ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 21 แผนการในความเงียบ

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 แผนการในความเงียบ

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 503

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2560 20:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 แผนการในความเงียบ
แบบอักษร

ตอนที่ 21 แผนการในความเงียบ

นิรดากรีดร้องด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นข้างตัว พร้อมกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาแตะจมูกแทบจะในทันที หญิงสาวคาดเดาว่าพวกมันคงยิงภูผา ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดของชายหนุ่ม และตัวเธอเองก็ไม่สามารถมองเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เพราะถูกพวกมันใช้ผ้าผูกตาไว้ตั้งแต่เมื่อครู่

“คุณภูผา! พวกคุณทำไรคุณภูผาน่ะ!?” แพทย์หญิงคนใหม่ประจำสถาบันนิติเวชพยายามใช้สมองประมวลผลอย่างหนัก เธอไม่กล้าเรียกตำแหน่งของภูผา ด้วยคิดว่านั่นอาจก่อให้เกิดอันตรายกับชายหนุ่มมากขึ้น หากพวกมันพึ่งรู้ความจริงจากปากของเธอว่าเขาเป็นตำรวจ ยิ่งไปกว่านั้นคำพูดประเภทอวดรู้ หยาบคาย หรือต่อว่าต่อขาน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งต้องห้ามในสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน

“หุบปากแล้วอยู่เฉยๆ ยังไงแกก็ต้องตายเหมือนกันนังตัวดี!”

คำตอบที่ได้รับทำให้นิรดาจำต้องปิดปากเงียบ ทั้งที่รู้สึกเป็นห่วงภูผาจับใจ เขาต้องมาเดือดร้อนไปกับเธอ แล้วยังต้องพลอยได้รับบาดเจ็บจนอาจถึงขั้นเอาชีวิตมาทิ้งก็เพราะเรื่องของเธออีก

เวลานี้... ถ้าหากสามารถแลกเปลี่ยนได้ล่ะก็ เธอจะขอแลกชีวิตของเธอกับชีวิตของภูผา เป็นความรู้สึกเดียวกับเมื่อครั้งที่เธอต้องสูญเสียผู้เป็นบิดาไป แต่นิรดาก็รู้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นได้เพียงความคิด มันต่างจากในความเป็นจริงที่เธอทำได้แค่ภาวนาให้เอกพลติดต่อกลับมาหาภูผา และสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ กระทั่งติดตามมาช่วยเหลือพวกเธอได้ในที่สุด หญิงสาวไม่รู้เลยว่าโทรศัพท์มือถือของภูผาซึ่งถูกทิ้งไว้ภายในรถยนต์ของเขา ยังคงนอนนิ่งอยู่บนคอนโซลด้านหน้า อย่างไร้วี่แววของความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ว่า ราวกับมันไม่มีทางจะเป็นเช่นนั้น

รถยนต์ของพวกมันแล่นต่อไปได้พักหนึ่งก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงกระทั่งจอดสนิท เป็นสัญญาณให้นิรดาซึ่งนั่งนิ่งรอเวลานี้อยู่นานแล้ว พยายามเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวรอบตัวอย่างเต็มที่เพื่อหาทางหนีทีไล่ จนเกือบจะเรียกได้ว่าหยุดหายใจเพื่อการณ์นั้น ขณะที่กลิ่นคาวเลือดยังคงตลบอบอวลไปทั่วทั้งรถ ทำเอาพวกมันคนหนึ่งอดบ่นกระปอดกระแปดไม่ได้

“ที่จริงน่าจะเอามันมายิงทิ้งที่นี่มากกว่า หรือไม่ก็ทิ้งมันไว้ข้างทางก็ได้ ฉันดมกลิ่นเลือดมันจนจะกลายเป็นแวมไพร์ผีดูดเลือดอยู่แล้วเนี่ย!”

