เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 3 เจ้าไม่เห็นของอร่อยรึ!

ชื่อตอน : ราตรีที่ 3 เจ้าไม่เห็นของอร่อยรึ!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.5k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2560 01:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 3 เจ้าไม่เห็นของอร่อยรึ!
แบบอักษร

ราตรีที่****3 ไม่เห็นของอร่อยรึ!

ฉิงเฟิ่งตื่นตะลึง ใบหน้าอวบอั๋นที่มีเหงื่อไหลชื้นจากอากาศร้อนและความกลัว ไขมันในร่างดูเหมือนจะกระโดดได้ มือไม้ก็สั่นจนแทบควบคุมไม่อยู่

หวางเยี่ยนฉวี่ที่ว่าหล่อเหลา ยังไม่อาจสู้คนๆ นี้ได้

ใครๆ ก็ว่าฉิงเฟิ่งเป็นคนโง่มงม ซึ่งมันก็อาจจะจริง คนอื่นอาจรักตัวกลัวตายร้องขอชีวิต ทว่าฉิงเฟิ่งกลับทำตรงกันข้าม ทีแรกมัวแต่ยังตกใจจึงไม่ทันได้สังเกต ที่หัวไหล่ด้านขวาของชายแปลกหน้ามีบาดแผล แม้ว่าจะมีผ้าพันเอาไว้อยู่แต่มันก็ยังมีเลือดไหลอยู่

ฉิงเฟิ่งลืมความกลัวจนหมดสิ้น เขารีบหันมองแผลบุรุษแปลกหน้าด้วยความเป็นห่วง

“เจ้าเป็นแผล ต้องรักษา”

หย่งชางมองคนพูด รูปร่างช่างอ้วนท้วมยิ่งนัก

เมื่อคืนหลังจากประมือกับมือลอบสังหาร ดูจากสถานการณ์แล้วคงเป็นขององค์ชายรองเป็นแน่ ถึงเขาจะมีวรยุทธอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่จอมยุทธมือหนึ่งของยุทธภพ กับความมืดที่อยู่รอบตัวทำให้เขาพลาดพลั้งถูกฟันไปทีหนึ่ง มือสังหารนับสิบตามลอบทำร้ายเขาจนต้องหาทางตั้งตัว ค่อนคืนที่ดาบของเขาชโลมไปด้วยเลือด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พลัดหลงกับเหล่าองค์รักษ์เสียแล้ว

“ไม่จำเป็น”

ความหยิ่งทะนงในฐานะและศักดิ์ศรี หย่งชางจึงเลือกที่จะบอกปัด เขาสังเกตจากท่าทางของชายตรงหน้า คิดว่าคงเป็นคนในหมู่บ้านใกล้ๆ มาเก็บของป่า

กระบี่ด้ามยาวถูกเก็บที่เดิม สองขายาวก้าวเดินคิดหนี ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ใช่นักฆ่าก็ไม่มีประโยชน์ที่จะจะสังหาร ทว่าเดินเพียงแค่ไม่กี่ก้าว ก็รู้สึกเหมือนถูกรังจากด้านหลัง

“เดี๋ยว! หากเจ้าไม่รักษา เจ้าอาจตายก็ได้”

คนฟังไม่ได้ใส่ใจในคำพูดของเจ้าหมูตอนเท่าใดนัก เขาเลือกที่จะเงียบแล้วก้าวเดินต่อ

หย่งชางเดินห้าก้าว อีกคนก็เดินห้าก้าว

หย่งชางเดินสิบก้าว อีกคนก็เดินสิบก้าว

ความเบื่อหน่ายที่ต้องถูกตามราวี เขาเลือกที่จะใช้วรยุทธกระโดดไปยังต้นไม้ที่อยู่อีกด้าน ใช้พลังลมปราณทำให้ตัวเองดูเบา

ฉิงเฟิ่งอ้าปากค้าง เขาไม่เคยเห็นคนมีฝีมือใกล้ๆ สองขาอ้วนจ้ำอ้าววิ่งตามอย่างไม่ลดละ ความเร็วของคนมีวรยุทธย่อมไวกว่า ฉิงเฟิ่งไม่อาจตามทัน เขาวิ่งได้ครู่หนึ่งก็ล้มหัวขมำไปกับพื้นดิน โชคร้ายหน่อยตรงที่ฉิงเฟิ่งล้มเป็นทางลาดชัน ร่างอ้วนกลิ้งไปมาเหมือนลูกบอลขนาดใหญ่ ด้วยน้ำหนักตัวที่ค่อนข้างมากจึงทับตะกร้าเก็บฝืนจนแตก

