ชอบไม่ชอบยังไงติชมกันได้จ้า

ชื่อตอน : SV | 04

คำค้น : silver vampire 4

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2560 23:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SV | 04
แบบอักษร

Chapter 4

            “ท่านพ่อเจ้าคะ เดอามาที่นี่ทำไมเหรอเจ้าคะ” เมนีเซียที่กำลังเดินเข้ามาหาบิดาเอ่ยถามขึ้น เมื่อตนเข้ามาเห็นช่วงที่เดอากำลังหายตัวไปจากห้องพอดี

            “เดอามาแจ้งข่าวกำหนดการ วันอภิเษกสมรสของท่านลาสต์น่ะ” ไมนาสบอกกับบุตรสาวของตนเสียงเรียบ

            “อะไรนะ!!! นี่นังหน้าด้านมันยังกล้าไม่ไปจากท่านพี่ลาสต์อีกหรือเจ้าคะ!!!” นางโวยวายเสียงดังอย่างรับไม่ได้

            ชะ...มารยาสาไถยขนาดนั้น*! ท่านพี่ลาสต์จะไปตามนังนั่นทันได้อย่างไร!*

            “เมนีเซียเจ้าอย่าได้พูดจาสามหาวเช่นนี้! ท่านไอน์กำลังจะกลายมาเป็นพระราชินีของเฟนดาซนะ เจ้าควรจะให้ความเคารพท่านถึงจะถูก!” ไมนาสบอกบุตรีด้วยน้ำเสียงดังกึกก้อง เสียงนั้นทำเอาปราสาททั้งหลังสั่นสะเทือน เมนีเซียผู้ซึ่งยืนอยู่ใกล้ชิดจำต้องยกมือขึ้นปิดหูไว้อย่างเสียไม่ได้ เพราะนางเคยโดนน้ำเสียงสั่นประสาทนี้ทำลายอวัยวะภายใน (หู) มาแล้ว! นางเบ้หน้าพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านบอกข้าดีๆ ก็ได้! ไม่เห็นจะต้องตะโกนเลย! หูข้ามันไม่ได้หนวกเสียหน่อย”

            “ผิดที่เจ้ามาพูดจาลบหลู่เบื้องสูง ข้าซึ่งเป็นหนึ่งในห้าอาวุโสจึงอดจะสั่งสอนเจ้ามิได้!” ผู้เป็นพ่อยิ่งพูดก็ยิ่งเสียงดังแข่งกับลูกสาว

            “ยิ่งท่านเป็นหนึ่งในห้าผู้อาวุโส ท่านยิ่งต้องคัดค้าน! ท่านยังไม่รู้ นัง...” พูดไม่ทันจบ เมนีเซียก็โดนกระบองยักษ์ฟาดผัวะเข้าที่ต้นแขนเต็มแรง

            เพียะ!

            “ท่านพ่อ!!” นางมองด้วยสายตาตัดพ้อ พลางลูบแขนตัวเองป้อยๆ

            “เจ้าจะเรียกท่านไอน์ว่า ‘นัง’ ไม่ได้เด็ดขาด!” เมนีเซียแค้นเคืองไอน์ขึ้นมาอีกพันเปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นเหตุทำให้นางโดนท่านพ่อตี! แหม คนนู้นคนนี้ปกป้องเหลือเกิน! แม้แต่ท่านพ่อของข้าก็ยังเป็นไปด้วย อย่าหวังว่าต่อจากนี้เจ้าจะได้อยู่อย่างเป็นสุข! เมนีเซียคิดอย่างแค้นเคือง

            “ท่านฟังข้าก่อนแล้วค่อยคิดขัดขวาง” นางที่สงบสติอารมณ์ได้แล้วบอกพ่อตนเสียงเรียบ

            “แล้วเจ้าเห็นว่าข้าทำกิริยาอื่นใด ที่แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ฟังที่เจ้าพูดกัน?” ไมนาสถามกลับเสียงเรียบทว่ามันแฝงไปด้วยความเหนื่อยใจ แต่เมนีเซียแทบจะกรีดร้อง “ท่านพ่อ! ข้าจริงจังนะ” นางทำหน้าหงุดหงิดขัดใจ ผู้เป็นพ่อจึงหัวเราะออกมา เขาเข้าใจนิสัยของลูกสาวดี แก้กันมาเกือบจะพันปีก็ยังไม่หาย “เอาล่ะ...ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว มีเรื่องใดก็ว่ามา”

            “ท่านพ่อ ท่านจะเอาคนเช่นนั้นมาเป็นราชินีไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ นังนั่นมัน...” แล้วเมนีเซียก็เล่าเรื่องที่ตนโดนใส่ร้ายจนเป็นเหตุให้ลาสต์ไล่นางกลับอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน พร้อมกับใส่สีตีไข่อีกนิดหน่อยให้พ่อของตนฟังว่าโดนกระทำมาอย่างไรบ้าง!

            “ไม่ใช่เป็นเจ้าที่ไปแกล้งท่านไอน์ก่อนหรือ?” ไมนาสถามลูกสาวอย่างรู้ทัน

            “ท่านพ่อคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไรเจ้าคะ! ถึงได้ถามแบบนี้” ได้ฟังผู้เป็นพ่อก็ระเบิดหัวเราะเสียงดัง

            “ก็เป็นคนอย่างที่ข้าพูดนี่แหละ ลูกสาวข้าทำไมข้าจะไม่รู้จักนิสัยใจคอเล่า”

            “ไหนเมื่อก่อนท่านยังยุยงส่งเสริมให้ข้าทำตัวดีๆ เพื่อที่จะได้เป็นราชินีในอนาคต” เมนีเซียฮึดฮัด จนบิดาต้องส่ายศีรษะอย่างเหนื่อยใจ พร้อมกับบอกสิ่งที่ตนคิดในตอนนั้นไปว่า

            “ข้าก็แค่อยากให้เจ้าเรียบร้อย วางตัวดี วางตัวเหมาะสมกับการเป็นท่านหญิงเท่านั้นเอง เพราะเจ้าชอบโหวกเหวกโวยวายข้าล่ะเพลียหัวใจจริงๆ เจ้าไปได้นิสัยนี้มาจากผู้ใดกัน แม่ของเจ้าไม่ได้เป็นเช่นนี้เลย นางออกจะอ่อนหวานเรียบร้อยแท้ๆ” ไมนาสบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “กรี๊ดดดดดด!! ท่านพ่อว่าข้าไม่มีสมบัติผู้ดีเหรอเจ้าคะ!!”

            “ข้าไม่ได้พูดออกมาสักคำ” ท่านไมนาสบอก

            “ถึงท่านจะไม่ได้พูด แต่ข้าก็รู้ว่าท่านต้องการจะสื่ออะไร! ข้าไม่ได้โง่ขนาดนั้นเสียหน่อย! ท่านพ่อบ้าๆๆๆๆๆ” เมนีเซียกระทืบเท้าตึงๆ ด้วยความหงุดหงิดขัดใจกับพ่อของตนเสียเหลือเกิน

            “โอ้...ข้าควรจะดีใจสิเนี่ยที่มีลูกสาวฉลาดๆ อย่างเจ้าน่ะ”

            “ท่านพ่อ!” นางแหวขึ้นมาอีกรอบ

            “อย่างไรก็เถอะ เจ้าควรจะตัดใจเสียเมนีเซีย พ่อขอโทษที่คอยพูดจาให้กำลังใจเจ้าอยู่เสมอในเรื่องของท่านลาสต์ พ่อเพียงแค่คิดว่าเจ้าชอบท่านลาสต์ และตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ท่านลาสต์ก็มิได้มองใคร และเจ้าก็เช่นกัน ข้าเลยคิดว่าบางทีเจ้าอาจเป็นคู่ของท่านลาสต์ก็ได้ แต่ก็ไม่...ในเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น ก็มีแต่ต้องตัดใจ เมนีเซีย...พ่อขอโทษจริงๆ นะลูก” ...อีกอย่างเขารู้ได้เลยว่าอย่างไรเมนีเซียก็หมดหวัง...ตั้งแต่วันนั้นที่ท่านลาสต์อยู่ๆ ก็หายตัวออกไปจากห้องประชุมกลางคันและกลับมาพร้อมท่านไอน์ในอ้อมแขน ไมนาสรู้ได้ทันทีว่าท่านลาสต์จะไม่มองผู้ใดอีกแล้วนอกจากท่านไอน์เพียงคนเดียว ดังนั้นเมนีเซียของเขามีแต่ต้องตัดใจ

            “ข้าจะไม่ยอมแพ้หรอก และไม่มีวันตัดใจจากท่านพี่ลาสต์เด็ดขาด! ในเมื่อข้ามาก่อน...คนที่ถอยต้องไม่ใช่ข้า!!” เมนีเซียประกาศกร้าว แววตาเอาจริงเอาจังเสียจนท่านไมนาสต้องคิดแผนเพื่อหาทางรับมือ หนึ่งในห้าอาวุโสถอนหายใจเฮือกออกมา คิดถึงภรรยาผู้ล่วงลับ ข้าได้ทำสิ่งที่ผิดอีกแล้ว...ซีเนีย

            วันต่อมา

            ไอน์ที่ตอนนี้มีกำหนดการต้องไปเรียนระบำกับอาจารย์ของลาสต์ที่ลานหน้าปราสาทกลาง ก็ได้มายืนทำลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงทางเข้าศูนย์วิทยาการ ระหว่างทางมานี่แตกต่างกับทางไปลานฝึกซ้อมโดยสิ้นเชิง เพราะมันมีต้นไม้หน้าตาประหลาดปลูกอยู่ตามรายทาง อย่างเช่นกระบองเพชรรูปไก่ มันเป็นยังไงน่ะเหรอ? ก็มีก้านยาวๆ มีดอกเป็นไก่ หงอนอย่างใหญ่ แถมทั้งตัวยังมีหนามกระบองเพชรอีกด้วย! ถัดจากต้นกระบองเพชรไก่ (เขาไม่รู้หรอกว่าชื่อจริงๆ ของมันคืออะไรเลยขอเรียกไปตามที่เห็นละกัน) ก็มีต้นเป็ด ต้นม้า ต้นวัว เสือและสัตว์ชนิดประหลาดที่ยามอยู่สยามประเทศไอน์คิดว่าไม่เคยพบเห็นมาก่อน (ซึ่งเขาคิดว่ากระทั่งนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่เคยเจอ!) พลิ้วไหวลู่ลมไปมา ดูๆ แล้วน่ากลัวพิลึก ก็เวลาถูกลมพัดน่ะ เสียงมันจะดังตามชนิดของสัตว์ อย่างเช่นถ้าเป็นไก่ก็จะร้องกะต๊าก แล้วยิ่งมีสัตว์หลายชนิด ถ้าลมพัดมาโยกขวาเสียงจะประสานกันดัง กะต๊าก ก้าบ ฮี่ มอ ถ้าโยกขวาๆ ซ้ายๆ มันจะดังมอ ฮี่ มอ ฮี่ ก้าบ กะต๊าก ไม่หยุดไม่หย่อน...เห็นไหมล่ะว่าน่ากลัวพิลึก…

            ไอน์มองสิ่งก่อสร้างรูปทรงประหลาด ที่เหมือนว่าตอนออกแบบสถาปนิกคงกำลังเมาค้างอยู่อย่างหวาดกลัว มันเป็นสิ่งก่อสร้างรูปทรงสี่เหลี่ยมอันใหญ่ๆ ที่ฐานด้านล่างดันเล็กกว่าอาคารด้านบน แล้วแต่ละชั้นก็มีรูปทรงที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นชั้นล่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ชั้นสองสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ต่อไปเป็นทรงกลมซึ่งชั้นนี้เป็นกระจกรอบด้าน ขึ้นไปอีกชั้นเป็นทรงพีระมิด หนักสุดก็ชั้นบนรูปไม้กางเขน ซึ่งการจัดวางดูไม่สมมาตรสักเท่าไหร่ เพราะมันดันเอียงไปเอียงมาน่ะสิ!

            เอาเถอะ...ยังไงมาที่นี่ก็คงสนุกกว่าไปฝึกซ้อมระบำเป็นไหนๆ

            บึ้มมมมมมมมม! เพล้งงงง!

            ขณะที่กำลังชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรมประหลาดนี้อยู่นั่นเอง เขาก็ได้ยินเสียงระเบิดดังลั่นพร้อมทั้งเสียงกระจกที่ชั้นทรงกลมแตกยกชั้น

            ไอน์หน้าตาตื่น นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน??

