออกมาคุยงานแต่คนที่ดีลงานด้วยยังไม่มา ’ แทนที่เขาจะพูดว่าเขายอม เฮียดันตอบคำถามผมแทน มันทำให้ผมอดรู้สึกหมั่นไส้เล็กๆไม่ได้...

‘ จะสองทุ่มแล้วยังทำงานอยู่อีกเหรอ ’

‘ ครับ วอร์มล่ะ ทำอะไรอยู่ ’

นั่นดิ… ทำอะไรดีวะ…

ผมลูบคางตัวเองคิดเล็กน้อย ผมไม่ต้องการให้เฮียรู้เรื่องผมมากเกินไป ผมจึงเลือกพูดความจริงสลับกับโกหก แค่เขารู้ชื่อเล่นผม เคยเห็นหน้าผม(จากรูป) และมีคลิปน่าอายของผมก็มากเกินพอแล้ว

‘ มาเที่ยวครับ อยู่ Oliver’s Bar ’

Unknown อ่านแล้ว

‘ เฮียเสร็จงานแล้วมาเจอวอร์มไหม ’

หลังจากส่งข้อความไปหัวใจผมก็เต้นตึกๆ ลุ้นแทบเยี่ยวเล็ดว่าเขาจะตอบกลับมาว่าอะไร ผมถือและจ้องจอโทรศัพท์อยู่อย่างนั้นจนมันดับไป เฮ้อ! สงสัยคราวนี้จะไม่สำเสร็จอีกล่ะมั้ง ผมคิดอย่างนั้นจนกระทั่ง...

ติ๊ง!

‘ ได้ครับ เดี๋ยวเฮียไปหา ’



TBC.

ความคิดเห็น