ชอบไม่ชอบยังไงติชมกันได้จ้า

ชื่อตอน : SV | 02

คำค้น : vampire silver 2

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ค. 2560 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SV | 02
แบบอักษร

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/32021/1889184751-member.jpg

Chapter 2

            เหนือสุดดินแดนเวนิเช่

            “เจ้าเจอมันแล้วใช่หรือไม่? นัยน์ตาแดงก่ำเลือดของผู้เป็นนายมองลูกน้องอย่างคาดหวัง มุมปากแตกเป็นร่องลึกอย่างน่ากลัวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            “ขอรับมายลอร์ด”

            “แล้วจัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?” มายลอร์ดถามย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยน้ำเสียงยินดี

            หากข้ารับใช้คนสนิทกลับนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นแล้วตอบเสียงสั่นว่า “ขะ...ขอรับ”

            “มันอยู่ที่ใด”

            “ข้าไม่แน่ใจขอรับ ตะ...แต่ข้ามั่นใจว่าข้าคลายคำสาปมันได้แล้ว” ผู้เป็นลูกน้องก้มหน้าลงต่ำอย่างยอมรับผิด ร่างทั้งร่างหมอบต่ำด้วยความหวาดกลัว ทว่านายท่านกลับทำเพียงหัวเราะเสียงดังก้องคล้ายกับเสียงสายฟ้าฟาดแล้วบอก

            “เอาเถิด ข้าเข้าใจว่าเอริอาร้ายกาจมาก...อีกอย่างข้ารอมาได้ตั้งนาน รออีกสักนิดจะเป็นไร เจ้าว่าจริงหรือไม่?” ถามเสียงแหบพร่าพร้อมกับไล้ปลายนิ้วที่ไว้เล็บยาวแหลมคมไปตามลำคอของข้ารับใช้คนสนิท

            “ขอรับมายลอร์ด อึก” ร่างที่นั่งสั่นอยู่แทบเท้า ไม่สามารถซ่อนเสียงแห่งความเจ็บปวดไว้ได้เมื่อผู้เป็นนายกดปลายเล็บแหลมคมลงมาที่ลำคอแล้วจิกกระชากเนื้อออกมาเต็มแรง

            “เห็นข้าใจดีแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเจ้าจะไม่ทำอะไรเลย แล้วปล่อยให้ข้าต้องรอนานนะ เข้าใจใช่ไหม?” มือใหญ่หยาบกร้านคว้าคอของผู้น้อยขึ้นสบตาสีเลือดแดงก่ำของตน “เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่?” เขาถามย้ำด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาของมายลอร์ดช่างดุดันและน่าหวาดกลัวเหลือเกิน

            “ขะ....ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว”

            “ดี...”

            เฟนดาซ

            “พระชายาเจ้าคะ ออกมาเถิดเจ้าค่ะ” เสียงเซซิล นางกำนัลประจำกายของเขาร้องเรียกอยู่หน้าห้องเสียงดังลั่น

            จบแล้ว...ชีวิตชายหนุ่มที่ฝันจะมีคนรักเป็นสาวงามเคียงกาย!! เขาขายไม่ออกอีกต่อไปแล้ว!! โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ

            “ออกมาเถิดเจ้าค่ะ”

            ไม่เอา! ยังไงเขาก็จะไม่ออกไป!!!

            โอ๊ย...ชีวิตชายหนุ่มของไอน์มันช่างบ่าบัดซบและน่าอับอายที่สู้ดดเลย!! เรื่องอะไรน่ะเหรอ? ก็เรื่องเมื่อคืนยังไงล่ะ!!!

            จำได้ว่าตอนสาย เขาที่นอนหลับสนิทอยู่ในห้องก็ถูกทำให้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงนินทาในใจของเหล่านางกำนัลที่คิดเรื่องอัปรีย์อย่างเช่นว่าเขาทำอะไรผิดผีกับลาสต์!!!! ท่าไหนบ้างอะไรยังไง...โหยย สารพัด!!! แถมบรรยายขั้นตอนและวิธีการยังกับมานั่งมองด้วยตาของตัวเองเลยนะเว้ย!!

            ฮืออออออ เขาไม่ได้ทำอะไรกันเลยนะ เมื่อคืนน่ะจำได้ว่ายังไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวกันเลยด้วยซ้ำ! ไอ้แวมไพร์ช่างมโนพวกนี้นี่!

            ‘ข้าว่าท่านไอน์ต้อง...แน่ๆ เลย อุ๊ยกรี๊ดดดดด’

            หมดกัน...ชีวิตนี้ ไม่เอาไม่อยากได้ยินแล้วเว้ย! ไอน์เอามือปิดหูแน่นหากมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร เสียงเหล่านั้นยังคงดังเข้ามากระทบโสตประสาทไม่หยุดหย่อน เขาชักเกลียดแล้วนะความสามารถแบบนี้!!

            “พระชายา...ถ้าไม่ยอมออกมา ข้าจะไปตามท่านลาสต์แล้วนะเจ้าคะ” ตาเถร! ไอน์เบิกตากว้าง ถ้ายังตามมาอีกจะไม่เป็นข่าวใหญ่โตครึกโครมยิ่งกว่านี้เหรอ? แค่นี้ตัวเขาก็มีข่าวฉาวมากพอแล้ว ออกเรือนกับสาวที่ไหนไม่ได้แล้วด้วย!

            นี่ถ้าลาสต์ยังจะหน้าด้านมาอีก มีหวังได้โดนนินทาในใจว่า ‘สงสัยท่านลาสต์จะติดใจในตัวพระชายาเป็นแน่เลย’ หรือ ‘พระชายาคงแซ่บน่าดู มัดใจท่านลาสต์เสียอยู่หมัด’ ไม่ๆ ไม่เอาแบบนี้ เขาไม่เอาอย่างนี้น้าาาา!

            “เซซิลอย่านะ! อย่าตามลาสต์มา”

            “ถ้าท่านไม่ออกมาข้าตามแน่ๆ เจ้าค่ะ” เธอยังคงขู่เขาด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม บอกเลย...เกลียดแล้วด้วยทั้งเจ้านายทั้งลูกน้อง!

            “ฮือ ยอมแล้วๆ ยอมออกไปแล้วก็ได้”

            “ดีเจ้าค่ะ ตอนนี้ท่านลาสต์รอท่านอยู่ที่ห้องแห่งชีวิต (มันคือห้องรับประทานอาหาร) ว่าง่ายๆ แบบนี้ท่านลาสต์จะได้รักได้หลงนะเจ้าคะ” ...ไม่ต้องการเว้ย!

