facebook-icon

E-BOOK พร้อมโหลดแล้ว รายละเอียดอยู่ด้านล่าง หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ FB Fanpage ค่ะ

ตอนที่ 3 : ใครไม่เอา...ผมเอา (rewrite)

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 : ใครไม่เอา...ผมเอา (rewrite)

คำค้น : เจ, วอร์ม, เฮีย, วอร์มอ่อยแรง, หมั่นนางมาก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.3k

ความคิดเห็น : 49

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2561 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 : ใครไม่เอา...ผมเอา (rewrite)
แบบอักษร

ตอนที่3

ใครไม่เอา ผมเอา

ผมคุยกับเฮียทุกวันตลอด 2 สัปดาห์กว่าๆ

เฮียโอนเงินมาให้ผมแล้วประมาณเกือบสองหมื่นกว่าบาทได้

และยิ่งรู้จักกัน ผมก็ยิ่ง… ว่ายังไงดีล่ะ… คุยกับเขาอย่างสนิทใจได้มากขึ้น

เฮียไม่ใช่คนพูดเยอะ เขาไม่ได้ชวนคุยเก่งและเล่าทุกเรื่องของตัวเอง แต่เรื่องที่เฮียหยิบขึ้นมาคุยมักเป็นเรื่องที่ผมสนใจและชอบคล้ายๆกับเขา เราไม่ได้คุยกันยาว ไม่ได้คุยกันตลอดเวลา แต่เราคุยกันได้เรื่อยๆมากกว่า พอหมดเรื่องคุยเรื่องหนึ่งไป ต่างคนต่างเงียบสักพัก(บางทีเฮียก็หายไปนอน หรือทำอะไรอย่างอื่น) ไม่นานเราก็จะหาเรื่องใหม่มาคุยกันจนได้

หากผมไม่ได้รู้จักกับเขาในบริบทนี้ เฮียก็คงเป็นรุ่นพี่คนนึงที่ผมสนิทและเคารพ เขาป๋าและมีวิธีการพูดที่ทำให้ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ผมจะยังไม่เคยเห็นหน้าเฮียเลยก็ตาม

แต่พูดก็พูดเถอะ ใช่ว่าผมจะชอบทุกเวลาที่คุยกับเฮีย เพราะเวลาที่ผมอึดอัดใจที่สุดก็คือเวลาที่ผมถอดเสื้อผ้า(แต่ยังมีบ็อกเซอร์)และเซลฟี่ตัวเองในอิริยาบถต่างๆส่งไปให้เขา

อย่างเช่นตอนนี้เป็นต้น

ผมกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียงในสภาพเกือบเปลือย ทั้งตัวผมนั้นเหลือเพียงบ็อกเซอร์ติดกาย เสื้อยืดถูกถอดโยนพาดไว้กับเก้าอี้ทำงานไม่ไกลจากกางเกงเท่าไหร่ ผมยกกล้องโทรศัพท์ขึ้นมาเซลฟี่ตัวเอง หามุมที่คิดว่าถ่ายแล้วออกมาดูดีที่สุดสองสามรูปส่งไปให้เขา

เกือบสองหมื่นที่เฮียให้มามันเป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่ถ้าเทียบกับเงินที่ผมยังต้องใช้จ่ายอีก… มันไม่พอ

ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ถึงแม้ว่าจะตัดสินใจไปแล้วแต่เมื่อถึงคราวลงมือทำจริงๆ ผมกลับลังเล ฝ่ามือเย็นเฉียบ ใบหน้าของพ่อ,แม่,เพื่อนและคนรอบตัวที่ผมรู้จักผลัดกันลอยผ่านหน้าผมไป เหมือนพวกเขาตายแล้วเป็นผี แต่.. เชี่ยเอ๊ย! กูจะแช่งทุกคนทำไมวะ... เอาเป็นว่าทุกคนมีสายตาแบบเดียวกันคือสายตารังเกียจดูแคลนที่ผมเลือกหาทางออกง่ายๆแบบนี้

ไม่หรอก ผมไม่ผิด… ก็เราไม่มีทางเลือกนี่หว่า...

