ชอบไม่ชอบยังไงติชมกันได้จ้า

ชื่อตอน : SV | 03

คำค้น : vampire silver 3

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2560 23:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SV | 03
แบบอักษร

Chapter 3

            วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ไอน์นั่งเบื่อนอนเบื่ออยู่แต่ในห้องของตัวเอง จนเขาคิดว่าไม่ไหวแล้ว คนหนุ่มวัยคะนองเช่นเขาจะให้มานั่งๆ นอนๆ แบบนี้มันไม่ได้!! ดังนั้นนี่จึงเป็นเวลาอันสมควรที่เขาจะต้องออกไปเผชิญโลกกว้างเสียที ต่อให้เฮเซสจะเอาเรื่องเขาไปสุมหัวเม้าท์มอยกับเหล่านางกำนัลอย่างไรไอน์ก็จะไม่แคร์แล้ว!!!

            เสียงนก เสียงกา เสียงหมาเห่าแบบนั้นเขาจะปล่อยมันไป!!!

            “เซซิลผมจะไปเดินเล่นข้างนอกนะ” ไอน์บอกนางกำนัลต้นห้องของตัวเองและสั่งว่าไม่ต้องตาม ทีแรกนางกำนัลตัวบิ๊กเบิ้มไม่ยอม จะตามเขาไปให้ได้ แต่ไอน์ขู่ว่าถ้าไม่ยอมให้ไปคนเดียว จากที่จะทำแค่เดินเที่ยวเล่นอยู่ในเขตวัง อาจจะเป็นหนีออกไปเที่ยวข้างนอกไม่กลับมาอีกก็เป็นได้ นางกำนัลตัวโตเลยตาเหลือกบอกเขาด้วยน้ำเสียงเหมือนอยากจะจับมาตีก้นสักทีว่าข้ายอมก็ได้!          

            นั่นแหละ...เหตุผลที่ทำให้ไอน์ได้ออกมาเดินลอยชายรับการคำนับจากข้าราชบริพารของลาสต์เป็นทิวแถว ทั้งๆ ที่เขาก็บอกจนปากเปียกปากแฉะแล้วแท้ๆ ว่า สต๊อป! แต่แวมไพร์พวกนั้นก็ไม่มีใครฟังเขาเลย สุดท้ายเป็นเขาเองที่ต้องทำใจยอมรับมัน

            แต่ขณะเดินออกจากปราสาทหลังใหญ่มาตรงลานกว้างด้านหน้าปราสาท สายตาของเขาก็พบเดลองครักษ์ฝ่ายขวาของลาสต์ ที่นิสัยแตกต่างกับฝ่ายซ้ายเช่นเฮเซสอย่างสุดขั้ว เพราะคนนั้นพูดมากจนต้องร้องขอให้หุบปาก ส่วนคนนี้แค่จะง้างปากยังยากเลย

            เฮ้อ! หาความพอดีไม่ได้สักคน องครักษ์ของลาสต์เนี่ย!

            “เดล ผมเบื่อนั่งๆ นอนๆ อยู่แต่ในปราสาท ข้างนอกนี่ มีที่ไหนให้ไปเที่ยวมั่ง?” ไอน์ถามเดลที่หอบหิ้วอะไรมาเต็มสองแขนไปหมด พออีกฝ่ายเห็นเขา ก็ค้อมตัวลงทำความเคารพแล้วบอก “เดินขึ้นไปทางเหนือของปราสาทจะเป็นที่ฝึกซ้อมทหาร ส่วนทางใต้เป็นศูนย์วิทยาการขอรับ” บอกแค่นั้นเดลก็ทำความเคารพและเดินจากไป คล้ายไม่อยากจะเสวนากับเขา...คงไม่หรอกมั้ง ท่าทางดูจะยุ่งออกปานนั้น (เทียบกันแล้ว เฮเซสดูว่างงานสุดๆ ไปเลย)

            ทางเหนือฝึกทหาร ทางใต้มีศูนย์วิทยาการสินะ...อืม ศูนย์วิทยาการ ชื่อน่าไปเที่ยวมากที่สุด

            แต่เดี๋ยวก่อน!

            ไอน์ชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวไปยังทิศทางดังกล่าวทันทีเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาแสยะยิ้มออกมาด้วยสีหน้าชั่วร้าย บางที...การจะเอาคืนเฮเซสอาจไม่ต้องรอนานกว่านี้แล้วก็ได้! คิดแล้วเจ้าตัวก็ออกเดินไปตามทางที่สองข้างทางรายล้อมไปด้วยดอกไม้ดอกโต รูปร่างประหลาดตา และสีสันสุดจะวินเทจ...ด้วยใบหน้าแสนจะขัดกับความทุ่งลาเวนเดอร์นี้เหลือเกิน!!

            “เฮเซสเอ๋ย...ในที่สุดวันที่นายจะได้ร้องขอชีวิตก็มาถึงแล้ว!!!”

            ขณะที่กำลังเดินไปตามทางอยู่นั้นเอง เขาก็พบกับปราสาทหลังหนึ่งซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ลิบๆ อย่างโดดเดี่ยว ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แถมมันยังแผ่ออร่าทะมึนออกมาท่ามกลางความฟรุ้งฟริ้งของสวนดอกไม้ข้างทางที่ไอน์ยืนอยู่นี้

            ปราสาทหลังที่ว่าอยู่ลึกถัดไปจากอุโมงค์ไม้เลื้อยที่ทอดยาวสุดๆ และดูจะไม่ได้รับการตัดแต่งสักเท่าไหร่ เพราะมันรกครึ้ม และหนาทึบจนไอน์ถึงกับมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทางเดินข้างในอุโมงค์นั้นเป็นยังไง

            มืดดำจนดูน่ากลัวสุดๆ ไปเลย ให้ตายเถอะ*!!* แล้วพอยิ่งมองตรงไปยังปราสาททรงโบราณที่อยู่ปลายทางของอุโมงค์ยิ่งแล้วใหญ่ นี่ถ้ามีฟ้าแลบพร้อมกับอีกาบินออกมา เขาคงนึกว่าบ้านผีสิง!

            เอาไงวะ...จะไปดีหรือไม่ไปดี? ความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่เต็มเปี่ยมสั่งให้เขาถามตัวเองอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ควรจะเดินตรงไปตามทางเพื่อกลั่นแกล้งเฮเซสตามแผนเดิมแท้ๆ

            สุดท้ายความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะทุกความกลัว เมื่อใจสั่งมา เท้าทั้งคู่ก็พาเจ้าของเดินเข้าสู่ความมืดมิดภายในอุโมงค์ทันที ทว่าก้าวเข้าไปได้ไม่เท่าไหร่ ความกลัวก็เริ่มเกาะกุมจิตใจเมื่อแสงสว่างจากทางเข้าหายวับไปทันตายามเมื่อขาทั้งสองข้างตกสู่ความมืดมิดเรียบร้อย

            นาทีนั้นเองไอน์รู้สึกได้ถึงความเคว้งคว้าง หวาดกลัว เขามองไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกจากความมืดมิด สูญเสียไปแม้กระทั่งทิศทาง เขาควรจะเดินไปตรงไหนดี ถอยกลับก็ไม่ได้ จะเดินต่อไปก็กลัวเหลือเกิน

            ทุกอย่างรอบกายเงียบสงบจนเขาได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของตนเอง แล้วยิ่งหายใจติดขัดเข้าไปใหญ่เมื่ออยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาดอยู่ทางด้านหลัง และรู้สึกได้ถึงลมร้อนวูบวาบตรงหลังคอ เขาหลับตาแน่น สองมือที่กำไว้ข้างตัวก็ชื้นเหงื่อ คิดในใจว่าไม่น่าอยากรู้อย่างเห็นเลย ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องมาเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ สงสัยเขาคงลืมไปว่านี่ไม่ใช่โลกเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นโลกใบใหม่ที่มีความเร้นลับน่ากลัวที่เขาไม่รู้จักซ่อนอยู่

            เขาจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง...เขาจะต้องหัวใจวายตาย กลายเป็นผีเฝ้าอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ...

            อยู่ๆ ใบหน้าของลาสต์ก็ลอยเข้ามาในความคิด...ใช่...เขายังมีลาสต์อยู่นี่นา ใจที่ห่อเหี่ยวไปแล้วคล้ายจะชื้นขึ้นนิดหนึ่ง แล้วก็ต้องฟีบลงเหมือนเดิม เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลายวันมานี้เขาไม่ได้เจอหน้าอีกฝ่ายเลย (ความจริงเป็นไอน์หลบหน้าเองต่างหาก)

            ถอดใจเถอะ...ไม่มีใครช่วยแกได้หรอก...เขาบอกตัวเองอย่างนั้น น่าแปลกที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องร้อนที่หัวตากันนะ...ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ

            ฟืดฟาด

            แรงลมที่ขยับมาประชิดต้นคอยิ่งกว่าเดิมทำให้สติของเขากลับมา หัวใจแทบหยุดเต้นไปแล้วด้วยความตกใจ เขายืนหลับตาปี๋ในความมืดมิด มันกลัวไปหมด ถอยก็ไม่ได้ ถ้าจะเดินต่อไปก็กลัวจะพบเจออะไรที่มันน่ากลัวยิ่งกว่านี้

            ฟู่ว...แปะ

            “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

            ทันทีที่อะไรบางอย่างสัมผัสหมับเข้ากับต้นคอของเขา เท้าทั้งคู่ก็สั่งให้ออกวิ่งโดยอัตโนมัติทันที ทั้งๆ ที่ตาก็มองไม่เห็นทาง

            เขาวิ่งหน้าเริดโดยไม่ได้รู้เลยว่ามีสิ่งใดขวางอยู่ทางด้านหน้า และกำลังยื่นแขนมาคว้าตัวเขาไว้หมับ! “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ปล่อยยยยย ฮืออออ กลัวแล้ว” สิ่งนั้นดึงตัวเขาที่สั่นระริกเข้าไปกอดไว้แน่น

            เขาแหกปากร้องลั่นไม่มีหยุดพัก ถ้าไม่ติดว่าแขนโดนสิ่งนั้นรวบกอดไปหมดล่ะก็คงต้องยกมือไหว้กันไปนานแล้ว

            “หยุดร้องสักทีได้มั้ย หืม?”

            กึก!

            เสียงทุ้ม คุ้นเคยที่ดังเหนือศีรษะทำให้ไอน์หุบปากฉับ คล้ายจะตัวเบาขึ้น หัวใจที่เต้นแรงด้วยความหวาดกลัวกลับเปลี่ยนจังหวะเป็นความดีใจเข้ามาแทนที่ แล้วน้ำตาแห่งความโล่งใจก็ไหลออกมา

            บ้าเอ๊ย*! เขานึกว่าจะต้องตายกลายเป็นผีเฝ้าที่นี่ไปเสียแล้ว!* คิดดังนั้นก็กอดอีกฝ่ายกลับแน่นอย่างไม่ยอมให้อีกคนได้ทิ้งเขาไว้ลำพังแน่นอน!

            “เอ่อ...” พวกเขาถึงกับเอ่ยสิ่งใดไม่ออก...ยามเมื่อท่านลาสต์ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับร่างของท่านไอน์ในอ้อมแขน สายตาทั้งหมดจับจ้องไปยังราชาที่เดินหน้านิ่งเย็นชากลับสู่ที่นั่งประจำตำแหน่งโดยไม่ได้วางร่างของพระชายาลง แม้สีหน้าจะเรียบสนิทสักเพียงใดแต่การกระทำที่ตระกองกอดอย่างอ่อนโยน ที่ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนก็ทำให้พวกเขายิ่งช็อกเข้าไปใหญ่! จนต้องนั่งอ้าปากค้าง เห็นจะมีแค่เดลองครักษ์ขวาคนเดียวที่นั่งทำหน้าเดียวกับเจ้านายของตน

            “ว่าต่อสิ” หลังจากทำพวกข้าราชบริพารตกใจกันถ้วนหน้า เขาก็เอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบทั้งๆ ที่มือยังคงโอบกอด และลูบหลังปลอบประโลมคนในอ้อมแขนอยู่ และด้วยความเจ้าเล่ห์ของราชาแห่งเฟนดาซ ท่านไอน์คงจะไม่รู้ด้วยว่า ขณะนี้มีดวงตานับสิบคู่จดจ้องอยู่

            เสนาธิการทั้งหลายและผู้อาวุโสหุบปากฉับ มีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างไม่กลัวตายว่า “เอ่อ...ท่านลาสต์ ข้าว่าให้ท่านไอน์...” พูดไม่ทันจบก็โดนสายตาน่ากลัวตวัดใส่ทันที อย่างจะถามว่า ‘ข้าจะอยู่อย่างนี้ เจ้ามีปัญหาอะไรไหม?’ ทำให้ผู้กล้าตายรีบเก็บปากโดยไว

            ไอน์เริ่มรู้สึกแปลกๆ เมื่อความอื้ออึงในหูหายไปหมดแล้ว แถมลาสต์ยังไม่ยอมปล่อยตัวเขาออกจากอ้อมแขนเสียทีก็เริ่มดิ้นอย่างจะขัดขืนอีกครั้ง

            “ลาสต์ เราออกจากที่สารเลวนั่นหรือยัง” ไอน์ที่หายหูดับและเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัวแล้ว เอ่ยถามคนที่กอดรัดเขาแน่นด้วยท่าทางประหลาด นี่เขาเริ่มเมื่อยแล้วนะ!