            ห้องแห่งชีวิต

            ไอน์ที่เดินหน้าตึงเปรี๊ยะเข้ามากระแทกก้นลงกับเก้าอี้อย่างแรงตามระดับอารมณ์ทันทีที่มาถึงโต๊ะอาหาร ทำให้คนที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วต้องมองด้วยความสงสัยในอากัปกิริยานั่น

            ต้องขอโทษจริงๆ ที่เขาไม่สามารถรักษากิริยาไว้ได้...เพราะตลอดทางน่ะ ไอน์เห็นพวกนางกำนัลสุมหัวกัน แต่พอพวกเธอเห็นเขาเท่านั้นก็แตกฮืออย่างกับวงไพ่หนีตำรวจ ไม่พอยังสายตาแปลกๆ มาที่ไอน์อีก แล้วอยู่ๆ ใบหน้าของพวกเธอก็แดงขึ้นมาเฉยๆ เสียอย่างนั้น ในหัวมีแต่เสียงกรี๊ดกร๊าด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไอ้แวมไพร์พวกนี้มันมีใจคิดอกุศล!!!

            “เป็นอะไรหรือเจ้า ทำหน้าตาเหมือนโกรธผู้ใดมา” ใช่ว่าเขาไม่รู้เรื่องที่ทำให้อีกคนต้องแสดงสีหน้าเกรี้ยวกราดสุดพลังแบบนี้ออกมา ในเมื่อตัวการก็คือเขาเอง เพราะท่าทางกัดปากขัดอกขัดใจทำอะไรไม่ได้แบบนี้นั่นแหละ ที่ชวนให้อยากจะแกล้งอยู่ตลอดเวลา

            “เปล่าครับ!” ไอน์เบือนหน้าไปอีกทาง คิดว่าลาสต์คงไม่รู้เรื่องอะไร เลยไม่พูดไปจะดีกว่า เดี๋ยวคนที่นั่งมองหน้าเขาอยู่ตอนนี้จะยิ่งได้ใจ แต่ไอน์หารู้ไม่ว่าเรื่องนี้มันอยู่ในแผนการของอีกฝ่ายแต่แรกแล้ว

            หึ...เห็นทีเราคงต้องตบรางวัลให้เฮเซสอย่างงาม

            “ทำไมอาหารของผมมันไม่เหมือนของคุณ” ไอน์ถามเมื่อนางกำนัลเปิดฝาถาดตรงหน้าเขาแล้วพบว่าภายในเป็นกับข้าวธรรมดาที่คนปกติเขากินกัน แต่ของลาสต์กลับเป็นอีกอย่างที่แตกต่าง

            ไอน์มองอาหารหน้าตาแปลกประหลาด (เมื่อวานไอ้คนนิสัยไม่ดีคนนี้นั่งกินข้าวซี่โครงตัวอะไรอบก็ไม่รู้เป็นเพื่อนเขา) คล้ายต้นกระบองเพชรถูกหั่นเป็นชิ้นๆ แถมตรงที่โดนตัดก็มีสีแดงของเลือดไหลเยิ้มออกมา*...เอิ่ม สยองโคตร*

            “ทำไม เจ้าอยากลองของเราหรือ?” ว่าแล้วก็ดันจานของเขามาทางไอน์

            “เอ่อ...ไม่ดีกว่าครับ” คนที่ทำหน้าเหยเกรีบดันเมนูประหลาดกลับคืนเจ้าของโดยไว และลงมือทานข้าวผัดเนื้ออะไรสักอย่าง (อีกแล้ว...ก็เขาไม่รู้นี่ว่าคือตัวอะไร แถมรสชาติไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่) โดยไม่สงสัยอะไรอีก ซึ่งมันก็อร่อยดี...เอาล่ะ ไม่ใช่แค่ดีหรอก แต่มันอร่อยมากต่างหาก ที่แปลกคือ...การทานอาหารครั้งนี้ไอน์ไม่ได้รู้สึกอิ่มแถมยังรู้สึกไม่พอและกระหายมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

            ไม่แน่ใจว่าเพราะอาการดังกล่าวหรือเปล่าที่ทำให้ไอน์ปวดหัวตุบๆ เหมือนถูกของแข็งบีบที่ขมับแน่นแบบนี้ ความเจ็บปวดทรมานที่ได้รับมีมากจนทำให้เขาเผลอร้องครางออกมา และตัดสินใจว่าควรจะไปนอนพัก เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น

            คิดแล้วก็รวบช้อนส้อมวางไว้ที่ข้างจานอย่างมีมารยาทก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ ด้วยความรู้สึกเหมือนร้าวไปทั้งศีรษะ

            “เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า?”

            “ผม...” พูดได้แค่นั้นร่างที่กำลังลุกขึ้นก็ล้มลงไปตามแรงโน้มถ่วง

            หมับ

            ทว่าชายหนุ่มที่สังเกตปฏิกิริยาของร่างที่นั่งฝั่งตรงข้ามมานานแล้วก็รีบเข้ามารับโดยเร็วพลัน

            “เดล...จัดการให้เราด้วย” พูดจบร่างของราชาแห่งเฟนดาซก็หายวับไปจากที่ตรงนั้นพร้อมกับร่างในอ้อมแขนทันที

            “ขอรับ”

            ห้องบรรทมของราชาแห่งเฟนดาซ

            ผู้เป็นเจ้าของห้องกำลังนั่งป้อนเลือดจากต้นกระบองเพชรเลือดให้ร่างที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงนอนหลังกว้าง

            “ท่านลาสต์ช่างเจ้าแผนการยิ่งนัก” เสียงขององครักษ์ฝ่ายซ้าย นามว่าเฮเซสดังขึ้นพร้อมกับกระบองเพชรเลือดต้นใหญ่ที่หอบหิ้วอยู่ในมือ

            “หึ เรามิได้ทำสิ่งใด” เฮเซสอยากจะเบ้ปากกับคำพูดของนายเหนือหัวยิ่งนัก มิได้ทำสิ่งใดน้อยไปน่ะสิ! ทั้งวางแผนหลอกล่อคนเป็นว่าที่พระชายาสารพัด คอยดักทางรอบๆ ไม่ให้อีกฝ่ายมีทางเลือกอื่นใดนอกเหนือไปจากที่ตนวางไว้ให้เนี่ยนะ? ท่านไอน์ช่างน่าสงสาร!

            เฮเซสวางต้นกระบองเพชรเลือดลงบนโต๊ะข้างเตียงเจ้านายแล้วถาม “วันนี้ให้ข้าจัดอีกหรือไม่ขอรับ ท่านลาสต์”

            “ไม่ต้อง”

            “เช่นนั้นข้าไปแล้วนะขอรับ ไม่อยากอยู่รบกวนเวลาท่านหาวิธีผูกมัดท่านไอน์ อิอิ” ผู้เป็นนายมีสีหน้าเรียบเฉย แต่สายตาที่ตวัดใส่เขาช่างเย็นชาเหลือเกิน “เอางานไปทำเพิ่มดีหรือไม่?”