            “เร็วๆ โคคิเจ้ารีบดับไฟซะก่อนที่มันจะไหม้เครื่องมือของเรา”

            “ข้าก็กำลังทำอยู่นี่ไง!! แอเรียรีบซ่อมกระจกเร็วเข้า”

            “ข่าวร้ายท่านโคคิ...วันนี้ข้าไม่อาจใช้เวทมนตร์ซ่อมกระจกให้ท่านได้อีกแล้ว”

            “อ๊ากกกกกกกกกก งั้นก็หมายความว่าเบี้ยเลี้ยงของข้า!” ไอน์ได้ยินเสียงโหยหวนของผู้คนดังลั่นออกมาจากชั้นที่มีปัญหา คนพวกนั้นดูวุ่นวายดีแท้ แต่ก็น่าสนุกดี คิดแล้วเขาก็เดินตรงเข้าไปยังอาคารประหลาดนั่น

            ภายในชั้นสี่เหลี่ยมมีผู้คนเดินขวักไขว่ สวมแว่นตาใสทรงประหลาด พวกเขาใส่ชุดขาวคล้ายกาวน์ท่าทางดูยุ่งและเร่งรีบเหลือเกิน ในมือถือกระดาษและเครื่องมืออะไรไม่รู้เต็มไปหมด ดูท่าทางแล้ว ชั้นนี้คงไม่เหมาะกับเขา ไอน์จึงเดินผ่านไปยังต้นไม้สูงใหญ่ที่ขึ้นต้นอยู่ใจกลางอาคาร ซึ่งรอบๆ ลำต้นของมันนั้นมีห้องสี่เหลี่ยมๆ ลักษณะคล้ายกับลิฟต์เพียงแต่มันทำมาจากไม้ระแนงมีเถาวัลย์พันรกครึ้มอยู่ ไอน์มองคนชุดขาวเดินเข้าไปด้านในแล้วเจ้าสิ่งนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปตามความสูงของต้นไม้สักพักก็หายไปด้วยความตื่นตะลึง

            นี่มัน...จ๊าบสุดๆ ไปเลย!

            ไม่รู้แหละเขาจะขึ้นอันนี้! …เห็นแบบนั้นแล้วไอน์ก็ได้แต่คิดในใจว่าทำไมปราสาทกลางไม่มีอะไรที่มันควรจะตื่นตาตืนใจอย่างนี้บ้าง มีแต่บันไดสูงลิบลิ่วให้ต้องเดินขึ้นไป...บันไดสวยก็จริง แต่ปราสาทนั่นมันมีหลายชั้นเกินไป แถมห้องของเขาก็ดันอยู่ชั้นบนสุดอีก (หรือลาสต์กลัวเขาจะหนี?) นอกจากจะเหนื่อยสุดๆ เวลาต้องไปกินอาหารที่ห้องแห่งชีวิตแล้วมันยังเชยชะมัดเลย! ช่างผิดกับที่นี่ลิบลับ

            นี่ไอน์ต้องเดินขึ้นลงบันไดวันละสามสี่รอบจนกล้ามขาจะใหญ่กว่าขาโต๊ะทำงานของลาสต์แล้วนะเนี่ย!!

            ไม่ได้การละ...ถ้าสมมติไอน์ได้เป็นราชินีขึ้นมาจริงๆ เขาจะเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุม และจะเปลี่ยนจากบันไดหรูหราให้กลายเป็นลิฟต์รักษ์โลกแสนไฮเทคนี่ให้หมดเลย!

            ฟิ้ว! ตึง!

            อา...ในที่สุดก็ อิทฺส มาย เทิร์น!

            ไอน์มองเจ้าสิ่งนี้ด้วยดวงตาเป็นประกายเมื่อมันลงมาจอดอยู่ตรงหน้าเขา (หลังจากยืนมองแวมไพร์พวกนั้นขึ้นๆ ลงๆ มานานเขาก็ตรัสรู้ได้สักทีว่า วิธีเรียกมันคือเอามือแตะที่ลำต้นสูงใหญ่ของต้นไม้นี่)

            เท่าที่เขาสังเกตคนก่อนๆ ที่ใช้งานมันมาสักพัก เหมือนมันจะมีความสามารถคล้ายกับลิฟต์ ซึ่งปัญหาก็คือ ไอน์ไม่รู้ว่ามันใช้งานยังไงเพราะเมื่อเข้ามาอยู่ด้านในเป็นที่เรียบร้อยแล้วเขาก็ต้องยืนเง็งกับความนิ่งสงบของมัน หรือเขาจะต้องแตะที่ต้นไม้อีกรอบดี? อ้าว...แต่มันไม่เห็นไปเขาควรทำยังไงดี? ไอน์ตั้งสติใหม่มองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบเจอสิ่งใดที่คิดว่าน่าจะปุ่มให้กดเลย หรือไอ้ลิฟต์รักษ์โลกนี่มันจะมีปัญหา???

            ลำพังจะให้ออกไปถามใครก็กลัวคนพวกนั้นจำเขาได้แล้วจับส่งกลับปราสาทกลาง ทีนี้ล่ะงานงอก...เขาคงหมดโอกาสเห็นเดือนเห็นตะวันเป็นแน่!!    

            “มีอะไรหรือเปล่า? ทำไมเจ้าไม่ขึ้นไปเสียที ข้ารอจะใช้เป็นพักแล้ว” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายร่างยักษ์ที่หน้าลิฟต์ ไอน์ก้มหน้าลงพร้อมกับขยับชุดและแว่นของเขาที่แอบไปขโมยมาให้เข้าที่ พยายามทำเสียงให้ใหญ่ๆ เข้าไว้แล้วบอก

            “เอ่อ...ข้า ข้าเพิ่งมาใหม่ยังใช้ไม่เป็น”

            “อ้าวเด็กใหม่หรอกหรือ? เจ้าจะไปส่วนใดเล่า” ส่วนใดคืออะไรวะ?

            “เอ่อ...สะ ส่วน ส่วนที่เพิ่งทำความเสียหายไปเมื่อสักครู่นี่เอง!”

            “อ้อ...หน่วยวิทยาการอาหารงั้นหรือ?” ไอน์ที่คิดจนตาเหลือกก็ลอบถอนหายใจออกมา

            “ใช่ๆ หน่วยนั้นแหละ”

            “เจ้าลองมองตรงประตูดีๆ เสาไม้ที่อยู่ตรงกลางด้านหน้าเจ้าจะมีรูเล็กๆ ใบไม้ปิดอยู่ เพียงเจ้าใช้นิ้วใดก็ได้สอดเข้าไปแล้วเอ่ยนามของส่วนที่เจ้าจะไป แค่นี้แหละ”

            “ขอบใจ”

            “ไม่เป็นไร แต่เร็วๆ หน่อยข้ารีบ ที่อื่นเต็ม” ได้ยินดังนั้นไอน์ก็ทำตามที่ชายร่างยักษ์บอกอย่างไม่รอช้า

            “โอ๊ย!!!” เขาร้องออกมายามเมื่อรู้สึกเหมือนโดนไฟดูดบริเวณนิ้วชี้ที่เขาจิ้มเข้าไป ซึ่งแรงดูดของมันรุนแรงกว่าความรู้สึกที่ทำให้เขาสะดุ้งยามเผลอเอามือไปแตะเตารีดที่เพิ่งถอดปลั๊กเป็นไหนๆ!

            “อ้าว โทษที ข้าลืมบอกไปว่าเจ้าตู้ขนส่งตู้นี้มันจะดูดเลือดของเจ้าแรงมาก ฮ่าๆ” ...มิน่า มันถึงไม่ค่อยมีใครมาใช้กันสินะ ไอน์มองตาขวางสะบัดมือข้างที่รู้สึกเหมือนโดนไฟดูดไปมาแรงๆ มันทำแขนเขาชาไปทั้งแถบเลยนะ

            ไม่นานเจ้าลิฟต์ปอบ (เลิกเรียกมันว่ารักษ์โลกแล้วตั้งแต่มันสวาปามเลือดของเขา) มันก็พาเขามาถึงชั้นโดยไม่ได้เรียกร้องอยากจะกินเลือดอีก ไอน์เดินออกมาพร้อมกับสำรวจรอบๆ ชั้นนี้ ดูข้างนอกเหมือนจะเล็กแต่พอเข้ามาด้านใน พื้นที่กว้างขวางมากและไม่ได้เป็นกระจกใสเหมือนที่เห็นตอนอยู่ข้างนอกเลย มีเพียงส่วนหน้าที่กระจกแตกเป็นแถบๆ ภายในถูกกั้นเป็นโซนต่างๆ มากมาย แถมยังมีโซนหนึ่งมีต้นกระบองเพชรเลือดในกระถางอัดแน่นเต็มไปหมด

            แวมไพร์ในชั้นนี้เดินกันขวักไขว่แถมภูตก็ยังบินว่อนอีกต่างหาก บ้างก็หอบหิ้วถังน้ำ บ้างก็ถือผ้าห่มเปียกชุ่มมา

            “หลบไปๆ อย่าขวางทาง” ไอน์ถอยไปหลบฉากอยู่ตรงโซนที่คิดว่าไม่น่าจะเกะกะ มองแวมไพร์พวกนั้นทำท่าทางเหมือนฟ้าจะถล่มดินจะทลายแล้วก็ได้แต่งงในใจ ในเมื่อมีภูตไม่ใช่รึไงแล้วทำไมไม่ให้ภูตให้เวทมนตร์ดับไฟ ซ่อมกระจกให้เล่า

            ไอน์ยืนมองความวุ่นวายตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะไม่ว่าจะทำยังไง คนพวกนั้นก็ไม่เห็นจะดับไฟหรือซ่อมกระจกได้ซักที

            “อ๊ากกกกก พวกเราแย่แน่ๆ ต้องตายแน่ๆ ถ้าไฟลามแล้วเผาชิ้นงานทั้งหมดของเรา”

            “เพราะเจ้าคนเดียวเลยโคคี้~~~~” เสียงโวยวายนั่นทำให้ไอน์หันไปให้ความสนใจ แล้วเดินเข้าไปหาเพราะใบหน้าที่ดูคุ้นตา

            “เอเดน มีอะไรกันเหรอ?” ใช่...คนที่ยืนน้ำตานองหน้าข้างๆ แวมไพร์นามว่าโคคิ คือเอเดนเพื่อนเก่าของไอน์นั่นเอง ทว่าพอเขาทักไปแบบนั้นแล้วเจ้าตัวกลับทำหน้างง “สงสัยเจ้าคงจะจำผิดแล้วล่ะ ข้าเอ็ดเวิร์ดแห่งศูนย์วิทยาการ หาใช่เอเดนแห่งกองกำลังไม่”

            “จะจำผิดได้ยังไงในเมื่อหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบขนาดนี้ นี่ไง...ขนาดไฝยังอยู่ที่ปีกจมูกซ้ายเหมือนกันเลย!”

            “ข้าก็บอกอยู่นี่ไง ว่าคนละคนกันข้าคือเอ็ดเวิร์ดส่วนเจ้าเอเดนนั่นเป็นน้องชายฝาแฝดของข้าเอง!”

            “อ้าวเหรอ”

            “เจ้าน่ะหลีกไปก่อน...เกะกะ” เจ้าตัวว่าอย่างนั้นก็ดันไอน์ไปไกลๆ แล้วกระโจนเข้ากองไฟพร้อมกับผ้าห่มเปียกชุ่มในมืออย่างไม่กลัวตาย

            “อ๊ากกกกก ร้อนๆๆๆ” ไอน์เห็นแล้วก็สงสาร...โถ

             “บาเรลช่วยดับไฟซ่อมกระจกให้แวมไพร์พวกนั้นได้มั้ย” เขากระซิบเรียกบาเรลออกมา หลังจากเห็นท่าทางน่าเวทนาของแวมไพร์พวกนั้น แล้วกำชับให้บาเรลแปลงกายให้กลมกลืนกับภูตที่อยู่ในนี้ทั้งหมด

            “ได้ขอรับ เอ้าทุกตนหลีกไป ถ้าข้ามาแล้วไม่มีสิ่งใดต้องห่วง!” รับคำเสร็จก็ประกาศก้อง...