            ว่าจบจะเงยหน้าขึ้นมา หากก็โดนมือใหญ่กดลงไปซุกอกตามเดิม

            “ยัง อยู่อย่างนี้ไปอีกสักพักก่อน ตะขาบนั่นยังมีอยู่” ประโยคนี้ทำเอาพวกข้าราชบริพารสะดุดลมหายใจตัวเองและเบิกตากว้างกับความหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ของราชาแห่งเฟนดาซ แต่พวกเขาก็ยอมนั่งเงียบๆ เพื่อมองดูว่าท่านไอน์จะเอาตัวรอดจากคนเจ้าเล่ห์เช่นท่านลาสต์ไปได้ยังไง

            “งั้นอย่าเพิ่งปล่อยนะ ไม่แน่ว่าไอ้ตัวน่าเกลียดน่ากลัวพรรค์นั้นจะโดดใส่ผมอีก” ไอน์กอดรัดเขาแน่นกว่าเดิม

            เหล่าผู้อาวุโสสูดหายใจลึกๆ พลางคิดในใจ คงไม่รอดเงื้อมมือท่านลาสต์แน่แล้ว พระชายาของพวกข้า...

            กึก!

            เสียงที่ได้ยินทำให้ไอน์ตัวสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ หากไม่ครั้งนี้ไม่ใช่สั่นกลัวแต่เป็นสั่นด้วยความโกรธ!!!

            ไอน์เงยหน้ามองคนที่นั่งกอดเขาแน่นอย่างโมโห ไอ้บ้าคนนี้นั่งหน้านิ่งแต่กลับเผยแววตาวิบวับน่าเอานิ้วจิ้มตาสักที!

            หนอยแน่...มาโกหกเขาหน้าด้านๆ แบบนี้มันใช้ได้เหรอ? เอาความกลัวของเขามาเล่นแบบนี้ใครสั่งใครสอนกันหา?!

            “คุณนี่มันน่าตายจริงๆ เลยนะ” ไอน์กัดฟันบอกอีกฝ่ายที่ยังคงนั่งทำหน้านิ่งกวนอารมณ์เขาอยู่ร่ำไป แต่จะไปโทษใคร เป็นเขาที่โง่เองแหละ เชื่ออะไรกับลาสต์ คนเจ้าเล่ห์เพทุบายที่สุดในโลกที่ไอน์เคยเจอ! ไม่แน่ว่าไอ้ตัวประหลาดในอุโมงค์นั่นก็เป็นฝีมือตานี่แหงๆ

            ลาสต์มองท่าทางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มองเขาอย่างจะหาทางแก้แค้นก็เผยรอยยิ้มมานิดหนึ่งแล้วบอก “ผิดที่เจ้ากอดเราแน่นไป” เหล่าเสนาธิการแลผู้อาวุโสที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ

            ไอน์เอามือขยุ้มอกเสื้อลาสต์แน่นกับข้อกล่าวหาน่าหมั่นไส้นั่น มันก็จริงอยู่ที่ตอนแรกเขากระโดดกอดอีกฝ่ายแน่นแต่นั่นก็เพียงเพื่อหลบหนีจากความน่ากลัวตรงนั้น ไม่ได้คิดสิ่งใดเป็นอื่นนอกเหนือไปจากนี้เลยจริงๆ!

            คนกำลังจะโดนหมัดมวยเผลอแสยะยิ้มร้ายกาจออกมาแล้วบอก “เจ้าคิดจะทำร้ายเราจริงๆ หรือ?”

            “ทำไม...กลัวหรือไง?” สงสัยไอน์คงจะโมโหมากจนเกินไป เขาถึงลืมไปว่าวันแรกที่เจอกันลาสต์คือคนที่พกดาบใหญ่เขามาคุยกับเขา แล้วทำให้เขากลัวแทบตาย

            ฝ่ายคนฟังหัวเราะหึๆ ในลำคอ แขนข้างหนึ่งที่โอบเอวคนบนตักเอาไว้ก็หมุนร่างที่ยังหันหน้าเข้าหาเขาให้มองออกไปด้านหน้าแทนแล้วบอก “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเอาชนะเราได้ ดูสิ...ที่นั่งอยู่นี่ล้วนเป็นพวกของเรา”

            ไอน์ตัวแข็งทื่อยามเมื่อหันไปพบสายตานับสิบคู่ที่มองมาอย่างตื่นตะลึง ยังไม่นับเดลที่สมควรจะอยู่ที่ปราสาทกลางแต่กลับมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้เสียได้ แม้หน้าตาจะเรียบเฉยแต่กลับเผยแววตาล้อเลียนอย่างไม่เคยพบมาก่อน

            ไอน์ก้มหน้าลง กัดริมฝีปากอย่างหมดหวัง

            ทั้งหมดมันเป็นเพราะไอ้บ้าลาสต์นี่คนเดียวเลย!!!!

            และแล้วไอน์ก็หลุดออกมาจากสถานการณ์อันน่าอับอายนั่นได้ แต่เขาออกมาพร้อมกับร่างกายอันแหลกละเอียดประหนึ่งเพิ่งผ่านสมรภูมิรบอันโหดเหี้ยมก็ไม่ปาน...โชกเลือดเลยล่ะ...เขาน่ะ

            ตอนนี้เขากลับมาอยู่บนเส้นทางเดิมแล้ว จากความช่วยเหลือของเดล จริงๆ ลาสต์จะตามออกมาส่ง แต่ไอน์เหม็นขี้หน้าเกินจะทน เลยรีบไปคว้าตัวเดลออกมาก่อนราชาแห่งเฟนดาซจะได้ทำอย่างปากว่า

            ความโกรธาใจนั้นมีอยู่เต็มเปี่ยม เขาจึงหวังว่าการไปป่วนเฮเซสครั้งนี้คงจะได้ระบายออกไปไม่มากก็น้อย!!

            เคร้ง! เคร้ง!

            “ดีมาก...เยี่ยม”

            ฟิ้วว ฉึก!

            “อย่างนั้นแหละเกนน์ ดีกว่าเมื่อวาน”

            ฉัวะ! เคร้ง!

            “เจซี่ เจ้ายังต้องฝึกตั้งรับอีกเยอะ กระบวนท่าของเจ้ามันอืดอาดเกินไป แถมยังไม่พริ้วไหว ถ้าอยู่สถานการณ์จริงเจ้าตายตั้งแต่โรเซสเอาดาบพาดคอแล้ว”

            “ขอรับ” ไอน์ยืนกอดอกพิงต้นไม้ มองเจ้าคนพูดมากที่กำลังเต๊ะท่าเป็นอาจารย์อยู่ ทำหน้าตาซะโหดเหี้ยมเชียว ซึ่งไอน์ที่ต้องรับมือกับความปากมากในทุกๆ วัน มาเจอท่าทางแบบนี้เข้าก็ไม่ได้คิดเกรงกลัวแต่อย่างใด

            ตรงนี้เหมือนจะเป็นที่ฝึกซ้อมทหารอย่างที่เดลว่าจริงๆ เพราะทั้งลานเต็มไปด้วยทหารมากมายทั้งหญิงชายจับคู่ฝึกซ้อมอาวุธกันอยู่ มีทั้งดาบ ธนู และอาวุธอีกหลายอย่างหน้าตาดูชั่วร้ายแต่ไอน์ไม่รู้จัก คนพวกนั้นกำลังเหวี่ยงอาวุธหน้าตาประหลาดอันจิ๋วเดียวขึ้นไปบนฟ้า ซักพักไอ้อาวุธบ้านั่นมันก็ดันขยายใหญ่แถมมีลักษณะคล้ายกงจักรลอยตามหลังคนที่เป็นคู่ต่อสู้ไป และเมื่อทำอะไรคู่ต่อสู้ไม่ได้ มันก็ปล่อยลูกดอกออกมารัวๆ จนไอน์ชักกลัวแทนคนที่ต้องวิ่งหนี กลัวคนๆ นั้นหากไม่โดนไอ้อาวุธประหลาดนั่นฟันจนขาดสองท่อน ก็คงตายเพราะลูกดอกนับร้อยที่ปล่อยออกมาไม่มีหยุดหย่อน

            ดีล่ะ...ไอ้นี่แหละเหมาะสุด!

            เขาแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย (ติดมาจากลาสต์) ค่อยๆ เดินหลบไปยังกลุ่มทหารที่มีอาวุธชนิดนี้อยู่ในมือ เข้าไปถึงก็เลือกเข้าไปสะกิดคนที่หน้าตาดูจะยอมอ่อนให้หน่อย แล้วบอก “นี่ๆ อาวุธผมขอยืมได้มั้ย?” ทหารคนนั้นเบิกตากว้างกำลังจะร้องตะโกนเสียงดังว่าพระชายาเสด็จมา ดีที่ไอน์รู้ทันปิดปากไว้ได้ก่อน

            “ชู่ว เงียบๆ สิ ผมไม่อยากให้มันเอิกเกริกตกลงมั้ย?” ทหารผู้โชคร้ายที่ยังคงถูกเขาอุดปากพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้

            “เอาล่ะบอกมาว่าอาวุธนี่ใช้ยังไง” เขาถามขณะดึงตัวทหารคนนี้ไว้ไม่ให้ก้มลงคำนับ เพราะถ้าหมอนี่ทำ ก็คงรู้กันทั้งบางล่ะว่าเขามา แผนเอาคืนเฮเซสได้พังไม่มีชิ้นดีแน่ๆ อุตส่าห์เปลืองน้ำลายขู่กรรโชกเดลให้เอาชุดทหารมาให้ ดังนั้นต้องเงียบๆ ไว้!

            “ท่านต้องเอาอันใหม่ขอรับ โดยปกติอาวุธจะรับคนที่ให้เลือดมันคนแรกเพียงคนเดียวเป็นนายเท่านั้น” อืม...สมเป็นแวมไพร์ แค่อาวุธก็ยังต้องกินเลือด

            “งั้นนายเอามาให้ผมหน่อยสิ ได้มั้ยหรือมีข้อห้ามอะไร” นายทหารผู้โชคร้ายทำหน้าตาคิดหนักก่อนจะบอกว่าคงไม่เป็นไร “ท่านไอน์รอเดี๋ยวนะขอรับ ข้าจะไปนำมาให้”

            “โอเค” เขาทำหน้างง ไอน์โบกมือไล่ว่าให้รีบๆ ไป

            ไม่ถึงห้านาทีนายทหารที่ไอน์เพิ่งจะรู้จักชื่อก็กลับมาพร้อมกับยื่นอาวุธให้เขา

            “ขอบใจเอเดน แล้วผมจะทำแบบนั้นได้ยัง?”

            “แบบไหนหรือขอรับ” เอเดนทำหน้างง ไอน์ชี้ไปตรงคนที่โดนอาวุธนี้ไล่กวด แล้วบอกว่า “แบบนั้นแหละ” เอเดนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถอนหายใจแล้วบอก

            “อาวุธชิ้นนี้ประสิทธิภาพดีกว่าพวกดาบเยอะก็จริง แต่ว่ามันเปลืองเวลา จะใช้แต่ละทีต้องมีคนคอยคุ้มกันให้ มิฉะนั้นท่านอาจถึงตายยามต้องยืนนิ่งๆ นึกถึงหน้าศัตรูที่ท่านอยากจะกวาดทิ้ง”

            “ยังไงหรือ?” ไอน์ยังคงถามต่อด้วยความสงสัย

            “เพราะเมื่อทำพันธสัญญากันเรียบร้อยแล้วอาวุธจะรับคำสั่งจากผู้เป็นนายทางจิตโดยตรง ที่สำคัญอาวุธชนิดนี้จะระบุหน้าของศัตรูที่เจ้านายอยากกวาดล้างจากความทรงจำขอรับ ดังนั้นหากท่านอยากกวาดทีเดียวให้เกลี้ยงก็คงต้องนึกนานหน่อย”

            ไอน์ของอย่างนี้ใครจะต้องมานึกให้เสียเวลากัน ไอน์แสยะยิ้มออกมาจนเอเดนต้องสะดุ้งโยงด้วยความตกใจ

            เขาเอามีดที่อยู่ใกล้ๆ กรีดที่นิ้วชี้จนเป็นแผลเล็กๆ หยดเลือดลงบนอาวุธสนิมเขรอะที่จะกลายมาเป็นของตน วันนี้แหละนะเฮเซส นายจะต้องได้สำนึกผิดแน่ๆ ว่าได้ทำอะไรกับเขาไว้บ้าง!!

            แหมะ!

            ทันทีที่เลือดของเขาสัมผัสกับอาวุธ อยู่ๆ ก็มีแสงสีทองสว่างจ้าสาดส่องไปทั่วทั้งลานจนทหารทั้งหมดต้องหยุดทำกิจกรรมของตนแล้วหันไปหาศูนย์กลางของแสงสีทองนั่น พบคนผู้หนึ่งในชุดทหารบนฝ่ามือมีอาวุธคิลเลียสสีทองเปล่งประกายอยู่ เหล่าทหารยืนอึ้งด้วยไม่เคยพบเห็นคิลเลียสเป็นแบบนี้มาก่อน

            “อ้าวๆ ฝึกต่อไปสิยืนมุงอะไรกันอยู่ได้” เฮเซสซึ่งไปฝึกซ้อมให้พลธนูอยู่ไกลๆ ก็เดินเข้ามาเมื่อรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างแผ่ออกมาจากจุดที่มีแสงสีทองสาดมาเมื่อครู่

            คนผู้ใดที่ท่านอยากจะให้ข้าจัดการ

            อยู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัว ไอน์ยกยิ้มมุมปาก พูดในใจว่า เฮเซส*!* ซึ่งไม่ต้องนึกเลย หน้าไอ้หมอนี่ลอยตามชื่อมาโดยทันที!

