เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 4 การจับหมูมาเลี้ยงก็คงน่าสนุก

ชื่อตอน : ราตรีที่ 4 การจับหมูมาเลี้ยงก็คงน่าสนุก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.8k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ย. 2560 02:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 4 การจับหมูมาเลี้ยงก็คงน่าสนุก
แบบอักษร

ราตรีที่****4 การจับหมูมาเลี้ยงก็คงน่าสนุก

หวางเยี่ยนฉวี่...นามนั้นที่บิดาตั้งให้

หวางเยี่ยนฉวี่เป็นบุตรชายคนที่สาม มีบิดานามว่าหวางตง ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้ากรมอาญา ด้วยฐานะที่มั่นคงทำให้เขากลายเป็นคุณชายที่เอาแต่ใจพอสมควร

หวางเยี่ยนฉวี่ที่อายุสิบห้า เขาได้กลายเป็นชายหนุ่มหล่อเหลา ใบหน้าที่สามารถดึงดูดใจหญิงสาวมานักต่อนัก นางเหล่านั้นต่างพากันอยากขึ้นเป็นฮูหยินของเขาในอนาคต เมื่อวันก่อนก็ดูเหมือนว่าจะมีแม่สื่อแม่ชักมาที่บ้าน นางเป็นหญิงวัยกลางคน รูปร่างอวบอึ๋มตามสตรีที่มีบุตรแล้ว และดูเหมือนว่าหญิงที่นางมาทาบทามให้ จะเป็นคุณหนูของบ้านตระกูลหวน

เขาตอบปฎิเสธ ไม่คิดอยากแต่งงานทั้งที่อายุยังไม่มาก ส่วนหนึ่งคือยังรักอิสระ และอีกส่วนหนึ่งคือเจ้าหมูอ้วนที่อยู่ข้างกาย

เขาชอบเรียกว่าฉิงเอ๋อ ชอบใบหน้าที่งุ้มงอ ชอบแก้มยุ้ยๆ ที่มักนูนป่องทุกครั้งที่ยิ้ม ชอบจับต้นขาที่ใหญ่เกือบเท่าขาหมู ต้นแขนที่นุ่มนิ่ม ยามที่ได้อยู่กับฉิงเฟิ่งแล้วมันทำให้เขาเป็นสุขอย่างน่าประหลาด จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองคงบ้าไปเสียแล้ว

นิสัยของฉิงเฟิ่งเป็นคนซื้อบื่อ ไม่ว่าจะเรื่องทุกข์ร้อนอะไรก็ไม่คิดมาก จนบางครั้งอาจดูโง่งมในสายตาผู้อื่น... เมื่อวันก่อนก็ทีหนึ่ง ฉิงเฟิ่งดันไปช่วยคนที่คิดจะทำร้าย แทนที่จะรีบหนีเอาตัวรอดทั้งที่ตัวเองก็สู้เขาไม่ได้ หากถูกฆ่าตายหมกป่าจะทำเช่นไรเล่า!

“หวางเยี่ยนฉวี่! เจ้าถอยห่างออกไปจากตัวข้าได้รึไม่!”

เสียงเอ็ดตะโรดัง ยามที่เขาเอาแต่หยอกล้อกับพุงสามชั้น แม้เนื้อหนังจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์ตัวเก่า หวางเยี่ยนฉวี่กลับสัมผัสได้ถึงไอความร้อนได้อย่างชัดเจน อาจเป็นเพราะน้ำหนักตัวของฉิงเฟิ่งที่มาก ลมร้อนในช่วงกลางวันถึงได้ส่งผลให้เหงื่อไหลมากกว่าตอนกลางคืน

“ฉิงเอ๋อ พุงของเจ้านี่ ถ้าเอาไปต้มกินรสชาติจะเหมือนหมูหรือเปล่านะ”

“ถ้าเจ้าอยากรู้นัก ให้ข้ากินเจ้าก่อนสิ” ฉิงเฟิ่งตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงหน้าขึงขังมองไปยังชายที่อยู่ด้านหน้าตน

หวางเยี่ยนฉวี่หัวเราะเบา ดูสิ...ยังไม่ทันทำอะไรเลยก็พาลทำเอาหัวใจของเขาอยู่ไม่สุข