            “เอ่อ...ไม่ดีกว่าขอรับ” แล้วเฮเซสก็รีบเผ่นแนบออกจากห้องไปอย่างว่องไว

            ราชาแห่งเฟนดาซหันกลับมาให้ความสนใจกับร่างบางที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง มือใหญ่หยิบมีดขึ้นมาเฉือนเจ้าต้นกระบองเพชรเลือด ก่อนจะใช้มืออีกข้างบีบริมฝีปากสีสดให้อ้าออกแล้วหยดของเหลวจากต้นกระบองเพชรเลือดใส่เข้าไป   

            ลำคอขาวมีการขยับกลืนอย่างหิวกระหาย ถึงขนาดลิ้นเล็กๆ แลบเลียตามออกมา คล้ายยังไม่พอ

            “ถ้าเจ้าไม่ดื้อ ว่าง่ายๆ เราคงไม่ต้องทำเช่นนี้” ลาสต์ยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง เมื่อเห็นว่าร่างที่ยังคงไร้สติได้รับเลือดเพียงพอที่จะไม่เป็นอันตรายแล้วเขาก็หยุดมือลง

            มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นปัดปอยผมที่ปรกใบหน้าเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ก่อนจะไล้ลงมายังริมฝีปากบางเช็ดคราบเลือดตรงมุมปากให้อย่างอ่อนโยน

            “เจ้าไม่รู้หรอกว่าเผ่าพันธุ์ของเราเมื่อเจอคนที่ใช่เมื่อใดจะรู้สึกหวงแหนเป็นพิเศษ และยิ่งเจ้าปฏิเสธเรามากเท่าใดเราก็ยิ่งต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เจ้าไปไหนได้เท่านั้น...”

            เพราะหัวที่ปวดตุบๆ ทำให้คนที่กำลังพักผ่อน หลับไม่ลงอีกต่อไป มือบางยกขึ้นกุมบริเวณที่ปวดแน่น โดยเฉพาะขมับ เขารู้สึกว่าจะปวดมากเป็นพิเศษ

            “โอ๊ยยยยยย ทำไมมันปวดอย่างนี้!!” เสียงเล็กๆ เหมือนเด็กกำลังโตร้องออกมาทำให้ไอน์ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจ!

            นี่ไม่ใช่เสียงของเขา! หรือเขาไม่ได้พูด? เมื่อกี้อาจเป็นเสียงของคนอื่น

            “งั้นนี่เสียงของใครกัน”

            !!!!

            “อ๊ากกกกกกกก!!” ชัดเลยว่าเป็นเสียงของเขา!! *มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ยยยยยย!!!!* ไอน์กุมขมับที่เหมือนจะปวดตุบยิ่งกว่าเดิม ทันทีที่สายตาเหลือบมองไปรอบๆ ตัว เขาก็แทบจะเป็นลมไปเสียให้ได้ เมื่อทุกอย่างรอบกายมันดูโคตรใหญ่!!! ใหญ่อย่างกับว่าเขาเป็นมนุษย์ตัวจ้อยหลงมาอยู่เมืองยักษ์ยังไงยังงั้น!!!

            นี่มันเรื่องอะไรกัน! เขาได้แต่ตะโกนก้องถามตัวเองอยู่ในใจ

            ปัง!!!

            “เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับพระชายา?!!” เฮเซสรีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้องบรรทมของนายเหนือหัวด้วยความเร็วแสง เพราะขณะที่เขากำลังจะออกไปซ้อมดาบให้กับทหารในหน่วยก็ดันได้ยินเสียงหวีดร้องของพระชายาดังลอดออกมาจากห้องเสียงดัง! แย่ล่ะ! ถ้าเกิดพระชายาเป็นอะไรไป ท่านลาสต์ต้องเอาเขาตายแน่นอน! เอาตายอย่างที่เดลก็ช่วยอะไรไม่ได้!!!

            หากเมื่อภาพเบื้องหน้าปรากฏสู่สายตาเขาเท่านั้นแหละ องครักษ์ผู้อารมณ์ดีอยู่เป็นนิจก็ไม่อาจกลั้นขำได้อีกต่อไป “หึหึ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ”

            “ขำอะไรของนายเฮเซส!!” เสียงตวาดแว้ดของพระชายาไม่ได้ทำให้องครักษ์ฝ่ายซ้ายกลัวเกรงแต่อย่างใด! ยิ่งอีกฝ่ายทำหน้าตาเคร่งขรึมดุดัน บนใบหน้า และรูปร่างเล็กจิ๋วแบบนั้น เฮเซสคนนี้อยากจะบอกเหลือเกินว่ามันไม่ได้น่ากลัวสักนิดเล้ย!

            “ฮ่าๆ หึหึหึหึหึหึหึหึหึหึ” ไม่รู้ว่าเพราะเป็นคนเส้นตื้นหรือยังไง เขาเลยหยุดหัวเราะไม่ได้เสียที จนคนอารมณ์เสียยิ่งทำหน้าตาบิดเบี้ยวเข้าไปใหญ่

            เมื่อรู้สึกว่าตัวเองหัวเราะจนสะใจ...อะแฮ่ม! ควรค่าแก่เวลาแล้ว องครักษ์หนุ่มก็คิดว่าควรเข้าเรื่องได้เสียที “...มีเรื่องอะไรหรือขอรับพระชายา”

            “อย่าเรียกพระชายา!!” เสียงเล็กแหลมแบบเด็กกำลังโตตวาดแหวอีกรอบ ให้เฮเซสเกือบกลั้นขำไม่อยู่อีกแล้ว พลางนึกในใจว่า โอ๊ย พระชายา ท่านช่างน่ารักเหลือเกิน*! น่ารักจนอยากจะหยิกแก้มยุ้ยๆ นั่นเล่นยิ่งนัก!*

          ...!!!    

          แล้วองครักษ์ฝ่ายซ้ายก็สะดุ้งสุดตัว เมื่อนึกขึ้นได้ว่าความคิดเช่นนี้ช่างวอนตายเหลือเกิน! ถ้าท่านลาสต์รู้เข้า คงไม่เอาเขาไว้แน่ล่ะ!

            และแม้ว่าเขาจะคิดแค่ในใจ แต่ทำไมพระชายายังทำหน้าเบี้ยวไม่หายอีกเล่า! นี่เขาไม่ได้พูดอะไรทำร้ายจิตใจออกไปเลยสักคำ ทำไมมองอย่างกับจะกินเลือดเนื้อกันอย่างนั้น!

            เฮเซสยังคงไม่เข้าใจ “นายก็หยุดคิดอะไรไร้สาระสักทีเถอะ! แล้วบอกมาว่าทำไมตัวผมถึงมีสภาพแบบนี้ได้”

            “นั่นเพราะเจ้าไม่ฟังเรา” ก่อนที่เฮเซสจะทันได้ใส่ไคล้อะไร เสียงเจ้าของห้องตัวจริงก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นกลางห้อง อีกฝ่ายตวัดสายตาเย็นเยียบมององครักษ์ของตนและ...

            “เจ้าจะไปทำสิ่งใดก็ไป” พออย่างนี้ล่ะไล่เขาอย่างกับหมูกับหมา องครักษ์ผู้ไม่กลัวตายส่งสายตาตัดพ้อต่อว่าผู้เป็นนายด้วยท่าทางสะดีดสะดิ้งสุดๆ

            “จะไปดีๆ หรือให้เราเรียกเดล” เฮเซสตาเหลือก ที่น่ากลัวรองลงมาจากท่านลาสต์ก็เดล เพื่อนองครักษ์ฝ่ายขวาของเขานี่แหละ! เห็นเงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไรแต่มือและเท้านี่ถึงหน้าเขาก่อนทุกที!