            ฟิ้วว แล้วเจ้าอาวุธที่ว่าก็ลอยขึ้นเหนือศีรษะ

            เฮเซสที่เดินเข้ามาใกล้พบกับคนที่ไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้ที่สุด กลับยืนอยู่ในจุดที่เขาคิดว่ามีพลังประหลาดเกิดขึ้น พร้อมกับคิลเลียสสีทอง

            “ท่านไอน์!!” ไอน์ยิ้มหวานส่งให้ “ไง เฮเซส”

            เฟี้ยววววว!

            “เฮ้ย อะไรวะ!” เฮเซสสบถออกมายามอาวุธชิ้นที่ว่ามันดันขยายออกและไล่ล่าเขา!!

            “เฮเซส ผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันใช้ยังไง ก็พอดีนายเข้ามาอยู่ในระยะมองเห็น หน้านายมันเลยลอยเข้ามา ขอโทษนะ” ไอน์แสร้งตีหน้ารู้สึกผิด เฮเซสขบฟัน ดูก็รู้ว่าจงใจชัดๆ!! ท่านไอน์กับท่านลาสต์น่ะเหมาะสมกันยิ่งนัก ให้ตาย!!!!

            ท่านไอน์นะท่านไอน์! ถ้าถึงเวลาเข้าหอเมื่อไหร่เขาจะเป่าหูท่านลาสต์ให้ขังท่านเอาไว้ในห้องหอสักสิบวัน เอาให้พวกนางกำนัลสุมหัวกันให้ท่านไอน์ได้อับอายจนไม่กล้าออกมาแกล้งเขาอย่างนี้ได้เลย!!

            ฟุ่บๆๆ เคร้งๆๆ

            เฮเซสรีบเรียกดาบออกมาป้องกันยามเมื่อลูกดอกนั้นถูกปล่อยออกมาจากคิลเลียสสีทอง น่าแปลกที่อาวุธนี้ของท่านไอน์เหมือนจะมีอานุภาพรุนแรงกว่าของที่ทหารฝึกซ้อมสักสิบเท่า เพราะเขาต้องปัดการโจมตีด้วยแรงที่มากกว่าเดิมถึงสองส่วน อีกทั้งจักรที่ขยายออกมาก็รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ หากเฮเซสช้าอีกเพียงนิดล่ะก็คงได้ขาดสองท่อนไปแล้ว

            เฮเซสกัดฟันกรอด...นี่คงกะเอาตายสินะ มองสีหน้าที่หุบยิ้มไม่ลงก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคงคั่งแค้นเขาในเรื่องที่ท่านลาสต์สั่งให้เขาทำ (แต่เฮเซสทำให้ด้วยความยินดีเปี่ยมล้น แถมลาสต์สั่งแค่ร้อย แต่เฮเซสทำให้เป็นล้าน!)

            ก็ได้...เฮเซสเริ่มนึกสนุกขึ้นมาตะโกนบอกว่า “ข้าจะเปิดโอกาสให้ท่านตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แล้วถ้าวันใดที่โอกาสของข้ามาถึง ก็เตรียมรอรับของขวัญจากข้าได้เลยนะขอรับท่านไอน์” ...ถือเป็นเป็นการสมนาคุณก่อนที่ท่านจะได้กระอักเลือด เฮเซสหัวเราะในใจ

            “เอางั้นเหรอ” ไอน์ยิ้มกริ่มเมื่อได้ฟัง มองดูเฮเซสพลาดโดนลูกดอกเฉี่ยวแขนจนเลือดสีเงินไหลออกมาก็ให้สะใจยิ่งนัก ว่าแล้วก็นึกอะไรดีๆ ออก

            ว่าที่พระชายาเดินเข้าไปหากลุ่มทหารที่ใช้คิลเลียสเป็นอาวุธแล้วบอกกับพวกเขาว่า เฮเซสต้องการแสดงกระบวนท่าตั้งรับและหลบหลีกให้พวกทหารได้ดูเป็นบุญตา ขอให้ทุกคนตั้งเป้าหมายไปที่เขา แล้วจะได้เรียนรู้ถึงกระบวนท่าชั้นสูง พวกคนที่ไม่รู้อะไรก็ยิ้มอย่างตื่นเต้นและทำตามคำสั่งทันที...มีเพียงเอเดนคนเดียวที่เหมือนจะรู้ตื้นลึกหนาบาง ยังคงยืนนิ่งมองไปทางเฮเซสที่เริ่มมีแผลเต็มตัวด้วยสีหน้าสำนึกผิด

            “อ้าว...ยืนเฉยทำไมเอเดน”

            “ข้าว่าข้าขอดูอยู่เฉยๆ ดีกว่าขอรับ”

            “ลาสต์คงไม่ชอบใจแน่ๆ ถ้ารู้ว่ามีใครกล้าขัดใจผม” ขอสักหน่อยเถอะ ไอน์คิด

            เอเดนถอนหายใจเฮือกแล้วยอมทำตามแต่โดยดี...

            จากนั้น...

            ฟิ้วๆๆๆ เคร้งๆๆๆ ฉัวะ! ฉึก!

            “อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกก ข้าทนไม่ไหวแล้วนะเว้ย ดีเลีย!!”

            บึ้มๆๆๆๆๆๆๆ

            แล้วเฮเซสที่เต็มไปด้วยบาดแผลและโชกเลือดก็เรียกภูตของตนออกมาปิดเกม!

            และหลังจากนั้นทุกวัน...

            ฟิ้วๆๆๆ เคร้งๆๆๆ ฉัวะ! ฉึก!

            บึ้มๆๆๆๆๆๆๆ

            “อ๊ากกกกกก”

            “โอ๊ยยย ท่านไอน์ขอรับข้าไม่ไหวแล้ว”

            “ได้โปรด...อย่ามาที่นี่อีกเลยขอรับ”

            ฉึบ!

            “ท่าน...เฮเซส ช่วย...ช่วยบอกท่านลาสต์ทีขอรับ ว่าให้พาพระชายากลับไป” ทหารทั้งหลายที่นอนแผ่หราอยู่บนพื้นและมีบาดแผลเต็มตัวเอ่ยกับเฮเซสที่มีสภาพไม่ต่างกันด้วยน้ำเสียงหดหู่

            “ขู่จะเอาลาสต์มาเหรอ? หา!?” ไอน์ที่ตอนนี้ได้ใจเพราะไม่มีใครกล้าทำอะไรเขา ก็ระบายความเครียด โมโห โกรธแค้นจากการที่ถูกลาสต์กลั่นแกล้งใส่ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ทั้งหลายอย่างย่ามใจ เล่นงานเจ้านายไม่ได้ก็เอาลูกน้องนี่แหละวะ!

            บึ้มมมมมมมม!!!

          “บาเรลทำไมนายเรียกฉันว่าไอเนร่าห๊ะ เอาแค่ไอน์เฉยๆ น่ะไม่ได้เหรอ แล้วฉันยังเป็นแวมไพร์แล้วยังไปอยู่โลกมนุษย์อีก บอกมานะว่ามันเกิดอะไรขึ้น หา!!” วันนี้ไอน์โดนลาสต์กักบริเวณไว้ให้อยู่แต่ในปราสาท ด้วยความเซ็งจึงเรียกบาเรลออกมาคุยเป็นเพื่อน มันนานมากตั้งแต่ไอน์รู้ตัวว่าเป็นแวมไพร์ก็ไม่เคยเรียกบาเรลออกมาอีกเลย จนเจ้าตัวงอนหนักมาก ไอน์ต้องง้อและยอมให้เรียกว่าท่านไอเนร่าโดยที่ไม่เข้าไปขัดตั้งนานเจ้าตัวจึงหายงอน

            “ขะ...ข้าจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ นะขอรับ ท่านไอเนร่า แงๆ บาเรลจำไม่ได้จริงๆ” แล้วเจ้าตัวก็แหกปากร้องไห้เสียงดัง

            “โกหก!” ไอน์สวนทันที ใจอยากจะเข้าไปกอดไปโอ๋ให้หยุดร้องไห้ เพราะภูมิแพ้ของน่ารักในตัว แต่ไอน์ก็ต้องพยายามหักห้ามใจอย่างหนัก ในเมื่อง้อจนหายงอนได้แล้วเรื่องอะไรจะไปยอม ถามลาสต์ว่ารู้อะไรไหมก็ไม่ยอมพูด แถมเขายังต้องเปลืองตัวสุดๆ ให้อีกฝ่ายทั้งๆ ที่ไม่ได้อะไรกลับมา! ไอน์ล่ะเซ็ง...ขาดทุนแท้ๆ ดังนั้นถามภูตตัวเองดีที่สุดแล้ว

            “ฮือออออ บาเรลพูดจริงๆ นะท่านไอเนร่า บาเรลจำไม่ได้จริงๆ” เจ้าตัวน้อยส่ายหน้าอย่างน่าสงสาร เหลือบตามองเดอา (ที่ลาสต์ส่งมาเฝ้า) อย่างกลัวๆ

            “ท่านไอเนร่า เรื่องนี้จริงนะขอรับ ภูตอย่างเราโกหกเจ้านายไม่ได้ เพราะมันเป็นมนต์ฝังลึกลงไปในกระดูกเลย บางที...บาเรลอาจจะถูกเวทผนึกความทรงจำแบบมีเงื่อนไขก็ได้” เดอาแทรกขึ้นมาให้ไอน์ต้องถอนหายใจเฮือก ขนาดบอสใหญ่ไม่อยู่ก็ยังจะส่งลูกน้องมาคุมอีกนะ เขารู้หรอกว่านอกจากเดอาจะมาคุมไม่ให้เขาออกไปป่วนที่ไหนอีก ก็ยังมาเพื่อควบคุมบาเรลไม่ให้พูดอะไรบางอย่างที่เจ้าตัวเห็นว่าไม่สมควรออกไป

            “ก็ได้ๆ เชื่อเดอาก็ได้” คำพูดนี้ของไอน์เหมือนไปกระตุ้นต่อมน้ำตาของบาเรลภูตเจ้าขี้แยอีกรอบ

            “ฮึกๆ ท่านไอเนร่าใจร้าย ท่านไอเนร่าใจร้ายกับบาเรล บาเรลเป็นภูตของท่านไอเนร่าแท้ๆ ทำไมไปเชื่อเดอามากกว่าภูตตัวเอง แง~” นอกจากจะน่ารักมากแล้ว เสียงร้องของบาเรลก็ดังมากไม่แพ้กัน ไอน์ถอนหายใจ ยิ้มอย่างเอ็นดู กับเจ้าภูตน้อย เจ้าตัวสูดจมูดฟืดฟาดจนเขาต้องดึงเข้ามากอดปลอบ นุ่มนิ่มๆ น่ารัก ไอน์ฟัดจมูกลงกับใบหน้าที่เหมือนตุ๊กตานั่น ในขณะที่บาเรลดูเหมือนเด็กๆ แต่เดอากลับมีท่าทางที่คล้ายผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่หน้าตาก็บ้องแบ๊วแท้ๆ!

            “โอ๋ๆ ฉันผิดไปแล้ว คนดี๊คนดีเงียบเสียนะ ในเมื่อเรื่องนั้นไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไรแต่เรื่องนี้ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง ไม่คุยไม่ได้!!”

            “เรื่องอะไรหรือขอรับ?” บาเรลสูดจมูกฟึดฟัด

            “ทำไมนายต้องเรียกฉันว่า ‘ไอเนร่า’ ด้วยล่ะ ฉันชื่อ ‘ไอน์’ เฉยๆ นะ เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ขอร้องอย่าเรียกว่าไอเนร่าอีกเลย รับไม่ได้จริงๆ อีกอย่างชื่อหญิงสาวแบบนี้ใครจะไปอยากได้!! ฉันเป็นชายแมนนะ เรียกไอ้นี่ไอ้นั่นจะเข้าท่ากว่าไอเนร่าไหม” ไอน์ถามอย่างสงสัยแกมประชดประชัน ถูกเรียกนังไอน์ยังไม่ปวดใจเท่าถูกเรียกไอเนร่าเลย! ล้อเล่นนะ...ใครจะไปอยากถูกเรียกจิกหัวเหมือนผู้หญิงกัน! สรุปชื่อไอน์ของเขาดีสุดแล้ว ไม่ต้องการให้ใครมาแต่งเติมมันหรอก

            แต่เจ้าภูตตัวน้อยดูเหมือนจะไม่เข้าใจเขา เพราะบาเรลยังคงทำหน้าอึน แล้วมองมาอย่างงงๆ

            “ตัวท่านชื่อไอเนร่านี่ขอรับ ข้าก็ต้องเรียกท่านอย่างนี้สิ” ไอน์ชักจะปวดหัวจี๊ด...มือกุมขมับแล้วบีบนวดเบาๆ ไหนบอกว่าจำอะไรไม่ได้ แล้วเรื่องชื่อของเขานี่มันหมายความว่ายังไงกัน บาเรลเรียกแบบนี้จนลาสต์เอาไปเรียกตามแล้ว! อย่างนี้เรียกมีความผิดใช่ไหม? ตอบบบบ!