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากลายเป็นฮีโร่ของวันนี้ไปเลย ว่าแต่พวกเจ้าชื่ออะไรกันบ้าง” แวมไพร์ทั้งหลายของชั้นวิทยาการอาหารทั้ง 20 ตน เข้ามานั่งล้อมรอบไอน์กับบาเรลเอาไว้หลังจากที่บาเรลโชว์เหนือชั้นดับไฟ แถมซ่อมกระจกให้ด้วยผลงานไม่มีที่ติ คนพวกนั้นมองไอน์ด้วยแววตาเลื่อมใสอย่างกับเทพเจ้ามาโปรดก็ไม่ปาน

            “ข้าอาย ส่วนนี่บาเรล” ช่างเป็นชื่อที่สิ้นคิด! พูดออกไปแล้วเขาถึงเพิ่งมาคิดได้

            “ยินดีที่ได้รู้จักนะท่านฮีโร่ พวกข้าชื่อ...” แล้วทุกคนก็ออกมาแนะนำตัวเองกับเขา แวมไพร์พวกนั้นบอกว่าที่ตนไม่สามารถใช้ภูตได้เพราะก่อนหน้านี้ภูตแต่ละตนได้ใช้พลังเวทมนตร์ดับไฟและซ่อมแซมอาคารทั้งชั้นไปห้ารอบจนวันนี้ไม่อาจใช้เวทมนตร์ได้อีกแล้ว ได้ฟังไอน์ก็ถอนหายใจกับพวกนักแวมวิทย์ (แวมไพร์+นักวิทยาศาสตร์) พวกนี้ อะไรจะทดลองจนบ้าคลั่งขนาดนั้น และหนักกว่านั้นคือทำยังไงให้มันระเบิดทั้งหกรอบกัน! และที่ซวยหนักกว่านั้นคือการทดลองที่ใช้เวทมนตร์หากเกิดความผิดพลาดก็ต้องใช้เวทมนตร์ในการแก้ปัญหา ดังนั้นพวกเขาถึงใช้น้ำธรรมดาดับไฟกับใช้แรงกายซ่อมกระจกไม่ได้ซักที

            “โชคดีที่วันนี้มีเจ้ามาปรากฏตัวมิฉะนั้นพวกข้าต้องแย่แน่ๆ เพราะถ้าไฟไหม้หมดทั้งชั้น ต่อให้พวกข้าชดใช้ด้วยชีวิตก็ไม่พอ มอบทั้งยี่สิบชีวิตที่อยู่ตรงนี้ให้ท่านลาสต์ก็ไม่รู้เลยว่าจะพอหรือเปล่า เฮ้อ” มันอะไรจะขนาดนั้น

            ไอน์ถามสิ่งที่ยังคาใจเขาไปว่า “แล้วทำไมไม่ไปตามพวกชั้นอื่นมาช่วยกันล่ะ? เพราะถ้าชั้นนี้ดับไฟไม่ได้มันก็ต้องลามไปที่อื่นอยู่ดีไม่ใช่เหรอ ในเมื่อพวกเขาก็ต้องเดือดร้อนเป็นรายต่อไปทำไมจะไม่มาล่ะจริงไหม?”

            “ไม่จริงเลย เจ้ามาใหม่ไม่แปลกหรอกที่จะไม่รู้ ที่นี่มีกฎว่าแต่ละส่วนห้ามก้าวก่ายกันไม่ว่าจะด้วยเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่ อย่างเรื่องนี้ก็เช่นกัน ส่วนไหนทำความเสียหายไว้ที่ใดก็ต้องรับผิดชอบกันเอง ที่สำคัญถ้าส่วนวิทยาการอาหารก่อความเสียหาย มันก็จะวอดวายแค่ส่วนนี้ไม่ลามไปที่ใด” ทำไมว้า...? ไอน์ยังคงไม่เก็ท

            “แล้วถ้าสมมติชั้นนี้พังขึ้นมาชั้นต่อไปไม่พังครืนตามเหรอ?” เขายังคงเป็นผู้สงสัยได้ไม่มีที่สิ้นสุด

            “ไม่หรอก...ที่เห็นว่ามันคล้ายตึกเดียวกันแบบนี้ความจริงแล้วไม่ใช่ ก่อนเข้ามาเจ้าก็เห็นแล้วนี่ว่าสิ่งประหลาดอันนี้มันก่อสร้างได้ชวนคว่ำสักวัน เพราะแต่ระชั้นดันอีกไปเอียงมา ทั้งขนาดและความสูงของแต่ละชั้นก็ยังไม่เท่ากันอีกต่างหาก ความจริงแล้วที่เห็นมันเอียงแบบนั้นด้านที่โผล่ออกไปจะมีเสาที่มองไม่เห็นค้ำอยู่ นี่คือความมหัศจรรย์ที่ทำให้ที่แห่งนี้ไม่วอดวายไปหมดทั้งหลังเสียก่อน” เหมือนจะเข้าใจแต่ไอน์ก็ยังคงสับสนว่ามันจะเป็นไปได้ไง...แต่เอาเถอะนี่คงจัดเป็นอีกหนึ่งความลี้ลับของโลกใบนี้ล่ะมั้ง

            “แล้วพวกเจ้าทำการทดลองอะไรกันอยู่?” ไอน์เปลี่ยนเรื่อง

            “อ๋อ...พวกข้ากำลังตัดแต่งพันธุกรรมของต้นกระบองเพชรเลือดน่ะ แต่ว่ามันน่ะไม่ยอมอยู่นิ่งๆ เลย ทั้งๆ ที่พวกมันก็กลัวตายแท้ๆ แต่ทำไมต้องโดนเข้าถังมนตร์ระเบิดเพื่อเผาตัวเองตายได้ทุกรอบพวกข้าล่ะไม่เข้าใจ” ไอน์งงแค่ตัดแต่งพันธุกรรมทำไมมันต้องโหดถึงขนาดระเบิดอะไรได้เลยวะ

            “เอ่อ...เดี๋ยวนะกระบองเพชรน่ะรึไม่อยู่นิ่ง? แถมยังกระโดดได้อีก อะไร? ยังไง?”

            “ก็ใช่น่ะสิ เจ้านี่ยังไงทำเป็นไม่รู้จักต้นกระบองเพชรเลือดไปได้” ชายร่างบางที่นั่งอยู่ข้างๆ โคคิพูดขึ้น

            “เอิ่ม...พอดีข้าเคยเห็นแต่แบบที่แปรรูปแล้วน่ะ”

            “พวกข้าล่ะแปลกใจจริงๆ ที่เจ้าสามารถผ่านการทดสอบแล้วเข้ามาทำงานที่ส่วนนี้ได้” เอ็ดเวิร์ดว่า แต่อยู่ๆ ก็มีคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “จะว่าไปข้าไม่ได้ยินข่าวเลยว่าช่วงนี้ ส่วนวิทยาการอาหารเปิดรับคนใหม่ด้วย”

            “เอ่อ...แล้วนี่พวกเจ้าไม่ต้องทำการทดลองต่อแล้วเหรอ?” ไอน์เปลี่ยนเรื่องทันควัน คนพวกนั้นทำท่าทางเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าตนมีงานต้องทำอีก จึงขอตัวแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเองให้ไอน์ต้องนั่งปาดเหงื่อด้วยความโล่งใจ นึกว่าความจะแตกซะแล้ว

            “อ้าวแล้วพวกนาย...เจ้าไม่ไปรึ” ไอน์ถามโคคิกับเอ็ดเวิร์ดที่ยังคงนั่งนิ่งๆ ไม่ลุกตามคนพวกนั้นไป

            “ไม่ล่ะ หน้าที่ของข้าสองคนคือดัดแปลง ตัดแต่งพันธุ์ต้นกระบองเพชรเลือดให้มีสรรพคุณที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ในเมื่อวันนี้มันเหลวเป๋วไปแล้ว ข้าคิดว่าไม่ควรเลี่ยงอีกจะดีกว่า รอพรุ่งนี้ที่พลังภูตทุกตนฟื้นคืนจะปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพวกข้ามากกว่า ข้านี่ไม่อยากจะคิดเลยหากเจ้าไม่มา พวกข้าต้องวอดวายแน่นอน! ดังนั้นตอนนี้เวลาของพวกข้าเป็นของเจ้า อยากรู้จักตรงไหนเดี๋ยวข้าจะพาไปแนะนำเอง แต่ข้อแม้คือต้องอยู่เฉพาะในส่วนวิทยาการอาหารเท่านั้น ชั้นอื่นเราไม่ก้าวก่ายกันตกลงไหม?”

            ไอน์ยิ้มกว้าง “ตกลง!”

            เวลาเดียวกัน ปราสาทตะวันตก

            “ท่านลาสต์เจ้าคะ พระชายาไม่ยอมมาพบข้าเจ้าค่ะ” อาจารย์ที่ขณะนี้มีหน้าที่ต้องสอนระบำกับไอน์เดินหน้าตาเซื่องซึมเข้ามาฟ้องเขา

            “เช่นนั้นหรือ เดี๋ยวเราจัดการให้ เจ้าไปรอที่ห้องรับรองก่อนก็ได้ หากไอเนร่ามาแล้วข้าจะให้เฮเซสไปตาม” เขาบอกเสียงเรียบ

            “เจ้าค่ะ” เมื่อนางจากไปแล้วลาสต์ก็ส่งมอบงานที่กำลังทำอยู่ให้เดลที่นั่งทำหน้าว่างเปล่าอยู่ที่โต๊ะข้างๆ กันแล้วก็เดินออกไปทันที ซึ่งจุดหมายปลายทางชายหนุ่มคิดว่าเขารู้อยู่

            “ตรงนี้คือโซนแบ่ง ที่เราจะเอาไว้แบ่งเซลล์ของต้นกระบองเพชรเลือดออกมาจากต้นแม่”

            “ทำไมต้องทำอย่างนั้น?” ไอน์ถาม ทว่าโคคิกับเอ็ดเวิร์ดไม่ตอบแต่กลับชี้ไปที่กลางห้องยามเมื่อพวกเขาเดินเข้าประตูบานใหญ่ยักษ์เข้ามาแล้ว เขามองสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง แม่เจ้า...นี่มันอภิมหึมามหาต้นกระบองเพชรยักษ์!!!

            “...” หมดคำจะพูดเลยเขา ยามเมื่อเห็นต้นกระบองเพชรสูงใหญ่ยิ่งกว่าตึกแปดชั้นใช้หน่อ (หรือเปล่า) ที่แตกย่อยออกมาหลายหน่อฟาดงวงฟาดงาไปมา แถมยังส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดอย่างโกรธเคือง (เดาเอาหรอกน่า มันตบตีขนาดนั้นคงจะดีใจหรอก)

            “แผนกนี้จะทำการตัดแบ่งกระบองเพชรเลือดต้นแม่ ออกเป็นส่วนๆ เพื่อนำไปใช้สำหรับงานทดลองต่างๆ” ไอน์กลืนน้ำลายเอื๊อก “อย่าบอกนะว่าที่พวกเราดื่มกินกัน...” สองคู่หูเอ็ดแอนด์โคเห็นสีหน้าจืดเจื่อนของเด็กใหม่ก็ได้แต่หัวเราะออกมาแล้วบอก “ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดหรอก ส่วนวิทยาการอาหารของเรามีหน้าที่พัฒนาต้นกระบองเพชรเลือดให้มีคุณค่าเทียบเคียงได้กับเลือดแวมไพร์ และให้เป็นอันตรายต่อชีวิตน้อยที่สุด เราคิดค้นจนได้สายพันธุ์ในปัจจุบันนี้มา มันก็ดีช่วยยับยั้งความกระหายได้ดีเชียวแหละสำหรับแวมไพร์ไม่มีคู่และต้องอยู่คนเดียว แต่ข้าคิดว่ามันยังไม่ดีที่สุด เหมือนจะขาดสิ่งใดไป นั่นแหละ...แล้วหลังจากได้พันธุ์ที่ดีที่สุดเราก็จะนำไปแจกจ่ายให้กับชาวเฟนดาซทุกคนได้เพาะเลี้ยงกันต่อไป ดังนั้นไอ้ที่เจ้าเห็นกำลังฟาดงวงฟาดงาอยู่เนี่ย มันยังเอาไปกินไม่ได้หรอกรสชาติมันห่วยแตก!!!” ได้ฟังแบบนี้ไอน์ก็อยากจะบอกเหมือนกันว่า ไอ้แบบที่ตัดแต่งพันธุ์แล้วก็รสชาติห่วยแตกไม่แพ้กัน...รสชาติอย่างกับเคี้ยวสนิม สู้เลือดของลาสต์ไม่ได้สักนิดเดียว...

            “แล้วอีกอย่างแผนกนี้จะทำงานร่วมกับคนของกองกำลัง” เอ็ดเวิร์ดบอก

            “เพราะพวกเจ้ามีแต่นักทดลองที่ตัวผอมกะหร่อง ซึ่งฝีมือไม่ถึงขั้นจะขึ้นไปเด็ดชิ้นส่วนของกระบองเพชรเลือดได้สินะ”

            โคคิสอดปากมาว่า “ถูกของเจ้า...แต่ถ้าพูดเรื่องนี้ ไซออสแวมไพร์ที่ผอมบางที่สุดของส่วนวิทยาการอาหารยังตัวใหญ่กว่าเจ้าเลย!” ไอน์เบ้ปาก มันผิดที่เขาเหรอ? ที่หลงมาอยู่ในดงแวมไพร์ตัวสูงใหญ่อย่างกับตึกน่ะ!!!

            “อ้อ...แล้วอีกอย่างคนจากกองกำลังที่มานี่ก็คนรู้จักของเจ้าด้วย” เอ็ดเวิร์ดบอก ไม่นะไอน์ได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจ

            “นั่นไง...” เดี๋ยวววววววววว “เอเดนทางนี้ ข้าพาคนรู้จักเจ้ามาหาด้วยล่ะ” ไม่ทันแล้ว เมื่อเขาดันไปประสานสายตากับเอเดนเพื่อนเก่าเข้า เจ้าตัวเบิกตากว้างแล้วร้องเสียงดังลั่นว่า “ท่านไอน์มาที่นี่ได้อย่างไรขอรับ!!!” ผู้มีนามว่าไอน์ถึงกับกุมขมับ

            “อะไรนะ นั่นท่านไอน์เหรอ?”