คำพูดติดตลกของมันชวนให้เพื่อนอีก 2 คนภายในรถหัวเราะขบขัน ตรงข้ามกับนิรดาที่แทบหยุดหายใจไปเสียจริงๆ กับสิ่งที่ได้ยิน

“ได้ยังไงเล่า! มันเป็นตำรวจ จะเล่นตุกติกอะไรกับพวกเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ ให้มันสาบสูญไปนั่นแหละดีแล้ว วิธีนี้ยังไงก็ไม่มีใครตามกลิ่นเจอ” พวกมันอีกคนตอบคำบ่น ด้วยคำพูดปริศนาที่ทำให้หญิงสาวต้องรีบตั้งสติเพื่อเก็บข้อมูลอีกครั้ง เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงการเลื่อนเปิดของประตูรั้วเหล็กดัดดังแทรกขึ้น

“แกสองคนลากพวกมันไปที่โกดังเลย เดี๋ยวฉันจอดรถแล้วจะตามไป”

เสียงออกคำสั่งและเสียงรับคำดังตามมาติดๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนเมื่อชั่วโมงก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

...ครั้งนี้นิรดาอาจเป็นเหยื่อรายต่อไปของพวกมันก็ได้!

“ไอ้ตำรวจนี่ตัวหนักฉิบ แกช่วยฉันจับยัดมันใส่กระสอบหน่อยสิวะ”

ทุกคำพูดของพวกมันล้วนบาดลึกลงไปในหัวใจของนิรดาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเธอกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะคำขอร้องของเธอล่ะก็ เขาคงไม่ต้องมาประสบกับเคราะห์กรรมเช่นนี้

“ถ้าคิดหนีล่ะก็ ฉันจะเป่าหัวแกให้กระจุยเลย!” ไอ้เสียงแหบ 1 ในพวกมันที่คอยคุมตัวหญิงสาวมาตั้งแต่อยู่บนรถบอกเธอ แต่ถึงจะไม่ทำอย่างนั้น นิรดาก็คงหนีไปไหนไม่ได้ในสภาพที่ถูกปิดตาและมัดมือไพล่หลัง

...เธอไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ไหน รวมทั้งไม่ต้องการทอดทิ้งชายหนุ่มให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง เวลานี้เธอจึงยืนนิ่งราวกับยอมจำนนต่อโชคชะตาและความตายที่มายืนกวักมือรออยู่ตรงหน้า

“ลากมันมาดีๆ นะเฟ้ย เกิดกระสอบขาดแล้วนุ่นที่ใส่ไว้ซับเลือดมันทะลักออกล่ะซวยแน่”

คำพูดนั้นบ่งบอกให้นิรดารู้ว่า ภูผากำลังจะถูกพวกมันกำจัดทิ้งให้หายสาบสูญไปด้วยวิธีการใดสักอย่าง ส่วนเธอก็คงไม่พ้นที่จะต้องตายด้วยคมกระสุน และถูกทำให้หายไปด้วยวิธีที่ว่านั่นเช่นกัน แสงแห่งความหวังที่เคยมีริบหรี่ลงทุกที จากสถานการณ์ที่ดูจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ก็คงเหมือนกับลมหายใจที่ค่อยๆ แผ่วเบาลงไปทุกขณะ

เอี๊ยด.. อ๊าด...

เสียงเปิดประตูโกดังซึ่งทั้งหนักและฝืด จากสนิมเหล็กที่เกาะกินไปถึงน็อตตัวสุดท้าย คล้ายจะกระชากหัวใจของหญิงสาวให้หลุดลอยออกจากร่างไปเสียก่อนจะถูกพวกมันจัดการ จบแล้วสินะสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เธอควรจะดีใจใช่ไหมกับปลายทางข้างหน้าที่มีดวงวิญญาณของพ่อรอคอยให้เธอไปพบ

เอี๊ยด... อ๊าด...