            “ไหนบอกจำอะไรไม่ได้ไง แล้วเรื่องชื่อนี่หมายความว่ายังไงกัน” ไอน์ยังคงซักไม่เลิก จนเจ้าภูตตัวน้อยทำท่าจะเป่าปี่อีกแล้ว

            “ก็ข้าจำได้แต่เพียงว่านายของข้าเป็นคนน่ารัก และใจดีกับข้า...แต่ใจดียังไงข้าก็ไม่รู้อีกอยู่ดีนั่นแหละ คือ...มันเป็นความรู้สึกน่ะขอรับ แล้วก็รู้แค่ว่าท่านชื่อไอเนร่านอกนั้นข้าจำอะไรไม่ได้เลย ฮือออ”

            “เอาล่ะๆ ยอมเชื่อก็ได้ หยุดร้องเถอะ แล้วนายอยู่กับฉันมานานหรือยัง” ไอน์ตัดสินใจเปลี่ยนประเด็น เฮ้อ...ทำไมเขามีภูตเหมือนมีน้องน้อยๆ กันนะ นิสัยเหมือนเด็กๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของเขาเปี๊ยบเลย

            “ข้าอยู่กับท่านไอเนร่าตลอดเวลาขอรับ” บาเรลที่เปลี่ยนอารมณ์อย่างฉับพลันบอกเขาอย่างร่าเริง

            “อยู่กับฉันตลอดเวลา ทำไมไม่ออกมาให้เห็นบ้างเลย” เขาถามอย่างสงสัย เพราะก่อนหน้านี้เคยถามเดอาแล้วว่าพวกภูตว่าจะออกมาเองโดยที่เจ้านายไม่ต้องเรียกได้ไหม...เดอาตอบว่าได้ หรือที่บาเรลไม่ยอมออกมาจะหมายความว่าเจ้าตัวขี้เกียจ...

            “ข้าโดนเวทเงื่อนไขว่าจะออกมาไม่ได้ขอรับ ท่านต้องเป็นผู้เรียกข้าเท่านั้น แล้วตอนที่ตัวท่านยังไม่รู้ว่าตนเองเป็นแวมไพร์ข้าจึงยังไม่มีสิทธิ์ออกมา” เป็นเวทที่ไร้สาระซะไม่มี...คนที่ใช้เวทเงื่อนไขกับเขาแบบนี้ คงเป็นพวกที่ว่างจัดถึงไม่คิดเอาเวลาไปทำอย่างอื่นน่ะ ไอน์คิดอย่างฉุนๆ แล้วจบประเด็นเรื่องนั้นไป ส่วนเรื่องชื่อไอเนร่าเขาก็คงต้องทำใจ ดูแล้วคงแก้ไขอะไรไม่ได้ เฮ้อ...

            “ท่านลาสต์” เดอาภูตสีเงินตัวจิ๋วร้องเรียกเจ้านายของตนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขะมักเขม้นเบาๆ    หลังจากท่านไอน์และบาเรลนอนหลับกอดกันอยู่บนเตียงด้วยความสงบเสงี่ยม เดอาจึงกลับมาหาท่านลาสต์ ระหว่างทางเขาก็พบกับลูกสาวของผู้อาวุโสคนหนึ่งมาขอเข้าเฝ้าจึงขอให้นางรออยู่ด้านนอก และตนเข้ามารายงานเรื่องนี้

            ลาสต์เงยหน้าขึ้นมองแล้วสบตาอีกฝ่ายเป็นเชิงถามว่า มีอะไร

            “ท่านเมนีเซีย บุตรสาวของท่านไมนาสมาขอเข้าพบขอรับ” เรื่องที่ได้ฟังทำเอาเขาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย พร้อมกันนั้นก็พยักหน้าบอกเดอาว่าให้ไปพาเข้ามาได้

            ภูตน้อยหายตัวไปสักพัก แล้วกลับมาพร้อมกับอาคันตุกะสาวร่างบางหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง

            นางเดินยิ้มพริ้มพรายเข้ามา ซึ่งรอยยิ้มนั้นเพียรส่งไปให้คนที่นั่งทำหน้าตาเรียบเฉยอยู่เบื้องหน้าอย่างหวังโปรยเสน่ห์ แต่ลาสต์กลับรู้สึกรำคาญใจมากกว่า จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาทำงานของตนต่อไป เมื่อนางไม่ยอมพูดธุระของนางออกมาเสียที

            เขารู้...ว่าหากเขาทำไม่สนใจนางไปซะ เดี๋ยวนางก็เบื่อและเดินกระทืบเท้าตึงตังจากไปเองด้วยความหงุดหงิดเหมือนทุกที และวิธีนี้ได้ผลทุกครั้ง...

            “ท่านพี่~ ท่านพี่เงยหน้าขึ้นมาคุยกับข้าก่อน!” นางถลาเข้ามายืนตรงหน้าเขา พร้อมทั้งดึงแผนงานที่ถืออยู่ในมือเขาออก ...แต่วันนี้...เห็นจะไม่เป็นอย่างเคย

            “เมนีเซีย...ความอดทนของเราที่มีต่อเจ้า มันมีขีดจำกัด หากไม่มีธุระใดก็ออกไปเสีย...เราจะทำงาน” น้ำเสียงที่ใช้เย็นชาอย่างน่ากลัว แล้วดึงแผนงานที่อยู่ในมือนางกลับคืนมา ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

            เมนีเซียเห็นอย่างนี้ก็ขัดอกขัดใจอยากร้องกรี๊ดๆ แต่ทำไม่ได้...ท่านพ่อสอนไม่ให้ทำกิริยาเช่นนั้นเดี๋ยวท่านพี่ลาสต์จะไม่ชอบใจแล้วอนาคตราชินีของนางจะหลุดลอยไป!

            อีกอย่างวันนี้นางก็อยากจะมาดูหน้า ‘คู่ครอง’ ของท่านพี่ลาสต์ที่ท่านพ่อบอกว่าหาพบแล้วจากพิธีจันทร์ครึ่งเสี้ยว ยังไงนางมาก่อน...ส่วนนางคนนั้นมาทีหลัง ต้องเป็นฝ่ายถอย! เมนีเซียคิดอย่างผู้ที่เหนือกว่า...ด้วยมั่นใจว่านางไม่มีอะไรด้อยไปกว่า ‘คู่’ ที่ได้จาก ‘พิธีกรรม’ ที่ใครๆ เขาบอกมา ก็นางทั้งสวย...ทั้งเก่ง และฉลาด...เช่นนี้แล้ว นางมั่นใจว่านางต้องไม่แพ้เป็นแน่!

            เมื่อปรับอารมณ์ให้เย็นลงได้ เมนีเซียก็จีบปากจีบคอถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่ปั้นแต่งให้ดูสดใสร่าเริงว่า “ท่านพ่อบอกกับข้าว่าท่านเจอเนื้อคู่แล้วจริงหรือ ชาติตระกูลของนางเล่า เทียบเคียงกับท่านได้หรือไม่ ข้าเกรงว่าหากนางไม่คู่ควรกับท่าน อาจจะทำให้เป็นที่ครหาของชาวเฟนดาซก็เป็นได้ ข้าว่ายังไงเลือกคนที่...” ลาสต์สูดลมหายใจ เงยหน้ามองตัวก่อความรำคาญแล้วบอกว่า “จะเหมาะสมหรือไม่...ไม่ใช่กงการอะไรที่เจ้าจะต้องนำมาสนทนากับเรา นี่เป็นเรื่องของเรากับไอเนร่า”

            “แต่ท่านพี่...ข้าคิดว่าหากความสามารถไม่เทียบเคียงกัน วันใดวันหนึ่งนางอาจทำให้ท่านอับอายได้” เมนีเซียยังไม่ยอมแพ้ นางพลาดที่ไม่ได้สังเกตสีหน้าท่าทางของคนที่นางปักใจเลย เพราะถ้ารู้นางจะได้ถอยออกมาก่อน

            “ยังไม่เข้าใจอีกหรือว่านี่เป็นเรื่องของ ‘คนสองคน’ ไม่ว่า ‘ใคร’ จะว่าอย่างไร...เราไม่มีทางเปลี่ยนใจ ยิ่งตัวเจ้าเป็นใครกัน...เข้าใจที่เราพูดใช่ไหม...เมนีเซีย?” ได้ฟังเมนีเซียที่เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธก็หน้ามืด ลืมคำสั่งสอนของบิดาไปเสียสิ้น ด้วยการกรีดร้องออกมาเสียงดัง

            “กรี๊ดดด นี่ท่านพี่ว่าข้าเสนอหน้าเหรอเจ้าคะ? ท่านพี่ว่าข้าเสือกเรื่องชาวบ้านงั้นหรือเจ้าคะ?!!” นางกรีดร้องอย่างโกรธเคือง รับไม่ได้เมื่อถูกว่ากระทบอย่างนี้ สีหน้าแดงก่ำขัดเคืองใจ

            “ตรงไหนที่เรา ‘ว่า’ เจ้า” ลาสต์ถามเสียงเรียบ มองหน้าของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธอย่างเฉยชา

            “ท่านพี่! ก็ทุกคำที่ท่านพูดออกมานั่นอย่างไรเจ้าคะ!” นางแผดเสียงดังอย่างโมโห

            “อย่างนั้นหรือ...แต่เราพูดทำนองนี้มานานแล้ว เจ้าไม่เห็นคิดมากเลย ทำไมวันนี้เข้าใจสิ่งที่เราต้องการจะสื่อกัน?” ถามอีกฝ่ายหน้าตาย

            “กรี๊ดดดด! ท่านพี่...ท่านพี่!” ภูตอย่างเดอาที่นั่งฟังอยู่นานถึงกับเอามืออุดหูกับเสียงแปดหลอดนั่น แม้แต่เดอาที่เป็นภูตยังรู้สึกได้ว่าภายในหูของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แต่ท่านลาสต์เพียงแค่แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายและรำคาญออกมาเท่านั้น...ท่านลาสต์ช่างสมกับเป็นราชา ความอดทนอดกลั้นของท่านนั้นเป็นเลิศ! เดอามองเจ้านายของตนอย่างเสื่อมใสยิ่งนัก

            “มีไหวพริบขึ้นมาบ้างแล้วสินะ” ลาสต์สรุปออกมาเสียงเรียบแต่สีหน้าบ่งบอกว่าขบขันเต็มที ทำเอาเดอาที่นั่งอยู่ด้วยกันหลุดขำไม่ได้ต่าง มือที่แต่เดิมเอาปิดหูก็เลื่อนลงมาปิดปากเล็กไว้ พร้อมกับหัวเราะคิกคัก หากก็ต้องเงียบกริบเมื่อเมนีเซียถลึงตาใส่ “ท่านพี่!!!!”

            ปกติท่านพี่ลาสต์ไม่เคยว่านางอย่างนี้มาก่อนเลย! (ลาสต์ก็พูดทำนองนี้ประจำ แต่เมนีเซียไม่ได้สนใจ เพราะแต่ก่อนไม่มี ’ประเด็น’ ร้อนแรงให้ถกกัน)

            ทั้งหมดมันเป็นเพราะนาง (นาย) คนนั้นคนเดียว! เมนีเซียคิดอย่างแค้นเคือง

            นางเดินออกไปด้วยความโกรธแค้นเต็มอก ระหว่างทางก็กระทืบเท้าตึงตัง เหมือนจะระบายความโกรธและความแค้น หมายใจไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องไปเล่นงานอีกฝ่ายให้ได้...ไม่ตายนางจะไม่ยอมเลิกรา!

            แล้วเราจะได้เห็นดีกัน! นังพระชายาตัวปลอม!

            หลังจากเมนีเซียออกจากห้องไป ลาสต์ถึงกับถอนหายใจ...

            “เดอา...คราวหลังเจ้าถามนางก่อนนะ ว่ามาหาเราด้วย ‘ธุระ’ อันใด หากไม่มีเรื่องสำคัญล่ะก็...เจ้าส่งแขกเลย ไม่ต้องเข้ามารายงานเรา เข้าใจหรือไม่” เขากำชับภูตของตนเสียงเรียบ

            “ขอรับ” ภูตจิ๋วก็รับคำอย่างหนักแน่นทันที

            “อีกอย่าง เรื่องนี้เราไม่อยากให้ไอเนร่ารู้ เดี๋ยวจะไม่สบายใจ”

            “แต่ข้าคิดว่าท่านไอน์ควรจะรู้ไว้นะขอรับ” เดอายิ้มกริ่ม

            “นั่นสินะ”

            “บาเรล...ไปโรงเลี้ยงม้ากัน” ไอน์ชวนคู่หูตัวน้อยออกเที่ยวทันทีที่หลบหนีออกมาจากผู้คุมสุดเข้มที่หน้าห้องได้อย่างทุลักทุเล อุตส่าห์แกล้งหลับกับบาเรลจนตัวจะเป็นตะคริว เป็นพักนั่นแหละกว่าเดอาจะวางใจแล้วยอมถอยออกไป

            ตอนนี้เขาอยู่ที่นี่มาจะครบหนึ่งเดือนแล้ว นับตั้งแต่วันนั้นไอน์ก็ไม่ ‘ทาน’ อาหารร่วมกับลาสต์อีกเลย นอกจากความอับอายที่ต้องเสียรู้ไปในครั้งนั้น เขาก็กลัวตัวเองจะตบะแตกไปกระโดดกัดคออีกฝ่ายเสียก่อนน่ะสิ ถ้าเป็นอย่างนั้นคงจะโคตรน่าอายมากๆ ยิ่งอีกฝ่ายมีท่าทางพร้อมจะค้ากำไรกับเขาอย่างเต็มที่ไอน์ยิ่งคิดว่าไม่ปลอดภัย อย่างวันนั้นที่กลั่นแกล้งเสียจนเขาไปไม่เป็นต้องหลบหน้าหนีเป็นสัปดาห์ ไอน์ก็คงจะกล้าบินเข้ากองไฟหรอกนะ

            “แล้วท่านไอเนร่ารู้เหรอขอรับว่ามันอยู่ตรงไหน” บาเรลถามอย่างสงสัย ไอน์ส่ายหน้าน้อยๆ อย่างอ่อนอกอ่อนใจกับความไม่รู้ของเจ้าภูตน้อยของตน

            “ถ้าฉันไม่รู้แล้วจะชวนบาเรลไปทำไมกันเล่า”

            “อ้าว…แล้วท่านไอเนร่ารู้ได้อย่างไรขอรับ” ภูตน้อยถามอย่างสงสัย ก็อยู่ด้วยกันแท้ๆ เขาไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย

            “ได้ยินจากพวกทหารเลี้ยงม้าที่เดินผ่านไปตะกี้นั่นแหละ” ไอน์บอก

            “ข้าไม่เห็นจะได้ยินว่าใครพูดอะไรเลยขอรับ” ภูตน้อยบอกอย่างสงสัยก็อยู่ด้วยกันตลอดนี่นาเขาไม่เห็นจะได้ยินเสียงใครคุยกันเลย

            “นายนี่เป็นภูตฉันจริงหรือเปล่าเนี่ย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าฉันได้ยินเสียงความคิดของคนอื่นน่ะ” ไอน์บอกอย่างภูมิใจ แหม บางที่ความสามารถนี้ก็มีประโยชน์ดีเหมือนกันนะ แต่ติดอยู่ที่ว่าเขาใช้กับลาสต์ไม่ได้เนี่ยแหละปัญหา! เพราะไอน์ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีลาสต์จะลุกขึ้นมาทำอะไรกับเขาบ้าง! ตั้งรับไม่ได้เลยแบบนี้!