            “ไปแล้วขอรับๆ”

            เมื่อองครักษ์ตัวดีออกไปพร้อมกับล็อกห้องให้เสร็จสรรพ ลาสต์ก็เดินเข้าไปหาคนตัวจิ๋วที่นั่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่บนเตียง “ลาสต์...ทำไมตัวผมเป็นแบบนี้ ทำให้ผมกลับเป็นเหมือนเดิมเลยนะ!!!”

            “เรามิได้ทำสิ่งใด เป็นเจ้าเองทั้งนั้น” เขาปฏิเสธไม่ยอมรับข้อกล่าวหาใดๆ ทั้งสิ้น

            “ผมก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลยเหมือนกัน! แล้วทำไมมันถึงมีสภาพแบบนี้ไปได้ ดังนั้นคุณนั่นแหละบอกมาว่าทำอะไรกับผมไว้!!!” ไอน์คาดคั้น

            ทว่าคนที่ทำเป็นเข้มก็แทบผงะเมื่ออีกคนโน้มหน้าเข้ามาใกล้แล้วบอกด้วยรอยยิ้มที่ดูอันตรายว่า “เพราะเจ้าดื้อไม่ยอมกัดคอเรา ผลเลยเป็นเช่นนี้”

            “ไม่เห็นจะเกี่ยว” ไอน์แย้ง...มันเกี่ยวกันที่ไหนเล่า! คิดแล้วก็ดันหน้านั้นให้ออกไปห่างๆ ทว่าตัวจิ๋วเดียวกับแรงเท่ามดเบ่งอึ ไม่ได้ช่วยเลยจริงๆ!

            ฮือ...มันจะน่ากลัวเกินไปแล้วนะ! เขาตัวนิดเดียวเอง เปรียบเทียบกันแล้วหน้าเขาก็เท่ากับลูกตาของอีกฝ่าย นี่ยังจะเอาใบหน้าอันใหญ่เบ้อเร่อเข้ามาใกล้อีก โอ๊ย...ขนลุก!

            ลาสต์หยิบไอน์ไซส์มินิที่ทำหน้าหวาดกลัวเหมือนเห็นผีวางลงบนฝ่ามือของเขา แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกรอบ พร้อมกับกล่าวว่า “เกี่ยวสิ เพราะตัวเจ้าเข้าใจว่าเป็นมนุษย์มาตลอด ทำให้ไม่ได้ดื่มเลือดดับกระหายใช่หรือไม่?” ไอน์ที่พยายามทำใจไม่ให้กลัวหน้าใหญ่ๆ ของลาสต์พยักหน้า จินตนาการไปว่าถ้าเกิดตอนนั้นเขารู้ว่าตัวเองเป็นแวมไพร์ ตกดึกพอหิวๆ แล้วไปนั่งสูบเลือด เป็ด ไก่ อยู่ท้ายครัว มันคงได้มีข่าวลือแน่ๆ ล่ะว่าปอบอาละวาดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า...นี่เขานึกหน้าเจ้าโจ๊กออกเลยว่าจะทำหน้ายังไงเวลาได้ยินเรื่องนี้

            จากแวมไพร์กลายเป็นปอบ เอ่อ...คงไม่ดีมั้ง

            “จริงๆ คุณให้ผมกินอย่างที่คุณกินก็ได้นี่ ไอ้ต้นอะไรสักอย่างที่คล้ายกระบองเพชรน่ะ” เขาเห็นนะไม่ใช่ไม่เห็น ว่าอาหารในจานอีกฝ่ายมันเป็นเลือด ส่วนของเขาเป็นกับข้าวมนุษย์ปกติธรรมดาๆ

            “ไม่ได้หรอก ผู้ที่จะดื่มเลือดจากต้นกระบองเพชรเลือดได้ต้องมีเขี้ยวเท่านั้น แต่ตอนนี้เจ้าหาได้มีไม่” เขาบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ...แต่กับลาสต์ที่มีหน้าเดียวมาตลอดเลยทำให้ไอน์จับสังเกตอะไรคนๆ นี้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่

            “ทำไมจะไม่มี” ไอน์เถียง แล้วก็แหกเขี้ยวเล็กๆ สั้นกุดโชว์ให้ลาสต์ดู ชายหนุ่มหัวเราะหึๆ แล้วบอก

            “มันใช่เขี้ยวแบบนั้นที่ไหน” พูดจบลาสต์ก็โชว์เหนือชั้นด้วยการแยกเขี้ยวสีขาวที่ค่อยๆ โง้งยาวออกมาจากฟันเขี้ยวปกติให้เขาดู

            “ดูแล้วก็ทำได้ง่ายดีออก กัดๆ ต้นกระบองเพชรไปเดี๋ยวมันก็คงโผล่มาเอง...”

            “ทำแบบนั้นไม่ได้!” ปรามเสียงดังจนตัวจิ๋วที่นั่งอยู่บนฝ่ามือสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ

            “ผมตกใจหมดเลย! คุณจะเสียงดังทำไมเล่า อยู่กันแค่นี้เอง”

            “เราแค่กลัวเจ้าไม่ได้ยิน” ...แถสุดๆ ไอน์คิด

            “ถ้านั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ งั้นคุณก็ช่วยทำให้ผมมีมันซะสิ” นั่นแหละอีกฝ่ายเลยฉีกยิ้มประหลาดออกมาให้ไอน์ต้องขนลุกซู่ แถมยังดูไม่น่าไว้วางใจสุดๆ อีกต่างหาก พลางคิดในใจว่านี่เขาคิดถูกแล้วเหรอ ที่มาขอความช่วยเหลือจากแวมไพร์ดาบใหญ่ตรงนี้

            “มันขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว” เพียงประโยคนี้เท่านั้นไอน์ก็เริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้ชักยังไง

            “ทำไมต้องขึ้นอยู่กับผม?”

            ลาสต์ฉีกยิ้มมุมปากดูเจ้าเล่ห์สุดๆ แล้วบอกอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่าว่า “ก็แล้วแต่เจ้า ว่าอยากจะกัดคอเราเมื่อไร” นั่นไง! เขาว่าแล้วเชียว!!

            “นี่ผมชักสงสัยแล้วนะ ว่าคุณมีแผนการอะไรหรือเปล่า ทำไมอยากจะให้ผมกัดคอจริงเลย” ท่าทางหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจของเจ้าตัวจิ๋วบนฝ่ามือ ก็น่ารักเสียจนอยากจะบีบแรงๆ ถ้าไม่กลัวอีกคนจะแบนคามือไปเสียก่อน

            “เราแค่อยากช่วยเจ้าด้วยบริสุทธิ์ใจ ทำไมต้องถูกมองว่าเป็นคนไม่ดีเช่นนี้ด้วย ใจร้ายจริงๆ” เห็นท่าทางอย่างนั้นไอน์ก็หมั่นไส้เหลือเกิน...มารยาไม่ได้น้อยไปกว่ามาสเตอร์แอนนาของเขาเลย ให้ตาย!!