หย่งชางที่อยู่บนต้นไม้ขมวดคิ้วมองสิ่งน่าแปลกประหลาด เขาหัวเราะเบาให้กับความโง่งม หากเขาไม่หยุดร่างนั้นเอาไว้เกรงว่าคงได้กลิ้งตกหน้าผาแน่

“อ๊าก! จะตกแล้ว!!” ฉิงเฟิ่งแหกปากตะโกน เขาหยุดตัวเองไม่ได้ ทางตรงหน้าเป็นทางลาดชัน ถึงจะพยายามใช้ขาดันพื้นหรือจับต้นไม้ใบหญ้าก็ไม่หยุด เขาหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ก่อนจะรู้สึกตัวว่าร่างได้หยุดเคลื่อนไหว

“นี่เจ้าตั้งใจจะทำแผลให้ข้า แต่กลายเป็นข้าที่มาช่วยเจ้าเนี่ยนะ?” หย่งชางกล่าวแบบไม่จริงจังนัก เขาใช้แรงนิดหน่อยก็สามารถดึงอีกคนให้ลุกขึ้นมาได้แล้ว

“ขอบใจเจ้ามาก” ฉิงเฟิ่งลุกขึ้นได้แล้ว ก็ปัดๆ ฝุ่นบนตัวสองสามครั้ง เขายิ้มกว้างให้เพื่อแสดงความขอบคุณ

ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าที่คนแปลกหน้าจะยอมให้ฉิงเฟิ่งทำแผลให้ บาดแผลที่ดูเหมือนไม่ลึกกลับฉีกขาดดูน่ากลัว ฉิงเฟิ่งได้ใช้น้ำสะอาดจากลำธารมาเช็ดล้างบาดแผลจนเกลี้ยงเกลา บดสมุนไพรที่พอใช้ได้นิดหน่อยมาประกบเพื่อให้เนื้อประสานเร็วขึ้น

ฉิงเฟิ่งที่เป็นคนอ้วนกลับทำเรื่องพวกนี้อย่างคล่องแคล่วจนหย่งชางประหลาดใจ เขาเฝ้ามองทุกการกระทำอีกฝ่ายเงียบๆ โดยไม่ปริปากพูดสักคำหนึ่ง

“รับรองอีกแค่ไม่กี่วัน แผลเจ้าได้หายแน่” ผู้เป็นหมอชั่วคราวยืดอกอย่างภาคภูมิ สมุนไพรเหล่านี้มันหาได้จากตามป่าเขา บางชนิดใช้รักษาแผลทางกายได้

ฉิงเฟิ่งเป็นคนโง่ ใครๆ เขาก็พูดแบบนั้น ความรู้ก็ส่วนหนึ่งที่พอประดับตัว เพราะเขาต้องเข้าป่าหาฝืนอยู่บ่อยครั้ง เลยต้องรู้จักหัดเอาตัวรอดจากเรื่องอุบัติเหตุพวกนี้

“เอ่อ เจ้าหิวรึไม่ ข้า...ข้ามีข้าวปั้นอยู่ก้อนหนึ่ง” ฉิงเฟิ่งเอามือล้วงไปในสาบเสื้อตรงอก หยิบข้าวที่ถูกห่อเอาไว้ดิบดี ทีแรกเขาตั้งใจจะเอาไว้ทานหลังจากเก็บฝืนเสร็จ แต่ดูแล้วก็คงจะต้องอด เขาได้แต่ลอบกลืนน้ำลายลงคอ เก็บอาการหิวเอาไว้

“โชคดีที่มันไม่เละไปกับข้าด้วย” เขาพูดอีกครั้งพลางหัวเราะแห้งๆ

หย่งชางมองเจ้าสิ่งกลมๆ ในวังหลวงไม่เคยมีสิ่งที่ดูน่าประหลาดเช่นนี้ เขาชั่งใจอยู่ครู่ก่อนจะตัดสินใจหยิบมันขึ้นมา ดูมันน่ากลัวมากกว่าน่าอร่อย

“ข้าไม่กิน!”

น้ำเสียงเย็นชาเอ่ย ของเยี่ยงนี้จะกินได้เช่นไร! มันเหมือนอาหารหมูมากกว่าอาหารคนด้วยซ้ำ

ฉิงเฟิ่งเลือดขึ้นหน้า สิ่งมีค่าติดตัวได้ถูกเขวี้ยงไปอีกทางเสียแล้ว เดิมทีนิสัยของฉิงเฟิ่งก็ไม่ใช่คนที่จะทวงบุญคุญใคร เขาได้รับการสั่งสอนจากมารดาในเรื่องความมีน้ำใจกับเพื่อนมนุษย์ แม้ฉิงเฟิ่งจะเป็นคนโง่ เป็นเพียงแค่หมูในสายตาผู้อื่น ทว่าเขากลับไม่เคยทำมารยาทเช่นนี้

“เจ้าทิ้งข้าวข้า!”