            “อายคือท่านไอน์เหรอ?”

            “ห๊ะ?? ท่านไอนนนนนน์” หลังจากคำประกาศก้องนามของเขาจากเอเดน แวมไพร์ทั้งหมดที่ได้ยินก็หันมามองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง แล้วย่อกายทำความเคารพพึ่บพับจนเขาตั้งรับไม่ทัน

            เพราะทั้งหมดมัวแต่ตกใจเรื่องที่ว่าคนมาช่วยดับไฟกลายเป็นว่าที่พระชายาจึงไม่ได้ให้ความสนใจกับเจ้ากระบองเพชรเลือดที่กำลังฟาดงวงฟาดงาอย่างบ้าคลั่งจากการโดนเฉือนเนื้อก้อนโต ซึ่งขณะนี้หน่ออันหนึ่งของมันกำลังเข้าใกล้ไอน์และหวังจะฟาดเต็มแรง

            เอเดนที่เหลือบไปเห็นพอดีร้องลั่นว่า “ท่านไอน์ระวัง!!!”

            ไอน์ทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนมองตัวแข็งทื่อ อีกนิดเดียวมันจะถึงเขาแล้ว...ฟุ่บ!

            “ทำไมไม่หลบ” เสียงทุ้มคุ้นเคยว่าอย่างจะตำหนิ เป็นลาสต์นั่นเองที่เข้ามาอุ้มเขาหนีด้วยท่าม้วนตัวที่น่าหวาดเสียวพร้อมกับการลอยขึ้นไปบนยอด ตวัดดาบใหญ่ตัดเข้าที่หน่อกระบองเพชรเลือดนั่นดังฉับ จากนั้นเขาก็พาไอน์ม้วนตัวลงสู่พื้นอย่างสวยงาม จนพวกนักแวมวิทย์ทั้งหลายต้องปรบมือให้อย่างกึกก้อง

            สักพักหน่อของต้นกระบองเพชรเลือดที่โดนลาสต์ตัดก็ตกลงมาบนพื้นเสียงดังตู้ม!! ตามด้วยแรงสั่นสะเทือนไปทั้งชั้นจนหน้าสั่น

            ลาสต์มองเหล่าลูกน้องของตนด้วยแววตาคาดโทษจนแวมไพร์พวกนั้นต้องก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด แล้วเขาก็ลากแขนไอน์ออกจากศูนย์วิทยาการด้วยความรวดเร็ว

            “เราน่าจะให้เจ้าได้ลิ้มลองรสชาติของเจ้ากระบองเพชรยักษ์นั่นดูสักที จะได้ไม่กล้าไปซนที่ไหนอีก” เขาบอกเสียงเรียบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทว่ามือที่กำข้อมือไอน์อยู่แน่นมาก

            “รู้ตัวไหมว่าวันนี้เจ้าสมควรโดนลงโทษมากแค่ไหน” ยิ่งเขาบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยไอน์ก็ยิ่งหน้าเจื่อนเข้าไปใหญ่ คนผิดก้มหน้าลงจนคางแทบชิดอก ยิ่งอีกฝ่ายไม่แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาไอน์ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่

            “แล้วรู้หรือไม่ว่าวันนี้เจ้ามีซ้อมระบำที่ลานหน้าปราสาทกลาง” เขาหยุดเดินตรงที่ต้นเสือกับต้นม้าส่ายตามลมไปมาดัง โฮกๆ ฮี่ๆ หมุนตัวไอน์ให้หันไปเผชิญหน้ากับเขา “ตอบเรามาว่ารู้หรือไม่?”

            “เอ่อ...รู้ครับ”

            “เวลาคุยกับเราต้องมองหน้า” ว่าแล้วก็เชยคางของคนทำผิดให้เงยหน้าสบตากับเขา แต่เหมือนอีกฝ่ายจะยังไม่กล้าสู้หน้าจึงทำเป็นหลบสายตาไปมา

            “ดี...เช่นนั้นหลังจากนี้ เราจะให้อาจารย์ของเจ้าเขี้ยวเข็ญให้หนักหน่วงไปเลย” ไอน์มองสบตาเขาด้วยแววตาขอร้อง “ลาสต์...ผมขอโทษ” ไอน์ทำสีหน้าสำนึกผิดใส่เขา “คำขอโทษเอาไว้ไปบอกอาจารย์ของเจ้าเถอะ”

            ไอน์อยากจะร้องไห้ ตัวเองอย่ามาทำเย็นชากับเค้าอย่างนี้นะ!

            “ทีแรกหากเจ้ายอมไปพบอาจารย์ แล้วมันดูไม่เข้าท่า เราก็กะว่าจะยอมให้ แต่ในเมื่อเจ้าทำตัวเองแบบนี้ ไม่ว่าเจ้าจะโอดครวญเช่นไร เราจะไม่เห็นใจแล้ว อ้อ อีกอย่างหลังจากเรียนระบำเสร็จ คืนนี้เราจะสอนเวทมนตร์เจ้าต่อเลย”

            “ฮึก”

            “ร้องไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก...เงียบเสียเถอะ” ไอ้แวมไพร์โฉด!!!

            ลานหน้าปราสาทกลาง

            “ท่านไอน์ไม่ใช่แบบนั้นเจ้าค่ะ ท่านต้องยกขึ้นมาทำมุมแบบนี้” ไอน์ถอนหายใจเฮือก นี่เขาโดนอาจารย์ท่านนี้บังคับขืนใจไม่ได้พักตั้งแต่ลาสต์พาตัวมาส่งแล้วนะ! และถึงจะอยากแหกปากร้องระบายความอัดอั้นตันใจเพียงใด แต่ไอน์ก็ทำได้เพียง...“ครับ”

            20 นาทีต่อมา

            “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ตัวท่านแข็งเหลือเกิน อ่อนๆ ให้มันอ่อนๆ หน่อย!!!” คุณครูเผลอตะคอกใส่เขา พร้อมกับไม้ที่เรียวอย่างกับก้านมะยมฟาดเข้าที่น่องดังเพี้ยะ ฮึก...โหดร้าย*!*

            “...”

            30 นาทีต่อมา

            “ผิดเจ้าค่ะ! ข้าบอกกี่ครั้งกี่หนแล้ว! หากท่านยังไม่จำอย่างนี้อีกล่ะก็ ข้าจะตีท่าน” *ก็ตีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ...*ไอน์แย้งในใจ

            เพี้ยะ!

            “ได้ยังไงครับ!” ไอน์เลิกประท้วงในใจเมื่อโดนฟาดอีกรอบ ที่ตีอยู่นี่ก็มากพอแล้ว ยังจะตีอีกเหรอ*!*

            “ได้เจ้าค่ะ...ท่านลาสต์อนุญาตแล้ว” ลาสต์นะลาสต์! ไอ้คนบ้านี่คนเขารู้ตัวว่าทำผิดหรอกถึงยอมให้น่ะ แต่นี่มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ!!! นอกจากทำร้ายจิตใจเขาแล้ว ยังจะมาทำให้เขาเจ็บตัวเข้าไปอีก! ลาสต์น่ะเป็นปีศาจ...ปีศาจชัดๆ เลย!!

            “...” โว้ย! นี่ชักจะหมดความอดทนแล้วนะ! คิดในใจอย่างเริ่มหงุดหงิด

            ผัวะ!

            “โอ๊ยยย ผมทำอะไรผิดท่านอาจารย์” ไอน์โอดครวญเมื่อโดนไม้ท่อนเท่าลำต้นกระบองเพชรยักษ์ฟาดเอา ซึ่งไม่รู้ว่าท่านอาจารย์ไปเปลี่ยนจากไม้ก้านมะยมมาตอนไหน

            “ท่านมัวเหม่ออย่างนี้ใช้ได้ที่ไหนเจ้าคะ!” ไอน์เบ้หน้า

            “...” โธ่เว้ย!

            3 ชั่วโมงต่อมา...

            “ดีแล้วเจ้าค่ะ สวย...สวยงามมาก ข้าภูมิใจในตัวท่านไอน์เหลือเกิน” ...ก่อนหน้านั้นไม่ได้พูดอย่างนี้นี่

            “...”

            “ระบำที่ข้าสอนหากรวมกับเวทมนตร์ภูตของท่าน จะต้องยิ่งใหญ่มากแน่ๆ! เจ้าค่ะ” เธอบอกเขาพร้อมกับร้องไห้ออกมาด้วยความปลาบปลื้ม ดูจากสีหน้า...คงอิ่มเอมในหัวใจเหลือเกิน

            ท่านอาจารย์ร้องไห้ออกมาเพราะบรรลุวัตถุประสงค์ แต่ไอน์อยากจะร้องไห้ออกมาเพราะความเหนื่อยหน่าย คับอกคับใจและอดสู เขานึกสมเพชตัวเองในใจ...เป็นผู้ชายแท้ๆ! ทำไมเขาจะต้องมาทำอะไรอย่างนี้ด้วยกัน! ปวดเนื้อเมื่อยตัวไปหมดเลย ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องยอมทำอะไรแบบนี้เพียงเพราะแค่ลาสต์พูดว่า ‘เจ้าจะทำมันเพื่อเราได้หรือไม่?’ หลังจากทำร้ายเขาด้วยคำพูดแสนจะเย็นชาระหว่างทางกลับมาปราสาทนี่

            ไอน์เกาหัวตัวเองแกรกๆ อย่างรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในใจ

            ลาสต์นะลาสต์เจอกันคืนนี้เขาจะเล่นให้หนักเลย เอาให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความทรมานทั้งหมดที่เขาต้องเจอ!

            “ท่านไอน์ วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็ได้เจ้าค่ะ ท่านไปทบทวนมาให้ดีๆ พรุ่งนี้ข้าจะขอดูอีกรอบแบบไม่มีหยุดพักนะเจ้าคะ ถ้าท่านทำดีข้าจะให้ผ่านแล้วมากวนใจอีกเลย” ได้ฟังไอน์ก็ร้องไชโยโห่ฮิ้วในใจ วันนี้รอดแล้วโว้ยยยยย*!!!*

            “ขอบคุณครับ!” หลังกล่าวคำขอบคุณเขาก็วิ่งออกไปด้วยความดีใจ หวังจะไปนอนพักให้กล้ามเนื้อที่มันเหนื่อยล้ามานานได้ผ่อนคลายเสียหน่อย...ยังไงคืนนี้ก็ต้องรบ (ฝึกเวทมนตร์) กับลาสต์ต่อ เดี๋ยวจะไม่มีแรงไปสู้รบปรบมือกับอีกฝ่าย แต่ไม่นะ...เขามองบันไดที่สูงลิ่วอย่างหดหู่

            เอาลิฟต์รักษ์โลกของเขามานะ!!!

            หลังจากคลานกลับห้องด้วยสภาพอเนจอนาถได้แล้ว ไม่นานไอน์ก็หลับเป็นตาย

            หน้าปราสาท

            ลาสต์ซึ่งเพิ่งกลับมาจากคิดบัญชีกับพวกปราสาทใต้ สวนกับอาจารย์ของไอน์เข้าพอดี เขาจึงเอ่ยถามนางว่า

            “ไอเนร่าเป็นอย่างไรบ้าง” นางย่อกายลงเพื่อทำความเคารพ ฉีกยิ้มอย่างปลาบปลื้มแล้วตอบไปว่า

            “ท่านไอน์ทำได้ดีและสวยงามมากเจ้าค่ะ เป็นคนหัวไวด้วย ที่แสดงว่าทำไม่ได้ในตอนแรกคงเป็นเพราะอาการต่อต้านท่านกับข้ากระมัง แต่พอข้าขู่จะฟ้องท่านหนักๆ เข้า ท่านไอน์ก็ทำได้ดีเทียบเท่าคนที่ฝึกมาเป็นเดือนๆ เลยเจ้าค่ะ แถมยังเรียนรู้ได้เร็วจนข้าอยากจะขอยืมตัวไปฝึกที่โรงเรียนของข้าเลย” นางบอกยิ้มๆ ทว่าลาสต์บอกด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “เลิกคิด”

            “เอ่อ...เอ่อ งั้นข้าขอตัวนะเจ้าคะ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่”

            “เหรอ...ขอบใจเจ้ามาก” เขาบอก นางทำความเคารพอีกครั้งแล้วเผ่นแนบไปโดยไว

            “ลาสต์...วันนี้คุณทำผมได้เจ็บแสบมากเลยนะ” ไอน์ขบฟัน บอกเขาอย่างเจ็บใจไม่หายยามนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยามบ่ายยันเย็น ตอนนี้แขนขาเขายังระบมตุบๆ ไปหมด เรื่องนี้เขาสมควรฟ้องร้องได้ที่หน่วยงานไหนดี?