            “หรือไม่จริง?” เจ้าตัวจ้อยเลิกคิ้วถามอย่างน่ารักน่าชังในสายตาคนมอง

            “ถ้าเจ้าอยากรู้ก็ลองดูเองเถิด หรืออยากจะตัวเล็กแบบนี้ต่อไปก็ตามใจ ถือว่าเราเตือนแล้ว” ไอน์ได้แต่ค้อนขวับๆ ใส่ราชาแห่งเฟนดาซ

            “งั้นผมไปดื่มเลือดเป็ดเลือดไก่เอาก็ได้!”

            “ดื้อ!!” ว่าจบลาสต์ก็เดินพาร่างจิ๋วบนฝ่ามือไปยังห้องแห่งชีวิต แจ้งความประสงค์ของไอน์ไปยังหัวหน้านางกำนัล  ในระหว่างรอ เขาก็ยกมุมปากเจ้าเล่ห์ส่งมาให้ไอน์จิ๋วที่กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าวด้านหน้าเขา อย่างกับกำลังจะบอกว่ายังไงไอน์ก็ต้องแพ้อยู่ดี

            รอสักพักไอน์ก็ได้เลือดไก่มากินสมใจจริงๆ แต่พอหันกลับไปมองใบหน้าคมคายหล่อเหลา ก็เจอเพียงรอยยิ้มเหมือนผู้ชนะทั้งๆ ที่ความจริงเขาไม่ได้ยอมดูดเลือดอีกฝ่ายเสียหน่อย...หรือที่จริงแล้วเป็นไอน์ ที่เลือกทางผิดกันแน่นะ...ชักสงสัย

            “นี่ไงเลือดของผมมาแล้ว ไม่ต้องลำบากคุณหรอก” ถึงปากจะบอกอย่างนั้นแต่เมื่อเอาเข้าจริง เขากลับมองแก้วทรงสวยที่ภายในบรรจุของเหลวสีแดงสดแถมกลิ่นยังคาวสุดๆ อย่างอยากจะอ้วก

            แก้วขนาดปกติแต่เมื่อเทียบกับไอน์ที่ตัวกระปิ๋วเดียวมันถือว่าใหญ่สุดๆ ไปเลย คนที่ต้องกินได้แต่มองไปมาอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี

            นี่จะให้เขาลงไปว่ายเลือดในแก้วแล้วดื่มกินหรือยังไงกัน?

            ลาสต์เห็นท่าทางนั้นก็หันไปขอสิ่งที่มีลักษณะคล้ายหลอดจากพวกนางกำนัลมาให้ไอน์แทน

            เจ้าตัวเล็กยู่ปาก หันมองคนข้างหลัง ที่นั่งหั่นกระบองเพชรเลือดเป็นชิ้นๆ แล้วเอาส้อมจิ้มเข้าปาก ก็เกิดอาการหมั่นไส้ยามเมื่ออีกฝ่ายเหมือนจะส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้อย่างไรอย่างนั้น

            “มองเราทำไม เจ้าก็ดื่มเลือดไก่ของเจ้าไปสิ” น้ำเสียงแม้จะเรียบนิ่ง แต่ไอน์สัมผัสได้ถึงความสะใจอย่างไรพิกล

            “ฮืออออ เอาจริงๆ ผมไม่ได้อยากเป็นแวมไพร์เลยนะเนี่ย เมื่อวานผมยังเป็นแค่คนปกติธรรมดาเอง” เจ้าตัวจิ๋วน้ำตาหยดแหมะ ทำใจกระดกเลือดไก่ที่ยังไม่ผ่านการพาสเจอไรส์ไม่ลงจริงๆ กลิ่นคาวของมันทำให้เขารู้สึกมวนในท้องและอยากจะอ้วกออกมาเดี๋ยวนั้น

            ลาสต์เห็นสีหน้าพะอืดพะอมก็กล่าวว่า “ทำใจเสีย ในเมื่อเจ้าก็จากโลกมนุษย์นั้นมาแล้ว อีกอย่างเผ่าพันธุ์จริงๆ ของเจ้าคือแวมไพร์ จะอย่างไรไม่ช้าก็เร็ว เจ้าก็ต้องกลับสู่วิถีเดิม รีบปรับตัวตอนนี้จะเป็นผลดีแก่ตัวเจ้ามากกว่า”

            ประโยคยาวๆ ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำทำเอาไอน์เถียงไม่ออก เฮ้อ...ไอน์เอ๋ย แค่กลั้นๆ ใจกลืนลงไปเดี๋ยวมันก็จบ...

            “เอาก็เอาวะ” ว่าแล้วก็กลืนน้ำลายดังเอื๊อก มือสั่นระริกข้างหนึ่งจับหลอดแน่น ส่วนอีกข้างเอาปิดจมูกตัวเองไว้

            ลาสต์มองสีหน้าเหยเกแบบนั้นเขาก็แอบลอบยิ้ม อยากดื้อกับเรา...หากเจ้ายอมทำตามใจเรา เรื่องคงจบไปนานแล้ว...

            ...อึก รสชาติยอดแย่และความคาวที่ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งปากทำเอาเขาแทบจะสำรอกออกมา ไอน์ต้องอมไว้สักพักเพื่อทำใจก่อนจะกลืนมันลงไปทั้งน้ำตานองหน้า ความพะอืดพะอมในรสชาติและกลิ่นคาวแบบสุดๆ ที่ไอน์ได้รับ มันทำให้เขาทำใจกินต่อไปไม่ไหวจริงๆ

            แต่ขณะที่คิดว่าร่างกายได้รับเลือดแล้วคงไม่มีอะไรอีกแล้วมั้ง เขากลับ...

            อ้วก!!

            ปฏิกิริยาแบบนี้คือร่างกายต่อต้าน!

            ท่าทางทุรายทุรายของร่างบนโต๊ะทำให้ลาสต์ต้องคว้าร่างที่กำลังจะกลับขนาดเดิมของตนมาไว้ในอ้อมแขน

            “ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมเชื่อฟังเราแต่แรก หืม?” เขาก้มลงถามคนที่กลับมาตัวเท่าเดิมแล้วแต่ยังคงดิ้นทุรนทุรายด้วยน้ำตานองหน้าอยู่

            “ฮึก ร้อนข้างในไปหมดเลย ช่วยผมด้วย” คำอ้อนวอนมาพร้อมกับหยาดน้ำตารินไหลเป็นสาย ลาสต์อุ้มอีกคนพาออกจากห้องแห่งชีวิตไป ซึ่งท่าทางของคนในอ้อมแขนก็ทำให้เหล่าทหารที่เฝ้าอารักขาอยู่พร้อมกับนางกำนัลนึกรู้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องจบลงที่ความพึงพอใจของราชาของตนเป็นแน่!

            แบบนี้ท่านไอน์คงไม่แคล้วต้องเป็นราชินีแห่งเฟนดาซอย่างไม่ต้องสงสัย!!