“เจ้ากินข้าก็ไม่อร่อยหรอก แต่ถ้าหากว่าข้ากินเจ้าก็ไม่แน่”

เขาไม่พูดเปล่า แต่กลับเลือกที่จะหยอกล้อร่างกายอ้วนอย่างที่เคยชอบ จนฉิงเฟิ่งต้องร้องโวยวายให้หยุดอยู่หลายครั้ง

อีกมุมหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างนัก ชายชราทอดมองบุรุษทั้งสองด้วยแววตาเป็นกังวลยิ่ง เขาส่ายหน้าไปมาสองสามครั้งแล้วเดินจากไป ภายในใจก็นึกว่าเห็นทีคงต้องจัดการอะไรสักอย่าง

ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวันที่หวางเยี่ยนฉวี่อยู่กับฉิ่งเฟิ่ง สีหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขสม พลางนึกถึงว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรดี เขาอยากพาฉิงเฟิ่งไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นบ้าง หรือบางทีอาจพาไปล่าสัตว์ที่ป่าสักสามสี่คืนก็คงจะดีไม่น้อย

“คุณชาย”

หวางเยี่ยนฉวี่เดินไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดลง เป็นพ่อบ้านฟงที่เรียกเขาเอาไว้

พ่อบ้านฟงนั้นเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูล รับใช้มาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ จนกระทั่งถึงรุ่นบิดาของเขา ตอนเมื่อเขายังเป็นเด็กก็ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อบ้านฟงอยู่บ่อยครั้ง ด้วยอายุที่ค่อนข้างมากทำให้ร่างกายดูไม่แข็งแรงเหมือนตอนหนุ่มๆ เท่าใดนัก

“คุณชาย ข้าน้อยขอพูดสักประโยคได้หรือไม่” พ่อบ้านฟงยกมือประสาน

“มีอะไรก็ว่ามาเถิด มีเรื่องให้ข้าช่วยรึ?” หวางเยี่ยนฉวี่เอ่ยถาม

พ่อบ้านฟงส่ายหน้าตอบ สีหน้าจริงจัง “คุณชาย ท่านอย่าหาว่าข้าน้อยก้าวก่ายท่านเกินไป ทุกประโยคที่ข้าน้อยจะกล่าวกับท่านก็เพื่อตัวท่านทั้งนั้น”

หวางเยี่ยนฉวี่ขมวดคิ้วเป็นปม มีเรื่องทุกข์ร้อนอันใดที่ทำให้พ่อบ้านฟงเคร่งเครียดได้ขนาดนี้

“ข้าน้อยอยากพูดกับท่านเรื่องฉิงเฟิ่งขอรับ”

วังหลวง...

เสียงโห่ร้องตะโกนของเหล่าทหารเพื่อต้อนรับการกลับมาจากกระประพาสป่าว่า องค์ชายใหญ่เสร็จ ด้วยน้ำเสียงดังกึกก้องพร้อมเพรียง

หย่งชางหาได้ใส่ใจไม่ เขาก้าวลงจากอาชาตัวใหญ่ก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนักที่เป็นสถานที่พำนักขององค์ชายรอง ในมือของเขาถือห่อผ้าไว้อยู่ ด้านในคือของสำคัญที่เขาจงใจนำมาฝากเหล่าผู้ที่คิดรักจนอยากสังหาร ก่อนจะมาหาองค์ชายรอง ก่อนหน้าไม่นานนักเขาเพิ่งเดินออกมาจากตำหนักขององค์ชายสาม แน่นอนว่าก็มีของฝากเหมือนกัน

พอก้าวมาถึงประตูก็ถูกเหล่านางกำนัลก้มหัวร้องห้ามไม่ให้เข้าไป หย่งชางใช้สายตาข่มขู่ให้รู้ว่าใครอยู่เหนือกว่า เขาเป็นถึงองค์ชายใหญ่ พวกนางเป็นเพียงแค่นางกำนัล กล้าดียังไงมาห้าม!