“ทำไมจะทิ้งไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นแค่เศษข้าว” หย่งชางเป็นถึงองค์ชายใหญ่ เขาไม่เคยได้รับการสั่งสอนในเรื่องพวกนี้ สิ่งไหนอยากกินก็จะกิน สิ่งไหนไม่อยากกินก็จะทิ้งอย่างไม่ใยดี ของชั้นต่ำพวกนี้เขาไม่เคยคิดแลด้วยซ้ำ

ฉิงเฟิ่งเริ่มรู้สึกเหมือนเลือดขึ้นหน้า เขายังรู้สึกมือเหมือนมีควันออกมาจากหูด้วย แต่คนอ้วนอย่างเขาจะทำเยี่ยงไรได้ ฉิงเฟิ่งไม่ได้เป็นวรยุทธ ไม่เคยมีเรื่องกับคนอื่น ดูจากท่าทางอีกฝ่ายก็คิดว่าคงมีฝีมือไม่น้อย ถ้าหากต้องมีเรื่องคงกลายเป็นเขาที่เป็นศพเฝ้าป่า

ถึงกระนั้นก็ยอมไม่ได้!

“ฮึ่ม! ไอ้เจ้า!... เจ้ารู้ไหมว่าข้าต้องยอมให้เจ้า ไม่ให้เจ้าหิว แต่เจ้ากลับทำกับข้าเยี่ยงนี้ เจ้าทิ้งข้าวโดยที่ยังไม่ได้กินสักคำด้วยซ้ำ อร่อยหรือไม่ก็ยังไม่รู้ เจ้ามัน...มันช่าง! ไร้ยางอายที่สุด!”

ไร้ยางอาย?...มันสมควรใช้กับหญิงที่ประพฤติตนมิชอบไม่ใช่รึ

หย่งชางนึกฉงนในคำต่อว่า...

เขาเป็นเพียงแค่องค์ชายอายุสิบเจ็ด เป็นครั้งแรกที่มีคนตะโกนใส่หน้าเพื่อสั่งสอน ใจหนึ่งก็นึกอยากโกรธ อีกใจหนึ่งกลับอยากหัวเราะ ถ้าเป็นปกติที่อยู่ในวังหลวง อย่าหวังเลยว่าชาวบ้านธรรมดาๆ จะได้มายืนต่อว่าฉอดๆ เช่นนี้ เขาคงสั่งให้ทหารจับไปโบยสักร้อยทีพันที หรือจับประหารเจ็ดชั่วโคตร

หย่งชางเหลือบมองไปทางด้านหลัง เห็นทหารองครักษ์สามนายกำลังวิ่งมาทางตน เขาใช้เพียงสายตาก็ทำให้เหล่าทหารหยุด และด้วยนิสัยที่ชอบแกล้งจึงอยากรู้ว่าร่างอ้วนจะทำเช่นไร

“เจ้าช่างกล้านัก!” เขายืนเต็มความสูง เขาชี้มือไปยังคนอวบกว่า สีหน้าขึงขังจริงจัง แสดงถึงน้ำเสียงที่ไม่พอใจ

“เหตุใดข้าจะไม่กล้า ไอ้คนไม่รู้จักคุณข้าว ข้าไม่น่าช่วยเจ้าเลย” ฉิงเฟิ่งไม่ยอมแพ้เช่นกัน คนทุกคนล้วนต้องลำบากทำนาปลูกข้าว กว่าจะได้แต่ละเม็ดมันช่างยากเย็นแสนเข็น เห็นของกินถูกปาทิ้งต่อหน้าก็ไม่อาจทนได้

“ข้าจะสั่งตัดหัวเจ้า!” หย่งชางขู่ไปอย่างนั้น เขาไม่ได้คิดทำจริงๆ

“อยากตัดก็ตัดไปเลย ข้าไปสนเจ้าแล้ว อยากอดตายก็อดไปเลย!” ฉิงเฟิ่งยกมือประสาน “ข้าขอตัวลา”

เขาพูดจบก็ก้าวเดินฉับๆ หนีโดยไม่คิดที่จะสนใจคนเจ็บ ได้ยินแต่เสียงเรียกเจ้าๆ จากทางด้านหลัง ฉิงเฟิ่งก็ทำเป็นหูทวนลม

อีกคนไปแล้ว...