            ทั้งหมดลอบยิ้มให้กันเมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากของผู้เป็นนายซึ่งปรากฏขึ้นมาเพียงช่วงเวลาสั้นๆ

            เมื่อพาร่างในอ้อมแขนมาถึงห้องนอนของตนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็วางร่างนั้นลงบนเตียงนอนอย่างแผ่วเบา

            “เจ้ายังอยากให้เราช่วยอยู่หรือไม่?” คนที่ตอนนี้แสบร้อนในร่างกายไปหมดพยักหน้าอย่างไม่สงสัยอะไรอีกแล้ว ไอน์ลืมเลือนไปสิ้น ถึงกลอุบายบางอย่างที่คิดว่าอีกฝ่ายวางไว้ เขาพยักหน้าอย่างรวดเร็วหวังเพียงให้อีกคนช่วยทำให้เขาหยุดทรมานเสียที

            ลาสต์ก้มหน้าลงไปใกล้เสียจนปลายจมูกชิดกับแก้มนุ่มของคนที่อยู่บนเตียง ยิ่งกลิ่นหอมหวานอะไรบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากตัวของคนด้านบนมากเท่าไร ไอน์ก็ยิ่งรู้สึกแสบร้อนในร่างกายมากยิ่งขึ้น

            กลิ่นหอมยั่วยวนนั้นมีผลต่อสติและความยั้งคิดของไอน์มาก ทั้งมันยังฉุดให้เขาต้องซุกไซ้ใบหน้าเข้าหาซอกคอแกร่งของคนที่ก้มหน้าลงมาชิด เพื่อสูดดมความหอมหวานนั้นโดยไม่รู้ตัว

            “ช่วยผมหน่อย...ช่วยผมที” กระซิบบอกเสียงพร่าทั้งยังเผลอแลบลิ้นสีชมพูสวยของตนลงบนลำคอแกร่งของอีกฝ่ายอย่างห้ามไม่อยู่

            ลาสต์ลอบยิ้มกับปฏิกิริยานั้นแล้วบอก “แต่มันจะดีเหรอ...ที่นี่มีกฎว่าแวมไพร์ที่ยังไม่ได้อภิเษกสมรสจะดื่มเลือดคู่ครองของตนไม่ได้นะ” เขาทำเป็นอธิบายอย่างใจเย็น โดยการใช้น้ำเสียงเหมือนจะปลอบประโลมอีกฝ่ายที่กำลังร้อนรุ่มอยู่

            แต่สำหรับไอน์ที่ร่างกายเพิ่งปฏิเสธเลือดที่ดื่มไป แล้วกำลังเผชิญหน้ากับความกระหายอยู่ขณะนี้ มันน่าโมโหมากกว่าจะทำให้เขาเย็นลงได้

            “เราอยู่ในห้องของคุณใช่ไหม คงไม่มีใครรู้หรอก” ไอน์เผลอใช้น้ำเสียงออดอ้อนออกไปโดยไม่รู้ตัว ลาสต์ยิ้ม คิดในใจว่าจะไม่มีใครรู้จริงเหรอ? 

            “คงไม่ดีแน่ เราเป็นถึงราชาเชียวนะ ทำผิดกฎเองเช่นนี้คงไม่ใช่เรื่องที่สมควรให้อภัย”

            “ไม่ได้จริงเหรอ ลาสต์ใจร้าย” ไอน์ตัดพ้อเสียงสะอื้น ยามเมื่อกลิ่นหอมหวนจากตัวของลาสต์ฟุ้งกระจายมากยิ่งขึ้น คล้ายกำลังหลอกล่อให้เขาลุ่มหลง ยิ่งแลเห็นเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ ตรงลำคอแกร่งนั่น ก็ทำให้ไอน์อยากจะงับลงไปแรงๆ เสียเดี๋ยวนี้เลย

            “แต่ถ้าเจ้ายอมตกลงแต่งงานกับเรานั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง” แม้น้ำเสียงของอีกฝ่ายจะเต็มไปด้วยเล่ห์กลเพียงใด หากไอน์ที่ตอนนี้ถูกความกระหายครอบงำจนหมดสิ้นแล้วก็ได้แต่พยักหน้าตอบตกลงไปอย่างง่ายดาย

            “เช่นนั้น...ข้ายอมแล้วทุกสิ่งอย่าง” ประโยคนั้นเหมือนถ้อยคำอนุญาต ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งพร้อมทั้งตวัดร่างที่นอนไร้เรี่ยวแรงบนเตียงให้ขยับขึ้นมานั่งบนตักของเขา พร้อมทั้งรัดอีกฝ่ายไว้แน่นด้วยอ้อมแขนแกร่งอย่างไม่ให้สิทธิ์หนีไปไหนได้

            แล้วชายหนุ่มก็ทำให้คนที่กำลังนั่งมึนงงภายในอ้อมกอดของเขาต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจขึ้นไปอีก ด้วยการแนบริมฝีปากหยักลงบนเรียวปากบางสีชมพูอวบอิ่มนั่น ลูบไล้และเล็มจนมันเผยอออกให้เขาได้เข้าไปกวาดต้อนความหอมหวานภายใน ก่อนลาสต์จะแวะเข้าไปทักทายเขี้ยวคมของอีกฝ่ายที่เริ่มงอกยาวออกมาตามความต้องการ ไม่นาน...เขี้ยวสีขาวที่คมไม่แพ้กันของเขาก็ปรากฏ

            ลาสต์ใช้เขี้ยวนั้นขบลงที่ริมฝีปากของตนเองเบาๆ จนเลือดสีเงินไหลรินออกมาให้ร่างบางตามเข้าไปดูดชิมรสชาติหอมหวานของเขาได้ถนัด บางครั้งก็ขบเม้มริมฝีปากอวบอิ่มแรงๆ เพื่อให้ของเหลวรสชาติหวานละมุนลิ้นไหลออกมาให้เขาได้ลิ้มชิมรสอย่างหิวกระหายเช่นกัน

            ทั้งสองผลัดเปลี่ยนแลกเลือดกันชุ่ม รสชาติหอมหวานกับสัมผัสนุ่มละมุนลิ้นทำให้ไอน์ติดใจ และยิ่งมีความรู้สึกว่าที่ได้มายังไม่พอ เขาไม่รู้ว่าที่ไม่พอคืออะไรกันแน่ระหว่างเลือดหอมหวาน กับสัมผัสร้อนระอุที่อีกฝ่ายมอบให้ ใต้ความสับสนผลักดันให้ไอน์ขยับเข้าไปแนบชิดมากกว่าเดิม หวังจะเรียกร้องสัมผัสที่เพิ่งได้รับอีกหนแต่ลาสต์ก็ผละออกมาเสียก่อน

            เขามองใบหน้าที่แดงก่ำของคนในอ้อมแขนแล้วบอก “ถ้ามากกว่านี้...มันจะไม่หยุดแค่ลิ้มรสชาติของกันและกัน แต่เราจะทำอย่างอื่นแทน” ลาสต์บอกเสียงพร่าเหมือนข่มอารมณ์ คนในอ้อมกอดเขาคงยังไม่รู้ว่าแวมไพร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความต้องการทางเพศสูง...