หย่งชางเข้ามาด้านในได้แล้ว สิ่งแรกที่เขาเห็นหลังจากเปิดประตูเข้ามาก็คือร่างขององค์ชายรองนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงกลางห้อง

“เสด็จพี่” เหยียนอี้เอ่ยประโยคทักทายเหมือนอย่างพี่น้องที่รักใคร่กลมเลียว เขาละหนาออกจากหนังสือพลางลุกขึ้นยืน เหยียนอี้เดินอ้อมโต๊ะหนังสือมาหยุดยืนด้านหน้า

“ข้านำของมาฝากเจ้า” หย่งชางโยนถุงผ้าไปเบื้องหน้า ด้วยน้ำหนักที่ไม่หนักไม่เบาเท่าใดนักทำให้มันกลิ้งไปอยู่ตรงปลายเท้าของเหยียนอี้พอดี

หย่งชางกระตุกยิ้มพึงพอใจ “ครั้งต่อไป ข้าจะนำของดีมากฝากเจ้าอีก”

เหยียนอี้มองสิ่งนั้นด้วยสีหน้าว่างเปล่า มันเป็นหัวของกวางตัวหนึ่งที่ถูกตัดแยกออกจากร่าง ดวงตาสีดำสนิทยังคงลืมตาโผลง ราวกับว่ามันต้องการที่จะสาปแช่ง ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงแสดงท่าทีเป็นมิตร ทำหน้าไม่รู้เรื่อง

“เสด็จพี่ ของฝากของท่านข้ามิกล้ารับ”

“งั้นรึ” หย่งชางพยักหน้าเบา “หากเจ้ามิกล้ารับ คราวหลังข้าจะนำของดีกว่าหัวกวางมาให้”

หย่งชางกล่าวทิ้งท้ายแค่นั้นแล้วเดินจากไป

เหยียนอี้กำมือแน่น พระเนตรกร้าวขึงขัง เมื่อคิดว่าถูกหยามน้ำหน้าก็ไม่อาจกักเก็บอารมณ์ไว้อยู่ ท่าทีขององค์ชายรองได้เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ท่อนขาแกร่งถีบเข้าไปที่โต๊ะข้างลำตัวด้วยความโมโห นึกแค้นใจนักที่คนของเขาทำงานไม่สำเร็จ!

ด้านตำหนังขององค์ชายสามก็ไม่ได้ต่างกันนัก ผิดแต่ว่าฮุ่ยเจินถูกหยามน้ำหน้าจากหย่งชาง เขาโกรธจนแทบกระอักเลือด ยามที่ได้เห็นหัวกวางสดๆ กลิ่นคาวเลือดก็ลอยคละคลุ้งอย่างน่าสะอิดสะเอียนชวนสำรอก เขาสะบัดชายเสื้อไขว้หลังเดินไปเดินมาเพื่อใช้ความคิด

“ทูลองค์ชาย”

ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาด้านใน เขานั่งลงก้มหน้าคารวะ เพื่อที่จะกราบทูลในรายงาน

“องค์ชายใหญ่เพิ่งออกมาจากตำหนักขององค์ชายรองเมื่อสักครู่พ่ะย่ะค่ะ”

ฮุ่ยเจินที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้ว สีหน้าขบคิดชั่วครู่

หลังจากที่หย่งชางออกจากตำหนักของเขาพร้อมกับของฝากที่ไม่พึงประสงค์ นั่นก็คงจะหมายถึงว่าคงรู้แล้วว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ถ้าเดาไม่ผิดถูกที่ส่งนักฆ่าไม่ได้มีเพียงแค่เขา คงเป็นเหยียนอี้ด้วยเช่นกัน

พวกเขาทั้งคู่ทำผิดพลาด ไม่มีใครทำได้สำเร็จ

ถึงกระนั้นฮุ่ยเจินกลับหัวเราะเสียงดังใหญ่ ยามที่ได้เห็นสีหน้าสิ้นหวังของเหยียนอี้แล้วมันช่างสะใจนัก