เสียงปิดประตูโกดังดังขึ้นเสมือนเป็นสัญญาณ ปืนเก็บเสียงถูกขึ้นนกเตรียมพร้อมทั้ง 3 กระบอก เพื่อป้องกันความผิดพลาดอันอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และหลังจากนั้น

ปังๆ ๆ!!

กระสุนปืนทั้ง 3 นัดทะลุหลังคาสังกะสีเตี้ยๆ ของโกดังจนเป็นรูโหว่ นั่นเองที่ทำให้พวกมัน 3 คนถึงกับชะงัก ในเมื่อกระสุนปืนที่ว่าไม่ได้มาจากกระบอกปืนที่ใส่ที่เก็บเสียงของพวกมันเลย... แม้แต่นัดเดียว

“เฮ้ย! ใครวะ!?” ไอ้หนวดผู้ทำหน้าที่มือปืนควบคนขับรถกราดปืนไปยังต้นเสียง พลอยให้พวกมันอีก 2 คนต้องรีบทำตามไปด้วย

“คนที่จะพาพวกแกกับนายของพวกแกไปเข้าซังเต แบบไม่คิดค่าบริการไงล่ะ”

เสียงตอบคำถามดังมาจากบนถังแกลลอนพลาสติกทรงกระบอกใบใหญ่ขนาดเท่าถังน้ำมัน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณมุมมืดของโกดัง และแม้จะยังคงถูกผ้าผืนเดิมผูกตาไว้ด้วยเงื่อนตาย แต่นิรดาก็จดจำได้เป็นอย่างดีว่านั่นเป็นเสียงของใคร

“น้องธนู!!” หญิงสาวอุทานชื่อของอีกฝ่ายด้วยความตกใจ เธอไม่รู้ว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทั้งยังเริ่มเป็นกังวลว่าธนูจะต้องมาพลอยเดือดร้อนไปกับเธอด้วยเหมือนเช่นภูผา

“ฮ่าๆ ๆ คนบ้าอย่างแกน่ะเหรอจะพาพวกฉันไปเข้าซังเต”

ภายในโกดังไม่ได้มืดสนิท และถ้าลองเพ่งมองดูให้ดีๆ ล่ะก็ จะเห็นชายหนุ่มในชุดคอสเพลย์สูทขาว ซึ่งสวมทับเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาล ผูกด้วยไทค์สีครีม กับมีแว่นขาเดียวสารพัดประโยชน์ ช่วยบดบังใบหน้าที่แท้จริงไว้ได้เล็กน้อย มือที่สวมถุงมือสีขาวควงปืนคู่ใจได้อย่างชำนิชำนาญ ขณะที่รองเท้าหนังสีขาวที่เขาสวมอยู่ก็ถูกขัดเงาเสียจนแทบจะใช้แทนกระจกส่องหน้าได้

ว่าแต่... ทำไมเขาไม่สวมชุดให้เหมือนกับตัวละครที่คอสเพลย์ทั้งหมดเลยน่ะเหรอ ทำแบบนั้นมันก็ไม่เหลือเอกลักษณ์ความเป็นเขาน่ะสิ จริงไหม ?

“หัวเราะไปเถอะ เดี๋ยวพวกแกก็ต้องไปร้องไห้ต่อในตะราง อ้อ... หรือว่าจะเป็นในนรกกันแน่นะ” ธนูตอบโต้กลับด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าไม่มีความยำเกรงปืน 3 กระบอกในมือของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังจงใจยั่วให้พวกมันเดือดดาลเสียด้วย

“ปากดีนักนะไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แกนั่นแหละที่จะได้เข้าไปนอนในวัดแทนโรงพยาบาลบ้า!” เจ้าของพื้นที่ทั้งสามกราดปืนมาที่ธนูพร้อมกัน แต่ไม่ทันที่ใครจะได้เหนี่ยวไก