            ไอน์สบดวงตาสีหมอกควันคู่นั้นอย่างตัดพ้อ ปากก็บอกว่า “ผมยังไม่พอเลยนะ”

            ได้ยินดังนั้น คนฟังก็เอียงคอให้อีกฝ่ายอย่างเชื้อเชิญ ซึ่งไอน์ไม่ขัดศรัทธา ในเมื่อเขาอำนวยให้ขนาดนี้ เจ้าตัวเลยกัดหมับเข้าที่ลำคอแกร่งตรงบริเวณที่เส้นเลือดเส้นใหญ่กำลังเต้นตุบๆ อยู่อย่างเต็มแรง โดยไม่ได้เห็นเลยว่าคนถูกกระทำมีสีหน้าสมใจเพียงใด...

            เมื่อเวลาผ่านไป...ความกระหายจึงเริ่มเบาบาง ไอน์ผละออกจากซอกคอหอมหวานอย่างแสนเสียดาย ยามกระหายเขาลืมไปเสียสิ้นว่าตัวเองทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างเช่นเรียกร้องจูบอย่างดุเดือดกับคนเพศเดียวกัน หากพอสติกลับมาเท่านั้น เสียงในใจจึงกู่ร้องดังลั่นว่า ม่ายยยยยยยยย!!!

            ฮือออออ ชีวิตน้อยๆ ของไอน์จบสิ้นแล้ว...ลำพังจะทำเป็นตีมึนไม่รู้เรื่อง เขาก็อายเกินกว่าจะไปนั่งจ้องตากับอีกฝ่ายแล้วบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ ในเมื่อทุกอย่างตอนที่กำลังกระหายเขาดันจำมันได้หมด!!!!!!

            โอ้ ชีวิต!...ฮึก

            เมื่อทำอะไรไม่ถูก จึงเสหลบสายตาของอีกฝ่ายเสียอย่างนั้น ไอน์ไม่รู้ว่าตอนนี้ความรู้สึกไหนมีมากกว่ากันระหว่างกระดากอายกับสับสนในสิ่งที่ทำ แม้จะรู้สึกว่าไม่อาจมองหน้าอีกฝ่ายจนต้องหลบซ่อนแก้มแดงระเรื่อของตนไว้ แต่ดูเหมือนมันก็ไม่พ้นสายตาคนที่มองมาอย่างอ่อนหวานอยู่ดี

            ลาสต์เห็นสีหน้านั้นก็เผยยิ้มกรุ้มกริ่มเป็นครั้งแรก กล่าวว่า “เห็นที...เราคงต้องรีบจัดงานอภิเษกสมรสไวๆ เสียแล้วสิ อีก 3 วันเป็นอย่างไรเจ้า?” เขาถามแล้วเชยคางของคนขี้อายขึ้น ทว่าตากลมยังคงไม่กล้าประสานสายตากับเขาอยู่ดี ชายหนุ่มจึงเรียกร้องความสนใจด้วยการไล้ริมฝีปากลงมายังริมฝีปากบางอีกรอบ แลบลิ้นเลียคราบเลือดของตนที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากสีสด ก่อนจะขยับเข้าไปหยอกล้อลิ้นนุ่มที่อยู่ภายใน ดูดชิมความหอมหวานจากโพรงปากนั้นอีกคราอย่างกับจะยั่วเย้าให้อีกฝ่ายตบะแตกเล่นๆ หากก็ต้องผละออกมาเมื่อรู้สึกว่าความกระหายของคนในอ้อมแขนเริ่มกลับมาอีกแล้ว

            “ว่าไง หรือจะพรุ่งนี้ดี” ขยับเข้าไปกระซิบชิดใบหูแดงก่ำพร้อมกับเป่าลมใส่ ให้อีกฝ่ายได้ขนลุกเล่น

            “คุณนี่มัน…กวนประสาท!!!” ไอน์ว่าพร้อมกับเอามือทุบอกแกร่งดังปึ้ก โอ๊ย เขาไม่รู้แล้วว่าตอนนี้รู้สึกยังไง!!!

            หลังจากเหตุการณ์สั่นสะเทือนโลก (ความเป็นชาย) วันนั้นของเขา มันกลับกลายเป็นทอร์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ครั้งยิ่งใหญ่! ที่พอเยี่ยมหน้าออกไปไหน ก็จะมีแต่เหล่านางกำนัลลอบมองตามไม่ห่าง แถมความคิดในจิตใจของพวกเธอก็ทำเอาไอน์อยากจะกัดลิ้นตายมันเสียตรงนั้น!!!

            เพราะนอกจากคนพวกนั้นจะจินตนาการอะไรที่ทำให้ไอน์ต้องโคตรอับอายสุดชีวิตแล้ว พวกเธอยังเอาไปพูดกันว่าเขากับลาสต์ผูกจิตกลายเป็นคนๆ เดียวกันไปเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะมีพิธีอภิเษกฯ เสียอีก!! (แหม...ฟังดูคล้ายจะบอกว่าเขาไวไฟยังไงยังงั้นแหละ) อย่างนี้คงต้องรีบแต่งงานกัน! แถมพวกเธอยังบอกว่าไอน์ร้อนแรงถึงขนาดตีตราท่านลาสต์ของพวกเธอก่อนด้วยซ้ำ!! (คุณพระ!! ไอน์แทบจะเป็นลม) โดยที่เต้าข่าวไม่ใช่ใคร...ก็ไอ้องครักษ์นามว่าเฮเซสที่ยืนหัวเราะกักๆ อยู่ข้างเขาขณะนี้นี่แหละ!

            “มีอะไรน่าขำนักหนาเฮเซส” ไอน์ถามเสียงขุ่นเคืองเป็นที่สุด แต่พ่อองครักษ์ตัวดีทำเป็นกระแอมไอกลั้นหัวเราะทั้งๆ ที่ยังทำสายตาวิบวับพร้อมกับความคิดในใจที่สมควรโดนโบยสักยี่สิบที!

            “แหม...ข้าเห็นมดขนไข่ตรงนั้นตกลงไปในหลุมเต็มๆ ตัวเลยขอรับ แถมยังไม่มีทางให้ปีนขึ้นมาอีกต่างหาก ช่างน่าสงสารเสียจริง!” ประสาทหรือเปล่านี่เขายังไม่เห็นมดสักตัว...แต่เดี๋ยวนะ!!!! ไอน์โมโหเดือดปุดๆ กับไอ้คนๆ นี้...พูดงี้หมายความว่าแขวะเขาอยู่เหรอ? มันแขวะเขาอยู่ใช่มั้ย? ไอ้มดที่ตกหลุมแล้วหาทางขึ้นไม่ได้เนี่ย!!!!