เหยียนอี้เอ๋ย เจ้าก็ไม่ด้อยไปกว่าข้า*!*

หย่งชางเดินกลับเข้ามาในตำหนักของตนเองโดยที่มีนางกำนัลคอยปรนนิบัติตามปกติ ความเหนียวเหนอะหนะจากเหงื่อไคลในร่างกาย ทำให้นึกอยากลงอาบน้ำเพื่อชำระ ด้านในคือน้ำสะอาดกว้าง ในน้ำก็ถูกโรยด้วยดอกไม้นานาชนิดเพื่อเพิ่มความหอม กลิ่นอบอวลของมวลหมู่ดอกไม้และกำยานจากตะเกียงทำให้คลายความเหนื่อยล้าไม่น้อย

วรกายสูงเอนตัวริมขอบสระ ดวงตาทั้งสองข้างพลางเหม่อหมองไปเบื้องบนอย่างไร้จุดหมาย ไม่ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่นอกหรือในวังหลวงล้วนแต่มีอันตรายทั้งสิ้น

เพราะเหตุนี้เขาจึงไม่ได้อยากเป็นรัชทายาท เขาไม่ได้อยากครองตำแหน่งสูงสุด สิ่งปรารถนามีเพียงแค่หนึ่งเดียวคือการเป็นอิสระ เขาอยากหนีให้พ้นจากภาระ ทั้งเรื่องตระกูลและการขัดแย้งชิงราชบัลลังก์

ทั้งเหยี้ยนอี้และฮุ้ยเจินต่างก็แข่งขันเพื่อให้อยู่เหนือกว่าผู้อื่น หย่งชางนึกขันนักยามที่พวกเขาแว้งกัดมาเล่นงานกันเอง

พี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวเช่นนั้นรึ! ในที่แห่งนี้มันมีจริงที่ใดเล่า!

ม่านขาวถูกแหวกออกจากด้านนอก ร่างหนึ่งเดินเข้ามาด้านใน อาภรณ์ที่สวมใส่ขาวบางจนแทบจะเห็นเนื้อนวล รูปร่างอ้อนแอ้นดั่งหญิงสาว ผิวกายขาวบางดั่งดอกเหมย ริมฝีปากสีอ่อนระเรื่อรับกับใบหน้ารูปไข่ กับเส้นผมสีดำที่ยาวเหยียดถึงกลางหลัง

“องค์ชายใหญ่ ปิงปิงมาปรนนิบัติพ่ะย่ะค่ะ”

หย่งชางผินหน้าหันมอง เขามองรูปร่างอรชรแล้วพยักหน้าทีหนึ่งเพื่อเป็นการอนุญาต

ปิงปิงถอดอาภรณ์ทิ้งลงพื้น เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านในได้อย่างชัดเจน ร่างกายของปิงปิงนั้นแทบไม่มีส่วนไหนที่เป็นตำหนิ ยกเว้นก็แต่สิ่งที่อยู่ตรงกลางลำตัว ตรงปลายของบุรุษเพศขาดหาย บ่งบอกถึงสถานะได้อย่างชัดเจน

กายขาวสะอาดเดินลงไปในน้ำ นั่งลงตรงข้างบุรุษสง่า กลีบปากสีดอกเหมยเผยยิ้มกว้าง

“องค์ชาย หม่อมฉันจะนวดให้นะพ่ะย่ะค่ะ”

เขาอาสาที่จะทำให้ อันที่จริงมันก็ดูเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว หากเป็นความต้องการของหย่งชางก็ไม่อาจปฎิเสธได้

นิ้วเรียวสวยจับตรงหัวไหล่ทั้งสองข้าง เขาออกแรงนิดหน่อยก็ทำเอาหย่งชางถึงกับเคลิ้มพอประมาณ ไอร้อนที่ถูกส่งผ่านร่างแกร่ง ร่างกายที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามนั้นกลับมีรอยแผลเป็นที่หลัง ไม่ใช่เพียงรอยเดียวแต่มันมีนับสิบ จนปิงปิงเผลอลูบไล้อย่างไม่รู้ตัว

แค่โดนสัมผัสเพียงนิดหย่งชางก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเขาขนาดไหน เขาหันหน้ามองอีกฝ่ายเต็มตาส่งสายตาที่สื่อความหมายไปให้

“เหตุใดถึงทำสีหน้าเยี่ยงนั้น ข้าเพิ่งกลับมาถึง เจ้าไม่คิดถึงข้ารึ”