“แน่ใจแล้วเหรอว่าพวกแกแม่นพอจะยิงฉันให้ตาย โดยไม่โดนแกลลอนน้ำยาพวกนี้” ธนูดักคอขึ้นอย่างรู้ทัน

แน่นอน! เพราะนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาขึ้นไปนั่งอยู่บนถังพลาสติกบรรจุน้ำยาที่ว่านั่นยังไง

“พวกแกก็รู้นี่ว่าถ้าเกิดน้ำยารั่วออกมามันจะเป็นยังไง แถมกว่าจะหาถังใบใหม่กับน้ำยากัดกระจกลอตใหม่มาย่อยสลายศพได้ ตำรวจก็คงแห่แหนกันมาเสียก่อน”

คำพูดของธนูทำเอาพวกมันถึงกับชะงัก ต่างหันมองหน้ากันเลิกลั่ก เหมือนจะเริ่มสำนึกได้ว่า ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่แค่คนบ้าสวมชุดคอยเพลย์ตัวการ์ตูน

“เหอะ! งั้นก็เรียกแกมาให้ฉันยิงซะก็สิ้นเรื่อง ลงมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นนังนี่ตายแน่” ไอ้หนวดหัวหน้ามือปืนเปลี่ยนเป้าหมายไปจ่อปืนใส่นิรดาแทน แต่แล้วตอนนั้นเอง...

“ระบบทำลายตัวเองอัตโนมัติจะเริ่มทำงานภายใน 20 วินาที... 20... 19... 18... 17...”

เสียงหวานๆ คล้ายเสียงของโอเปอเรเตอร์เครือข่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง ดังออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ที่นิรดาสวมอยู่ และความหมายของประโยคคำพูดเหล่านั้นก็ทำเอาพวกมันทั้งสามสะดุ้งเฮือก

“เฮ้ย! นะ... นะ... นี่มันอะไรกันวะ!?” คนเป็นหัวหน้าร้องถามเสียงสั่น ขณะที่อีกสองคนที่เหลือส่ายหน้าอย่างจนปัญญาที่จะตอบ

“เสื้อแจ็คเก็ตนั่นฉันเป็นคนทำเองแหละ แล้วมันก็มีระบบทำลายตัวเองสำหรับพลีชีพไปพร้อมๆ กับฆาตกรที่เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา” ธนูตอบหน้าตาเฉย ตรงข้ามกับคนฟังที่ยืนสั่นไปทั้งตัว ไม่เว้นแม้แต่นิรดา

“ไอ้บ้า! แกมันบ้าจริงๆ ด้วย”

สามมือปืนถอยหลังกราด ก่อนจะวิ่งไปเปิดประตูโกดังหนีตายกันอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งนิรดากับกระสอบที่ใส่ร่างของภูผาไว้ให้ธนูดูต่างหน้าในยมโลก แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงแผนตื้นๆ ของชายหนุ่มเท่านั้น

“ไม่ต้องห่วงครับ ผู้กองเขายังหายใจอยู่ อีกเดี๋ยวรถพยาบาลก็คงมาถึง” จอมกะล่อนบอกนิรดา ระหว่างเข้าไปแก้ปมเชือกที่มัดปากกระสอบออก

“10... 9... 8... 7... 6...”

เสียงนับถอยหลังของระเบิดพลีชีพฝีมือธนูยังคงดังต่อเนื่อง ถึงอย่างนั้นธนูก็ไม่ได้ให้ความสนใจ มิหนำซ้ำยังเข้าไปช่วยแกะเชือกที่มัดข้อมือของนิรดาและแก้ปมผ้าที่ผูกตาเธออยู่ออกให้

“นะ... นะ... น้องธนู” หญิงสาวพยายามจะเอ่ยเตือนเขา แต่ความหวาดกลัวที่ยังคงอยู่ก็ทำให้เธอพูดอะไรไม่ออก เรื่องนี้ธนูก็ใช่จะไม่รู้