ก็เหลือแต่องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นจิ้นที่หัวฟัดหัวเหวี่ยง เขาสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่งด้วยความไม่พอใจ ขณะที่ขากำลังก้าวเดินตามก็หยุดชะงัก หย่งชางเพิ่งคิดได้ว่าอันที่จริงไม่จำเป็นที่จะต้องตามไปก็ได้ พอคิดได้อย่างนั้นก็หยุดการกระทำของตัวเอง

“องค์ชาย” ทหารองครักษ์ออกมาจากที่ซ่อน พวกเขาคุกเข่าประสานมือ “ข้าน้อยสมควรตายที่บกพร่องในหน้าที่ ขอให้องค์ชายลงโทษเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

เมื่อคนหนึ่งพูดจบ อีกสองคนก็พูดตาม พวกเขาทั้งสามเตรียมตัวเตรียมใจที่จะรับโทษ

หย่งชางยกมือขึ้นเพื่อห้ามไม่ให้พูดอะไรไปมากกว่านี้ เรื่องถูกลอบสังหารนั้นเป็นเรื่องปกติที่น่าชินชาจนน่าเบื่อ ทว่าเรื่องน่าเบื่อเหล่านั้นกลับมาทำให้เจอกับคนผู้หนึ่งที่ช่างฝีปากกล้า

ช่างเป็นคนที่น่าสนใจดีจริง

ใครๆ ก็บอกว่าฉิงเฟิ่งช่างเกิดมาโชคร้ายที่เกิดมาไม่เหมือนพี่น้อง ผิดกับเหวินอี้ที่ดูเหมือนว่าจะโชคดีที่สุด

พี่สาวคนโตได้แต่งงานออกเรือนตอนอายุเพียงแค่สิบเจ็ด นางกำลังเข้าสู่วัยสาวสะพรั่งก็ต้องออกเรือนเป็นคนแรก เป็นเวลากว่าสามปีที่นางได้ออกจากบ้าน สามีของนางคือตระกูลขุนนางที่พอมีชื่ออยู่บ้าง ทว่านางกลับไม่ได้เป็นใหญ่ นางไม่ได้แต่งออกเป็นภรรยาหลวง ตำแหน่งของนางเป็นเพียงแค่อนุเท่านั้น

อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ตั้งครรภ์ แต่น่าเสียดายนักที่ลูกของนางไม่ได้เป็นที่น่าเชิดชูตาเท่าไหร่ เพราะลูกของนางเป็นเด็กผู้หญิง

ส่วนพี่สาวคนรองก็เพิ่งออกเรือนเมื่อสองปีก่อน นางโชคดีที่เป็นภรรยาใหญ่ เป็นฮูหยินของบ้าน ยังพอเชิดหน้าชูตาให้ตระกูลได้บ้าง สามีของนางคือพ่อค้าใหญ่ที่มีฐานะร่ำรวย อายุราวเกือบครึ่งร้อย นางแต่งงานมาสองปีก็ยังคงไร้ทายาทสืบสกุล

พี่สาวคนที่สามอายุห่างจากฉิงเฟิ่งเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น วัยของนางยังไม่ถึงคราวได้ออกเรือน แต่ด้วยความรักของหนุ่มสาวไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้ คู่หมั่นของนางจึงได้ให้บิดามารดามาสู่ขอ เมื่อปลายปี สามีของนางเป็นบุตรชายของขุนนางเหมือนพี่คนโต

เรียกได้ว่าลูกสาวทั้งสามคนของตระกูลซือต่างได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า จะเหลือก็เพียงแต่ฉิงเฟิ่งและเหวินอี้ที่อายุยังน้อย

ฉิงเฟิ่งที่มักโดนพูดเปรียบเทียบอยู่เสมอเริ่มชาชินเสียแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เข้าใจนั้นมีอยู่มาก ทุกคนล้วนบอกว่าพี่สาวทั้งสามไปได้ดี แต่ไม่มีใครเลยที่จะมาบิดาที่เริ่มแก่ชราไปเลี้ยงดู

ความผิดแปลกนี้ไยเขาจะไม่รู้ เพียงแต่ว่าพยายามทำเป็นไม่พูดออกมาเท่านั้น

เหวินอี้งดงามกว่าพี่ทั้งสาม เขาเป็นที่รักของบิดามากกว่าใคร เขาได้เรียนหนังสือ สิ่งไหนที่ฉิงเฟิ่งไม่มีแต่เป็นเขาที่มี

ยกเว้นก็แต่...