            “หึ ผิดที่เจ้าซุกซนเกินไปไม่ใช่หรือ หากเจ้าเชื่อฟังเราแต่แรกคงไม่เป็นเช่นนี้หรอก” ไอน์กรอกตามองอีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าใด ก่อนที่หัวสมองอันเซ็กซี่ของเขาจะนึกบางอย่างออก ซึ่งมันแสดงออกทางสีหน้าของเจ้าตัวอย่างชัดเจน จนลาสต์ผู้ซึ่งเดินอยู่ข้างๆ นึกรู้ทันทีว่าคนๆ นี้คงมีแผนเอาคืนอยู่ในใจ

            “ลาสต์...ในเมื่อผมยอมทำให้ขนาดนี้แล้ว อยากจะขออะไรเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่งได้ไหม” ได้ฟังลาสต์ก็เลิกคิ้ว นึกสนใจว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน

            “มักน้อยจริง ขออย่างเดียวพอเหรอ” เขาแหย่ อีกฝ่ายมองเขาด้วยแววตาเบื่อหน่าย ปากก็คว่ำซะจนเขาอยากจะหยิกเล่น

            “พอสิ...ไม่เคยได้ยินหรือไงว่าโลภมากลาภหายน่ะ เพียงแต่มีข้อแม้นะว่าห้ามปฏิเสธ” เห็นท่าทางลุ้นแบบนั้นชายหนุ่มก็พยักหน้าตอบรับไป จนคนได้สมใจต้องลอบยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา หากก็ต้องหุบยิ้มฉับเมื่อเขาสร้างเงื่อนไขว่า “แต่ต้องเป็นเรื่องที่เรา ‘สามารถ’ ทำให้เจ้าได้นะ” ได้ฟังไอน์ก็ทำหน้ายับย่น

            “พูดอย่างนี้...แสดงว่าอะไรที่ทำให้ ‘ไม่ได้’ ก็จะไม่ทำสินะ” ไม่ใจเลยแค่นี้ก็ต้องดักทางกันด้วย...เหอะ!

            คนที่สร้างเงื่อนไขให้ตัวเองรอดยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากกล่าวว่า “ถูกอย่างที่เจ้าว่ามา”

            “เหอะ...ไม่ใจเล้ยยย กล้าๆ หน่อยสิลาสต์ เป็นราชาเสียเปล่า” หลังจากนั้นไอน์พยายามพูดจายั่วโมโหสารพัด แต่ลาสต์ยังคงนิ่ง แล้วบอก “ก็เพราะเป็นราชาอย่างไรล่ะ...เราจึงไม่อาจรับปากผู้ใดได้โดยง่าย เพราะชีวิตคนมากมายอยู่ในกำมือเรา เช่นนั้น...เจ้าก็ต้องให้เราได้สร้างทางรอดให้กับพวกเขาก่อนสิ”

            “โอ่ยยยย” ไอน์กุมขมับ “ผมจะอยากยุ่งกับชีวิตคนมากมายในกำมือของคุณไปทำไมล่ะครับ! แค่อยากให้คุณรับปากว่าจะทำอะไรให้ผมเท่านั้นเอง ไม่ได้จะขออะไร หรือชีวิตใครจากคุณเสียหน่อยนี่” ลาสต์เห็นสีหน้าขัดอกขัดใจนั้นก็ลูบศีรษะคนพูดอย่างเอ็นดู กล่าวว่า “เราเป็นราชานะ อย่างน้อยเจ้าก็ควรแสดงเหตุผลและความต้องการที่ชัดเจนแก่เราเสียก่อนสิ เราถึงจะตัดสินใจว่าสิ่งนี้ควรหรือไม่สมควรทำ” ไอน์ได้ฟังก็เบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ ทีนี้ล่ะทำมาเป็นมีหลักการ

            “ก็ผมบอกแล้วไงว่า...” ลาสต์เห็นท่าทางนั้นก็อมยิ้มนิดๆ และขัดขึ้นว่า  

            “คำพูดสามารถพลิกแพลงได้ และมีช่องโหว่เต็มไปหมด เช่นที่เจ้าให้เรารับปากว่าจะทำ ไม่ได้จะขอสิ่งใดจากเราใช่ไหม? หากเรายอมทำตามคำขอหรือข้อเสนอของเจ้าง่ายๆ โดยไม่สร้างทางรอดให้ตัวเอง ไม่คิดไตร่ตรองให้ดีหรือดักทางไว้ก่อน วันใดวันหนึ่งเจ้านึกอยากทำลายเฟนดาซให้ย่อยยับขึ้นมา...อย่ามองแบบนั้น เรารู้ว่าเจ้าไม่ได้คิดทำจริงๆ แต่เราแค่ยกตัวอย่าง...เจ้าก็สามารถยกคำสัญญาที่เราเคยให้ไว้กับเจ้าขึ้นมาอ้างได้ว่าจะยอมทำตามที่เจ้าบอก หากมันเกิดขึ้นจริง เราจะทำอย่างไรได้นอกจากทำในสิ่งที่ได้รับปากไปแล้ว (ยกเว้นกับไอน์...รับปากไปแล้ว ไม่ต้องทำก็ได้...เพราะใครล่ะจะมาว่าเขา นอกจากเจ้าตัว จริงไหม?) เมื่อนั้นเราจะยังได้ชื่อว่าเป็นราชาอีกหรือ หากทำลายบ้านเมืองและประชากรด้วยความโง่เง่าของตัวเอง” ไอน์ก็เกาหัวแกรกๆ ทีนี้ทำมาเคร่ง...ตอนจะเอาเปรียบเขาล่ะปัดทุกอย่างทิ้งหมดเชียว...มันน่านัก*!*

            “ผมไม่ได้จะพูดเรื่องนี้สักหน่อย...ทำไมคุณมาโยงเข้าเรื่องบ้านเมืองไปได้เล่า”  ลาสต์ถอนหายใจเฮือกกล่าวไปว่า “เราเพียงแต่อยากจะสอนเจ้าว่าควรคิดให้ดีเสียก่อนที่จะทำอะไรหรือรับข้อเสนอของใคร เพราะวันใดหากเจ้าพลาดพลั้งขึ้นมา...นั่นหมายถึงความสูญเสียอันมหาศาลจะเกิดขึ้นกับเจ้า...”

            “เหมือนกับที่ผมตกปากรับคำจะแต่งงานกับคุณโดยที่ไม่ทันได้คิดให้ดีเสียก่อนใช่ไหม?” ไอน์โพล่งขึ้นมาอย่างเหลืออด ลาสต์หัวเราะหึๆ อย่างชอบใจแล้วบอก “ใช่...นับได้ว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีเยี่ยมเลย เราถึงเพิ่งมาสั่งสอนเจ้าเอาป่านนี้ยังไงล่ะ ดังนั้นเรื่องนี้คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดเป็นเรา” คนที่วางแผนทุกวิถีทางหัวเราะเสียงดังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขนาดที่ว่าหากเซียสอยู่ด้วยกันตอนนี้เขาจะต้องมองพี่ชายของตนอย่างแปลกใจแน่ๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เป็นพี่ชายจะหัวเราะออกมาเต็มเสียงด้วยความสุขใจ

            ไอน์ได้ฟังก็มองคนตรงหน้าอย่างโมโหสุดขีด แอบแค้นในใจอยู่ลึกๆ ที่อีกฝ่ายคงจ้องจะหาวิธีเอาเปรียบเขา รวมทั้งหาโอกาสทำให้เขาพ่ายแพ้ได้ทุกวิถีทาง

            ท่าทางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่าง (น่ารัก) โมโหของคนโดนค้ากำไรเกินควรก็ทำให้ลาสต์อดหัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่ได้ แม้เขาจะพยายามจะสะกดกลั้นเพียงใดเพราะกลัวอีกฝ่ายจะโกรธมากไปกว่านี้ก็ตาม แต่เสียงหึๆ ยังคงเล็ดลอดออกมากระทบเข้ากับหูของไอน์อยู่ดี

            ซึ่งมันทำให้ความหมั่นไส้ของไอน์ที่มีต่อลาสต์พุ่งกระฉูดขึ้นมาแบบฉับพลัน ชนิดที่อยากเอาเท้าขัดขาอีกฝ่ายให้ล้มหน้าคะมำแต่ทำไม่ได้ เพราะเขาชักเท้าหลบอย่างยียวนกวนโมโห ไอน์จึงสุดทนเปลี่ยนวิธีการโดยชกเข้าที่ต้นแขนของอีกฝ่ายเข้าไปเต็มแรงโดยไม่บอกกล่าว! ไม่อยากจะขัดขาแล้ว เหยียบเท้าก็ด้วย กัดยิ่งแล้วใหญ่! เพราะถ้าขืนโมโหจนเผลอกัดอีกฝ่ายไป ไอน์ต้องเป็นคนเดียวที่เสียดุลทุกที!

            ดังนั้นการต่อยนี่แหละตัวเลือกที่ดีที่สุด! เขาไม่สนแล้วว่าอีกฝ่ายจะเป็นราชาหรืออะไรก็ตาม!

            แต่แทนที่ลาสต์จะเจ็บและโมโห เขากลับหัวเราะร่วนกวนประสาทไอน์อยู่อย่างนั้น พร้อมกับรวบข้อมือของไอน์ไว้        คนโดนเกาะกุมพยายามสะบัดข้อมือให้หลุดออกจากพันธนาการแต่กลับกลายเป็นว่าทำให้ลาสต์รวบตัวเขาเข้าไปกอดได้อย่างง่ายดาย นอกจากจะเจ้าเล่ห์สับปลับแล้ว เรื่องฉวยโอกาสลาสต์ก็เป็นที่หนึ่ง!

            ไอน์ดิ้นอย่างหงุดหงิดที่ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลย จึงเลือกที่จะใช้วาจาเล่นงานเขาแทน “คุณมันมันแย่! นิสัยไม่ดี! ผีเข้าผีออก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย! เห็นแก่ตัว! เห็นแก่ได้! เอาเปรียบ! ฉวยโอกาส ซ้ำยังขี้โกหกอีกด้วย!!” ลาสต์ยิ้มมองอีกฝ่ายอย่างขบขัน แววตาฉายประกายเอ็นดู “เจ้าเพิ่งรู้?” เขาถามกลับอย่างยียวน จนคนในอกต้องแยกเขี้ยวอย่างอยากประทุษร้ายเขาเต็มแก่ ท่าทางกัดฟันกรอดๆ ที่ถ้าเขาเผลอปล่อยให้หลุดไปได้ คงต้องมีเจ็บตัวแน่

            ไอน์ที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ดิ้นไม่หลุดสักที ได้แต่ก่นด่าคนที่ทำหน้าตากวนประสาทอยู่ในใจ สาบาน...ว่านี่เป็นครั้งแรก...ที่เขาอยากจะร้องกรี๊ดเสียจริงๆ!!

            ให้ตาย!

            “ปล่อย!” หลังจากสงบสติอารมณ์ไม่ให้เหวี่ยงวีนได้ ก็บอกอีกฝ่ายเสียงแข็งพร้อมกับดิ้นแรงๆ หวังจะให้หลุดออกจากอ้อมกอดที่รัดแน่นของอีกฝ่าย วันนี้เขายิ่งมีความเครียดสะสมที่ต้องการสะสาง (ระบาย) กับอีกฝ่ายอยู่ พอมาเจออย่างนี้มันเลยยิ่งทวีคูณเข้าไปใหญ่ เป็นความหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ที่แค่เห็นหน้าก็อยากจะเข้าไปตะกายแล้ว

            เมื่ออีกฝ่ายยังคงยืนทำหน้านิ่ง ตีเนียนไม่ปล่อยเขาสักทีไอน์จึงเผลอฝังคมเขี้ยวของเขาลงบนต้นแขนแกร่งเข้าไปเต็มรัก! กัดไปแล้วถึงเพิ่งได้สติว่าตนนั้นพลาดก็ได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ เพราะไม่ว่าจะยังไง กัดแล้วก็ต้องรักษาให้ลาสต์อยู่ดี        

            ก็เข้าใจแหละนะ แต่คนมันโมโหนี่ให้ทำไง! ไอน์รู้สึกว่าการกัดมันระบายอารมณ์ได้ดีกว่าต่อย เรื่องจะผิดกฎอย่างไรนั้นเขาไม่เคยสนใจอยู่แล้ว กัดได้ก็เลียรักษาให้ได้ ดังนั้นเขาไม่รับรู้แล้วเว้ย!! จะกัด...จะขย้ำ ง่ำ!!

            ในที่สุดลาสต์ก็ยอมคลายอ้อมกอดที่รัดแน่นเสียที ไอน์เลยผละออกจากกล้ามแขนตึงแน่นที่เลือดสีเงินไหลเป็นทาง แลบลิ้นเลียคราบเลือดของอีกฝ่ายที่ติดอยู่บริเวณริมฝีปากของตน นี่เอง...ที่ทำให้ไอน์ได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่า....ความโกรธ ก็ระงับความอยากกระหายได้!