“ไม่เป็นไรหรอกครับ มันเป็นแค่เสียงที่บันทึกไว้ ไม่ได้มีระเบิดอะไรทั้งนั้น ผมแค่ตั้งไว้ให้มันทำงานอัตโนมัติเวลามีปืนหรือมีดจ่อเข้ามาใกล้ๆ” ธนูเฉลยกลไกของเสื้อกันกระสุนสุดอัจฉริยะตัวนี้

“ยะ... ยะ... อย่างนั้นหรือคะ” นิรดายิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ เป็นเวลาเดียวกับที่มีเสียงเอะอะดังมาจากด้านนอกโกดัง และแม้จะพอคาดเดาได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่ธนูก็ไม่ลืมที่จะกระชับปืนพกในมือเตรียมพร้อมไว้เสมอ

“คุณหมอรออยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ” เขาหันไปบอกนิรดา แล้วเดินเร็วไปที่ประตูโกดังเพื่อสำรวจสถานการณ์ด้านนอก เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังขึ้นในความเงียบ แต่นั่นก็ยังไม่ดังเท่ากับเสียงหัวใจที่เต้นรัวของนิรดา ตลอดเวลาที่ธนูซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังบานประตูเหล็ก

“พวกแกไปมีเรื่องกับใครมา ทำไมเลือดถึงได้เปื้อนเสื้อผ้าเต็มไปหมดแบบนี้!?”

ที่ด้านนอก สามมือปืนถูกตำรวจรวบตัวเอาได้ทั้งหมด พร้อมหลักฐานชนิดดิ้นไม่หลุดอย่างเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนเลือดสีแดงสดของภูผา รวมไปถึงรถยนต์ของพวกมันซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือดที่ยังไม่แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณเบาะผ้าด้านหลัง ส่งกลิ่นตลบอบอวลทันทีที่เปิดประตูรถเข้าไป

แน่นอน! พวกมันต่างปิดปากเงียบเรื่องผู้ว่าจ้าง อีกทั้งคนเป็นนายก็ยังพลอยผสมโรงป้ายความผิดทั้งหมดให้มือปืนของตัวเอง ราวกับตนไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ

เอี๊ยด... อ๊าด...

เสียงเลื่อนเปิดประตูโกดังเรียกให้ทุกคนหันไปมองชายหนุ่มในชุดสูทขาว ซึ่งรอคอยอยู่แล้วที่จะกระชากหน้ากากของเป้าหมาย ออกมาตีแผ่ความจริงให้โลกรู้

“ขอมีดตัดกระสอบด้วย!”

ร่างที่ยังคงมีลมหายใจแผ่วเบาของภูผาถูกนำตัวขึ้นรถพยาบาลที่ธนูเป็นคนโทรศัพท์แจ้งเหตุ นิรดาเองก็จำต้องขึ้นรถไปพร้อมกันเพื่อตรวจสภาพร่างกาย แต่ก่อนที่เธอจะได้ก้าวออกไปจากโกดังแห่งนี้...

“คุณหมอครับ! ทางอเมริกาแจ้งผลการตรวจสารในร่างกายศพ คดีที่ผู้กองภูผารับผิดชอบมาแล้วใช่ไหมครับ?” ธนูถามถึงสิ่งที่ทำให้ใครหลายคนในที่นั้นพลอยชะงักกันไปหมด

“ชะ... ใช่ค่ะ” นิรดาตอบรับด้วยอาการงุนงง

“ผลการตรวจแจ้งว่าพบสารบางอย่างในร่างกายที่ทำให้หัวใจล้มเหลว หรือระบบทางเดินหายใจผิดปกติใช่ไหมครับ?” สายสืบหนุ่มรุ่นน้องถามต่อไปอีก