“ท่านพี่เยี่ยนฉวี่ ท่านมารอท่านพี่ฉิงเฟิ่งนานแล้วก็ยังไม่กลับ ท่านพี่เยี่ยนฉวี่ท่านพี่เยี่ยนฉวี่ ท่านกลับไปก่อนเถิด” เหวินอี้ทำหน้าตาใสซื่อ “ท่านพี่ฉิงเฟิ่งก็มักเป็นเยี่ยงนี้ ชอบเถลไถล บางครั้งก็กลับดึกจนท่านพ่อเป็นห่วง”

เหวินอี้อายุแค่เพียงสิบสาม ถูกตามใจจนเสียนิสัย จึงได้โป้ปดออกไป หวังเพียงให้คุณชายหวางท่านนี้เลิกที่จะสนใจฉิงเฟิ่งเสียที

“หรือว่าฉิงเอ๋ออาจได้รับบาดเจ็บ”

หวางเยี่ยนฉวี่ขมวดคิ้ว เขาพูดพึมพำกับตัวเอง สีหน้าเป็นห่วงคนกลับบ้านช้าเต็มประดา แต่ไหนแต่ไรมาฉิงเฟิ่งไม่เคยกลับช้า เขาไม่อาจนั่งติดอยู่กับที่ได้เลยได้แต่เดินไปเดินมาหลายรอบ

เหวินอี้ไม่พอใจ เขาเก็บซ่อนใบหน้าที่ร้ายกาจเอาไว้ไม่ให้อีกคนได้เห็น สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ หวางเยี่ยนฉวี่เป็นใครกันถึงได้เมินเฉยเขาเช่นนี้!

“ท่านพี่เยี่ยนฉวี่...ท่าน!”

“ฉิงเอ๋อ!”

ยังไม่ทันที่เหวินอี้จะพูดจบประโยค หวางเยี่ยนฉวี่ก็ร้องเรียกชื่ออีกคน ร่างสูงไม่รอช้ารีบไปหาฉิงเฟิ่งที่เดินมาจากอีกทาง ครั้นพอเห็นสภาพที่เหมือนกับไปมีเรื่องกับผู้อื่นก็พาแทบลมจับ

“ฉิงเอ๋อ นี่เจ้าไปทำอะไรมา ถึงได้ตัวเลอะขนาดนี้” หวางเยี่ยนฉวี่ถาม เขารีบใช้มือชายแขนเสื้อตัวเองปัดไปตามอาภรณ์ที่เปื้อน

“ข้าแค่หกล้ม”

“โธ่เอ๊ย ทำอะไรไม่รู้จักระวัง เจ้าเจ็บตรงไหนรึไม่”

ฉิงเฟิ่งส่ายหน้าตอบ เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บเท่าไหร่นัก แต่มันคันเนื้อคันตัวอยากอาบน้ำอีกรอบหนึ่ง อาจเป็นเพราะกลิ้งไปโดนพวกต้นไม้ใบหญ้าที่มีหนามและขน เลยรู้สึกคันตามลำตัวมากกว่า

เหวินอี้ที่อยู่ด้านหลัง เขามองเห็นทุกการกระทำของทั้งคู่ ใบหน้าเย็นเฉียบทอดมองร่างตรงหน้าทั้งสอง ต่อให้เป็นคนเสียสติก็ยังมองออกว่าหวางเยี่ยนฉวี่เอาใจใส่ฉิงเฟิ่งขนาดไหน ใบหน้างดงามยกยิ้มร้ายด้วยความนึกอิจฉา ไม่ว่าใครต่างก็หลงใหลในรูปโฉมที่งดงาม

เหวินอี้ก็แค่...อยากได้ความเอ็นดูจากหวางเยี่ยนฉวี่บ้างก็เท่านั้น


----

TAKE

ต้องขออภัยอย่างแรงที่เมื่อวานไม่ได้มา เทคติดงานนิดหน่อยจ้า

ตอนนี้ไม่รู้จะพูดอะไรดี เอาเป็นว่า...ฉิงเอ๋อจะผอมไหม? คงอีกนานนนน ให้นางอ้วนแบบนี้ต่อไปแหละ น่ารักดี ฮ่าๆ

ป.ล. ขอบคุณสำหรับคำผิดและคำประหลาดๆ ที่เทคดันเบลอใส่นะค้าา จะรีบแก้ไขโดยด่วน ><

ความคิดเห็น