            “ท่านไอเนร่าของข้าเก่งที่สุดเลยยย” เจ้าภูตน้อยบาเรลเยินยอเจ้านายของตัวเองเต็มที่ และจะมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้เห็นสายตาชอบใจของไอน์

            “ไม่ต้องบอกฉันก็รู้บาเรล...คนมันเก่งก็งี้แหละ” แล้วไอน์ก็ยักไหล่ทำท่าทางว่าฉันแน่อยู่แล้ว บาเรลหัวเราะก๊าก ออกมา ขำที่ทั้งตนและเจ้านายก็ขี้โอ่ไม่ต่างกัน

            “แต่...มันจะดีเหรอขอรับ เดี๋ยวท่านลาสต์ก็ดุเอาหรอก ท่านลาสต์สั่งกักบริเวณไว้ตั้งสองวัน แต่นี่ยังไม่ถึงวันเลยท่านไอเนร่าก็ขัดคำสั่งเสียแล้ว” ท่านลาสต์น่ะน่ากลัวจะตาย ดุก็ดุ ขี้ห่วงขี้หวง บาเรลล่ะกลั๊วกลัว สายตาน่ากลัวมองมาทีเขานี่แทบไม่กล้าบินไปกอดท่านไอเนร่าเลย

            “มันก็ต้องดีสิ! นี่ตกลงบาเรลเป็นภูตของใครกันแน่เนี่ยหา? นายน่ะเชื่อฟังคำสั่งลาสต์เกินไปหรือเปล่า ภูตของเขารึก็ไม่ใช่ ชิชะ” เจ้าของตัวจริงถามภูตน้อยอย่างเอาเรื่องจนเจ้าตัวได้แต่ทำหน้าซีด รีบตอบอย่างเอาใจผู้เป็นนายว่า

            “เอ่อ...แหม ข้าก็...ข้าก็ต้องเป็นภูตของท่านไอเนร่าแวมไพร์ที่เก่งที่สุดในโลกอยู่แล้วขอรับ”

            “ดีมาก...พูดแบบนี้ให้อภัย” เมื่อได้ฟังบาเรลก็ยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ เมื่อเจ้านายของตนเผยรอยยิ้มสว่างไสว ที่ยิ้มทีไรลืมโลกทุกทีออกมา

            เดี๋ยวเจ้าได้เจอข้าแน่...นังพระชายาตัวปลอม...หนอยแน่ ท่านพี่ลาสต์ไม่เคย ‘พูด’ แบบนั้นกับข้าแท้ๆ อย่าให้เจอหน้านะ ข้าจะตบล้างน้ำเจ็ดชั่วโคตรเลยเชียว

            ขณะที่เมนีเซียกำลังก่นด่าใครบางคนในใจ เสียงหัวเราะหนึ่งก็ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “อ๊าก ฮ่าๆ บาเรล อู้ย ฉันขำไม่ไหวแล้วอ่ะ ฮ่าๆ คนบ้าอะไรวะขนาดแค่ความคิดนะ เสียงยังนางอิจฉาสุดๆ เลยอ่ะ” เมนีเซียได้ยินก็หน้าตึงเปรี๊ยะขึ้นมาทันใด คิดว่าใครกันบังอาจมาโวยวายเสียงดังอยู่แถวนี้ นางตัดสินใจเดินตามเสียงนั้นไปอย่างว่องไวหวังจะไปตักเตือนที่ช่างกล้ามาทำเสียงดังน่ารำคาญให้นางต้องระคายรูหู

            “ท่านไอเนร่าหัวเราะเสียงดังไปหรือเปล่าขอรับ เดี๋ยวก็มีใครได้ยินหรอก” บาเรลกระซิบบอกไอน์ที่หัวเราะเสียงดังหลังจากเล่าเรื่องที่ตนได้ยินให้เขาฟัง ภูตน้อยรู้สึกไม่ชอบใจผู้หญิงคนนี้อยู่เหมือนกัน หลังจากที่ท่านไอเนร่าเล่าให้ฟังว่าได้ยินความคิดของนางอย่างไรบ้าง บาเรลก็ฟันธงทันทีว่ายัยคนนี้มันเป็นนางร้าย! มันเป็นตัวอิจฉา!

            ทางด้านเมนีเซียที่เดินตามเสียงหัวเราะบาดหูมา

            ไอเนร่าเหรอ? เมนีเซียครุ่นคิด...เหมือนชื่อนี้นางจะเคยได้ยิน อ๋อ....นังพระชายาตัวปลอมยังไงล่ะ! ดีล่ะมาคิดบัญชีกันเลย ว่าแล้วก็เดินดุ่มๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างต้องการหาเรื่องเต็มที่ คิดว่าวันนี้นางมาไม่เสียเที่ยวแน่แล้ว

            “ฮ่าๆๆๆๆๆ ลาสต์หาเรื่องมาให้ฉันแล้วไง อู้ย จะมีคนมาคิดบัญชีกับฉันล่ะบาเรล นายต้องช่วยฉันนะ” ไอน์บอกด้วยน้ำเสียงขำๆ มีผู้หญิงจะมาตบเขาเพื่อแย่งผู้ชาย? แย่งผู้ชายจากผู้ชายเนี่ยนะ? แล้วไอน์ก็ขำเสียงดังลั่น

            เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเหมือนจะเยาะเย้ยดังมาจากคู่อริ ความโกรธแค้นของเมนีเซียก็พุ่งทะลุปรี๊ด ปรอทแตกอารมณ์แตกดังเปรี๊ยะ

            พอเดินมาถึงที่นางก็เห็นนัง ‘พระชายาตัวปลอม’ ยืนอยู่กับภูตของมัน เมนีเซียเตรียมจะวีนใส่หากก็ต้องชะงักไปนิดหนึ่ง “เนี่ยเหรอ...” นางลืมแม้แต่คำผรุสวาทที่คิดจะสาดใส่อีกฝ่าย ยามได้มองหน้าคู่อริชัดๆ สวยมาก ไม่*! สวยที่ไหนเมนีเซีย! อย่างนี้เขาเรียกสวยตาย!* เมื่อเผลอชมคู่อริในใจเมนีเซียจึงพยายามสรรหาคำมาลดค่าความงามของคนที่ตนเผลอชมออกไปเสียยกใหญ่ หากความคิดที่ตีกันดังและวุ่นวายสับสนขนาดนั้นก็ทำให้ไอน์ต้องหัวเราะออกมาอีกรอบ

            “อะแฮ่ม! มีอะไรน่าขำงั้นหรือนังไอเนร่า” แม้น้ำเสียงที่เมนีเซียใช้จะจิกหนังหัวไอน์แบบสุดๆ แต่เขาก็ไม่ถือ ยังไงซะ เขาก็เป็นผู้ชายนี่ ให้ไปทะเลาะตบตีกับผู้หญิงคงไม่ดีหรอกมั้ง...คงผิดที่ผู้หญิงคนนี้มีความคิดน่าหัวเราะเหลือเกิน ไอน์จึงห้ามตัวเองไม่ให้หลุดขำไม่ไหวจริงๆ

            “ประทานโทษนะครับคุณผู้หญิง กรุณาอย่าเรียกจิกหัวผมด้วยคำว่า ‘นัง’ เลยเพราะผมเป็น ‘ผู้ชาย’ ไม่ใช่ ’ผู้หญิง’ ดังนั้นจึงไม่เจ็บไม่คันแม้แต่นิดเดียว แต่ถึงจะเป็นผู้หญิงคุณก็ไม่ควรไปเรียกใครแบบนี้นะ“ ไอน์บอกอีกฝ่ายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พยายามข่มอารมณ์ขันไว้อย่างเต็มที่ ด้วยกลัวจะเสียมารยาทมากไปกว่านี้

            ได้ฟังเมนีเซียชะงักไปชั่วครู่กับคำบอกที่เหมือนจะสั่งสอนนั่น...เจ้าเป็นใครกันกล้ามาสั่งสอนข้า*!?*

            แต่เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ...ผู้ชาย? นังคนนี้ช่างมารยา...สายตาของนางมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะไปหยุดตรงหน้าอกที่แบนราบ*...โถ แค่นี้นังคนนี้ก็แพ้ข้าแล้ว...แม้กระทั่งหน้าอกหน้าใจก็ยังสู้ข้าไม่ได้แม้ปลายก้อย*

            “ผู้ชายอะไรจะมีรูปร่างหน้าตาเช่นเจ้า อย่าได้ขี้ขลาดถึงขนาดยกเรื่องนี้มาอ้างหน่อยเลย ก็แค่มารดาให้เจ้ามาน้อย ยอมรับความจริงมาข้าอาจจะให้อภัย และยอมต่อสู้กันอย่างซึ่งๆ หน้า” ถ้อยคำจิกกัดมาพร้อมกับน้ำเสียงเสียดสี 

            “พูดอย่างนี้แสดงว่าจะลอบกัดใช่มั้ย? แล้วอีกอย่างหน้าตาอย่างนี้แล้วยังไงห๊ะ หนักหัวใครจะทำไม?” เขาละขัดใจกับพวกคนที่มองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกของเขาเสียจริง ไม่รู้เป็นอะไรกันนักหนา

            “หน้าตาพอดูได้นิดหน่อยอย่างเจ้าไม่ควรมาเทียบรัศมีกับข้า เจ้าควรเจียมเนื้อเจียมตัว พาตัวเองออกไปจากท่านพี่ลาสต์เสีย แล้วอย่าได้เสนอหน้ามาอีก แล้วข้าจะให้อภัย” ไอน์ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ดูท่าทางแล้วเรื่องไม่น่าจบง่ายๆ แน่ผู้หญิงคนนี้เหมือนกำลังจะคลั่ง ไอน์คิด

            ลาสต์หนอลาสต์หาเรื่องให้เขาตลอด! จบงานนี้ไปจะไปคิดบัญชีคอยดูเถอะ!

            “เอาเถอะคุณเหมือนจะพูดไม่รู้เรื่อง แต่ที่บอกว่าเป็นผู้ชายน่ะ ผมพูดความจริงนะ ส่วนจะเชื่อหรือไม่ก็เรื่องของคุณ” ไอน์บอกแล้วชวนบาเรลเดินต่อไปยังโรงเลี้ยงม้า

            “หยุดนะ! ข้ายังไม่ได้ตบเจ้าล้างน้ำเจ็ดชั่วโคตรเลย” แล้วนางก็วิ่งห้อเข้ามา เงื้อมือจะตบไอน์ หากคนจะโดนทำร้าย ทำเพียงยืนอยู่เฉยๆ ไม่ได้หลบ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวบาเรลต้องเข้ามาช่วยแน่ๆ

            ไอน์คิดว่า ตัวเขาผิดเองสินะ ที่มัวแต่ไปเสียเวลาคุยกับผู้หญิงโรคจิตคนนี้ ไร้สาระแท้ๆ

ขณะที่มือกำลังจะสัมผัสกับใบหน้าสวยหวานก็ต้องหยุดชะงักกลางอากาศทันทีด้วยมือที่มองไม่เห็น ไอน์ทำหน้างง ส่วนเมนีเซียหน้าซีดไปเรียบร้อยแล้ว

            “นี่เจ้าคิดจะทำอะไร...เมนีเซีย” เสียงอันเย็นเยียบของลาสต์ลอยมาแต่ไกล พร้อมกันนั้นก็ปรากฏร่างขึ้นขวางหน้าไอน์ มือของเขารั้งข้อมือบางของเมนีเซียเอาไว้แน่น ชายหนุ่มบีบมันอย่างแรงจนเมนีเซียต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

            “ทะ...ท่านพี่ข้าเจ็บ โอ๊ยยย ปล่อยมือข้านะ” นางร้อง ลาสต์จึงปล่อยข้อมือบางด้วยไม่อยากจะรุนแรงกับเมนีเซียมากนัก