“เอ่อ... ชะ... ใช่ค่ะ” แพทย์สาวคนใหม่จากสถาบันนิติเวชตอบรับด้วยความงุนงงอีกครั้ง เธอยังไม่ทันแจ้งผลการตรวจร่างกายศพเพิ่มเติมให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทราบ ก็มาเกิดเรื่องราวร้ายๆ นี้ขึ้นเสียก่อน แล้วเหตุใดธนูจึงล่วงรู้สิ่งเหล่านี้ได้

“ขอบคุณมากครับ เท่านี้แหละครับที่ผมอยากจะถาม”

คำพูดปิดท้ายของธนู ทำให้หญิงสาวจำต้องหันหลังเดินออกไปจากโกดัง เพื่อขึ้นรถพยาบาลที่จอดคอยอยู่พักหนึ่งแล้ว ทั้งที่ยังค้างคาใจกับเรื่องของธนูอยู่มาก

“พี่เอกครับ ช่วยตรวจค้นตัวผู้ต้องหา 3 คนนั้นด้วยครับ ผมคิดว่าน่าจะเจอเข็มฉีดยาที่บรรจุสารชนิดเดียวกับที่ให้ผลแบบเดียวกับที่ผมบอกเมื่อกี๊”

คราวนี้ธนูหันไปพูดกับเอกพลซึ่งกำลังยืนคุยกับ ‘นาย’ ของพวกมันทั้งสาม ผู้เป็นเจ้าของโกดังแห่งนี้ และเป็นคนเดียวกับที่ธนูหมายมั่นปั้นมือจะกระชากหน้ากากอันสวยงามออกมาในไม่ช้า

“จ่า! ช่วยผมหน่อย” เอกพลหันไปขอความช่วยเหลือจากจ่าอาวุโส 3 คน ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันในครั้งนี้ด้วย

แน่นอน! เพราะการตรวจค้นตัวผู้ต้องหาที่ตกอยู่ในสภาพหมาจนตรอก ซ้ำยังเตรียมตัวเตรียมใจที่จะยอมตายถวายชีวิตไว้แล้วนั้น ย่อมมีโอกาสเกิดความผิดพลาดถึงขั้นวิสามัญฆาตกรรม นำไปสู่การสูญเสียข้อมูลสำคัญที่ควรจะได้รับ และก่อปัญหายุ่งยากตามมาอีกมากมาย

“นี่ใช่ไหม?”

เข็มฉีดยาบรรจุของเหลวใสๆ ถูกยื่นเข้าไปตรงหน้าผู้ต้องหาคนหนึ่ง ชายหนุ่มค้นพบมันในช่องลับของกระเป๋ากางเกงยีนส์ปุปะ และหลังจากนั้นก็พบของอย่างเดียวกันในช่องลับของกางเกงยีนส์เก่าๆ ขาดๆ อีก 2 ตัว ที่ผู้ต้องหาอีก 2 คนสวมอยู่ ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครยอมปริปากพูดอะไรออกมา

“นี่พวกแกไปก่อคดีอะไรไว้ที่ไหน แล้วเข็มฉีดยานี่มันอะไรกัน!?” คนเป็นนายยังคงเล่นบทใจซื่อมือสะอาด เหมือนตนไม่เคยล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว...

“อย่ามาแกล้งทำไขสือดีกว่าครับ... คุณหลี่ เหวิน” ธนูขัดคอขึ้น ทำเอาทุกคนชะงักไปอีกครั้ง โดยเฉพาะชายหนุ่มในชุดสูทสากลเต็มยศผู้ถูกเรียกขาน

“คุณหมายความว่ายังไง!?” นักธุรกิจหนุ่มจากไต้หวันเจ้าของชื่อหลี่ เหวิน จ้องหน้าไอ้หนุ่มคอสเพลย์ด้วยความไม่พอใจ