            ไอน์ตวัดสายตามองอย่างไม่ชอบใจ แต่เฮเซสก็คือเฮเซสกวนประสาทยังไงก็ยังอย่างนั้น! เขาจึงเลิกสนใจไอ้หมอนั่นไป แต่พูดแล้วมันก็เจ็บใจสุดๆ ไปเลย เมื่อได้รู้ว่าตัวเองนั้นเสียรู้ให้ลาสต์ไปเต็มๆ!!! หน่อยแน่...ไอ้หล่อดาบใหญ่นั่นดันมาโกหกเขาเสียได้ว่าเขี้ยวจะงอกออกมาได้ต้องกัดคออีกฝ่ายเท่านั้น แถมไอ้เขาก็ซื่อบื้อเหลือเกินคิดว่าอีกคนหวังดีจริงๆ ยามเมื่อเขากินเลือดไก่เข้าไปแล้วร่างกายปฏิเสธ ที่ไหนได้มันเพราะร่างกายของแวมไพร์ไม่รับเลือดชนิดอื่น ซึ่งได้แก่เลือดมนุษย์ หรือเลือดสัตว์ใดๆ นอกจากคู่ของตัวเอง (สำหรับแวมไพร์ที่หาคู่ได้แล้ว) และพืชเช่นต้นกระบองเพชรเลือด (สำหรับพวกยังไม่มีคู่)

            ไอ้บ้าเฮเซสบอกกับไอน์ว่าพวกที่เจอคู่และแต่งงานกันแล้วนับว่าโชคดี แต่หากผู้ใดยังปราศจากคนข้างกาย เลือดจากต้นกระบองเพชรเลือดจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และเหตุที่ต้องมีกฎห้ามแวมไพร์ที่ยังไม่มีคู่ครองดื่มเลือดกันและกันก็เพราะหากไม่ใช่คู่แท้กันแล้วละก็ร่างกายจะปฏิเสธและตายลงไปในที่สุด (พูดถึงตรงนี้เฮเซสก็ล้อเขาเรื่องเป็นคู่แท้ของลาสต์เสียยกใหญ่จนเขาต้องอุดหูไว้ด้วยความรำคาญ) แถมตอกย้ำไปอีกว่าที่ลาสต์มั่นใจว่าไอน์เป็นคู่แท้ก็เพราะเขามักจะได้กลิ่นหอมละมุนจากร่างกายของไอน์ตลอด

            เฮเซสบอกว่าโดยปกติแวมไพร์จะกระหายอยู่ตลอดเวลาหากไม่ได้ดื่มเลือดคู่ของตน ในกรณีที่ยังไม่พบคู่กระบองเพชรเลือดสามารถนำมาดับกระหายได้ชั่วคราว แต่เมื่อใดที่แวมไพร์ได้พบคู่แล้ว หากได้อยู่ใกล้คู่ของตัวเองก็จะยิ่งลุ่มหลงในกลิ่นจนกระหายมากยิ่งขึ้น จนท้ายที่สุดก็ระงับความกระหายเอาไว้ไม่อยู่ (สำหรับพวกที่ยังไม่ได้แต่งงานมันก็คล้ายกับการชิงสุกก่อนห่ามนั่นเอง) ซึ่งเจ้าบ้านี่ตอกย้ำเขาไปอีกด้วยการบอกว่าลาสต์ที่อยู่มาเป็นพันๆ ปี (โคตรจะแก่!) อดทนต่อความกระหายจิ๊บจ๊อยนี่ได้อยู่แล้ว ก็มีแต่ไอน์นี่แหละ...แวมไพร์รุ่นอนุบาลที่ยังระงับความกระหายไม่เป็น! เฮอะ!

            และเพราะอย่างนี้เขาจึงพลาดท่าไปกัดคอตีตราจองอีกฝ่ายไปเสียได้ เขาพลาด...ตรงที่ไม่รู้ว่าการกัดคอของคู่ตัวเองนอกจากจะเป็นการตีตราแล้ว ยังเป็นการผูกพันธะวิญญาณให้แนบสนิทอีกด้วย ซึ่งมันหมายความว่านอกจากจะแยกจากกันไม่ได้แล้ว คนๆ นี้จะต้องเป็นของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น และเช่นกัน...ไอน์ก็จะกลายเป็นของลาสต์ไปโดยปริยาย...

            นั่นแหละ เหตุผลที่กำลังจะทำให้เขาถูกจับแต่งงานด้วยความไม่รู้!

            เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตั้งแต่วันนั้นไอน์ก็ยังไม่ได้คุยกับลาสต์อีกเลย ไม่ใช่ว่าเขาหลบหน้าหรอกนะเพียงแต่ยังไม่อยากเจอ หมั่นไส้...กลัวจะห้ามใจไม่ไหวกระโดดใส่เขาด้วยความรักมากกว่า! (ประชด)

            ตอนนี้ไอน์นั่งอยู่ที่ห้องแห่งชีวิตเพื่อรอกระบองเพชรเลือดจากนางกำนัลมาเสิร์ฟ แล้วพอมันถูกยกมาวางตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วไอน์จึงลงมือทานทันที โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับไอ้บ้านามว่าเฮเซสที่ยังคงมองเขาแล้วบอกว่าขำมดขนไข่อีก

            สำหรับไอน์ที่เคยดื่มเลือดอันหอมหวานและเต็มไปด้วยกำลังวังชาของลาสต์แล้ว การต้องมานั่งกินเลือดจากต้นกระบองเพชรเลือดก็เหมือนกับการไปเที่ยวทะเล ซึ่งแทนที่จะได้กินหมึก กินกุ้ง กลับได้ไปนั่งกินทรายอยู่ข้างชายหาดแทน...ไร้ประโยชน์ แถมยังไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ...

            “พระชายาท่านจะไม่รอท่านลาสต์อีกแล้วหรือขอรับ?” แม้เลือดของลาสต์จะอร่อยมากกก แถมยังทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเพียงใดก็ตาม แต่ต่อไปนี้ไอน์จะไม่แสดงออกว่าเขาต้องการมันให้อีกฝ่ายได้ใจหรอกนะ ฮึ! อยากให้รู้ว่านี่ยังโกรธอยู่ และยังไม่อยากคุย!!

            “ไม่มีเหตุผลให้ต้องรอ” สำหรับเฮเซสผู้หน้าหนาและหน้ามึนทุกสิ่งอย่าง การบอกให้เขาเลิกเรียกไอน์ว่าพระชายาเป็นการสิ้นเปลืองน้ำลายโดยใช่เหตุ ไอน์ก็เลยปล่อยเลยตามเลยไป เพราะถ้ายิ่งไปต่อความยาวสาวความยืด คนที่บาดเจ็บสาหัสไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร...เป็นไอน์นั่นเอง!!

            ...กับเฮเซสนี่ไอน์ก็นับวันรอเอาคืนอยู่เช่นกัน...

            “พระชายา...แม้ท่านจะยังโกรธท่านลาสต์อยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ท่านจะไม่ยอมคุยกับว่าที่พระสวามีจนถึงวันอภิเษกไม่ได้นะขอรับ!”

            “เฮเซส” ไอน์ปรายตามององครักษ์ฝ่ายซ้ายของลาสต์ที่ยืนอารักขาเขาอยู่ไม่ไกล “ขอรับ”

            “รำคาญ...หยุดพูดสักทีเถอะ” เขาบอกอย่างเหลืออด แล้วก็ลุกหนีออกมาอย่างยอมเสียมารยาท

            มีเสียงองครักษ์ผู้ซึ่งพูดมากที่สุดในสามโลกตะโกนไล่หลังมาว่า “เดี๋ยวก่อนขอรับ...นั่นพระชายาจะไปไหนขอรับ”

            ไอน์จึงตะโกนกลับไปเสียงดังไม่แพ้กันว่า “ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีนายน่ะ”


ความคิดเห็น