            ลาสต์มองบาดแผลที่โดนอีกฝ่ายกัด พร้อมกับมองคนที่กำลังแลบลิ้นเลียคราบเลือดเขาเบาๆ ที่ริมฝีปากของตัวเอง และไม่ยอมมาเลียรักษาบาดแผลให้เขา ลาสต์ยิ้มแล้วบอกไปว่า “เจ้ามันตัวร้าย”

            ได้ฟังไอน์ก็ยักคิ้วใส่เขาทันที “เพิ่งรู้เหรอ?” ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในเฟนดาซหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เมื่อโดนอีกฝ่ายย้อนด้วยถ้อยคำของตน

            ไอน์ค่อนข้างจะงง...แทนที่อีกฝ่ายจะรู้สึกหงุดหงิดหรือโมโหเหมือนที่เขาเป็น แต่ลาสต์ทำเพียงแค่หัวเราะออกมาเบาๆ นี่มันอะไรกันวะเนี่ย!!

            วู้ววว! ไม่สนุกเลยสักนิด! เขาต้องการจะทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดและโกรธเหมือนกับที่เขาเป็นบ้าง แต่ทำไมพอยิ่งทำ ก็กลับกลายเป็นว่าเขาคนเดียวเสียอีกที่ทั้งหงุดหงิดและโกรธมากขึ้นกว่าเดิม!

            ...ปวดหัว!!! เซ็ง!!! และตอนนี้เขาคิดได้อย่างเดียวคือ... “คุณมันช่างโรคจิต!”

            คนฟังได้แต่อมยิ้มขำๆ เหมือนจะยอมรับคำว่าที่อีกฝ่ายยัดเยียดให้ บอกไปว่า “ขอบใจ”

            ไอน์กระทืบเท้าดังตึงๆ หมั่นไส้กับความหน้าด้านของแวมไพร์ที่มีนามว่าลาสต์! แล้วรีบเดินหนีอีกฝ่ายที่ยังโชกเลือด (หมั่นไส้ยังไม่อยากรักษาแผลให้) ไปยังลานกลางปราสาทก่อนทันที ระหว่างที่กำลังจ้ำอ้าวอยู่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของอีกฝ่ายดังไล่หลังมา (แม้มันจะเบาแสนเบาแต่ก็ได้ยินชัดเจน!) ไอน์มีความรู้สึกว่า หากเขายังจะดื้อดึงอยากเอาชนะลาสต์โดยการต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่ายมากไปกว่านี้ อาจจะเป็นเขาก็ได้กลายเป็นคนบ้าเสียเอง! ดังนั้นการถอยออกมาน่าจะดีที่สุด เพราะอย่างน้อย...มันก็น่าช่วยยืดอายุขัยของเขาให้ยาวขึ้นไปอีกสักหน่อย...

            นั่งรออยู่ที่โต๊ะม้าหินกลางลานหน้าปราสาทเป็นพัก ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของลาสต์ จนไอน์เริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาอีกรอบ หรือจะเลือดไหลหมดตัวไปแล้วกัน! คิดไปคิดมาคงไม่ใช่หรอก...ออกจะถึกปานนั้น!

            “สงสัยมัวแต่คลานอยู่แน่ๆ เลย ก็อายุเป็นพันๆ ปีแล้วนี่นา...โถ น่าสงสาร” อดจิกกัดอีกฝ่ายไม่ได้ แม้จะรู้ว่าเขาคงไม่ได้ยินก็ตาม...

            “เจ้ากำลังนินทาเราหรือ” เสียงที่ถามลอยมาจากด้านหลัง ไอน์สะดุ้งกับเสียงนั้น อีกฝ่ายปรากฏกายในที่มืดพร้อมกับร่างอันโชกเลือด...นึกว่าผี! แต่จะว่าไปมันไม่ได้มีความน่ากลัวสักนิดเดียวในเมื่อเลือดของแวมไพร์ตรงหน้าเป็นสีเงิน...ดังนั้นขอไม่มองเป็นเลือดแล้วกัน มองว่ามันเป็นสีจะบันเทิงใจกว่า

            “มาไม่ให้สุ้มให้เสียงตกใจหมด” ต่อว่าเขาพร้อมกับบ่น “ไปเถลไถลที่ไหนมา ทำไมช้า คนง่วงนอนจะตายอยู่แล้วยังจะให้มาถ่างตารอ”

            ลาสต์ส่ายหน้าแล้วบอก “เราก็มาถึงพร้อมกับเจ้า เถลไถลตรงไหนกัน”

            “ได้ไง มาพร้อมกันก็ต้องเห็นสิ! อิแบบนี้โกหกชัดๆ เลย”

            “เราใช้เวทหายตัวมา” ได้ฟังไอน์ก็ทำปากขมุบขมิบเป็นคำว่า “ขี้โกง” ลาสต์ทำเพียงยิ้มบางๆ ให้อย่างเอ็นดู

            “มาแล้วทำไมไม่เรียกล่ะครับ จะได้รักษารอยเขี้ยวให้” ไอน์บอก จะไม่รักษาให้ก็กลัว (กลัวอีกฝ่ายเลือดหมดตัวตาย คนผิดคือใครล่ะถ้าไม่ใช่เขา? โดนจับประหารดูท่าจะไม่ใช่เรื่องสนุก)

            มีสิ่งหนึ่งที่แวมไพร์ไม่สามารถใช้เวทรักษาได้คือรอยกัด การจะทำให้เลือดหยุดไหลและแผลสมานได้ ผู้กัดจะต้องเป็นฝ่ายเลียรักษาให้ (ไอน์ไม่เข้าใจว่าน้ำลายมียาวิเศษหรือไง) ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เวลากัดจะไม่ปรากฏรอยเขี้ยวเหมือนกับที่ลำคอ ซึ่งแวมไพร์จะมีคู่แล้วหรือยังไม่มี ดูได้จากรอยเขี้ยวบนลำคอซึ่งจุดนี้ไอน์ก็พลาดดันหลุมพรางของลาสต์ กัดคออีกฝ่ายจนมันกลายเป็นข่าวฉาวโด่งดังไปทั้งวังเฟนดาซน่ะเซ่!!!

            “เราเห็นเจ้ากำลังอารมณ์ไม่ดี จึงไม่อยากรบกวน เกรงว่าอาจจะไปทำให้เจ้าหงุดหงิดกว่าเดิม ข้าจึงเงียบไว้รอให้เจ้าอารมณ์เย็นลงก่อน” ไอน์นึกหมั่นไส้อีกฝ่ายขึ้นมาตงิด “แล้วไม่รู้หรือไง ว่าการรอนานๆ มันก็ทำให้อารมณ์เย็นลงไม่ได้เหมือนกัน”

            “เหรอ...ข้าจะจำไว้” ลาสต์บอกหน้าตาย ยังไงเขาก็เกลียดสีหน้าแบบนี้ของลาสต์จริงๆ ให้ตาย!! ตอนเจอกันทีแรกมองว่าไม่ชอบยังไง ตอนนี้ก็ยังคงไม่ชอบอยู่อย่างนั้น!!

            ไอน์ขมวดคิ้วมุ่น รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังกวนประสาทเขา แต่เอาเถอะ...เถียงไปก็ (แพ้) ไร้สาระ เงียบไปเสียดีกว่า

            “เอาเถอะครับ มาเริ่มกันสักที...แต่ก่อนนั้นมานี่มา รักษาแผลก่อน” ไอน์ตัดบท ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกอีกฝ่ายให้เดินเข้าไปมาหาใกล้ๆ ซึ่งลาสต์ก็ยอมทำตามแต่โดยดี

            ลิ้นเล็กๆ ที่แลบเลียลงบนผิวเนื้อทำให้เขาสะดุ้งนิดหนึ่ง มันไม่ได้แสบ ไม่ได้เจ็บอะไรหรอก ทว่ากลับวาบหวามเนี่ยสิ ลาสต์อยากบอกอีกฝ่ายเหลือเกินว่าอย่าทดสอบความอดทนของเขาบ่อยๆ ด้วยการกัดและการเลียเช่นนี้ ถ้าไม่อยากให้เขาตบะแตกขึ้นมาจริงๆ กลิ่นเลือดของอีกฝ่ายหอมน้อยเสียเมื่อไร มันฟุ้งกระจายจนเขาอยากจะขบกัด ฝังรอยเขี้ยวแรงๆ บนลำคอขาวนั่น! ใครว่าฝ่ายที่ได้เปรียบอย่างเขาจะมีความสุขอย่างเดียวกันล่ะ...การต้องมาคอยหักห้ามใจจากการถูกยั่วยวนโดยที่คนยั่วไม่ได้รู้ตัวเลยนี่...มันเป็นความทรมานที่ร้ายแรงมากเลยเชียว!

            ไอน์ผละออกมาแล้วแอบลอบยิ้มอย่างมีเลศนัยให้คนที่ใช้เวทมนตร์ลบรอยเลือดบนตัว ลาสต์เห็นท่าทางอย่างนั้นก็รู้ว่าแผนจะเอาคืนเขาคงกลับเข้ามาในหัวอีกคนแล้วแน่นอน...

            “ลาสต์...ยกแขนขึ้นทำมุมให้ได้แบบนี้นะ เอียงคอนิดนึง...ใช่...อย่างนั้น” ไอน์ยืนกอดอกมองอีกฝ่ายยกแขนขึ้นมาทำมุมตามที่เขาบอก

            “...”

            “อืม...ดี...อย่างนั้นแหละ กระดกเท้าซ้ายขึ้น...น่าน เพอร์เฟ็กต์!!” พูดพร้อมกับตบมือแปะๆ ชมเชยนักเรียนหัวไวที่ยอมทำตามคำสั่งเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่ใบหูแดงก่ำ

            “...”

            “อย่างนั้นแหละ...เออ ใช้ได้! อุ๊ป ฮ่าๆๆๆ” แล้วก็อดไม่ได้ต้องหัวเราะออกมาเมื่อมองผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่กำยำตรงหน้ากำลังทำท่าทางอ่อนช้อยที่เขาสอนอย่างตั้งอกตั้งใจ

            ลองนึกภาพผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา ตัวล่ำกล้ามปูมาทำท่าทางอย่างนี้แล้วมันขัดๆ กันพิกล เห็นแล้วเขาจึงกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้จริงๆ

            “...” ลาสต์ถอนหายใจเฮือก ไอน์คงไม่รู้ว่านี่เขากำลังคืนกำไรให้เจ้าตัวอยู่

            “เออ...ตัวอ่อนอีกนิดนึงใช้ได้เลย ฮ่าๆ”

            “...”

            “แหม...คุณนี่หัวไวสุดๆ เลย ไม่รู้นะเนี่ยว่านอกจากเป็นราชาแล้ว ยังสามารถเป็นนางระบำได้ด้วย อิอิ ปลื้มนะครับเนี่ย ปลื้มๆ ฮ่าๆ” แล้วคนที่ผันตัวไปเป็นอาจารย์ก็หัวเราะออกมาเป็นบ้าเป็นหลัง พร้อมกับปรบมือให้เขาแล้วมองยิ้มๆ แต่ลาสต์ยังคงเงียบ คงสีหน้าเรียบเฉยไว้อย่างนั้น (แต่จะอย่างไรหูก็แดงให้ไอน์ขบขันอยู่ดี)

            “นี่คือเรื่องที่เจ้าจะขอให้เราทำก่อนหน้านี้หรือ” ชายหนุ่มถาม

            “ใช่...” บอกอย่างคนอารมณ์ดีแล้ว แต่พอนึกอะไรขึ้นมาได้ก็หน้ายู่ทันที

            “ทำไมคุณไม่รู้สึกหงุดหงิดล่ะ แบบว่าโมโหอะไรอย่างเนี้ย เป็นผู้ชายแท้ๆ ทั้งยังเป็นราชาอีกต่างหาก ไม่มีความคิดบ้างเหรอว่าทำไมตัวเองต้องมาทำอะไรน่าอับอายพรรค์นี้ แค่เขินอย่างเดียวมันยังไม่สะใจผมเลยนะ”

            ลาสต์มองอีกฝ่ายหน้าตาเรียบเฉย จนไอน์ต้องเอ่ยถามอย่างเซ็งๆ อีกรอบ

            “ไม่โมโห โกรธ อารมณ์เสียบ้างเลยเหรอเนี่ย ถามจริงๆ” จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างต้องการคำตอบ

            ชายหนุ่มถอนหายใจ หากเขายังคงไม่ตอบอยู่แบบนี้ คาดว่าร่างบางตรงหน้าคงจะกระโดดงับคอเป็นแน่

            “ไม่นี่...เฉยๆ” แค่อายนิดหน่อย...แต่อยู่กันสองคนเขาก็เลยยอมคนตรงหน้า ก็บอกแล้วว่าจะคืนกำไร แค่นี้ไม่ใช่ปัญหา

            “เซ็งชะมัดเลย!” ไอน์บอกอีกฝ่ายเสียงเซ็งๆ แผนแกล้งให้ลาสต์รำคาญใจไม่เป็นผลแฮะ รู้สึกเหมือนไม่ได้เอาคืนเขาเลยอ่ะ ทั้งๆ ที่ไอน์ต้องฝึกระบำด้วยความชอกช้ำหัวใจแท้ๆ ...แต่อีกฝ่ายกลับ...เฉยๆ

            ความแฟร์อยู่ที่ไหน ตอบ!