“องค์ชายใหญ่ ท่านกลับมาพร้อมบาดแผลจะให้หม่อมฉันไม่ห่วงได้เยี่ยงไร” ปิงปิงหน้างุ้มงอ เหลือบมองบาดแผลตรงแขน

“เอาน่า แค่รอยแมวข่วน”

“องค์ชาย แมวองค์ชายช่างตัวใหญ่นัก” ปิงปิงย้อนคำ คิดหรือว่าเขาจะไม่รู้ว่าแมวที่พูดถึงหมายถึงผู้ใด

หย่งชางทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เขาเอนตัวลงข้างขอบสระเหมือนเดิม ไม่นานหลังจากนั้นก็รับรู้ได้ถึงสัมผัสแผ่วที่ริมฝีปากตน

ความร้อนรุ่นในร่างกายเริ่มสูงขึ้น ยามที่ริมฝีปากทั้งคู่ประสานรวมเป็นหนึ่ง หย่งชางลูบไล้แผ่นหลังขาวนวล เขาจับต้องทุกส่วนด้วยความทะนุถนอม ร่างทั้งคู่เปลือยเปล่าก่อนหน้านี้อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องถอดสิ่งใด หย่งชางจับให้ร่างขันถีตัวน้อยมาอยู่บนตัก ใต้น้ำตรงส่วนกลางลำตัวรับรู้ถึงสิ่งบกพร่อง สะโพกมนกลมกลึงนั่งอยู่บนตัวเขา ยามที่ปิงปิงขยับ สายน้ำก็กระเพื่อมนิดหน่อย

เห็นทีว่าอีกนานคงกว่าจะได้ขึ้นจากสระน้ำกระมัง...

“องค์ชาย แผลของท่าน หมอหลวงเป็นผู้รักษางั้นรึ”

ปิงปิงใช้มือลูบบาดแผลในขณะที่เขายังคงอยู่ในอ้อมกอดของอีกคน เขามองแผลอยู่นานก่อนตัดสินใจเอ่ยถามขึ้น ทั้งที่เป็นแผลใหม่แท้ๆ แต่เนื้อที่ปริแตกกลับเริ่มประสาน ดูแล้วคงจะหายในไม่ช้า ถ้ายิ่งแผลหายเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งมีแผลเป็นน้อยมากขึ้นเท่านั้น

หย่งชางมองที่แผลตน มันได้มาจากคนของเหยียนอี้ แต่ผู้ที่รักษากลับเป็นเพียงชาวบ้านที่เขาบังเอิญผ่านไปเจอ หย่งชางนึกถึงใบหน้าอวบนั่นก็พาลทำเอานึกขำไม่ได้

“เปล่า หมูต่างหาก”

“หมู?” ปิงปิงเงยหน้ามองทวนคำ ไม่เข้าใจความหมายที่หย่งชางพูดเท่าใดนัก

“ใช่หมู”

หย่งชางไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาลุกขึ้นยืนจนเสียงน้ำดังกระเชาะ เหล่านางกำนัลที่รออยู่ด้านนอกก็เข้ามาเพื่อคลุมผ้าให้

ในวังหลวง...ถึงเขาจะไม่ได้เป็นรัชทายาท แต่ก็ยังมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงองค์ชายใหญ่ ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งหรือสั่งสอนเขา ทุกคนที่ผ่านเข้ามาล้วนหวังผลประโยชน์กันทั้งนั้น เรียกได้ว่าฐานะขององค์ชายคือการแลกเปลี่ยน จะมีก็มีเพียงแค่หนึ่งที่กล้าต่อว่าด้วยถ้อยคำน่ารัก

บางที...การจับหมูมาเลี้ยงก็คงน่าสนุกเหมือนกัน

-------


TAKE

ต้องขออภัยที่เทคมาช้าและดึก รีบมากเลยเอามาลงก่อน ถ้ามันมีประโยคแปลกๆ หรือคำแปลกๆ ก็โทษทีน้าา เดี๋ยวเข้ามาแก้ให้ กลัวรอกันนานเลยเอามาลงให้อ่านก่อน

ส่วนฉิงเอ๋อเมื่อไหร่จะได้เข้าไปอยู่วัง ยังก่อนนน มันต้องมี..............ก่อนเน้อ

ความคิดเห็น