ผมพยายามหลอกตัวเอง สะกดจิตตัวเองเข้าไว้

มึงทำได้น่าวอร์ม แม่งก็เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ อย่าคิดมาก...

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกและค่อยๆดึงขอบกางเกงบ็อกเซอร์ลงจนมันไปกองอยู่ที่ต้นขา มือผมเลื่อนมาวางบนหน้าตัก

แชะ!

ผมกดถ่ายรูป และกดเปลี่ยนเป็นโหมดบันทึกวิดีโอ ผมหายใจแรงจนอกกระเพื่อมทำให้ภาพในมือถือสั่นไหวไปด้วย กล้ามเนื้อหน้าท้องเกร็งเขม็งด้วยความตื่นเต้นและเป็นกังวล ความอุ่นจากฝ่ามือผมสัมผัสอวัยวะที่อยู่ตรงนั้นด้วยความประหม่า หัวใจผมเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งที่ผมเคยทำแบบนี้มาเป็นร้อยครั้งแล้ว

ทำไมมันยากจังวะ…

ผมหลับตาและเริ่มใช้จินตนาการ พยายามคิดว่ามือหยาบกร้านเห็นเส้นเลือดของตัวเองเป็นมือนุ่มๆของผู้หญิงสักคน เป็นดาราหนังที่ชอบที่มีใบหน้าน่ารักและรอยยิ้มซุกซน เธอค่อยๆปีนขึ้นมาบนเตียง… หัวใจผมเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้นเมื่อหญิงสาวคนดังกล่าวยิ้มหวานออกมาชวนให้ใจสั่น

“ วอร์ม… ” เสียงเล็กกระซิบพร่าปลุกเร้าอารมณ์

เธอขยับเข้ามานั่งคุกเข่าใกล้ๆ มือเรียวนั้นปัดมือผมออกไปและกอบกุมมันไว้อย่างนุ่มนวลแทน เธอเริ่มขยับมืออย่างเชื่องช้าก่อน เบียดตัวจนร่างกายของเราแนบชิดกันไปทุกสัดส่วน หน้าอกหนุ่มหยุ่นของเธอแนบกับแผ่นอกของผม ริมฝีปากสีชมพูประทับจูบเรื่อยมาจนถึงหน้าท้องและขบเนื้อผมไปด้วย

ผมพ่นลมหายใจแรงขึ้น รู้สึกเหมือนจะขาดใจซะให้ได้… หวังเป็นอย่างยิ่งให้สัมผัสเปียกชื้นนั้นต่ำลงไปอีก

ความรู้สึกหวิวในช่องท้องเกิดขึ้น เลือดผมไปกองอยู่ตรงหว่างขา มือของผมดึงรั้งนำพาจังหวะเร็วขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ผมหลับตาแน่น ส่งเสียงอื้ออึงอึดอัดอยู่ในลำคอ สะโพกผมขยับตามจังหวะของมือตัวเองที่กำรอบ

เมื่อมีของรางวัลที่หอมหวานล่ออยู่ข้างหน้า ผมก็สามารถลืมทุกอย่างรอบตัว ลืมแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของตัวเอง

ในหัวผมได้ยินเสียงลมที่ตัดผ่านอากาศคล้ายกับตัวเองอยู่บนขบวนรถไฟเหาะ ผมพาตัวเองขึ้นไปบนที่สูงด้วยความเร็วที่มากขึ้นและมากขึ้น ภาพหญิงสาวสวยที่ผมจินตนาการเอาไว้ตอนแรกเลือนหายไป เนื้อตัวนุ่มนิ่มและท่าทางยั่วยวนขณะที่กำลังมอบความสุขให้ผมด้วยริมฝีปากสีชมพูคู่นั้นไม่สำคัญอีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่ง ไม่ทันที่ผมจะได้คิดอะไรร่างกายผมก็ทิ้งดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว  

“ อ...อะ…!!! ”

ผมปลดปล่อยออกมาในที่สุด หายใจหอบเหนื่อยยิ่งกว่าวิ่งร้อยเมตร ร่างกายผมล้มตัวลงนอนแผ่บนเตียงอัตโนมัติ

ชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง ใบหน้าของใครบางคนแว่บเข้ามาในหัวผม…

ไม่รู้ว่าเพราะจังหวะนั้นผมเผลอเหลือบไปเห็นภาพเซลฟ์พอทเทรดที่ไอ้เจมันเพ้นท์และวางทิ้งไว้ริมผนังหรือเปล่า ผมจึงเผลอจินตนาการว่าตัวเอง… แตกใส่หน้าไอ้เจ...