            ลาสต์เห็นสีหน้าแสดงความเจ็บปวดของคนตรงหน้าเขาจึงขยับยิ้มนิดหนึ่งแล้วอธิบายว่า “เพราะเรารู้ว่าเจ้าต้องเจอมาก่อน รู้สึกมาก่อนไง ให้ทำเพื่อเจ้าแค่นี้จะเป็นไรไปจริงไหม?” เขาบอกยิ้มๆ หากคนปากไวกลับสวนไปว่า “ไม่!” เสียงแข็ง  

            “การที่คุณยอมทำตามแบบไม่มีข้อโต้แย้งนี่แหละมันทำให้ผมอารมณ์เสีย หงุดหงิดอ่ะ ช่วยแสดงท่าทางสมเพชตัวเองหรือหงุดหงิดขัดใจที่เป็นผู้ชายแต่ต้องมาทำอะไรอย่างนี้ให้ดูบ้างก็ได้” ลาสต์หัวเราะออกมา “เหรอ...คราวหลังข้าจะจำไว้” ไอน์ค้อนอีกฝ่ายวงโต

            “อย่าเลย...มันจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับผมอีกต่อไปแล้ว!” กัดฟันบอกอย่างมุ่งมั่น แววตากร้าวเป็นประกายเหมือนจะประกาศชัดเจนว่ากิจกรรมผู้หญิงแบบนี้จะไม่มีอีกแล้ว หรือถ้ามี...เขาก็จะไม่ทำ! (รอดูกันต่อไป ฮา...)

            “หลักการพื้นฐานของการใช้เวทมนตร์ภูตต้องอาศัยจินตนาการ”

            ไอน์ซึ่งขณะนี้กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้รูปร่างประหลาดเหมือนตะขาบขดตัว ฟังอีกฝ่ายอธิบายหลักการใช้เวทมนตร์อย่างง่าย (ลาสต์บอกมา) ด้วยตาปรอย

            “ยังไง แล้วไม่ต้องเรียกบาเรลออกมาเหรอ”

            ลาสต์สบตาก่อนกล่าว “ไม่ต้อง เพียงแค่เจ้าต้องรู้สึกถึงตัวตนของบาเรลที่อยู่ข้างในให้ได้”

            “ยิ่งพูดยิ่งงงบทเรียนนี้ข้ามไปไม่ได้เหรอ” คนที่มองดูก็รู้ว่าง่วงตอนนี้กำลังงอแงไม่อยากรับรู้อะไรทั้งสิ้น

            “เอาอย่างนี้หลับตาทำสมาธิแล้วนึกถึงแสงสีทองในกายเจ้า” ไอน์ย่นจมูก คนง่วงนอนยังจะให้มาทำอะไรอย่างนี้อีกเล่า

            “ถ้ามัวแต่ช้า วันนี้เจ้าก็ยังไม่ได้นอน”

            “โหดร้าย” ไอน์พึมพำ ฮิตเลอร์รึไงกันตาคนนี้...

            “เอาเถิดมองเห็นแสงสีทองให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ไอน์ถอนหายใจเฮือก ลองทำอย่างที่ลาสต์บอก ไม่นานเขาก็รู้สึกได้ถึงความร้อนบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างกาย ในความมืดนั้นแสงสีทองเลือนรางค่อยๆ ผุดขึ้นในห้วงความคิด

            ลาสต์เห็นคิ้วที่ขมวดยุ่งของอีกฝ่ายค่อยๆ คลายลงก็แนะต่อไปว่า “เมื่อเจ้ารับรู้ได้ถึงเวทมนตร์แล้วเจ้าต้องมโนภาพขึ้นในใจ นึกถึงสิ่งที่เจ้าต้องการขึ้นมา ทำให้มันเป็นความจริงและจับต้องได้ วาดภาพจากจินตนาการของเจ้าให้เหมือนสิ่งนั้นมีชีวิต พูดอย่างนี้เข้าใจใช่ไหม”

            ร่างบางพยักหน้าหงึกหงัก ลาสต์เห็นท่าทางนั้นก็นึกถึงคำพูดของราเวน (อาจารย์ของไอน์) ขึ้นมาทันที ท่าทางจะหัวไวจริง...แต่ถึงขนาดสอนเขาเต้นระบำได้นี่...คงไม่ธรรมดาหรอก

            นี่ใช่ไหม...สายเลือดสูงศักดิ์

            “แล้วไม่ต้องท่องมนตร์ คาถาอะไรพรรค์นั้นเหรอครับ?” ถึงจะพยักหน้าหงึกหงักว่าเข้าใจ แต่ยังไงคำพูดก็คือคำพูดอยู่ดี ไม่ลองก็ไม่มีทางรู้ว่าทำได้หรือไม่ได้ เพียงแต่อะไรในใจมันบอกกับเขาว่าขอเพียงต้องการ เวทมนตร์จะทำตามทุกสิ่งที่เขาปรารถนา

            “ไม่ต้อง...ในกรณีที่เจ้ารู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เจ้าต้องการคืออะไร เจ้าก็แค่สร้างภาพมันขึ้นมาในใจแล้วเรียกมันออกมาเท่านั้นเอง” งั้นก็แจ๋วดิอย่างนี้*!* ไอนน์คิดอย่างร่าเริง ตาเริ่มสว่างขึ้นมาเล็กน้อย

            “แล้วอย่างบาเรลล่ะครับ?”

            “สิ่งมีชีวิตชั้นสูง การจะเรียกหรืออัญเชิญมาล้วนต้องใช้มนตรา เช่นบาเรลหรือแม้กระทั่งพิธีอัญเชิญคู่ครองของเรามาของพวกผู้อาวุโส ก็ใช้วิธีเช่นนี้ซึ่งแต่ละบทก็ต่างกันไป ความยากง่ายในการใช้ก็ต่างกัน”

            “เวทมนตร์กับมนตร์ต่างกันยังไง?”

            “เวทมนตร์จะเกิดขึ้นภายในของเจ้าซึ่งแวมไพร์เผ่าเราไม่มีในกายนอกจากยืมภูตมาใช้ ส่วนมนตราจะเป็นสิ่งที่ใช้เรียกสิ่งมีชีวิตชั้นสูง หรือสิ่งใดก็ตามที่เวทมนตร์ปกติไม่สามารถทำได้โดยใช้บทคาถา”

            “อ้อ...เหมือนจะเก็ท”

            “เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เจ้าไม่เคยพบเจอและต้องเรียกมันออกมาเป็นครั้งแรกเจ้าต้องเรียนรู้คาถาเพื่ออัญเชิญสิ่งนั้นออกมา แต่หลังจากนั้นเจ้าแค่นึกภาพมันก็จะมา...จบ เวทมนตร์นั้นแสนง่ายดาย มนตราก็เช่นกันหากเจ้าจำคาถาได้ก็ง่ายนิดเดียว แต่ยกเว้นเพียงเวทรักษาซึ่งเรากำลังจะบอกเจ้า”

            “อืม...ว่ามาครับ” ลาสต์ดีดหน้าผากคนพูดด้วยความมันเขี้ยว คนโดนดีดมีสีหน้าขัดเคืองลูบตรงที่โดนดีดป้อยๆ

            “เท่าที่เรารู้มาการรักษาขั้นสูงกับเวทเงื่อนไข ก็เป็นนับเป็นมนตราที่ต้องใช้คาถาทั้งสิ้น”

            “แล้วทำไมผมถึงโดนเวทเงื่อนไขได้ล่ะ ไม่มีวิธีป้องกันได้เลยเหรอ” ไอน์ถามอย่างสงสัย

            “มีหลายปัจจัยคืออย่างแรกเจ้าจิตใจอ่อนแอ เจ้าลืมปิดกั้นจิตใจ หรือในช่วงเวลาที่เจ้าป่วย มนตร์บทนี้เกี่ยวข้องกับจิตใจ หากจิตใจไม่มั่นคงก็มีสิทธิ์ตกอยู่ภายใต้อำนาจได้ ซึ่งผู้ใช้จะรอจังหวะโจมตีเจ้า อีกอย่างมนตร์บทนี้อยู่ในสายมืด ส่วนอีกสายจะเป็นบทรัตติกาลแท้ แต่เจ้าอย่ารู้เลย มันไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก ทางป้องกันคือต้องควบคุมจิตใจให้มั่นคง” ไอน์พยักหน้าหงึกหงัก พูดง่ายแต่รู้สึกจะทำยากแฮะ

            “แล้วการรักษาขั้นสูงล่ะครับ” ถามเขาอย่างสนใจ

            “การรักษาขั้นสูงคือการรักษาสิ่งมีชีวิตที่บาดเจ็บใกล้ตายให้หายได้อย่างน่าอัศจรรย์ หรือไม่ก็เป็นการฟื้นฟูสภาพจิตใจของสิ่งมีชีวิตเป็นต้น”

            “ฟังแล้วคงจะยากงั้นผ่านได้ไหม” คำบ่นนั้นทำให้ลาสต์ยิ้มอย่างเอ็นดู

            “มันก็ไม่ยากเกินไปหรอก หากเจ้ามีความตั้งใจ หึๆ แล้วก็นะรอยแผลจากเขี้ยวมีข้อยกเว้นหากคนกัดไม่รับผิดชอบก็สามารถรักษาได้ด้วยมนตราขั้นสูง (นี่หลอกให้ไอน์เลียรอยเขี้ยวให้เองมาโดยตลอดเลยสินะ!) แต่มันจะเปลืองพลังมาก เปลืองโดยใช่เหตุเลยล่ะ!” ได้ฟังไอน์ก็ขนลุกซู่ มองอีกฝ่ายด้วยสายตาหวาดระแวง เมื่อเห็นลาสต์ยิ้มกริ่ม ส่งสายตาไม่น่าไว้วางใจมาให้

            “ว่าไง...หากเจ้าอยากลองใช้มนตราขั้นสูง จะกัดข้าอีกสักรอบก็ได้ แต่หลังจากเจ้าเป็นลมสลบไปเพราะความเหนื่อยล้า หากมีอะไรเกิดขึ้นกับเจ้าโดยเราเป็นผู้กระทำ บอกได้เลยว่าเราจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากจะรีบจัดงานอภิเษกฯ ให้โดยไว เพราะจะถือว่าเจ้ามีเจตนายั่วยวนเราด้วยตนเอง” ได้ฟังไอน์ก็หน้าเห่อร้อนขึ้นมา ทั้งเขิน (ทำไม?) ทั้งโมโหปนเปกันไป

            ไอ้หมอนี่ช่างเป็นบุคคลหื่นที่ชอบหาทางฉวยโอกาสกับเขาอยู่ร่ำไป! “ฝันไปเหอะ!”

            “เผื่อเจ้ายังไม่รู้...ฝันของเรามักเป็นจริงเสมอ”

            เวลาล่วงเลยไปจนพระจันทร์ลอยขึ้นไปเกือบเหนือศีรษะแล้ว ไอน์กำลังเพลิดเพลินกับการใช้เวทมนตร์เสกนู่น เสกนี่ขึ้นมาเยอะแยะไปหมด ทำให้ลาสต์ต้องส่ายหน้ากับความสิ้นเปลืองพลังเวทของคนตรงหน้า ดูท่าเวทมนตร์จะมีใช้อย่างเหลือเฟือ

            และมันก็มากพอที่จะเอามันมาทำเรื่องไร้สาระได้มากมายขนาดนี้!