            “แล้วเจ้าทำไมไม่หลบไอเนร่า” จากนั้นจึงหันมาเล่นงานไอน์ต่อ

            “อ้าว ก็ผมรอให้บาเรลช่วยไง” ไอน์ตอบ เมนีเซียได้ฟังก็หัวเราะหึออกมา เนี่ยแหละนะ ไม่มีปัญญาสู้ข้าได้ล่ะสิถึงต้องให้ภูตช่วย ส่วนลาสต์ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจให้กับความคิดของไอน์ หันไปเล่นงานเมนีเซียที่ยืนทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมใส่เขาต่อ

            “ทำไมเจ้าถึงทำกับว่าที่พระชายาอย่างนี้ สงสัยเราคงต้องเอาจริงกับเจ้าบ้างสินะ ไม่งั้นก็คงไม่เลิกวุ่นวายสักที” ลาสต์บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง เมนีเซียถึงกับใจเสีย แอบบวกคะแนนความอาฆาตให้ไอน์เพิ่มขึ้นอีกร้อยแต้มทันที

            “ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดรุนแรงกับนางเลยนะเจ้าคะท่านพี่ มีแต่นางที่มาหัวเราะเยาะข้าก่อน ด่าว่าข้าอย่างเสียๆ หายๆ ข้ายอมไม่ได้จริงๆ” ได้ฟังไอน์ก็ฉุนกึก

            สงสัยต้องเจอของจริงก่อนสินะ ไอน์คิด รู้จักไอ้ไอน์น้อยไปเสียแล้ว ไม่รู้หรือไงว่านี่โรคจิตที่อยากจะยกเท้าถีบคนบนบอร์ดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทุกวันเชียวนะ*!* เมื่อคิดได้ดังนั้นก็กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก

            ลาสต์ก็เห็นแต่เขารอดูว่า ว่าที่พระชายาของเขาจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

            “ไม่จริงนะลาสต์ เธอโกหก เธอจะเข้ามาตบผม หลังจากที่จิกผมเลือดซิบไปแล้ว เนี่ยดูตรงนี้สิ เห็นลอยมั้ย…เขียวช้ำไปหมดเลยด้วย” แล้วก็ถลาเข้าไปเกาะแขนลาสต์ออดอ้อนออเซาะเขา พร้อมกับชี้รอยที่โดนทำร้าย (ซึ่งไม่มี) ให้เขาดู

            เมนีเซียกัดฟันกรอดกับการตีไข่ที่เหนือชั้นกว่า รวมถึงเกลียดขี้หน้าขึ้นมาอีกยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ เมื่อท่านพี่ลาสต์ของนางลูบหลังลูบไหล่ปลอบนังคนนี้เป็นการใหญ่

            ไอน์เห็นสีหน้าแบบนั้นก็เตรียมใส่ไฟไม่ยั้ง

            “แค่นั้นไม่พอ เธอยังบอกอีกว่าผมใช้เวทมนตร์หลอกจับคุณ แถมยังด่าว่าผมเป็นอีตัว...ไม่คู่ควรกับคุณอีก ซ้ำร้ายเธอก็ยังจะตบผมด้วย คุณลองคิดดูแล้วกันนะลาสต์...ผม...ผมเสียใจ ที่ปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองไม่ได้ ฮือๆ” แล้วก็บีบน้ำตาร้องไห้ออกมาเสียงดัง ลาสต์ได้แต่ขำคนร่างบางของเขาอยู่ในใจ ร้ายใช่ย่อย...แต่เรื่องนี้เขารู้มาตั้งแต่คนในอ้อมกอดไปป่วนลานฝึกจนวายป่วงตั้งนานแล้ว ดังนั้นเมนีเซียคงจะปวดหัวน่าดูเพราะเจอคู่ปรับที่เหมาะสมกัน

            ได้ฟังเมนีเซียก็กรีดร้องเสียงดังอย่างรับไม่ได้ “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด เจ้าๆ เจ้ามันคนดัดจริต” หึ...ให้มันรู้ซะบ้าง*!* ไอน์ไหวไหล่อย่างสะใจ

            “เมนีเซีย! เงียบเดี๋ยวนี้ กลับบ้านเจ้าไป อย่าให้เราต้องโหดร้าย” ลาสต์บอกเสียงเข้ม น้ำเสียงที่ใช้เต็มไปด้วยความหงุดหงิด รำคาญ

            “กรี๊ด ท่านพี่ลาสต์!!!”

            “จะไปหรือไม่ไป” เสียงเย็นๆ ที่ดังออกมาจากริมฝีปากของคนที่เขาเกาะแขนอยู่นี้ ทำให้ไอน์ได้ใจจนต้องแอบส่งสีหน้าเยาะเย้ยไปให้ อีกฝ่ายก็ถลึงตาใส่อย่างไม่ยอมให้กัน

            “ไปก็ได้เจ้าค่ะ!” แต่ไม่วายทำปากขมุบขมิบให้ไอน์อ่านได้ความว่า ‘แกมันพูดปดมดเท็จและใช้จริตได้อย่างน่ารังเกียจเป็นที่สุด!’ เป็นการส่งท้ายก่อนจะหายตัวจากไปด้วยใบหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยความคับแค้นสุดจิตสุดใจ หรือที่จริงประโยคที่ว่าเขามานั้น ถ้าจะแปลให้เข้าใจได้ง่ายๆ นางอยากจะด่าเขาว่า ‘ตอแหล’ กัน ไอน์คิด เดี๋ยวนะ...คำนี้ก็สามารถใช้กับเขาก็ได้เหรอ? ไอน์คิดอย่างคนเพิ่งได้ความรู้ใหม่

            เมื่อเมนีเซียจากไปแล้ว ไอน์จึงรีบผละออกจากอ้อมแขนของลาสต์ทันที

            “ไม่ต้องให้เรากอดปลอบแล้วหรือ...ให้เราช่วยเลียเลือดให้ด้วยไหม ดูเหมือนจะโดนเมนีเซียเล่นงานเยอะเลยนี่” เขาว่ายิ้มๆ แต่ไอน์เบ้หน้าทันที ฮึ้ยย ดันรู้ทันอีก

            “ไม่ต้องหรอกครับ...ขอบคุณ!”

            “แต่เราชอบเจ้าที่เป็นแบบนี้ ดูร้ายๆ น่ารักดี” พอเขาชมแบบนี้ไอน์ก็ทำสีหน้าไม่ถูก...รู้แต่ว่ามันร้อน และอีกไม่นานคงจะแดง

            “...” แล้วทำไมเขาจะต้องเขินด้วยเล่า ไม่เข้าใจตัวเอง*!*

            “ส่วนเจ้า...แอบหนีออกมาแบบนี้ได้อย่างไร ในเมื่อเราสั่งกักบริเวณสองวัน นี่ไม่ครบวันเจ้าก็ไม่เชื่อฟังกันแล้วรึ?” ลาสต์ถามคนที่ก้มหน้าเสหลบสายตาเขาอยู่ เดี๋ยวอีกฝ่ายก็ทำหน้าเขิน เดี๋ยวก็ทำหน้าบึ้งใส่ ตลกดี

            “คุณเป็นใคร ทำไมผมต้องเชื่อฟังกันเล่า”

            “ว่าที่สามีของเจ้ายังไงล่ะ ไอเนร่า” เอ่อ...ไอน์ติดสตั๊นไปสามวิฯ

            “ทำไมวกเข้าเรื่องนี้อีกแล้ว”

            “เพราะมันคือเรื่องจริง”

            “คุยกับลาสต์แล้วเหนื่อยจัง”

            “เป็นเจ้าที่ไม่ยอมเข้าใจ”

            “คนอื่นไม่ได้เหรอ เอาผู้หญิงเถอะเขามีลูกให้คุณได้นะ ส่วนผมน่ะมีให้ไม่ได้หรอกนนะครับ! เมนีเซียแว้ดๆ เมื่อตะกี้เป็นไง เขาก็สวยดีนะ คุณไม่รับพิจารณาเหรอ” ถ้าจะเอาเขา เขาไม่มีรังไข่ให้นะเฮ้ย!

            ลาสต์ส่ายหน้าปฏิเสธด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ต้องเป็นเจ้าเท่านั้น”

            “ทำไม?” ไอน์เริ่มโมโหที่คุยอย่างไรลาสต์ก็ไม่ยอมเข้าใจ นี่จะเป็นเดือนละนะคุยเรื่องนี้ไม่เข้าใจกันสักที ก็บอกว่าเป็นผู้ชายไง หึ้ย!

            “เพราะเจ้าปรากฏกายขึ้นกลางวงมนตราพิธีอรรธจันทร์ของเรา” ไอน์ขมวดคิ้ว อัฒจันทร์? เกี่ยวไรกันวะ? เพิ่งรู้เลยนะเนี่ยว่าพายุหอบเขาไปตกที่นั่น

            “ผมถูกพายุพัดไปตกบนอัฒจันทร์ตอนคุณนั่งดูกีฬาหรือไง?”

            “เราไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้าพูด แต่พิธีอรรธจันทร์หรืออีกชื่อคือพิธีจันทร์ครึ่งเสี้ยว เป็นพิธีหาคู่แท้ที่พวกผู้อาวุโสใช้เลือดและขนปีกของเราอัญเชิญคู่ครองมา ดังนั้นหากคนผู้ใดปรากฏกายภายในวงมนตราคนผู้นั้นคือจันทร์อีกครึ่งของเรา เป็นเนื้อคู่ของเรา”

            “แล้วเกี่ยวไรกับโผ้มมม” ไอน์โอดครวญ

            “เกี่ยวสิก็เป็นเจ้านั่นแหละที่ปรากฏกายกลางวงมนตราของเรา” นี่...นี่พายุนั่นเป็นวิธีการลักพาตัวเขามาหรอกหรือ!? หลงนึกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงโทษอยู่ได้ตั้งนาน!! ที่แท้ตัวการมันยืนอยู่ตรงนี้นั่นเอง! ไอน์มองหน้าอีกฝ่ายอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ อยากแหกปากให้ก้องโลกาว่านี่มันบ้าไปแล้วววววววววววววว

            ที่จริงอยากจะชวนทะเลาะหาเรื่อง แต่ทำไปก็เท่านั้นเขาคงเหนื่อยเปล่า (อิงจากประสบการณ์หนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้) “คุณไม่คิดว่ามันไร้สาระหรือไง”

            “เคยคิด แต่พอเจ้ามาเท่านั้น...”

            “มันบังเอิญ”

            “เราว่าไม่”

            “โว๊ะ เบื่อจะเถียง”      

            “ทุกสิ่งที่กล่าวเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น เหตุใดเจ้าต้องเถียงให้เหนื่อยกัน” ไอน์กรอกตา ถอนหายใจเฮือก

            “ไม่อยากคุยด้วยแล้ว ผมจะไปที่ไหนคุณก็ไม่ต้องตามมานะ”

            “ไม่ได้ ไม่รู้หรือออกมาข้างนอกมันอันตราย”

            “คำก็อันตรายสองคำก็อันตรายไหนคุณบอกมาซิว่ามันเรื่องอะไรกันแน่” ไอน์เงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสายตาคาดคั้น ทว่าลาสต์กลับตอบมาเพียง “สักวันเจ้าจะรู้”

            “เบื่อคุณจริงๆ เลย ไม่อยากคุยด้วยแล้ว ในเมื่อบอกไม่ได้ผมก็จะไป เพราะถือว่าผมไม่ได้รู้เรื่องด้วย”

            “ทำไมเจ้าดื้อนัก มันเกี่ยวกับความปลอดภัยของเจ้าสิ เราถึงต้องห้าม” เขาคว้าแขนร่างบางที่กำลังจะเดินหนีมากำไว้แน่น ดื้อจริงๆ*!*

            ไอน์หันมามองหน้าเขาแล้วพูดเสียงดัง “คุณนั่นแหละดื้อ ทำไมไม่บอกอะไรเลย คนไม่รู้อะไรเลย บางทีมันก็อึดอัดรู้บ้างไหม! ปากก็บอกว่าจะมีอันตราย แล้วใครกันล่ะที่เป็นภัยต่อผมน่ะ!” เขาลูบแขนคนที่กำลังร้อน หวังให้เย็นลง แววตาที่มองมามีแต่ตัดพ้อต่อว่า และไม่เข้าใจเต็มไปหมด

            “ผมรู้นะว่าคุณรู้เกี่ยวกับตัวผมมากกว่าตัวผมเองเสียอีก เพียงแต่ไม่พูดออกมา มันหมายความว่ายังไง อยากให้ผมแต่งงานด้วยทำไมเรื่องแค่นี้กลับพูดความจริงออกมาไม่ได้ แล้วอย่างนี้ผมยังจะเชื่อใจคุณได้อีกหรือ?” ไอน์ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ตัวเองมีน้ำตาจริงๆ นะ สาบานได้ แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันไหลออกมาได้อย่างไร สงสัยเขาคงอัดอั้นอยู่กับความไม่รู้เกินจะทนแล้วล่ะ ความรู้สึกมันถึงกลั่นออกมาเป็นไอ้น้ำใสๆ ที่ไหลออกมาจากตาแบบนี้

            ร่างบางหันหน้าหนีคนที่มองมาที่เขาด้วยสายตาอ่านไม่ออก ยกมือปาดน้ำตาลวกๆ สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขา “บาเรลไปกันเถอะ”

            เจ้าภูตน้อยได้แต่บินตามเจ้านายไปด้วยสายตาเป็นห่วง บาเรลหันมองคนใจร้ายที่ยังคงยืนทำหน้านิ่งแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรก็ได้แต่ถอนหายใจ คิดว่า ขอให้ท่านไอเนร่าโกรธให้นานๆ เสียเลย ที่บาเรลเงียบใช่ว่าบาเรลชอบท่านลาสต์เสียหน่อย และยิ่งมาทำให้ท่านไอเนร่าต้องร้องไห้ เขายิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่เลย!!