ผมใช้แรงที่ยังพอมีเหลืออยู่ค่อยๆขยับมือถือออกมาแล้วกดหยุดวีดีโอ โยนมันไปไกลๆด้วยความรังเกียจตัวเองและหลับตาลง หันหน้าหนีภาพของเพื่อนด้วยความกระดากอาย ความรู้สึกคลื่นเหียนตีรวนขึ้นมาจนผมรู้สึกอยากจะอ้วกออกมาซะให้ได้

“ ฮ่า… แฮ่ก... ”

ผมนอนเฉยๆอยู่อย่างนั้นจนหัวใจผมค่อยกลับมาเต้นเป็นปกติ… ยันตัวลุกขึ้นเล็กน้อย เอื้อมมือไปหยิบเสื้อที่ถอดโยนทิ้งไว้มาเช็ดมือและเช็ดตัว

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวผม…

สองอาทิตย์ที่ผ่านมาเปิดประสบการณ์แปลกใหม่ของผมมาก ผมศึกษาเรื่องเกย์ ผมดูหนังโป๊ผู้ชายกับผู้ชาย ถึงผมจะรู้สึกหยึยๆ หรือแปลกๆบ้าง แต่ผมว่าโดยรวมมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น(อย่างน้อยผมก็ดูได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ปิดตาหรือวิ่งไปอ้วกละวะ)

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ใบหน้าของเพื่อนสนิทผมไม่ควรโผล่ขึ้นมาในเวลานั้นเลยจริงๆ...

ผมดึงกางเกงบ็อกเซอร์กลับขึ้นมาสวม หันกลับไปมองโทรศัพท์มือถือตรงขอบเตียง ชั่งใจอยู่สักพักแต่สุดท้ายก็หยิบมันขึ้นมา กดเปิดแกลอรี่ภาพขึ้นมาและเลือกรูปที่ผมสอดมือเข้าไปใต้กางเกงบ็อกเซอร์ของตัวเองส่งไปให้เขาก่อนเพื่อลองเชิง

คุณได้ส่งรูปภาพแล้ว

‘ เฮียครับ ’

Unknown อ่านแล้ว

‘ วอร์มขอค่าขนมเพิ่มได้หรือเปล่า ’

หัวใจผมเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง ผมชาไปทั้งตัว หายใจไม่ออกคล้ายตัวเองอยู่ในกลุ่มควันดำมืด จนกระทั่งมีเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้า แมสเซจจากธนาคารบอกว่ามีเงินถูกโอนเข้ามาในบัญชีมากกว่าที่ผมคิดไว้หลายเท่า... มวลก้อนความรู้สึกทั้งหลายค่อยสลายไปจนกลายเป็นแค่เมฆหมอกบางๆบังตาและชวนกวนใจเท่านั้น

‘ ร้อนเงินเหรอ? ’

ไม่มั้ง… ไอ้ห่า…

‘ ก็พอให้วอร์มมาทำแบบนี้อ่ะครับ ’

‘ แปลว่าไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนจริงๆใช่ไหม ’

ผมอึ้งไป ไม่คิดว่าเขาจะไม่เชื่อที่ผมบอก

‘ ...ก็ตามที่ผมบอกนั่นล่ะครับ ’

และมันก็น่าหงุดหงิดอยู่เหมือนกันที่เขาไม่เชื่อผม… แต่คิดไปคิดมา หากผมเป็นเขาผมก็คงไม่เชื่อเช่นกัน นี่มันโลกอินเตอร์เน็ต ใครอยากจะพูดอะไรอยากจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่มีใครรู้