            ตั้งแต่เสกปราสาท (ซึ่งไม่จำเป็น) ช้าง ม้า มัว ควาย  เป็นฝูงๆ (นี่ก็ไม่จำเป็น) เดินกันให้เพ่นพ่านไปหมด แล้วยังกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมยาวๆ มีอะไรกลมๆ สี่อันอยู่ข้างล่างนั่นอีกล่ะ (มันคือรถ) รวมไปถึงอีกหลายอย่างรูปร่างพิลึกกึกกือที่ลาสต์ไม่รู้จัก ซึ่งเขาได้แต่ถอนหายใจ

            ทางฝ่ายคนที่กำลังแผลงฤทธิ์กลับคิดอย่างย่ามใจว่าหากใครกล้ามารังแกเขาอีกล่ะก็...เจอดีแน่! เขาจะเสกลูกไฟใส่หัวมันซะ! ตอนนี้ไอน์คิดว่าเขาโปรฯ แล้ว หากใครกล้ามาแหยม...ขอโทษ! ไม่ได้ตายดีหรอก (ยกเว้นลาสต์ไว้คน)

            ลาสต์เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์สีนวลก็รู้ได้ว่าตอนนี้คงถึงเวลาที่จะต้องไปแล้ว เขาจึงถามคนที่ตอนนี้คงตาสว่างไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อความแน่ใจว่าอีกฝ่ายจะแสดงเวทมนตร์อะไรประกอบกับระบำชุดนั้น

            “เจ้าได้คิดหรือยังว่าจะแสดงเวทมนตร์อะไรประกอบกับระบำ” ไอน์กระตุกยิ้มอย่างนึกสนุก ตอบคนถามด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจว่า

            “ระบำศาสตราวุธดีมั้ย! ผมจะเปลี่ยนศาสตราไปมาระหว่างระบำไปด้วย ลาสต์ว่าแจ๋วป่ะ มันคงจะอลังการน่าดูเนอะ” นี่ไอน์เอามาจากหนังจีนที่เคยดูผ่านๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเลยนะ! มันขลัง และตื่นตาตื่นใจดีออก! ลองนึกภาพดาบกระบี่บินวนรอบๆ ตัว โอ้โห! อย่างกับเจ้ายุทธภพแน่ะ!

            แต่สำหรับลาสต์ที่ได้ฟังกลับส่ายหน้าให้กับความคิดนั้น

            “นี่มันงานอภิเษกฯ นะ เจ้าควรจะเอาอะไรที่มันจรรโลงใจกว่านี้สิ” ไอน์หน้ายู่อย่างขัดใจ เมื่อความคิดเขาไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนตรงหน้า

            “เอาน่า...เชื่อเหอะว่าที่ผมจะทำไม่ได้มีดีแค่นี้ มันจะต้องอลังการกว่าที่บอกอีก เชื่อสิลาสต์” แล้วก็ยิ้มอย่างคนอมภูมิ

            “บอกเราไม่ได้หรือว่าเป็นสิ่งใด” ถามเสียงเรียบแต่สีหน้าสงสัยใคร่รู้

            “ไม่บอก...ขออุบไว้ก่อนครับ”

            “งั้นจบการฝึกแต่เพียงเท่านี้” เขาสรุป

            “วันนี้ผมไปนอนได้แล้วใช่ไหม?” พอไม่มีอะไรให้เล่นแล้วก็รู้สึกว่าหนังตาเริ่มจะหนักจึงถามออกไป แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าเบาๆ

            “อ้าว ทำไมอ่ะ พรุ่งนี้ก็ยังมีเวลานะครับ ขอไปนอนเหอะ...ง่วง” ลาสต์มองดวงหน้าสวยหวานนั้นอย่างนึกสงสารขึ้นมาตงิด ใจอยากจะให้ไปนอนพักผ่อนให้สบายตัวอยู่เหมือนกัน แต่ทำงั้นไม่ได้เนี่ยสิ...ปัญหา

            “มันไม่ใช่เรื่องฝึกเวทมนตร์หรอก แต่ท่านแม่ของเราอยากพบเจ้า” เขาบอกเสียงเรียบ

            “ห๊า?!” นะ...นี่แม่ผัว (ลืมตัว) อยากจะพบเขาเหรอเนี่ย? พระเจ้า! ไอน์ภาวนาขออย่าให้เหมือนแม่ผัวในละครทีวีบนโลกมนุษย์เลย น้ำเน่าสุดๆ นี่ไม่ใช่ให้ไปพบเพราะอยากจะจิกหัวตบเขา ว่าเขาไม่เหมาะสมกับลูกตัวเองหรอกนะ...ไอน์คิดว่าถ้าเป็นงั้นก็ดี

            ไม่ต้องแต่งงาน = เขาไม่ต้องเสียตูด!

            Win = Win

            “แม่เราอยากจะพบเจ้า” ลาสต์บอกอีกรอบ ไม่ต้อย้ำได้มั้ยล่ะไม่ได้ขอสักหน่อย หาข้างบนนั่นเป็นแค่คำอุทาน โธ่...

            “ถามจริง ทำไมต้องรีบล่ะ” ถามอีกฝ่ายอย่างสงสัย ก็วันนี้ง่วงแล้ว...ไปวันอื่นไม่ได้หรือไง?

            ลาสต์ไม่บอกเหตุผลว่าทำไม เขาบอกเพียงแค่ว่าท่านแม่ของตนอยากเจอไอน์เท่านั้น “ไปเถอะเดี๋ยวจะไม่ทันกาล เขาสามพันลี้ยิ่งต้องทรหดอยู่ด้วย”  ไอน์ขมวดคิ้วมุ่น ทำไมต้องสามพันลี้? ร้อยลี้ไม่ได้หรือไง?

            นี่เขาไม่ได้ไปชมพูทวีปเพื่อตามหาพระไตรปิฎกใช่ไหม?...นี่ไม่ใช่ไซอิ๋วนะไอน์**!

            พอเหอะ...คิดอะไรไร้สาระอีกแล้ว  ไอน์ถอนหายใจ แล้วก็หยุดคิดไปทันที วันนี้จะไม่ได้นอนเหรอเนี่ย เขาเงยหน้ามองฟ้า ก่นด่าทุกสิ่งอย่างที่ทารุณกรรมต่อเขาอย่างโหดร้ายในใจ...

            ยังไม่ทันจะได้ประท้วงอะไรอีก ไอน์ก็โดนอีกฝ่ายลักพาตัว รู้สึกอีกทีก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างดูดวูบมาปรากฏตัว ณ สถานที่แห่งหนึ่ง

            และสถานที่นี้ก็ทำให้ไอน์เกิดอาการ อึ้ง ทึ้ง...เสียว...!

            ย้อนกลับไปหลังจากที่ลาสต์คุยกับราเวนเสร็จ ร่างสูงก็สาวเท้าอย่างว่องไวเพื่อจะไปยังปราสาทเหนือสะสางงานที่คั่งค้างต่อ แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักกลางคัน เมื่อเดอาปรากฏกายขึ้นมาพร้อมกับเฟนริส

            ถามว่าเฟนริสคืออะไร? เฟนริสคือภูตของท่านแม่ของเขาเอง!

            ภูตทั้งสองเมื่อเห็นว่าคนที่ตนต้องการพบปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าจึงหยุดยืน แล้วย่อกายทำความเคารพทันที

            ลาสต์มองอีกฝ่ายด้วยแววตาประหลาดใจกับการปรากฏตัวของภูตตรงหน้า พร้อมกันนั้นก็มองเป็นเชิงถามว่า ‘มีอะไร’

            เฟนริสไม่ค่อยเคยคุ้นกับอวัจนภาษาเช่นนี้ ได้แต่ยืนนิ่งไม่พูดอะไร เดือดร้อนเดอาต้องสะกิดเตือนอีกฝ่ายให้บอกจุดประสงค์ออกมา

            “ท่านลาสต์...ท่านเลเวเรียมีสาส์นมาถึงท่านขอรับ” ลาสต์ขมวดคิ้วมุ่นอย่างประหลาดใจ สาส์นจากท่านแม่อย่างนั้นหรือ?

            ร้อยวันพันปีไม่เห็นสนใจอยากจะติดต่อกับเขา (นับตั้งแต่เขาครองราชย์ ซึ่งมันก็เมื่อพันปีก่อน...นานน่าดู) แล้วหนนี้เกิดอะไรขึ้น?

            ใช่ว่าเขาไม่สนใจจะติดต่อกับท่านแม่ของตน แต่อีกฝ่ายดันออกกฎประหลาดว่าห้ามลูกติดต่อหรือไปหาเด็ดขาด หากตนอยากเจอหรืออะไรก็แล้วแต่...จะเป็นฝ่ายติดต่อมาเอง ถ้าไม่ทำตามนี้นางจะตราหน้าว่าเขาเป็นลูกอกตัญญู...ลาสต์ได้แต่ถอนหายใจเฮือก (ถ้าเป็นไอน์จะลงความเห็นว่าแม่ของลาสต์มีความอินดี้) แล้วยื่นมือไปรับสาส์นอันตรายที่ว่านั่นจากมือเล็กจิ๋วของเฟนริสทันที

            “ขอบใจ” เขากล่าวกับภูตน้อย เฟนริสส่ายหน้าอย่างตื้นตันท่านลาสต์เป็นแวมไพร์เช่นนี้เสมอ แม้กับภูติที่ต่ำต้อยเช่นนี้ท่านลาสต์ยังเอ่ยคำพูดนั้นออกมา!

            “หามิได้ขอรับท่านลาสต์” บอกแล้วก็ทำความเคารพอีกที จากนั้นก็หายตัวจากไปเมื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายมาเสร็จสิ้น

            “เดอา เดี๋ยวเจ้าล่วงหน้าไปปราสาทเหนือก่อนเลย” เขาหันไปสั่งภูตตัวน้อยของตนเสียงเรียบ

            “ขอรับ” เดอารับคำแล้วจากไป

            เมื่อที่ตรงนี้เหลือเพียงแต่เขา ลาสต์จึงแกะม้วนสาส์นนั้น

...ว่าอย่างไรลูกรัก...

นี่แม่เอง...ได้ข่าวว่าเจ้าหาลูกสะใภ้ให้แม่ได้แล้วหรือ? วันมะรืนเจ้าก็จะอภิเษกกันใช่ไหม...ดีเลยถ้าเจ้าจะพา ‘เขา’ มาหาแม่ ‘ในวันพรุ่งนี้’ พามาแนะนำให้แม่ของเจ้า ‘รู้จัก’ บ้างสิ กรณีที่คนของเจ้าเป็นสายเลือดที่หายไป...

ขอย้ำ... พรุ่งนี้แม่จะต้องเห็นหน้า ‘คู่ครอง’ ของเจ้า! ตอนนี้ก็คิดได้แล้วว่าเจ้าควรจะเดินทางออกมากี่โมงดี เพื่อให้ถึงยอดเขาสามพันลี้ภายในวันพรุ่งนี้น่ะ (จะเป็นเวลาไหนก็ช่าง แต่ขอให้อยู่ในขอบเขตของวันพรุ่งนี้) บอกไว้ก่อน

แม่ไม่ได้อยากแกล้งลูกชายแต่อย่างใดเลย*…*

ปล.ขอจงทำตามอย่าได้บิดเบือน

ปล.2 ในกรณีที่เจ้าคิดจะเพิกเฉย แม่จะให้เจ้าเลือกเอาระหว่าง ให้เขาอยู่เป็น ‘ลูก’ ของแม่ที่นี่หรือให้เขาอยู่เป็น ‘ชายา’ ของเจ้าที่นู่น เจ้าจะเอายังไงก็แล้วแต่นะ บอกไว้ก่อนหากเจ้าไม่มา ‘แม่’ จะลงไปหาเจ้าเอง และเมื่อนั้นข้าจะเลือกให้ว่าจะให้นางอยู่ที่ไหนดี หวังว่าเจ้าจะรู้นะว่าข้าจะเลือกอะไร แม่รักเจ้านะ

เลเวเรีย...แม่ของเจ้า

          อ่านจบลาสต์ต้องถอนหายใจเฮือกอย่างหงุดหงิด เห็นได้ชัดว่าท่านแม่อยากจะแกล้งกันแท้ๆ ที่ให้ไปถึง ‘ภายใน’ วันพรุ่งนี้น่ะ ยอดเขาสามพันลี้มันใกล้ๆ ที่ไหนกัน แล้วยังจะพวกเงื่อนไขต่างๆ อีก

            ลำพังตัวเขาน่ะไม่เท่าไหร่ แต่อีกคนที่จะต้องไปด้วยกันนี่สิ...น่าเป็นห่วงที่สุด

            เหนื่อยใจจริงๆ ขู่อะไรมาเขาไม่เคยจะเกรงกลัว แต่ขู่จะแยกไอเนร่าไปจากเขา คิดว่าน่ากลัวพิลึก ใครไม่รู้แต่เขารู้ว่าท่านแม่เป็นพวกพูดจริงทำจริง ดูอย่างพิธีหาคู่ครองที่ท่านบอกจะทิ้งเอาไว้ให้เขาใช้เรียกคู่ครองกลับมา แล้วท่านจะขึ้นไปอยู่บนเขาสามพันลี้ไม่ลงมา ท่านก็ทำจริง ลาสต์ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ หรือเพราะว่านานมาแล้ว เขาไม่มีจุดอ่อนอะไรให้ท่านแม่หรือใครรังแกได้ พอมาตอนนี้ท่านแม่คงจะรู้ว่าจุดอ่อนของเขาปรากฏกายขึ้นแล้ว คงคิดอยากจะแยกคนของเขาให้ออกห่างหวังจะกลั่นแกล้งลูกชาย...เพียงแค่คิดว่าต้องห่างกันอีก เขาก็รู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว...และที่เขาต้องยอมเพราะจุดอ่อนนี้ของเขาทั้งนั้นเลย จุดอ่อนที่มีนามว่า ‘ไอเนร่า’

ความคิดเห็น