            อย่าเข้ามา*! ไปให้พ้น! เจ้าแวมไพร์ออกไป!*

            “ใจเย็น...ฉันไม่ทำอะไรแกหรอก แค่จะขี่เท่านั้นเอง” ไอน์ที่ปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติได้แล้วบอกพร้อมกับค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เจ้าม้าสีดำปลอดหวังจะขึ้นขี่

            ออกไป*! อย่าเข้ามา!* เจ้าม้าร้องเสียงดัง หายใจฟึดฟัด กระทืบเท้าดังตึงๆ พร้อมกับถอยหลังหนี ไม่ต้องการให้ไอน์เข้าไปใกล้มัน

            “เจ้าจะไปแกล้งม้ามันทำไม” ลาสต์ซึ่งเดินตามมาเงียบๆ พูดขึ้น แต่กลับไอน์เมินหน้าหนีไปมองทางอื่นเสียอย่างนั้น ตอนนี้เขาไม่อยากจะคุยด้วยหรอกนะ บาเรลซึ่งลอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ก็ได้แต่ลุ้นว่า ท่านไอเนร่าอย่าได้ใจอ่อนง่ายๆ เป็นอันขาด!

            ทางด้านราชาแห่งเฟนดาซเมื่อเห็นอาการแบบนี้ก็ได้แต่หนักใจ เขาไม่เคยเจออารมณ์เช่นนี้ของไอเนร่ามาก่อนจึงไม่รู้ว่าควรรับมือกับมันอย่างไร หรือบางทีเขาอาจจะเคยเจออารมณ์ที่คล้ายๆ กันของเมนีเซียมาแล้ว แต่ก็นั่นแหละ ชายหนุ่มไม่ได้พยายามจะเรียนรู้เพราะถือว่านางไม่ใช่คนที่เขาจะต้องใส่ใจเหมือนคนตรงหน้า

            ฮี่ๆ เจ้าม้ายังไม่หยุดดีดกีบเท้า แถมทำท่าจะดีดมันใส่ไอน์อีกต่างหาก เดือดร้อนคนที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ต้องเข้าไปคว้าตัวของคนที่ยืนนิ่งๆ ไม่ยอมหลบวิถีของมัน

            “เจ้าก็รู้ว่ามันกลัวยังจะเข้าไปใกล้ๆ เพื่อแกล้งมันอีก มันจะดีดอยู่แล้วทำไมยังไม่ยอมหลบ ดื้อ” ลาสต์บ่นคนในอ้อมแขนที่ดูท่าจะยังคงตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่

            “ผมแกล้งมันที่ไหน! แค่จะขี่มันเท่านั้นเอง ที่สำคัญไม่ได้ดื้อเสียหน่อย แค่กำลังตกใจ” คนที่ลืมว่าต้องโกรธและยังต้องงอนอยู่ เผลอตอบกลับไปอย่างลืมตัว หากชายหนุ่มที่ต้องเป็นฝ่ายรองรับอารมณ์แบบนี้กลับยกมุมปากขึ้นมาคล้ายจะยิ้ม บาเรลพอเห็นท่าทางของคนในอ้อมกอดของราชาแวมไพร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ โธ่...ท่านไอเนร่าของข้า ยอมท่านลาสต์ง่ายๆ แบบนี้เดี๋ยวอีกฝ่ายก็ได้ใจหรอกขอรับ แวมไพร์ผู้นี้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมายที่จะใช้ล่อลวงท่าน อย่าได้ยอมง่ายๆ ซี่

            “เจ้าขี่มันไม่ได้หรอก ม้ามันกลัวเจ้า” เขาบอกคนในอ้อมแขนเสียงนุ่ม ดูท่าคงจะลืมไปแล้วจริงๆ ว่าตัวเองกำลังโกรธ กำลังงอนเขาอยู่

            “มันจะกลัวอะไรล่ะ เห็นแต่มันพยศอย่างเดียวเนี่ย” พอได้ฟังลาสต์ก็ส่ายหน้า ถามต่อว่า “แล้วเจ้าได้ยินมันคิดว่าอะไรล่ะตอนเข้าไปใกล้”

            “มันบอกแค่ว่า ‘อย่าเข้ามา’ ‘ออกไปให้พ้น’ ประมาณนี้ ไม่เห็นมันจะบอกเลยว่ากลัวผม” ลาสต์ถอนหายใจเฮือกก่อนจะกล่าวว่า “เจ้ารู้ไว้เลยว่าม้าเกลียดและกลัวแวมไพร์มาก เจ้าขี่มันไม่ได้เพราะเดี๋ยวมันจะดีดเจ้าตกจากหลังด้วยความกลัวเปล่าๆ” เขาอธิบายช้าๆ อีกฝ่ายได้ฟังก็ทำสีหน้าไม่เชื่อถือ “ลาสต์โม้หรือเปล่า คนขี้โม้แบบคุณผมควรจะเชื่อดีหรือ? ม้ามันจะมาเกลียดมากลัวแวมไพร์ทำไมกันล่ะ”  ถามอีกฝ่ายอย่างสงสัย งงจริงๆ ว่าเพราะเป็นสัตว์ แค่ก! เป็นสิ่งมีชีวิตคนละชนิดกันเหรอ?

            “บอกไปรังแต่จะทำให้เจ้ารู้สึกไม่ดี รู้แค่ว่ามันไม่ชอบแวมไพร์เป็นพอ” เขาบอกเสียงนุ่ม ฉวยโอกาสกอดไอน์เสียแน่น

            “คุณจะปล่อยผมได้หรือยัง” ไอน์ที่เหมือนเพิ่งรู้ตัว รีบขืนตัวออกจากอ้อมแขนที่รัดแน่นนี้ หากคนกอดเหมือนจะยั่วโมโหด้วยการกักตัวเขาแน่นกว่าเดิมแล้วกล่าว “เจ้าก็หายโกรธเราเสียทีดีไหม”

            “ผมมีสิทธิ์อะไรไปโกรธคุณ มิบังอาจขนาดนั้น”

            “ขืนพูดแบบนี้อีกเราจะกัดคอเจ้าแล้วจับเข้าพิธีเสีย” เขาขู่ด้วยรอยยิ้มหากคนในอ้อมกอดที่มัวแต่คิดหาวิธีดิ้นรนออกมาไม่ได้เห็น

            “ลาสต์...คุณมันชอบข่มขู่บังคับที่สุด!”

            “นี่เรากำลังพยายามทำให้เจ้าหายโกรธอยู่นะ” เขาบอกด้วยรอยยิ้มแสนอันตราย

            “คุณน่ะหรือพยายามทำให้ผมหายโกรธอยู่? ไม่ใช่ว่ากำลังทำให้โกรธยิ่งกว่าเดิมหรือไง” ไอน์แค่นเสียง เฮอะ

            “เรากำลังง้องอนเจ้าอยู่หรอก” ว่าแล้วเขาก็ก้มหน้าลงไปใกล้คนที่มองมาด้วยความขุ่นเคือง

            “อย่าเข้ามาใกล้ผม” แม้จะบอกอย่างนั้น ทว่าเขี้ยวสีขาวกลับงอกออกมายามอีกฝ่ายขยับเข้ามาแนบชิด

            “หรือเจ้าจะปฏิเสธหือ ว่าเจ้าไม่ต้องการเรา?” นี่มันเรื่องเดียวกันเหรอ? ไอน์พยายามขืนตัวออกห่าง เบือนหน้าหนี “เอาหน้าของคุณออกไปนะ” หากเสียงช่างแผ่วราวกระซิบเหลือเกิน

            “จะไม่ลองทำตามใจเจ้าเองหน่อยหรือ” เขากระซิบเสียงทุ้มนุ่มคล้ายกำลังสะกดจิตคนที่ใกล้จะถูกความกระหายครอบงำไว้

            “เอาหน้าคุณออกไป”

            “บอกเรามาก่อนสิ...บอกสิ่งที่เจ้าต้องการ” ชายหนุ่มยังไม่เลิกร่ายมนต์ใส่คนในอ้อมแขน

            “ออกไปห่างๆ ผม...” แม้คำพูดจะผลักไส หากก็ขยับตัวเข้าไปแนบชิดกับเขา

            “พูดสิว่าตอนนี้เจ้าต้องการอะไร” ลาสต์มองคนที่ซุกกายเบียดเขาด้วยสายตาร้อนแรงกระตุ้นความกระหายของอีกฝ่ายเต็มที่

            “ผมต้องการคุณ...ทุกสิ่งของคุณ” ร่างบางบอกอย่างเลื่อนลอยด้วยเพราะถูกความกระหายบดบังสติไปแล้วสิ้นเชิง ดวงตาสีดำขลับทอประกายสีทองออกมา

            “รับทราบ” สิ้นคำมิติว่างเปล่าหนึ่งก็ปรากฏรอบกายทั้งสองไว้ ป้องกันมิให้มีผู้ใดล่วงรู้

            บาเรลที่ถูกกันออกมามองเจ้านายที่หายไปอยู่ในมิติของคนอื่นอย่างผิดหวัง เมื่อฝั่งที่ตนเชียร์อยู่ดูจะแพ้ราบคาบ*...โธ่ ท่านไอเนร่าของข้า สู้ไม่ได้เสียแล้ว*

            หลังจากจบการง้อแบบผู้ใหญ่ของลาสต์ ไอน์ที่ความกระหายไม่มีเหลือแล้ว ประณามเขาด้วยน้ำเสียงหลากหลายอารมณ์ว่า “คุณมันไร้ยางอายที่สุด”

            ทว่าคนได้รับคำชมเช่นนี้ กลับทำเพียงยิ้มบางส่งให้แล้วบอก “เราจะง้อคนของเราแบบนี้ เจ้าจะทำไมหรือ?”

            “ผมไม่ใช่คนของคุณเสียหน่อย อย่ามาคิดเอาเองนะ”

            “แล้วเราบอกตอนไหนหรือว่าเจ้าเป็นคนของเรา”

            “...” ไอน์เม้มปากแน่น

            “หรือที่จริงเจ้าก็อยากจะเป็น หืม?”

            น่าโมโหที่สุด*!!!*

โธ่...ท่านไอเนร่าของข้าแพ้อีกแล้ว : บาเรล

            “ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ในเมื่อขี่มันไม่ได้ แถมมันยังเกลียดยังกลัวแวมไพร์อีก...งั้นคุณเลี้ยงมันไว้ทำไมลาสต์?” ไอน์ถามอย่างพิศวงงงงวย เขาพอจะทำใจได้แล้วว่ายังไงก็สู้อีกคนไม่ได้เพราะดูท่าทางชั่วโมงบินจะต่างกันมากเหลือเกิน

            อีกฝ่ายหลังจากกลั่นแกล้งเขาจนพอใจ ก็ยืนทำหน้านิ่งไม่ตอบอะไร จนไอน์ต้องจี้ถามเสียงเข้ม คราวนี้เขาจะไม่ยอมง่ายๆ แล้วนะ! “ทำไมไม่ตอบล่ะครับ ลาสต์?”

            “เจ้าแน่ใจใช่หรือไม่ ว่าหากรู้แล้วจะรับได้” ได้ฟังไอน์จึงหยุดคิดเพียงครู่ แล้วก็พอจะเดาได้ว่าทำไม

            “แต่เอาเถอะไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเราบอกก็ได้ สมัยก่อนเราแวมไพร์ที่ยังไม่ได้ค้นพบว่าเลือดสิ่งใดสามารถพยุงความกระหายของเราได้นานที่สุด ม้ากลายเป็นตัวทดลองแรกก่อนที่เราจะค้นพบกระบองเพชรเลือด เรื่องก็มีเท่านี้” 

            “โธ่ แล้วมาทำอมพะนำ”

            “เจ้าจะได้สนใจอยากรู้ไง” เอาไว้ล่อลวงเขาอีกน่ะสิคนๆ นี้!

            “....”...โธ่ ชีวิตนี้เขาจะขี่ม้าไม่ได้แล้วสินะ

            “เหลือเวลาอีก 3 วันก็จะถึงวันอภิเษกฯ แล้วสินะ” เขาเปรยขึ้นมาเรียบๆ

            “8 วันต่างหาก...อย่ามาหาเรื่องนะลาสต์ คุณบอกเองไม่ใช่หรือว่าจะจัดงานวันที่ 3 เดือน 8 นี่เพิ่งวันที่ 26 เดือน 7 เอง” ไอน์แย้ง มองคนเอาแต่ใจอย่างเอาเรื่อง

            “เราบอกสามวันก็สามวันสิ” เขาพูดอย่างเอาแต่ใจ ไอน์กอดอกมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง ท่าทางไม่ได้ต่างกับนักเลงที่เห็นในทีวีบนโลกมนุษย์สักเท่าไหร่

            “คุณอย่ามาทำอย่างนี้นะ พูดออกมาเองว่าวันที่ 3 เดือน 8 อีก 8 วันก็ต้องตามนั้นสิ”

            “เหรอ? เราเคยพูดอะไรอย่างนั้นออกไปด้วยหรือ?” เขาถามร่างบางหน้าตาย เหมือนกับว่าเรื่องนี้เขาไม่เคยรู้มาก่อน ไอน์ได้ฟังก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมา

            “ลาสต์! คุณเป็นราชาอะไรแบบนี้ฮะ? มาผิดคำพูดกับประชาชนเนี่ย” ลาสต์ได้ฟังก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที ใบหน้าหล่อเหลาของราชาแวมไพร์ กลับกลายเป็นตัวร้ายไปในบัดดล!