ตอนที่ลงประกาศผมบอกข้อมูลไม่มากนัก และไม่ได้เขียนว่าพร้อมมีอะไรกันตรงๆ คนส่วนใหญ่ถึงอ่านข้ามกระทู้ของผม หลังจากเฮียทักมาสองสามวันผมก็เจอพวกหื่นๆอีกสามสี่คนที่มาถึงถ้าไม่ส่งรูปของรักตัวเองมาให้ ก็ขอให้ผมวิดีโอคอลและช่วยตัวเองไปด้วยอย่างเดียว ตอนที่มีคนที่ห้าแอดไลน์มาผมตัดสินใจเข้าไปในเว็บบอร์ดและลบกระทู้ตัวเองทันทีพร้อมกับลบข้อความและบล็อกแอคเคาน์ที่ไม่รู้จัก...

ยกเว้นก็แต่ไอดีของเฮีย

เขามีมารยาทกว่าคนอื่น และไม่ส่งรูปน้องชายของตัวเองมาให้ผมดูพร้อมกับข้อความหยาบโลนเช่นอยากทำอะไรกับผมบ้าง หรืออยากให้ผมเอาเขาแบบไหน…

ผมสบายใจที่จะพูดคุยกับเฮีย อย่างน้อยก็มากกว่าอีก 4 คนที่เหลือ

‘ วอร์มมีอีกอย่างมาเซอร์ไพรส์เฮีย... ’

ผมว่า เว้นจังหวะเล็กน้อยรอเฮียตอบกลับมาเสียก่อน

‘ อะไรครับ? ’

‘ วอร์มมีคลิปเหตุการณ์ต่อจากรูปที่ส่งให้ ’

Unknown อ่านแล้ว…

‘ เฮียอยากดูไหมครับ ’

เฮียโอนเงินมาให้ผมห้าพันบาททันทีหลังจากคลิปวิดีโอสั้นๆของผมถูกดูจนจบ หลังจากหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นและเงินที่ผมจะเก็บไว้ออกไป มันก็มีเงินมากพอให้ผมคืนค่าเทอมกับไอ้เจครึ่งนึงได้ในที่สุด ผมพิมพ์ไปว่า ‘ ขอบคุณครับ ’ สั้นๆ ซึ่งเฮียยังไม่อ่านและยังไม่ตอบมาเป็นเวลามากกว่า 3 ชั่วโมงแล้ว…

ผมนั่งนับแบงค์พัน20ใบที่เพิ่งลงไปกดมาเป็นรอบที่สามด้วยความตื่นเต้น ประหนึ่งว่าถ้าผมไม่ทำแบบนี้ตลอดเงินมันจะหายไป

และที่เหลือก็แค่รอไอ้เจกลับมา…

เจบอกกับผมเสมอว่า ‘ ไม่ต้องรีบคืน ’ แต่ทุกครั้งที่มันโทรศัพท์คุยกับพี่ชายและเริ่มเถียงกันเรื่องเงินสามหมื่นทำให้ผมคิดเสมอว่าผมต้องเอาเงินมาคืนมันให้เร็วที่สุด

“ มึงติดหญิงเหรอเจ? ”

เสียงของพี่โจ พี่ชายของเจเคยดังขึ้นอย่างเอาเรื่องตอนที่วีดีโอคอลคุยกัน ตอนนั้นพี่ชายของมันเป็นคนโทรมาถามเรื่องเงินสามหมื่น นั่นทำให้ผมรู้เช่นกันว่าเจเองก็ไม่ได้มีเงินสดในบัญชีตัวเองมากมายขนาดนั้น มันถึงเอาบัตรเครดิตที่พี่ชายทำให้กดเงินสดเอามาให้ผม และเมื่อเงินจำนวนมากขนาดนั้นถูกกดออกไป ธนาคารก็ย้อมต้องแจ้งกับเจ้าของบัตรตัวจริง ซึ่งก็คือพี่โจ

“ เปล่า.. ” เจปฏิเสธ มันหันมามองผมสายตาเป็นกังวล “ ผมไม่ได้ติดหญิง ”