“ก็หมายความว่าคุณเป็นคนสั่งการคนพวกนั้นให้ทำเรื่องชั่วๆ ตั้งแต่ส่งยาเสพย์ติดไปจนถึงฆ่าคนยังไงล่ะครับ  แล้วเข็มฉีดยานั่นมันก็คือของที่คุณบังคับให้คนของคุณ พกติดตัวไว้ใช้ก่อนที่จะถูกตำรวจจับ เพื่อปิดปากแถมโยนความผิดให้ตำรวจเจ้าของคดีรับเคราะห์แทน ผมพูดผิดตรงไหนหรือเปล่าล่ะครับ?” ธนูตอบยิ้มๆ มือขวายังคงกระชับปืนพกสีดำสนิทไว้แน่น เหมือนรอเวลาที่จะใช้มัน

“คุณมีหลักฐานะไรมาปรักปรำคุณเหวิน!”

ไม่ทันที่ผู้ถูกกล่าวหาจะตอบโต้อะไรกลับมา นายแพทย์ประจำตัววัย 40 ของเขา ก็พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน สายตาที่จ้องมองมายังสายสืบหนุ่มคมกริบ ราวกับจะตัดอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่มีหรือที่ธนูจะหวาดกลัว

“คุณเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจนะครับคุณหมอ ว่าผมปรักปรำหรือพูดจริง?” จอมกะล่อนยียวนกวนประสาทกลับทันควันเช่นกัน

“ใจคอคุณตำรวจจะปล่อยให้คนของคุณพูดจาหมิ่นประมาทคุณเหวินไปถึงเมื่อไหร่กันครับ หรือจะให้ทางเราฟ้องหมิ่นประมาทได้เลย” อดีตนายแพทย์มือดีประจำประเทศไทยหันไปเล่นงานเอกพลบ้าง ทำเอาผู้กองหนุ่มต้องรีบออกโรงไกล่เกลี่ย ถึงแม้จะเชื่อมั่นว่าธนูกำลังกำข้อมูลสำคัญบางอย่างอยู่ก็ตาม

“ธนู! เรามีหลักฐานหรือเปล่า ถ้ามีก็แสดงออกมาให้เห็นเดี๋ยวนี้เลย พูดปากเปล่าแบบนี้ แล้วเขาฟ้องหมิ่นประมาทขึ้นมาพวกพี่ก็คงช่วยอะไรเราไม่ได้หรอกนะ”

คำพูดของเอกพลเปรียบเสมือนสัญญาณเปิดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่และเอิกเกริก อาจไม่มีแตรวง ไม่มีแดนเซอร์และขบวนรำวง ไม่มีดนตรีแบบเหมามาทั้งวง ไม่มีสายรุ้งและริบบิ้นที่ร้อยต่อกันเป็นวง แต่ก็ยังมีเสียงหนึ่งที่บังเกิดขึ้นเพื่อบอกให้รู้ว่า งานนี้แก๊งของนักธุรกิจหนุ่มจากไต้หวันคงถูกตำรวจรวบตัวแบบยกวง

ปัง! ปัง! ปัง!

เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!

เสียงปืนพกในมือของธนูดังขึ้น ตามด้วยเสียงแตกกระจายของกระจกบานสวย อันเป็นงานฝีมือกัดกระจกที่บริษัทของหลี่ เหวิน เป็นตัวแทนส่งออกไปขายยังต่างประเทศ

“ทำอะไรของแกน่ะ นั่นมันสินค้าของบริษัทฉันไม่ใช่หรือไง!?”