            “ถ้าเจ้าบอกว่าเราผิดคำพูดกับประชาชน...ไหนล่ะ? ประชาชนของเจ้า...เรายังไม่เห็นแม้สักคน” ไอน์ถลาเข้าไปเขย่าแขนเขาด้วยความขัดใจ

            “ว่าไงนะ!? ก็ผมนี่ไงหนึ่งในราษฎรของคุณ มองหน้าผมสิ! มากลับคำอย่างนี้กับผมไม่ได้นะ! เป็นกษัตริย์ก็หัดรักษาสัญญาด้วยสิ!” ตวาดแว้ดใส่เขาอย่างเหลืออด

            ไอน์มองคนเอาแต่ใจตรงหน้าอย่างโมโห อีกฝ่ายเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก แล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ใช่ประชาชนของเราเสียหน่อย...เหตุใดเราจึงจะต้องรักษาสัตย์กับเจ้าเล่า”

            “ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นอะไรกันล่ะ?!” ด้วยความโมโหบวกกับหงุดหงิด ไอน์จึงถามไปด้วยความปากไว โดยไม่ทันได้คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายใช้คำพูดมาปั่นป่วนเขาได้

            “เจ้าก็เป็นคนที่เราจะใช้ชีวิตคู่ แล้วก็เป็นคนที่เรา...จะรักด้วยอย่างไรล่ะ” ลาสต์บอกพร้อมกับจ้องตาอีกฝ่าย อย่างจะบอกว่าเขาคิดเช่นนี้จริงๆ

            และยิ่งเมื่อไอน์เผลอมองสบเข้าไปในดวงตาคู่แกร่งนั้นก็ต้องรีบเบือนหนีทันที ด้วยไม่อาจจะสู้สายตาร้อนแรงคู่นั้นที่เพียรส่งกระแสความอบอุ่นมาให้ได้ ก็เขาไม่เคยได้รับสายตาแบบนี้จากใครที่ไหนนี่...แล้วที่สำคัญไม่เคยมีใครทำให้เขาใจเต้นแรงแบบนี้มาก่อนนี่นา...แถมอีกฝ่ายยังเป็นผู้ชายเสียด้วย...เฮ้อ*! ชีวิตของไอน์เด็กกำพร้าอายุ 20 ปี สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งยิ่งนัก*

            “เอ่อ...” เมื่อทำอะไรไม่ถูก เขาก็เอ่ยขึ้นมาหวังจะทำลายบรรยากาศหวานๆ นี้ให้หายไปเสีย

            ลาสต์ที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร จึงหัวเราะออกมาเบาๆ กับกิริยาน่ารักของร่างบาง

            “การพบกับเจ้า มันทำให้เราต้องเจอกับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ตั้งหลายอย่าง ทั้งเรื่องการดื่มเลือดที่เราได้ทำผิดกฎไปแล้ว...เรื่องนี้ก็อีกเช่นกันที่เราจะผิดคำพูดที่เคยให้ไว้กับเจ้า...มันคงไม่ผิดมากไปใช่ไหม ถ้าเราจะเป็นอย่างนี้กับเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”  ไอน์ก้มหน้าลงไม่กล้าประสานสายตา...ลาสต์ขยับเข้าไปโอบร่างบางไว้ ไอน์ขัดขืนเล็กน้อยด้วยเพราะตกใจ และยังคงกริ่งเกรงกับเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายเอามาใช้ง้อเขา แต่ทำไมจังหวะหัวใจที่เต้นตุบๆ อยู่ในอก มันดังแรงขนาดนี้ ดังเสียจนนึกกลัวว่าอีกคนจะได้ยิน

            ลาสต์โอบกอดร่างในอ้อมแขนอย่างใจเย็น ปฏิกิริยาต่อต้านจึงลดลงกลายเป็นยินยอมให้เขากอดแต่โดยดีในที่สุด

            เมื่ออีกฝ่ายยอมให้กอดดีๆ ลาสต์ก็เชยคางร่างบางที่แววตาหวานเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจและตื่นตระหนกฉายชัด ให้เงยหน้าสบตากับเขา แล้วกล่าวว่า

            “ ...เราเข้าใจว่าเจ้าตระหนกและตื่นกลัวที่จะเข้าพิธีอภิเษกฯ กับคนที่เพิ่งพบกันได้ไม่นาน อีกทั้งเรากับเจ้าก็เป็นบุรุษเช่นเดียวกัน แต่เราหาได้คิดถึงตรงนั้นไม่ เราคิดเพียงแต่ว่าเจ้าคือคนที่จะมาอยู่เคียงข้างเราตราบจนนิรันดร์ เป็นคนที่เราจะรักที่สุด รักเท่าชีวิตของเรา...เจ้าเชื่อไหมว่าสักวันเราจะทำให้เจ้ารู้สึกว่าการที่เจ้ามอบชีวิตอีกครึ่งหนึ่งให้เราช่วยปกป้อง ดูแล เจ้าจะไม่เสียใจเลย...” พูดจบก็ประทับจุมพิตลงบนกลีบปากบางอย่างนุ่มนวล เหมือนต้องการยืนยันคำมั่นที่เขาได้กล่าวออกไปก่อนหน้า

            “เช่นนี้แล้ว...เจ้าจะแต่งงานกับเราได้หรือไม่?” เขาถามเมื่อถอนริมฝีปากออกมาจากความหอมหวานนั้น ไอน์คล้ายกับคนเมา ลุ่มหลงไปกับจุมพิตที่อ่อนหวาน แต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนเต็มเปี่ยมนั่น  ก่อนจะได้สติเมื่อคนที่กำลังทำให้เขาปั่นป่วนถามย้ำอีกครั้ง

            “คะ...ครับ”...เฮ้ย**! เขาเผลอหลุดปากไป...ไอน์ไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ ...ฮืออออ เมื่อรู้สึกตัวว่าเมื่อกี้พูดอะไรออกไปก็ได้แต่ก้มหน้าด้วยความรู้สึกสับสนปะปนกันไปกับความเขินอาย ที่แน่ชัดในใจคือเขาไม่ได้รู้สึกเสียใจที่เผลอพลั้งปากพูดออกไป

            ลาสต์ยิ้มออกมากับท่าทางแบบนั้น

            “งั้นอีกสามวัน...เราจะอภิเษกฯ กันนะ ตกลงไหม?” ไอน์พยักหน้าเบาๆ พร้อมกับก้มหน้าหลบสายตาเขา*…ก็เผลอรับปากไปแล้ว คงต้องเป็นไงก็เป็นกันล่ะ!*

            ลาสต์ยิ้มขำ กอดร่างบางในอ้อมแขนแนบแน่น...โดยไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของคนที่ตนโอบกอดไว้เลย พลางเอ่ยเรียกเดอา ภูตน้อยของตน “เดอา...เจ้าไปแจ้งผู้อาวุโสด้วยว่างานอภิเษกฯ จะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้านี้” เดอารับคำแล้วก็หายตัวไปทันที

            “ผมถามได้ไหมว่าทำไมต้องรีบขนาดนี้” เมื่อปรับอารมณ์ได้แล้วไอน์จึงเงยหน้าถามอีกฝ่าย มันเป็นไปไม่ได้หรอกถ้าเหตุผลมีแค่ว่าเขาผิดกฎแล้วก็มีปัจจัยหลายอย่างที่เขาบอกว่าควบคุมไม่ได้เมื่ออยู่ต่อหน้าไอน์

            ไอน์เชื่อว่าเรื่องมันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ เพียงแต่อีกฝ่ายไม่ยอมพูดว่าเป็นเรื่องอะไร

            “เรามีสิ่งสำคัญที่จะต้องทำในอนาคตหลังจากแต่งงานกันไป” เขาบอกแค่นั้น แต่ก็นั่นแหละไอน์ก็คือไอน์ คนที่ไม่เคยพอใจกับคำตอบสั้นๆ ไม่ชัดเจนแบบนี้

            “มันจะสั้นไปไหม ขอคำอธิบายประกอบด้วยสิ!” ไอน์ทำหน้ายุ่ง แต่น้ำเสียงที่ใช้ถามเขาติดจะอ้อนนิดๆ โดยไม่รู้ตัว ลาสต์ส่ายหน้าพร้อมกับบอกว่า

            “อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้เอง...ตอนนี้เชื่อเรา เถอะอย่าเพิ่งรู้อะไรเลยจะเป็นการดีที่สุด เจ้าจะได้ไม่คิดมาก” ยิ่งพูดอย่างนี้ยิ่งคิดมากไปใหญ่ ไอน์กรอกตาทำหน้าขัดใจ แต่ก็ยอมพยักหน้าเข้าใจแต่โดยดีเมื่ออีกฝ่ายรัดอ้อมแขนแน่นขึ้น พร้อมกับเบือนหน้าหนีจากซอกคอแกร่งกรุ่นกลิ่นหอมหวานของเลือดที่แผ่กำจาย กลัวอีกแล้วว่าจะระงับความกระหายไม่ได้ สุดท้ายคนเสียเปรียบที่สุดก็คงไม่พ้นเขาอยู่ดี!

            แล้วทีนี้ล่ะ...คงได้อายเป็นสิบเท่าของเหตุการณ์ก่อนหน้า! หลังจากวันนี้เขาคงต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิมเพราะรู้ซึ้งถึงเล่ห์เหลี่ยมและวิธีการที่อีกฝ่ายเอามาใช้หลอกล่อเขาแล้ว

            “แต่เจ้าต้องเตรียมตัวไว้อย่างหนึ่ง...” ลาสต์เอ่ยเบาๆ อย่างเพิ่งนึกได้

            “เตรียมตัวอะไรครับ?” ไอน์เงยหน้าขึ้นมองแล้วถามกลับอย่างสงสัย

            “เจ้าต้องฝึกซ้อมระบำเวทมนตร์ เพื่อแสดงความสามารถของคนที่จะมาเป็นราชินีให้ชาวเฟนดาซได้ยล และสัมผัสถึงอำนาจมนตราของเจ้า”

            “ว่าไงนะ? ระบำเนี่ยนะ?” ไอน์ทำสีหน้าประหลาด

            “ใช่...”

            “ลาสต์...ยังไงผมก็เป็นผู้ชายนะครับ แล้วเวทมนตร์ก็อีกอย่างหนึ่ง ผมใช้ไม่เป็นนอกจากมนต์เรียกภูตน่ะ” ไอน์ทำหน้าเมื่อยบอกกับเขา

            “เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องเวทมนตร์เราจะสอนเจ้าเอง ส่วนเรื่องระบำ...เราจะให้อาจารย์ท่านหนึ่งมาสอนเจ้า เริ่มพรุ่งนี้เลยเป็นไง...เดี๋ยวไม่ทัน”

            “ไม่นะ! ลาสต์...” บอกเขาอย่างเว้าวอน คิดยังไงให้คนอย่างไอน์ไปรำกันหา!?

            “ไม่ทันแล้วล่ะ...ไอเนร่า ยังไงเจ้าก็ต้องทำอยู่ดี ปลงซะเถอะ” เขาบอกแล้วก็ออกมาหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นว่าร่างบางทำหน้าตาเหมือนปลาขาดน้ำ สีหน้าแสดงเจตนารมณ์ว่าอยากตบเขาให้หน้าคว่ำเหลือเกิน

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงอารมณ์ดี หน้าตายิ้มแย้มสุดขีด ไอน์ก็ฝังคมเขี้ยวลงไปบนต้นแขนแกร่งเข้าเต็มรัก! สูบเลือดอีกฝ่ายแรงๆ เป็นการเอาคืน คงต้องขอโทษด้วยที่ตั้งแต่เป็นแวมไพร์มาเขาก็เก็บอารมณ์ไม่ค่อยอยู่! เห็นกล้ามแขนแน่นๆ นั่นแล้วก็หมั่นไส้ เลยงับเข้าให้ซะเลยเป็นการระบายอารมณ์!

            ทว่าอีกฝ่ายทำเพียงแค่หัวเราะหึหึในลำคออย่างกวนโมโห นั่นทำให้ไอน์อารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิม ขบกัดตรงนั้นตรงนี้ย้ำๆ หวังให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียเหมือนเขาบ้างแต่ก็ดูจะไม่เป็นผล เมื่อเขายังยืนยิ้มให้ไอน์ทำร้ายร่างกายอย่างกับคนบ้า

            เฮอะ!

            เช่นนั้นแล้วไอน์ก็ได้แต่เงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า ในใจก่นด่าสวรรค์ที่ทำให้เขาต้องมาเจออะไรแบบนี้!

            อยากใส่ชุดโชว์กล้าม โชว์แผงอกมากนักใช่ไหม...ได้ ง่ำ!

            หากพออารมณ์เย็นลงแล้วหันกลับมามองอีกคนที่อกเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยเลือดสีเงินและรอยเขี้ยวของเขาก็ได้แต่ถอนหายใจ ขยับเข้าไปใกล้ ใช้ลิ้นเล็กๆ สีชมพูสดของตนแลบเลียลงบนผิวเนื้อนั้นเพื่อรักษาบาดแผลที่เขาเป็นคนทำให้

            เฮ้อ...ทำเองก็โมโหเอง แถมยังต้องมารักษาให้โดยที่กำไรอีกฝ่ายก็ได้ไปเต็มๆ อีก โธ่...ไอน์นะไอน์*!*

ความคิดเห็น