“ งั้นมึงตีกะหรี่ใช่ไหม ”

“ ...อะไรของมึงวะ เฮียโจ เอามาจากไหนอีก ”

“ ถ้าสามหมื่นนี้มึงใช้เรื่องเรียนจริง ป่านนี้มึงบอกป๊าหรือม๊าไปแล้ว มึงไม่กดเงินจากบัตรเครดิตที่กูให้ไว้หรอก มึงอย่ามาโกหกกู กูไม่ชอบ ”

น้ำเสียงดุและเด็ดขาดของพี่ชายเจทำให้ผมสะดุ้งแทนเพื่อน แค่เสียงยังน่ากลัวขนาดนี้ ผมไม่อยากคิดเลยว่าตัวจริงจะขนาดไหน

เจไม่ค่อยเล่าเรื่องพี่ชายหรือครอบครัวคนไหนของมันให้ฟังมาก่อน แม้แต่ผมหรือคามินที่สนิทกับมันก็รู้แค่ผิวเผิน เรารู้ว่าบ้านเจมีลูกสี่คน พี่ชายนักธุรกิจ, พี่สาวแอร์โฮสเตส, เจ, และน้องชายคนเล็กวัยประถมที่เป็นลูกหลง

ผมได้ยินเสียงไขประตูห้องดังกุกกัก เป็นสัญญาณอันดีว่าไอ้เจได้กลับมาถึงห้องแล้ว หัวใจของผมเต้นแรง มือผมอยู่ไม่สุกจนต้องจับกันเอาไว้

“ เจ.. ” ผมทักขึ้นทันทีที่ร่างขาวโอโม่ของมันเปิดประตูเข้ามาในห้อง

“ หือ ว่า? ”

“ กู.. กูหาเงินคืนให้มึงได้แล้ว ” ผมว่า “ แต่กูมีแค่สองหมื่น มึงเอาไปแค่นี้ก่อนได้หรือเปล่า ”

“ มึงไปเอาเงินมาจากไหน ” มันถามขึ้นมาทันทีที่ผมพูดจบประโยค “ วอร์ม ถ้ามึงคิดว่ามึงต้องรีบคืนเงินกูเพราะได้ยินที่กูคุยกับเฮียโจคราวนั้นมึงไม่ต้องคิดมากเลยนะ กูเคลียร์กับมันได้ เงินแค่สามหมื่นมันไม่หวงหรอก ”

น้ำเสียงกับแววตาจริงจังของเจทำให้ผมพูดไม่ออก ผมซึ้งกับความมีน้ำใจของเพื่อน และถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากตอบแทนมันซะวันนี้พรุ่งนี้เลย ผมไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน

“ ที่บ้านกูส่งเงินมาให้บ้างแล้ว ” ผมเลือกที่จะโกหกออกไป มันเป็นประโยคที่ผมคิดวนไปวนมาอยู่นานว่าจะอ้างกับมันว่าอย่างไรดี “ มึงเอาคืนไปก่อนเหอะ กูเอาเงินมึงมานานๆแบบนี้กูไม่สบายใจเลย ”

ไหนจะค่าห้องที่เจแบกคนเดียวทั้งหมด หรือค่าข้าวค่าน้ำที่มันขยันเลี้ยงผมทุกมื้อสลับกับคามินอีกคน ผมโคตรรู้สึกแย่เลย อย่างกับตัวเองเป็นขอทานที่เกาะเพื่อนกิน

“ ถ้ากูเอาเงินนี่ไปมึงจะไม่ลำบากแน่นะ? ” มันถามย้ำเหมือนไม่เชื่อ

“ เออน่ะ กูเอาตัวรอดได้ ”

ถ้าเฮียยังให้ค่าขนมผมอยู่น่ะนะ

ผมคิดต่อในใจ…

“ เออๆ กูรับก็ได้ เอามาดิ ”

ผมยื่นเงินสองหมื่นที่นับแล้วนับอีกส่งให้ด้วยความรู้สึกโล่งใจ อย่างน้อยปัญหาผมก็บรรเทาลงไปเปลาะนึงแล้ว เจรับเงินไป มันเอาใส่กระเป๋าตังค์ ไม่นับด้วยซ้ำว่าครบตามจำนวนหรือเปล่า

“ มึงไม่นับหน่อยเหรอวะ ” มันจะป๋าไปแล้ว ขาดไปพันนึงก็มีค่านะโว้ย

“ ไม่อ่ะ ” เจพูด “ กูเชื่อใจมึง ” และมันทำให้ผมไปต่อไม่เป็นเลยทีเดียว

ผมพยายามยิ้มให้มัน ทั้งที่ในใจกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูกนั่นเพราะผมทำหลายอย่างลับหลังมัน และถ้ามันรู้ความจริงขึ้นมา… อะไรๆก็คงไม่เป็นอย่างนี้

“ ไอ้เชี่ย.. อย่าทำซึ้งสิวะ ”

“ ฮะฮะ ทำไม มึงจะร้องไห้เหรอวอร์ม ” มันหัวเราะออกมา ส่งยิ้มฟันขาว “ กลายเป็นคนขี้แยเลยเหรอวะ ไม่เอาดิ เสียชื่อหมด อ่ะอ่ะอะ.. ไม่เอานะ กูไม่ล้อแล้ว ฮึบเร็ว.. หนึ่ง สอง สาม! ”

“ สามพ่อง ” ผมผลักหัวมันออกไป หลุดหัวเราะออกมาในที่สุด “ ไปคึกมาจากไหน เล่นอะไรปัญญาอ่อน ”

“ ไม่อยากให้เครียด… ไปหาอะไรกินกันดีกว่า ”

ผมส่ายหน้า แต่ก็ยอมลงไปกินอาหารมื้อดึกกับเจ

ผมขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่งของตัวเองที่ซื้อมาตั้งแต่ปี1 ให้เจซ้อนท้ายและก็ขับพามันไปร้านข้าวต้มร้าระจำที่พวกผมชอบไปกินกันบ่อยๆ ก่อนไปถึงร้านผมกดโทรศัพท์หาคามินและยื่นให้เจคุย มันเลิกคิ้วไม่เข้าใจ ผมจึงต้องบุ้ยบอกว่าตัวเองต้องขับรถมันถึงหยิบโทรศัพท์ไปจากมือผม

ไอ้คามินกับเพื่อนต่างมหาลัยของมันรออยู่ที่ร้านแล้ว ผมต้องสะกิดถามเจว่าคนนี้ชื่ออะไร จู่ๆมันก็สนิทกับคามินขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พวกผมชักจะเห็นหน้ามันบ่อยกว่าแฟนปริศนาของคามินที่มันไม่ยอมพามาเปิดตัวกับเพื่อนสักที

“ อ่อ... มันชื่อ ‘อัพ’ ” เจบอกผม และยกมือทักทายคามินกับอัพที่นั่งอยู่ข้างกันที่โต๊ะสำหรับสี่ที่

เห็นว่าอัพเป็นเพื่อนใหม่คามิน พวกมันเพิ่งสนิทกัน แต่ถ้าไม่บอกผมก็คงไม่รู้ เพราะท่าทางพวกมันเหมือนรู้จักกันมานาน อัพกล้าเล่นหัวไอ้มินแบบไม่กลัวมันโดนกระทืบกลับมา ใจกล้าชิบหาย…

“ ไงมึง เป็นไงบ้าง ”

“ เรื่อยๆ ” ผมตอบไอ้มิน เหลือบมองเจที่นั่งอยู่ข้างกันเล็กน้อยและหันกลับไปมองหน้าเพื่อนสนิทอีกคน “ กู.. มีคนโอนเงินให้แล้วนะ มึงไม่ต้องห่วง ” ผมบอกข่าวดีเพื่อน เพราะถึงคามินจะไม่ได้ช่วยออกเงินให้ผมมากเท่าเจ แต่ความเป็นห่วงของมันไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย

“ เออ ดีแล้วมึง ถ้ามึงมีเรื่องอะไรมึงต้องบอกกูนะเว้ย อย่าเงียบแบบคราวนี้อีก.. ” คามินพูดเสียงจริงจัง งานนี้กว่าผมจะยอมง้างปากบอกเพื่อนก็ตอนที่ผมลำบากสุดๆจนคิดว่าตัวเองแก้ปัญหาคนเดียวไม่ตกแล้วแน่

“ พูดเหมือนมึงช่วยเพื่อนได้งั้นแหละ ” เพื่อนไอ้มินแซว มันยิ้มล้อเลียนคามินที่หันมาเขม่นมองและชูนิ้วกลางให้ แทนที่จะสลด อัพหัวเราะหนักกว่าเดิม มันหันมาหาผม “ ช่วงนี้นายว่างรับงานไหมวอร์ม เราพอรู้จักคนที่หาฟรีแลนซ์ตัดต่อวิดีโออยู่ นายสนใจป่ะ ”

ผมตาโตทันทีที่ได้ยินคำว่ามีงาน “ สนๆๆ มึงพูดจริงใช่ป่ะอัพ ”

“ แต่เงินไม่ดีมากนะมึง ” ไอ้มินว่า มันกลอกตามองเพื่อนตัวเอง “ แม่งให้เงินบีบคอเพื่อนกูชัดๆ ”

“ เดี๋ยวๆ นั่นงานเก่ามั้ยล่ะ คนละคนกัน นั่นนักศึกษา มันจะเอาเงินจากไหนมากมายมาจ้างมึงวะ ”

“ กูไม่สนหรอกเงินน้อยเงินเยอะ ไอ้สัส เอาให้กูมีงานก่อนเหอะ! ” ผมรีบพูด ตอนนี้ทำอะไรได้เงินผมทำหมดนั่นล่ะ นอกจากมันจะเหลือบ่ากว่าแรงและไม่คุ้มเงินจริงๆ

“ งั้นมึงเอาเบอร์มา เดี๋ยวกูส่งคอนแท็คให้ ”

“ โอเคเลย ” ผมหยิบโทรศัพท์ตัวเองออกมาแลกเบอร์แลกไลน์กับอัพ มันบอกว่ามันได้เบอร์รุ่นพี่ที่จะจ้างผมมาแล้วจะส่งให้ผมเพราะงานนี้ก็เป็นคนรู้จักของคนรู้จักอีกที

“ นี่ไง ดูเพื่อนมึงเป็นตัวอย่าง ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน ”

อัพมันยังแหย่คามินเรื่องนี้ไม่เลิก จนไอ้เจต้องเปลี่ยนเรื่องด้วยการชวนพวกผมสั่งอาหารกันสักที สุดท้ายแทนที่จะมีแต่ข้าวต้ม คามินสั่งเบียร์มาด้วย เราเลยนั่งดื่มกันจนตีหนึ่งตีสอง

ผมเมาหนักหน้าแดกก่ำ ลุกไปอ้วกในห้องน้ำหนึ่งครั้ง เสร็จแล้วเดินกลับมากินต่อ จำได้ลางๆว่าได้เจมาลูบหลัง เช็ดหน้าเช็ดปากและหามกลับห้อง…

ผมถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์ดังติดต่อกันหลายหน มีเสียงเปิด-ปิดประตู และไม่นานโทรศัพท์ก็ดับไป ผมจึงผลอยหลับไปอีกครั้ง

ผมตื่นเต็มตาตอนบ่ายโมงกว่า เส้นเลือดเต้นตุบๆ คอแห้งผาก ผมคลื่นไส้และปวดหัวเหี้ยๆ

“ ไงมึง เมาหนักเลยนะเมื่อคืน ”

เจนั่งอยู่หน้าคอมฯ ตัดต่องานอยู่ หน้าตายิ้มแย้มถึงแม้ว่าขอบตาดำคล้ำเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับโทรมเท่าผม พนันได้เลยว่ามันดื่มไปไม่ถึงขวด ขณะที่ผมเหมาคนเดียวเกือบครึ่งโหลได้

ไม่น่าเลยกู...

ผมลูบหน้าตัวเองสองสามครั้ง ไม่ตอบคำถามเพื่อนแต่ลุกไปหยิบน้ำมาดื่มดับกระหาย

“ ปวดหัวสัส…” ผมพึมพำไม่ได้ศัพท์ ยืนนิ่งๆสักพักแล้วก้มหยิบกางเกงยีนส์ที่ไม่รู้โดนถอดไปอยู่ปลายเตียงได้อย่างไรขึ้นมาสะบัดหามือถือตัวเอง “ มีใครโทรมาหากูไหม ”

ผมว่าผมได้ยินเสียงเรียกเข้าดังอยู่สักพัก แต่ตอนนั้นผมกึ่งหลับกึ่งตื่น ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกหรือเรียกให้เพื่อนรับโทรศัพท์ให้

“ มี ” เจพูดขึ้น ไถเก้าอี้ทำงานมาตรงหน้าผมพร้อมกับยื่นโทรศัพท์ของผมให้ “ แม่มึงโทรมาสักสิบโมงได้ กูเห็นมึงหลับอยู่เลยรับให้ บอกเขาว่ามึงทำอย่างอื่นอยู่ เดี๋ยวโทรกลับไปทีหลัง ”

“ แล้ว.. แม่กูได้บอกอะไรมึงไหม ” ผมกลืนน้ำลาย

“ ไม่อ่ะ ไม่ได้บอกอะไร มึงลองโทรไปถามดิ ”

ผมพยักหน้า “ ขอบใจมากนะมึง ” ผมบีบบ่าเจและพยายามส่งยิ้มให้มัน เซนส์ผมมันบอกว่าการที่แม่โทรมาหาผมหลายสายแบบนี้อาจจะไม่ใช่ข่าวดีสักเท่าไหร่

เจส่ายหน้า มันยื่นมือมาวางทับบนหลังมือผมแล้วตบเบาๆ

“ อย่าคิดมาก… ต่อให้มากกว่านี้กูก็จะช่วย ”

น้ำเสียงและแววตาจริงจังของเพื่อนทำให้ผมเชื่ออย่างนั้น มันทำให้ผมดึงร่างขาวโอโม่ของเพื่อนเข้ามากอดแน่นอย่างไม่ทันคิด ด้วยส่วนสูงผมมากกว่ามันราวนิ้วสองนิ้วทำให้ผมต้องโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจึงจะซบไหล่มันได้ ตัวเจอุ่นและก็หอม ทำให้ผมไม่อยากปล่อยง่ายๆ ลึกๆผมรู้ว่าผมต้องการที่พึ่งพิง

ชั่วแว่บหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าความจริงทุกอย่างให้มันฟัง ผมเป็นคนรักเพื่อนมาก และรู้สึกเหี้ยที่่ต้องมีความลับ...ที่ต้องโกหก แต่พอคิดดูแล้วถ้าการบอกความจริงมันทำให้มิตรภาพผมพัง ผมเลือกเก็บความไม่สบายใจไว้กับตัวเองดีกว่า

“ พอแล้ว... ” ไอ้เจพูดน้ำเสียงอึดอัดเล็กน้อย มันกอดผมตอบแล้วก็ตบบ่าผมสองสามทีและดันตัวผมเบาๆ ผมผละออกมามองหน้าหล่อใสแบบพระเอกเกาหลีของเพื่อน มันขมวดคิ้วใบหน้ายับยู่ยี่ “ อะไรของมึงเนี่ย ยิ้มอะไร ”

“ เปล่า ” ผมยิ้มกว้างกว่าเดิม ใครๆก็บอกว่าถ้าผมยิ้มแบบนี้มันทั้งดูกวนตีนและก็น่าหมั่นไส้อยู่ในที แต่ไอ้รอยยิ้มแบบนี้ของผมนี่แหละที่ทำให้ใครต่อใครเขิน แพ้ทางมานักต่อนักแล้ว “ กูแค่คิดว่ากูโชคดีว่ะ ที่มีมึง ”




TBC.

ความคิดเห็น