สรรพนามที่หลี่ เหวินใช้เรียกขานจอมกะล่อนเริ่มเปลี่ยนไป การใช้ภาษาไทยของเขาหรือก็ชัดเจนและถูกต้องสมคำร่ำลือ จนธนูอยากไล่ต้อนให้จนมุมเสียเดี๋ยวนี้ แต่แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

...อ้อ! ไม่สิ! เขายังมีไม้เด็ดไม้ตายในตอนสุดท้ายอยู่อีกนี่นะ

“ใช่ครับ สินค้าของบริษัทคุณ พี่เอกช่วยตรวจสอบสินค้าของบริษัทคุณหลี่ เหวินสักหน่อยสิครับ” สายสืบรุ่นน้องเชื้อเชิญผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ให้เริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่สำคัญและเสี่ยงอันตรายอีกครั้ง

...แน่นอน! ใครจะรู้ล่ะว่า ณ สถานที่แห่งนี้มีตำรวจกับโจรแอบซ่อนแฝงตัวปะปนมากกว่ากันเป็นจำนวนเท่าใด และฝ่ายใดคือฝ่ายที่มีจำนวนมากกว่า

“ผมคงจะต้องขอยึดสินค้าของคุณไว้เป็นของกลางก่อนนะครับคุณหลี่ เหวิน “ เอกพลพูดขึ้นเสียงขรึม  หลังจากเข้าไปตรวจสอบงานฝีมือกระจกกัดลายในกรอบไม้ ซึ่งธนูวางพิงไว้กับผนังโกดัง และใช้ปืนยิงจนกระจกแตกกระจาย เผยให้เห็นห่อกระดาษบรรจุยาเสพย์ติดขนาดย่อมที่ซุกซ่อนอยู่ภายในนั้นอย่างแนบเนียนทั้ง 3 ชิ้นงาน

“เรื่องนี้คุณเหวิน ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไรด้วย คุณจะมาสรุปว่าคุณเหวินเป็นคนสั่งการเรื่องทั้งหมดได้ยังไง อาจจะมีใครแอบมายัดไส้ไว้ เพื่อป้ายความผิด หรือไม่ก็มีคนงานของเราอยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ โดยที่พวกเราไม่รู้เรื่องก็ได้ คุณไม่คิดบ้างหรือไงกันครับ?”

บุคคลที่เป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมาแทนชายหนุ่มผู้ตกเป็นผู้ต้องสงสัย และใจเย็นพอจะโต้เถียงด้วยเหตุผล แม้น้ำเสียงจะกระด้างไปบ้าง ยังคงเป็นนายแพทย์ประจำตัวของเขาเช่นเคย

“พี่เอกตามเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบปฏิกิริยาลูมินอลที่โกดังนี้หน่อยจะได้ไหมครับ?” ธนูตอบโต้กลับ ด้วยการหันไปพูดกับผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ถึงเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน

“ถ้าคุณจะให้ตรวจสอบรอยเลือดในโกดังล่ะก็ มันก็คงจะต้องมีอยู่แล้วล่ะครับ ในเมื่อทุกคนก็เห็นอยู่ว่าคุณตำรวจที่ถูกนำตัวไปขึ้นรถพยาบาลอยู่ในสภาพไหน” อีกฝ่ายสวนกลับทันควัน

“นั่นสินะครับ เพราะคุณเตรียมการไว้หมดแล้วนี่ ถ้าพวกเราไม่มา คุณก็คงให้คนพวกนั้นเผาโกดังนี้ทิ้ง เพื่อทำลายหลักฐานไปแล้วด้วยซ้ำ ไหนจะราดน้ำมันเบนซินไว้รอบโกดัง ไหนจะแกลลอนน้ำมันเบนซินในโกดัง แล้วอ้างว่าถูกวางเพลิง ทั้งที่ความจริงคุณแค่ไม่อยากให้เหลือหลักฐานของสองสาวพี่น้องที่หายตัวไป เพราะถูกฆ่าหั่นศพแช่น้ำยากัดกระจก”

คำพูดของธนูทำเอาทุกคนในที่นั้นพลอยชะงักกันไปอีกรอบด้วยอาการตกตะลึง

“เป็นคุณไม่ใช่หรือไงกันครับที่หั่นศพพวกเธอ ศัลยแพทย์โชคชัย!” นั่นคือไพ่ตายใบแรกที่ธนูทิ้งไว้!!


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว