ชอบไม่ชอบยังไงติชมกันได้จ้า

ชื่อตอน : SV | 01

คำค้น : vampire silver 1

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ค. 2560 15:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SV | 01
แบบอักษร

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/32021/1889184751-member.jpg

Chapter 1

          กลางหุบเขาลึกที่รอบด้านเต็มไปด้วยธรรมชาติงดงามตระการตามีน้ำตกหลายสายไหลลงสู่เกาะกลางหุบเขาซึ่งล้อมรอบไปด้วยสายน้ำส่องประกายระยิบระยับเมื่อต้องแสงจันทร์

            ใจกลางของน้ำตกที่ไหลรวมกันมีเกาะกลางน้ำ ซึ่งมีผู้อาวุโสทั้งห้าของเฟนดาซกำลังกล่าวบทสวดด้วยเสียงประสานสูงต่ำ ฟังมีมนตร์ขลัง ล้อมรอบวงมนตราโบราณที่ภายในมีหยดเลือดสามหยด ถูกเขียนทับด้วยอักขระและขนปีกสีเงินอีกหนึ่งอัน

            ‘ลาสต์’ ราชาแห่งเฟนดาซ ยืนหลุบตาลงมองพิธีกรรมอยู่บนยอดเขาสูงลิบอย่างไม่ใคร่ใส่ใจเท่าใด ด้วยไม่คิดว่าพิธีกรรมนี้จะสามารถเรียกคู่ครองของเขาให้มาปรากฏกายได้ นั่นก็เพราะเขาเคยผ่านมันมาแล้วถึงสองครั้ง ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สามในรอบอายุหนึ่งพันห้าร้อยปี สองครั้งที่ผ่านมาไม่มีแม้สิ่งใดปรากฏกาย ชายหนุ่มจึงเชื่ออีกเช่นกันว่ารอบนี้คงว่างเปล่าเช่นเคย แล้วเขามองว่าสิ่งที่พวกผู้อาวุโสกำลังทำอยู่นี้มันช่างดันทุรังและดูไร้สาระเหลือเกิน

            โดยปกติราชาองค์ก่อนๆ ไม่เคยต้องทำพิธีกรรมเช่นนี้ หากมันเริ่มตั้งแต่เขาเข้ามาปกครองเฟนดาซต่อจากท่านพ่อ ท่านแม่ของเขาก็ได้ทำให้พิธีกรรมนี้กลายมาเป็นหนึ่งในพิธีกรรมหาคู่ครองอันศักดิ์สิทธิ์แก่ราชา (ลูกชาย) ที่ยังไม่มีราชินีเคียงบัลลังก์ ซึ่งระบุไว้ว่าต้องทำทุกๆ ช่วงอายุ 500 ปี ครั้งแรกที่ต้องทำพิธีกรรม ‘จันทร์ครึ่งเสี้ยว’ นี้ เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วยเพราะยังเด็กนัก แต่เมื่อครั้งที่สองและสาม (ครั้งนี้) มันกลายเป็นความเบื่อหน่ายและถูกมองว่าไร้สาระไปโดยปริยาย

            ลาสต์ได้แต่ถอนหายใจกับท่านแม่ของเขาที่เมื่อทิ้งอะไรแบบนี้ไว้ให้ลูกชายสมใจ ท่านก็หลบไปอยู่บนยอดเขาสามพันลี้และไม่กลับลงมาอีกเลย

            พวกผู้อาวุโสก็เหลือเกิน พอเห็นว่าราชาของตนไม่มีคู่เคียงเสียทีก็เจ้ากี้เจ้าการหาให้เขาเสียอย่างนั้น ทำอย่างกับมันสำคัญต่อการปกครองบ้านเมืองเสียเต็มประดา ไม่ใช่ว่าราชาแห่งเฟนดาซปิดตัวเองจนไม่มีผู้ใดเข้าหา มีหญิงสาวหลายคนเข้ามาให้เขาได้เลือกสรรไม่เว้นแต่ละวัน หากแต่ชายหนุ่มคิดว่ายังไม่มีใครที่ใช่สำหรับเขาจริงๆ ยังไม่มีใครสักคนในโลกนี้ที่คิดว่าเป็นคนที่เขารอคอยอยู่

            ชายหนุ่มมองผู้อาวุโสที่ทำสีหน้าจริงจัง ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ครั้นเมื่อได้ยินเสียงผิดปกติเกิดขึ้น มวลอากาศรอบกายที่เคยลอยเอื่อยเฉื่อยแตะผิวกายเพียงแผ่วเบากลับหยาบกระด้างขึ้น ลาสต์ประหลาดใจกับสิ่งผิดปกติที่กำลังเกิด จึงหันไปให้ความสนใจกับเหล่าผู้อาวุโสที่เร่งบทสวดให้เร็วยิ่งขึ้น ก่อนจังหวะเร่งเร้านั้นจะเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันกลายเป็นโหยหวนยานครางแทน!

            เปรี้ยง!!!

            สายฟ้าสีทองแลบแปลบปลาบพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วทั้งนภา สายลมก็เริ่มโบกกรรโชกแรง จนก่อเกิดเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่รอบๆ ลานพิธี แม้ว่าผลของมันจะทำให้น้ำตกทั้งหลายกลายเป็นเกรี้ยวกราดบ้าคลั่ง จนเหล่าผู้อาวุโสมีสภาพดูไม่จืดและเปียกปอนแต่ก็ยังคงว่าบทสวดกันต่อไปอย่างมีสมาธิ

            ผู้เป็นราชาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองเหตุการณ์เบื้องล่างอย่างประหลาดใจ*...แปลกมาก*เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            ...ทันใดนั้น...

            เปรี้ยงงงงงงงงง!!! ฟ้าก็ผ่าลงมาตรงกลางวงมนตรา พายุที่กำลังโหมกระหน่ำก็ไม่น้อยหน้า หอบพัดมวลน้ำขนาดมหาศาลขึ้นมาจนรอบๆ เกาะกลางน้ำตกแห้งขอด ที่ยังยืนอยู่ตรงกลางมีเพียงเหล่าผู้อาวุโสผู้ไม่เกรงกลัวต่อความผิดปกตินั้น

            “!!!” เมื่อเหล่าอาวุโสกล่าวบทลักพาซึ่งเป็นบทสุดท้ายจบ...

            เปรี้ยง! ครืนๆ

            คราวนี้สายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมาทั่วลานกลับสว่างจ้าเสียจนไม่อาจลืมตาได้...

            เมื่อมหกรรมลมฟ้าพัดผ่านไปพิรุณจึงโปรยลงมาดั่งฟ้ารั่ว ขณะเดียวกันมวลน้ำมหาศาลที่ถูกหอบพัดขึ้นไปก็ตกตู้มลงมาเสียงดังสนั่น ความรุนแรงของมันทำเอาสภาพของผู้อาวุโสทั้งห้าและทั่วบริเวณจากที่ดูไม่จืดอยู่แล้วยิ่งดูไม่ได้เข้าไปใหญ่ แถมความแรงของมันยังหอบกระเซ็นไปถึงราชาแห่งเฟนดาซที่ยืนสงบนิ่งแต่แววตาวาววับอยู่ด้านบนหุบเขาอีกต่างหาก

            ครั้นลำแสงสีทองสว่างหายไป กลางวงมนตรากลับปรากฏ...ร่างหนึ่งแทนที่กองเลือดและขนปีกของราชาแห่งเฟนดาซ

            ร่างที่แม้บริเวณโดยรอบจะยับเยินและเละเทะเพียงใด หากร่างนั้นกลับแห้งสนิทคล้ายมีสิ่งใดปกคลุมอยู่ ราชาแห่งเฟนดาซที่แต่แรกไม่ใคร่ให้ความสนใจกลับลงมาปรากฏกายอยู่ข้างผู้อาวุโสทั้งห้า

            ก้อนเนื้อในอกที่เคยเต้นด้วยจังหวะหนักแน่นและไม่เคยแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นกลับเต้นรัวเสียจนเขาทนยืนมองอยู่เฉยๆ บนนั้นไม่ได้

            “ท่านลาสต์ บัดนี้นางผู้เป็นคู่ครองของท่านได้ปรากฏกายขึ้นแล้ว พวกข้าปลื้มปิติยิ่งนัก...นางจะเป็นชายาที่ดี เป็นราชินีคู่บัลลังก์ ทำให้บ้านเมืองของเราสงบร่มเย็น...” ผู้อาวุโสทั้งห้าต่างกล่าวสรรเสริญเยินยอราชาของตนเป็นการใหญ่ แต่คนฟังไม่ได้ให้ความสนใจ มีเพียงสิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาของเขาไว้ขณะนี้ก็คือ ร่างบอบบางในอาภรณ์ประหลาดกลางวงมนตราเท่านั้น อะไรบางอย่างกระซิบบอกกับเขาว่าร่างที่ปรากฏกลางวงมนตรานี่แหละคือคนที่เขารอมาเนิ่นนาน

            ใบหน้าที่เรียบเฉยเป็นนิจของเขาเผยมุมอ่อนโยนเพียงครู่ ยามเมื่อมองร่างงดงามตรงหน้า ตาคมสีหมอกควันให้ความสนใจกับใบหน้าที่ดูเหมาะเจาะไปทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นคิ้วเรียว จมูกโด่งเชิด หรือจะริมฝีปากบางเฉียบสีชมพูอมส้มก็ดูจะตรึงตาเขาเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าอันจะหาผู้ใดเทียบเทียมได้ยากของคนผู้นี้ ดูจะดึงดูดสายตาและหัวใจของเขาเหลือเกิน ชายหนุ่มมองเปลือกตาบางที่หลับพริ้มเหมือนกำลังฝันหวานอย่างพึงใจ แล้วย่อกายลงช้อนอุ้มร่างบางของคนที่กลายมาเป็น ‘ว่าที่’ พระชายาหรือราชินีในอนาคตของเขาขึ้นแนบอก

            ลาสต์เผลอยกมุมปากขึ้นนิดอย่างไม่รู้ตัว สายตาเหลือบมองลงต่ำจากลำคอระหงมาเพียงนิด*...ดูท่าทางพวกผู้อาวุโสจะยังไม่รู้ว่าเจ้าเป็นบุรุษสินะ...*

            รอยยิ้มที่เผยออกมาเพียงเสี้ยววินาทีของราชา ทำให้เหล่าผู้อาวุโสทั้งห้าคนต้องตะลึงงัน เพราะเป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง ก็ท่านลาสต์โดยปกติน่ะหรือ อารมณ์ดีก็สีหน้าเรียบนิ่ง ขนาดแกล้งผู้อาวุโส กับเหล่าองครักษ์เล่นก็ยังหน้าตายเลย! นี่ถึงกับเผยรอยยิ้มได้ (แม้จะแค่กระพริบตาแล้วหายไปก็เถอะ) เห็นทีเฟนดาซคงจะต้องเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปเป็นแน่!!

            “กลับ” เขาเอ่ยสั้นๆ บอกกับเหล่าผู้อาวุโสทั้งห้าที่ทำหน้าตาประหลาดมองเขาอย่างกับเห็นกระทิงสิบสี่ศตวรรษก็ไม่ปาน แล้วก็หายตัวจากไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับร่างในอ้อมแขน

            “ไม่ๆ อย่านะ”

            “...”

            “ขอโทษ...ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” ประโยคแปลกประหลาดของคนบนเตียงทำให้ใครอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องละสายตาออกจากหนังสือในมือเพื่อให้ความสนใจกับร่างนั้นแทน

            ดวงหน้าชื้นเหงื่อกับสีหน้ายามหลับที่ดูตื่นตระหนกทำให้คนที่เฝ้ามองอยู่อดเป็นห่วงไม่ได้

            “...ฮึก เนินเทเลทับบี้ สัญญาว่าจะไม่ไปอีกแล้วฮืออออ” เขาเลิกคิ้วมองคนบนเตียง พลางพึมพำเสียงเบาว่า “เนินเทเลทับบี้?” ทว่าฉงนได้ไม่ทันไรคนละเมอก็เอาอีกแล้ว

            “ท่านแม่...ฮึก ท่านอย่าทิ้งข้าไป ให้ข้าได้อยู่กับพวกท่าน...ได้โปรดอย่าทิ้งข้าไว้ลำพัง” น้ำเสียงเจ็บปวดที่มาพร้อมกับหยาดน้ำตา...

            ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ร่างที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงกว้าง นิ้วแกร่งเกลี่ยหยาดน้ำตาที่รินไหลออกมาจากหางตาอีกฝ่ายเพียงแผ่วเบา

            “ได้โปรด...ข้าไม่อยากอยู่คนเดียว ฮึก” แล้วราชาแห่งเฟนดาซผู้ไม่เคยต้องมาปลอบใจใครก็ดึงร่างบางที่อยู่บนเตียงเข้ามากอด ถ่ายทอดความอบอุ่นผ่านสัมผัสนี้ไปยังคนที่หมองเศร้าเพื่อปลอบประโลมว่าตอนนี้อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว

            “จากนี้ไปเจ้าจะมีเรา” เขากระซิบเบาๆ ชิดริมหู มือใหญ่ก็ลูบแผ่นหลังให้เบาๆ อย่างปลอบประโลม

            “ข้าจะไม่ถูกทิ้งให้อยู่ตัวคนเดียวอีกใช่ไหม...” ร่างบางพึมพำแผ่วเบาเหมือนรับรู้คำพูดของเขา “อืม...” แม้คำนั้นจะแผ่วเบา ทว่าหนักแน่น แถมด้วยจูบนุ่มนวลที่หน้าผากนูนสวยอย่างยืนยันคำพูด ก่อนคนปลอบจะไล้ปลายจมูกโด่งสวยลงมายังเปลือกตาบางทั้งสองข้างเพื่อซับน้ำตาที่รินไหลลงมาอีกรอบให้เหือดแห้งไป

            “นอนเสีย เราจะอยู่กับเจ้าตรงนี้ไม่ไปไหน...”

            เฮือก! ไอน์สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะความรู้สึกที่ปวดตุบๆ อยู่ขณะนี้ พลางนั่งเรียกสติที่เหมือนจะยังไม่กลับมาดีด้วยการพยายามคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดคืออะไรให้ปวดหัวยิ่งไปกว่าเดิม นั่นแหละเขาจึงได้บอกตัวเองว่าควรหยุดคิดสักทีพร้อมกับสรุปได้ (ยามเมื่อเอานิ้วไปแตะฟันเขี้ยวแล้วพบว่ามันยังอยู่ดี) ว่าไอ้ที่วิ่งหนีผี รวมถึงฟันเขี้ยวที่หลุดออกไป หรือว่าไอ้พายุทอร์นาโดนั่นที่ดูดเขาเข้าไปคือความฝัน เฮ้อ...ฝันประหลาดและโคตรจะไร้สาระชะมัดเลย

            “อ๊ะ! เดี๋ยวก่อน...ถ้าไม่ใช่ความฝันแล้วที่นี่มันที่ไหนกันวะ?” เขาร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อหันไปมองรอบๆ ตัว 

            หัวก็ยังไม่หายปวดแถมยังต้องงงหนักไปอีกเมื่อมองรอบๆ

            ห้องที่มีแต่เฟอร์นิเจอร์สีเทาดำ ผนังสีเทา เตียงนอนก็ยังสีเทา! สำหรับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มีแต่เด็กๆ วัยใสหัวใจคัลเลอร์ฟูลน่ะนะขอบอกว่าห้องแบบนี้ไม่มีหรอก!!

            ไอน์เอามือก่ายหน้าผาก แล้วทิ้งตัวลงนอนแรงๆ หวังจะสลัดความปวดตุบๆ ให้หายไป ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้ยิ่งปวดไปกว่าเดิม แล้วดวงตาก็ต้องเบิกกว้างขึ้นไปอีกเมื่อมองไปบนเพดาน ใจคิดว่าคงเจอหลอดไฟนีออนธรรมดาๆ กับฝ้าเพดานสีเดียวกับผนัง แต่มันกลับทำให้ไอน์ยิ่งสั่นประสาทไปใหญ่ด้วยภาพท้องฟ้ายามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยดาวดวงน้อยที่แข่งกันส่องแสงวิบวับและโคตรจะเหมือนของจริง! แถมเพิ่มความแนวไปอีกด้วยโคมไฟระย้าห้อยย้อยลงมา ดูแล้วซินเดอเรลล่ามากมาย...

            เดี๋ยวก่อน*!*ไอน์รีบผุดลุกทันที หน้าตาดูตื่นตระหนกเสียจนใครอีกคนที่ยืนมองอยู่ที่ประตูนานแล้วต้องเลิกคิ้วกับท่าทางแบบนั้น

            *แน่นอนว่าที่นี่ไม่ใช่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาเคยอยู่ ถ้าจำไม่ผิดเขาออกมาจากที่นั่นแล้วด้วย แถม...*ไอน์นึกไปถึงพายุลูกใหญ่ที่ดูดเขามา

            อ๊ากกกกกก งั้นไอ้ที่คิดว่าฝันทั้งหมดมันก็เรื่องจริงน่ะเซ่!!!!

            ไอน์กุมขมับที่ปวดจี๊ดไปถึงก้านสมอง สับสนเหลือเกิน ว่าตกลงอะไรเป็นเรื่องจริง อะไรฝันกันแน่ นี่เขาสับสนจนเบลอไปหมดแล้ว

            ขณะกำลังนั่งงงกับชีวิตอยู่นั่นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ทำสีหน้าประหลาดเช่นนั้น เจ้าคิดสิ่งใดอยู่?” เขาหันขวับมองไปยังต้นเสียงทันที

            โอ้แม่เจ้า*! นี่มันอะไรกันอีก!* เขาได้แต่อุทานกับตัวเองอยู่ในใจเมื่อมองคนถามชัดๆ แต่เพียงเผลอมองสบตา ไอน์กลับถูกตรึงด้วยความแข็งแกร่งของตาคมสีเทาคู่สวยที่ดูเรียบเฉยเย็นชา เมื่อคิดว่าคงสู้ไม่ได้จึงหันไปมองโต๊ะ ตู้ ผ้าปูที่นอนแทน หวังจะให้ใจที่กำลังเต้นโครมครามอยู่นี่สงบลง

            ให้ตายก็คงบอกใครไม่ได้แน่ว่าเขาเผลอไปใจเต้นกับผู้ชายด้วยกันน่ะเซ่*!!*

            แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแท้ๆ เลยเชียว ไอน์จึงทำใจกล้าหันกลับไปมองเขาอีกรอบ หากละเว้นดวงตาคู่สวยแต่อันตรายต่อใจของอีกฝ่ายไว้ และให้ความสนใจกับเครื่องหน้าอย่างอื่นของเขาแทน เช่นจมูกโด่งเป็นสันสวยที่คลินิกศัลยกรรมไหนๆ ก็ทำเลียนแบบได้ยาก ทั้งริมฝีบางบางเฉียบราวกับผู้หญิง นอกจากนี้เขายังมีเส้นผมสีเงินยวงยาวถึงกลางหลังที่ขณะนี้ถูกรวบไว้ด้วยสร้อยอะไรสักอย่างซึ่งปลายของมันเป็นรูปกางเขนสีเงิน...

            เส้นผมสีเงิน....เดี๋ยว*! คนบ้าอะไรมีผมสีเงิน!* เขาถกเกียงกับตัวเองในใจ แล้วก็เพิ่งนึกได้ว่าวิทยาการเดี๋ยวนี้มันล้ำหน้าไปไกลแล้ว สีผมสายรุ้งก็ยังเคยเห็นกับคนที่อยากมีผมสีเหมือนคนแก่คงไม่แปลกอะไร แต่คนตรงหน้าไอน์ จัดว่าทำสีผมแบบคนแก่ได้ปังมากจริงๆ นะ ทำแล้วเกิดสุดๆ ซึ่งเขาจะมองว่ามันแฟนตาซีก็แล้วกัน!

            ชายหนุ่มคนที่ทำสีผมแสนจะแฟนตาซี ยืนมองหน้าไอน์ด้วยดวงตาพราวระยับ “ว่าอย่างไร?” ริมฝีปากได้รูปสวยถามย้ำแต่ไอน์ไม่ตอบ ตอนนี้เขาสนใจเพียงชุดที่อีกฝ่ายใส่ ซึ่งเป็นเสื้อตัวยาวแขนยาวสีดำขอบดิ้นทอง ด้านหน้าเปิดโล่งอวดซิกแพกและลอนกล้ามเป็นมัดๆ (ไอน์เบ้ปากอย่างหมั่นไส้) ให้ต้องมองขวางด้วยความอิจฉา ตรงกลางอกมีจี้เพชรเม็ดเป้งสีเลือดสวมอยู่ ด้านหลังก็มีผ้าคลุมสีเข้มดูขลังอลังการ แถมมีออฟชั่นเสริมเป็นดาบใหญ่เหน็บอยู่ตรงเอวด้านซ้าย รัดด้วยเข็มขัดสุดเท่ กางเกงที่ใส่ก็ดูคล้ายยีนส์ แล้วยังสวมรองเท้าบูทหนังสีดำยาวจนเกือบถึงเข่าอีก...อื้อหือ นี่มันเทพสงครามจากหนังแฟนตาซีที่ไหนกัน?

            ใครก็ได้บอกเขาทีว่านี่กองถ่ายภาพยนตร์เรื่องอะไร?

            หรือจริงๆ แล้วนี่คือความฝัน...ไม่ใช่ว่าเขามัวหลับเพลินไม่ยอมตื่นหรอกเหรอ*? ตื่นๆๆ สิไอน์! ตื่น!!*เขาตบหน้าตัวเองดังเพี้ยะๆ จนคนที่ยืนมองอยู่ตรงประตูต้องส่ายหน้าและส่งสายตาแปลกๆ มาให้

            มันเจ็บ...จากประสบการณ์ยี่สิบปีที่เคยนอนฝันมา ในฝันนอกจากจะพูดจาโต้ตอบกับใครเป็นคุ้งเป็นแควไม่ได้แล้ว ยังเจ็บไม่ได้อีกต่างหาก!!

            ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่ฝันแล้ว...!

            “หากเจ้าคิดว่าคือฝัน เรายืนยันว่าไม่ใช่” เสียงหล่อเสียงเดิมดังขึ้นเหมือนจะช่วยตบหน้า ตบสมองที่ยังคงงกๆ เงิ่นๆ ของไอน์ให้เข้าที่…

            เขานั่งอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก

            “ที่นี่คือเฟนดาซ” กระแสเสียงนั้นเรียบนิ่งบอกมาอีกเหมือนมานั่งอยู่ในใจ

            สำหรับลาสต์...มองแวบเดียวเขาก็รู้ว่าคนที่นั่งทำหน้าตาประหลาด อ้าปากค้างแถมยังดูฟุ้งซ่านอยู่นี่คงสับสนและมึนงงด้วยไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ที่ไหน

            ชายหนุ่มบอกแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปหาร่างที่นั่งทำหน้าตาบอกสิ่งใดไม่รับรู้อยู่บนเตียง

            “เอ่อ ชะ...ช่วยบอกผมทีว่าเฟนดาซมันอยู่ที่ไหน” ไอน์ที่หาเสียงตัวเองเจอแล้ว เอ่ยถามคนที่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ ด้วยสีหน้าหวาดกลัว นี่ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายจะเอาไอ้ดาบเล่มใหญ่เบิ้มที่พกมา ฟันเขาฉั้วะหรอกนะ!!!!

            หรือถ้าไอ้หน้าหล่อประหลาดนี้มันจะมาฆ่าเขาจริงๆ เขาควรจะทำยังไงเพื่อให้หนีรอดออกไปจากสถานการณ์นี้ดีล่ะ?

            นาทีนี้ไอน์ต้องเลือกใช่ไหม ระหว่างอยู่รอคำตอบแล้วต้องโดนดาบใหญ่แทง กับวิ่งหนีไปเพื่อให้มีชีวิตรอด

            โอ๊ย ไม่ๆๆๆ เขาควรจะวิ่งหนีมันไปซึ่งๆ หน้าดีกว่า อยู่รอมีสิทธิ์ตาย แต่หากหนีไปได้นอกจากจะไม่ตายแล้วมีสิทธิ์ไปถามใครก็ได้ที่ไม่พกดาบอันเบิ้มมาคุยกันแบบนี้!!

            ไอน์เหลือบมองดาบใหญ่ที่อีกฝ่ายพกมาอย่างหวาดๆ ท่าทางการเดินที่สง่างามและมั่นคงในแต่ละย่างก้าวของอีกฝ่ายนอกจากจะไม่ได้ทำให้ไอน์ชื่นชมแล้ว มันเหมือนกับกำลังข่มขู่เขาให้เกรงกลัวเสียมากกว่า! ดูแล้วไม่ชวนให้เข้าใจได้เลยว่ากำลังเข้ามาคุยกันด้วยสันติวิธี

            เอาวะ...ดาบมันใหญ่ขนาดนั้นคงจะวิ่งตามเขาไม่ทันหรอกมั้ง...

            คิดดังนั้นก็ทำเลยแล้วกัน!!

            หมับ!

            “โอ๊ยยยเจ็บ! ปล่อยยยยยยย” เขาร้องโวยวายยามเมื่อต้นแขนโดนมือแกร่งของอีกคนคว้าไปกำไว้แน่น หน้างี้เกือบคะมำทิ่มพื้น!!

            ไอน์ดิ้นสุดแรงหวังให้หลุดพ้นจากมือใหญ่ที่พันธนาการเขาไว้แน่น มือก็ใหญ่ยังจะกำแรงไม่เกรงใจแขนที่ไร้ซึ่งกล้ามเนื้อของเขาอีก! ถ้าเกิดกระดูกเขาหักขึ้นมาจะทำยังไง!!

            คนๆ นี้หยาบคายที่สุดล่ะ นอกจากถามไม่ยอมตอบแล้ว (จริงๆ คือเขาไม่รอฟังเองนั่นแหละ) ยังจะเดินโทงๆ ถือดาบบิ๊กไซส์เข้ามาหาเขาเขาอีก!!

            เมื่ออีกคนยังดื้อดึงไม่ยอมอยู่เฉยๆ เสียที ลาสต์เลยต้องรวบตัวอีกฝ่ายมากอดรัดไว้แน่นเสียเลย

            คนโดนกอดตัวแข็งทื่อหยุดดิ้นทันทีด้วยความตกใจ ลาสต์ยกยิ้มที่มุมปากกับปฏิกิริยานี้ “เจ้าถามเราแล้วไม่อยู่รอคำตอบมันได้ที่ไหน หืม?” โอ๊ย....ไม่ต้องทำมากระซิบข้างหู นี่กลัวจนจะฉี่ราดอยู่แล้ว!

            “...” ไม่เอา...เขาจะไม่พูดด้วยแล้ว กับคนที่เดินหน้านิ่งถือดาบตรงมาคล้ายจะชักแล้วฟันเขาน่ะ คิดดังนั้นก็ดิ้นขลุกขลักอีกรอบเพื่อหวังให้หลุดออกจากอ้อมแขนรัดแน่นนี้ โมโหๆๆ นี่ไม่ได้ฟินกับกล้ามแขนเป็นมัดๆ และแผงอกสุดเซ็กซี่เลยนะขอบอก!!!

            เคร้ง!

            ไอน์ตัวแข็งทื่อหยุดดิ้นทันทียามเมื่ออวัยวะไหนสักอย่างในร่างกายของเขาดันไปสัมผัสกับดาบใหญ่เบิ้มเข้า

            “ไม่ดิ้นต่อแล้วหรือ?” ...คำพูดช่างน่าตายนัก!

            “ฮือออออ ไม่หยุดก็ตายดิ” ไอน์ได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอ

            “เจ้าจะตายได้อย่างไร?” คนดาบใหญ่ขยับใบหน้าเข้ามาถามใกล้ๆ ให้ไอน์ได้ขนลุกซู่อีกรอบ จริงๆ ปล่อยเขาลงก่อนก็ได้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าภาพที่เป็นอยู่นี้ถ้าคนนอกมองมามันจะพิลึกขนาดไหน

            “ก็คุณไง ถือดาบจะมาฆ่าผม”

            “เพ้อเจ้อ เราจะฆ่าเจ้าไปทำไมกัน”

            “แล้วพกดาบมาทำไมล่ะ” ร่างในอ้อมแขนของลาสต์ย้อน เสียงนั้นฟังแง่งอนเสียจนเขาอยากจะเห็นสีหน้าตอนนี้เสียจริง

            “เราพกดาบเป็นเรื่องปกติ”...ที่แปลกน่ะเจ้า อาวุธไม่พกพา มีแต่สิ่งของประหลาดทั้งนั้นประโยคนี้ลาสต์พูดในใจด้วยไม่อยากให้อีกคนรู้ว่าเขาเผลอรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของอีกฝ่ายไปเสียแล้ว

            “สรุปว่าไม่ได้จะแทงกันใช่ไหม?” คนในอ้อมแขนหันหน้ามามองเขาด้วยสีหน้าหวาดระแวง ใจเขาก็อยากจะแกล้งอยู่หรอก แต่เห็นสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แบบนั้นก็กลัวอีกฝ่ายจะเตลิดมากไปกว่านี้ เลยคิดว่าเอาไว้คราวหน้าแล้วกัน

            “เป็นเช่นนั้น” อีกฝ่ายถอนหายใจเสียงดังคล้ายโล่งอกเหลือเกิน จนลาสต์ต้องรัดแรงๆ อีกทีด้วยความมันเขี้ยวก่อนจะปล่อยให้เป็นอิสระ แล้วตัวเขาก็เดินไปนั่งที่โซฟาตัวยาวสีดำด้วยท่าทางที่ไอน์มองดูให้ความรู้สึกคล้ายกับเจ้าพ่อมาเฟียในหนังก็ไม่ปาน

            คนดาบใหญ่มองเขาอย่างกับจะให้ไปนั่งด้วยกัน

            ...เอ่อ คงจะให้ไปนั่งด้วยจริงๆ สินะ...ไอน์ยิ้มแหยๆ เมื่อรับรู้ได้ว่านัยน์ตาสีหมอกควันคู่นั้นดูเหมือนจะขุ่นขึ้นยังไงยังงั้น

            พอสงบใจได้แล้วไอน์ก็เดินไปนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามกับอีกฝ่าย มองท่าทางอย่างกับเจ้าพ่อในหนังก็กลืนน้ำลายเอื๊อก ชุดดำ โซฟาดำ ดาบใหญ่ที่ถูกถอดวางไว้ข้างๆ อื้อหือ หล่อมากลากดินก็จริงแต่ท่าทางเย็นชาสุดโฉดแบบนี้เดินเข้าหาเด็กที่ไหนมันก็ร้องไห้จ้าทั้งนั้นแหละ!!

            “เอ่อ...” บรรยากาศช่างน่าอึดอัดยิ่งนัก ในเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่จ้องเขานิ่งและไม่ยอมพูดอะไรอยู่อย่างนั้น

            “...”

            “คะ...คือว่า ” ฮือออ กดดันไปอีก! ทำไมไอ้หล่อแปลกไม่ยอมพูดอะไรกับเขาเลยสักคำล่ะ นั่งจ้องเขม็งอย่างนี้ต้องการอะไร ไหนพูดมาเซ่!!

            ไอน์นั่งเข่าชิดเรียบร้อยสองมือกำแน่นบนหน้าตัก ช้อนตามองอีกฝ่ายที่นั่งเอาแขนพาดบนพนักโซฟาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ลำพังจะให้สาดสายตาแข็งกร้าวแล้วถาม เฮ้ย! มองหน้าอย่างนี้เก๋าเหรอ? หาเรื่องใช่มั้ย!? ก็ดูจะไม่กลัวตายเกินไป เขายังไม่กล้าเล่นกับคนๆ นี้หรอก เกิดมันโมโหแล้วเอาดาบคว้านท้องเขาขึ้นมาจะทำยังไงเล่า!!! นอกจากจะกลับสยามประเทศไม่ได้ ยังจะต้องตายทรมานอีกต่างหาก!!

            “...” ฮือ นี่กลัวจนน้ำตาจะไหลอยู่แล้วนะ!!

            “เฮ้อ...มานั่งกับเรา” ไอน์ที่นั่งคิดฟุ้งซ่านต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ คนที่นั่งเงียบมานานพูดขึ้นมา

            เอ่อ...ถ้าเขาบอกให้อีกฝ่ายพูดอีกรอบ เขาจะโดนดาบใหญ่นั่นจิ้มเข้าที่คอหอยหรือเปล่า...

            ลาสต์เห็นท่าทางสะดุ้งเฮือก สีหน้าเลิ่กลั่กก็รู้ทันทีว่าคนตรงข้ามคงไม่ได้ยิน

            “มานั่งกับเราตรงนี้” เสียงทรงพลังที่ฟังดูช่าง วางอำนาจและข่มขู่บังคับเหลือเกิน ทำให้ไอน์ต้องส่ายหน้าหวือจนคอแทบหลุด ฮึ ไม่ไปอ่ะ...ให้ตายยังไงก็ไม่ไป!! ที่ตรงนั้นดูจะอันตรายเกินกว่าคนธรรมดาๆ ที่มีชีวิตเดียวเช่นเขาจะยอมเอาตัวเข้าไปเสี่ยงได้!

            “เราให้เจ้าเลือกว่าจะยอมมานั่งกับเราดีๆ หรือจะให้เราไปหาเจ้าเอง” เหอะ เผด็จการ ยังไงก็ไม่ไปหรอก เชอะ!

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่งแต่แววตาดื้อดึง ลาสต์ก็ฉีกยิ้มที่อีกฝ่ายมองแล้วต้องขนลุกขนชันให้พร้อมกับกล่าวว่า “เช่นนั้นเราจะไปนั่งกับเจ้าเอง”

            ไอน์กลืนน้ำลายเอื๊อก ก้มลงมองโซฟาเดี่ยวที่ตนนั่งอยู่แล้วบอก “เอ่อ...ดะ เดี๋ยวผมไปเอง”

            ว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปหาคนที่ทำสีหน้าไม่น่าไว้วางใจอย่างเสียไม่ได้ ที่ยอมนี่เพราะไม่มีทางเลือกหรอกนะ ถ้าอีกคนมาคงได้ขี่คอกันเป็นแน่

            “หึ...ดี” คำนี้มาพร้อมกับท่อนแขนหนักข้างหนึ่งโอบเข้าที่เอวทันทีที่เขานั่งลง...

            “เฟนดาซเป็นอาณาจักรหนึ่งในเวนิเช่ หรือที่ผู้คนภายนอกเรียกอาณาจักรลับแล เพราะบ้างก็เชื่อว่ามีอยู่จริง บ้างก็ว่าเป็นแค่เรื่องเล่าขาน ดังนั้นเราถือว่าเจ้าโชคดีที่สามารถเข้ามาอยู่ในอาณาจักรของเราได้” ไอน์นั่งตัวเกร็งบวกงงงวยอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่าย นี่ไม่กล้าขยับสักแอะจนตะคริวจะกินอยู่แล้ว!

            ลาสต์มองท่าทางนั้นก็ถอนหายใจเฮือก ยอมขยับตัวเองออกมา เว้นระยะห่างให้อีกฝ่ายได้หายใจหายคอเล็กน้อย เดี๋ยวเกิดช็อกตายขึ้นมาจะทำยังไง

            พออีกคนยอมถอยห่างออกไปหน่อยไอน์เลยลอบถอนหายใจ แล้วขยับตัวออกห่างอย่างเนียนๆ

            “คือ...แบบ เฟนดาซมันอยู่ส่วนไหนของโลกใบนี้เหรอครับ ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย หรืออเมริกา”

            “เราไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เจ้าถามหรอก แต่เฟนดาซแห่งนี้อยู่ทางตอนใต้ของเวนิเช่” ไอน์เผลอตวัดสายตามองอีกฝ่ายอย่างเหลืออด นี่อย่าบอกนะว่าไอ้คนโฉดที่นั่งข้างๆ เขานี้ไม่เคยเรียนสังคมศึกษา? ว้ายๆๆๆ

            ไม่ใช่แล้วไอน์!!

            “นี่คุณล้อเล่นหรือไง...อย่างน้อยถ้าให้ผมเดามันก็น่าจะเป็นเอเชียใช่ไหม และคงจะจริงอย่างที่คุณบอกว่าเป็นเมืองลับแลเพราะมันไม่มีปรากฏบนแผนที่โลก ยิ่งชื่อเฟนดาซนี่ตั้งแต่จำความได้คิดว่าไม่เคยได้ยิน” คงเพราะนั่งห่างออกมาหน่อยเขาเลยรู้สึกว่า คุณภาพชีวิตดีขึ้นเล็กน้อย เลยกล้าตอบโต้อีกฝ่ายมากขึ้น

            “แปลก...หน้าตาการแต่งตัวของคุณนี่แฟนตาซีฝั่งยุโรปมากเลย” ไอน์กวาดสายตามองอีกฝ่ายอย่างกับจะประเมินสินค้า “แต่ผมตัดออกไปเพราะว่าเราพูดภาษาไทยกัน เดาว่าคงอยู่ใกล้กับประเทศไทยด้วยใช่ไหม? ก็เราพูดภาษาไทยกัน...” เดี๋ยวนะ! นี่มันไม่ใช่ภาษาไทยแล้วว้อย!

            ไอน์เบิกตาโตแทบถลนออกมาจากเบ้า นี่มันภาษาอะไรกันวะ เสือกพูดได้ ฟังรู้เรื่องอีก!! ทั้งๆ ที่เขามั่นใจมากเลยนะว่าสยามประเทศคือมาเธอร์แลนด์ และยังมั่นใจสุดๆ ด้วยว่าตั้งแต่เกิดมาเขาสปี๊กโอนลี่ไทยเท่านั้น

            “ภาษาไทยคืออะไร นี่เรากับเจ้ากำลังสนทนากันด้วยภาษาเวนช์ไม่ใช่รึ?” ไอน์กุมขมับ...พยายามเรียบเรียงความคิดใหม่

            “เดี๋ยวก่อนนะ ผมจำได้ว่าก่อนหน้านั้นผมโดนพายุลูกมโหฬารดูดมาเพราะเผลอไปคิดลบหลู่สิ่งที่มองไม่เห็นเข้า จริงๆ ก็นึกว่าจะตายซะแล้ว แต่ผมคงมีดวงนิดหน่อยลอยมาตกที่นี่สินะ แล้วคงได้คุณช่วยไว้นี่เอง เอ่อ...ขอบคุณครับ”

            “เป็นเจ้าที่ช่วยเรา ไม่ใช่เราช่วยเจ้า” เขาบอกแล้วหันมามองไอน์ด้วยดวงตาวิบวับ แลดูมีเลศนัยแปลกๆ คุยไปคุยมาไอน์ก็ชักรู้สึกว่าไอ้แววตาเย็นชาในตอนแรกแค่หลอกลวงเท่านั้น ที่เห็นอยู่นี่คือตัวตนของคนๆ นี้ จริงๆ!

            “ยังไง? ผมไปช่วยอะไรคุณครับ?”

            “เอาเถิด เรื่องนี้เราค่อยสนทนากันต่อไป อย่างไรเจ้าก็เพิ่งฟื้น” อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน ไอน์ขมวดคิ้วมุ่น นี่มันไม่เปลี่ยนประเด็นง่ายไปหน่อยเหรอ?           

            “หิวหรือไม่?”

            *หิวเหรอ?*ไม่หรอก...เขายังอยากคุยเรื่องเมื่อกี้มากกว่า

            “ไม่ครับ...”

            โครกกกกกกก...เอิ่ม! เกลียดความเถรตรงของระบบในร่างกายตัวเองจัง!!!

            “หึๆ เช่นนั้น...ไปหาอะไรกินกับเราก่อนเถิด” ว่าจบก็ลุกขึ้นยืน แล้วคว้าเอวของอีกคนไปรวบกอดไว้พาเดินออกจากห้องไปโดยที่ไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว

            อ๊ากกกกกกกกกกกกก

            มาสเตอร์*!!* เขา-โดน-ผู้-ชาย-อุ้ม!

            “เรามีนามว่าลาสต์” ฝ่ายตรงข้ามพูดขึ้นมาหลังจากที่พาเขามานั่งที่ห้องรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว และด้วยความที่ยังโกรธที่อีกฝ่ายกระทำการอุกอาจแบบนั้น ไอน์เลยเมินอีกฝ่ายไปเสีย เป็นเชิงว่าใครอยากรู้กัน?

            จริงๆ แล้วเขานึกว่าอีกฝ่ายจะชื่อดาร์กเสียอีก เห็นคุมโทนดำไปทั้งตัวเลย (เสื้อผ้าและออร่าทะมึนรอบๆ ตัว)

            “...เป็นราชาของที่นี่”

            “แล้วไง...ห๊ะ? ราชา? หมายความว่าคุณเป็นพระราชา?”

            “ใช่” บ้าไปแล้ว*!? ล้อเล่นป่ะเนี่ย ถึงบรรยากาศและคนรอบข้างจะให้ก็เถอะ แต่มันใช่เรอะ?* ไอน์คิด แล้วสายตาก็เลื่อนต่ำลงมามองชุดที่ดูแฟนตาซีนี้อีกรอบ ผ้าคลุมสีเข้มบนบ่าประดับลวดลายแปลกๆ พร้อมกับสัญลักษณ์คล้ายกางเขนมีปีกโอบกอดอยู่ นี่ยังไม่รวมดาบใหญ่ (ที่ตอนนี้อีกฝ่ายเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วไม่รู้) เบ้อเร่อที่ฝังด้วยอัญมณีเม็ดเป้งที่ด้ามอีกนะ...นี่ถ้าสมมติว่าเขากำลังฝัน คงเรียกได้ว่ามาโลกแฟนตาซีเสียอีก...ขาดแต่อย่างเดียวคือเวทมนตร์!! แหม่...

            “คุณโกหกหรือเปล่าเนี่ย” ไอน์ถามอย่างไม่ค่อยอยากเชื่อ อีกฝ่ายยังคงสีหน้านิ่งๆ ตามเดิม ไม่ตอบ แต่เขาเปลี่ยนเรื่องไปเสีย “คำพูดของเจ้าช่างประหลาด”

            “ของคุณก็แปลกเหมือนกันนั่นแหละ เราๆ เจ้าๆ ดูหนังมากละสิ” ไอน์ย้อนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ก็มาว่าคำพูดของเขาประหลาดได้ยังไง ทั้งๆ ที่ของตัวเองนั่นแหละแปลกสุด

            “ที่แปลกคือเจ้า มิใช่เรา ยิ่งสำเนียงการพูดเช่นนี้เราไม่เคยได้ยิน ดูหนังยิ่งแล้วใหญ่คือสิ่งใดกัน” ไอน์ถอนหายใจเฮือก คิดว่าเขาคงต้องยอมแพ้แล้ว ในเมื่อนี่ถิ่นเขา เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหิ้วตะหลิวตามใช่ไหม? (ผิด) และเขาบอกเองว่าตนคือราชา ก็คงต้องตามนั้นแหละนะ

            “เอาล่ะๆ ท่านราชาจะให้กระผมเรียกท่านว่าอย่างไรหรือขอรับ” ตอนนี้ความกลัวคนตรงหน้าของเขาเป็นศูนย์ ก็แหม...มันก็แปรผกผันไปตามความใหญ่ของดาบนั่นแหละ แล้วยิ่งอีกฝ่ายเลิกพกดาบมาทำให้เขาหวาดระแวงแบบนี้แล้วละก็ ไอน์คนนี้จะสู้ไม่ถอย!!! แม้ลาสต์จะสูงใหญ่จนทำให้คนส่วนสูง 172.5 ซีเอ็มเช่นไอน์เหงือแตกพลั่กไปเลยก็เถอะ!   “เรียกเราว่าลาสต์ แล้วพูดตามที่เจ้าถนัด” ไอน์พยักหน้าหงึกหงักสักพักอาหารก็ถูกยกออกมาเสิร์ฟ...

            เขาจดจ้องสิ่งที่อยู่ใต้ฝาครอบอาหารอย่างมีสมาธิ นี่ลุ้นสุดๆ ว่าใต้ฝาจะเป็นเมนูอะไร!

          *‘พระชายารูปโฉมช่างงดงามยิ่งนัก’*ห๊ะ เสียงใครวะ?

*‘เหตุใดเนื้อตัวของพระชายาจึงได้ดูมอมแมมเช่นนั้น’*บอกใคร?

*‘พระชายาตัวเล็กจังเลย ช่างเหมาะสมกับท่านลาสต์ยิ่งนัก หากได้ขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อยคงจะงามไม่แพ้ผู้ใด!’*จบประโยคนั้นไอน์ก็ละความสนใจออกจากสิ่งที่อยู่ใต้ฝาครอบอาหาร แล้วมองไปรอบๆ เพื่อหาว่าใครกันที่คนพวกนี้พูดถึง พอมองแล้วเห็นเพียงตัวเองนั่งอยู่กับพระราชานามว่าลาสต์เท่านั้น เขาก็ยิ่งงงหนักไปใหญ่ ไหนวะพระชายา? ไม่เห็นมีผู้หญิงสักคน

          *‘พระชายาเหมือนกำลังมองหาสิ่งใดอยู่ ข้าควรจะเข้าไปถามดีหรือไม่?’*ไอน์เริ่มรู้สึกว่าลางไม่ดีอีกแล้ว เมื่อมองตามสายตาพวกเมดสาวร่างบึกบึน แล้วพบว่าพวกเธอนั้นมองมาที่เขาเป็นตาเดียว นี่ถ้าไม่ได้โง่จนเกินไป ใครดูก็รู้แล้วว่าคนที่พวกเธอพูดถึงอยู่น่ะคือเขา!

          “ลาสต์! ทำไมคนพวกนี้เรียกผมว่าพระชายาๆ น่ะหา!” ไอน์หันไปถามลาสต์เสียงแข็ง ให้ราชาแห่งเฟนดาซต้องตวัดสายตาไปมองนางกำนัลอย่างเย็นชา

            พวกนางทั้งหมดรีบคุกเข่าลงแม้จะหวั่นเกรงแต่ก็กล่าวเสียงดังฟังชัดว่า “ขอประทานอภัยเจ้าค่ะ พวกข้าผิดไปแล้ว”      

            “จริงหรือ? เราว่าตั้งแต่พวกนางกำนัลนำอาหารเข้ามาเรายังไม่ได้ยินพวกนางกล่าวสิ่งใดเลย” ประโยคนี้ของลาสต์ทำให้พวกนางกำนัลใจชื้นขึ้น

            ไอน์ทำหน้าเหมือนไม่เห็นด้วย “นี่คุณหาว่าผมโกหกงั้นเหรอ?”

            “เปล่าเลย เพียงแต่เราไม่ได้ยินสิ่งที่เจ้ากล่าวมา ไหนลองพูดสิ่งที่เจ้าได้ยินออกมาสิ บางทีข้าอาจจะฟังพลาดไปก็เป็นได้” ไอน์มีสีหน้ากระดากจะพูดเล็กน้อยแต่ก็ยอมทำตาม

            “พวกเจ้าได้พูดเช่นนี้จริงหรือไม่?” ลาสต์หันไปถามพวกนางกำนัลร่างใหญ่เสียงเรียบ หากสีหน้าของพวกนางกลับตื่นตระหนกยิ่งนักและมองหน้ากันไปมา ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะให้คำตอบว่า

            “เรียนท่านลาสต์ ความจริงที่พระชายากล่าวออกมาเป็นเพียงสิ่งที่พวกข้าคิดเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ไม่ได้กล่าวออกไป” ได้ฟังตาคมคู่สวยก็มีแววประหลาด เขาเพียงมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหันไปบอกนางกำนัลว่า “พวกเจ้าออกไปก่อน” พวกนางย่อกายทำความเคารพและเดินออกไป

            “ไม่จริงน่า...” ไอน์พูดกับตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน และคล้ายกับว่าสิ่งที่ได้รับรู้มันหนักหนาเกินไปจนเขาต้องการการยืนยัน ไอน์บอกกับลาสต์ด้วยท่าทางเหมือนคนสติเลื่อนลอยว่า

            “ลาสต์...คุณช่วยตบหน้าผมที” เขาไม่อยากจะเชื่อง่ายๆ หรอกนะว่าตัวเองจะไปอ่านใจใครเขาได้!! นี่มันจะแฟนตาซีเหลือเชื่อมากเกินไปแล้ว!!!

            “ทำไมเราต้องทำเช่นนั้น”

            “เพื่อยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความฝัน” ใช่แล้ว ก็เผื่อเขาฝันจริง จะได้ตื่นจากเรื่องบ้าๆ นี่ไปเสียที ฮือออ ชักไม่สนุกแล้วนะเว้ย!!!

            นี่เขาเป็นตัวอะไรกันแน่วะ!??

            “เจ้าเป็นคนชอบความเจ็บปวดถึงเพียงนี้เชียวหรือ สิ่งใดผิดไปจากที่คิดก็หวังจะให้เราลงไม้ลงมือ แต่เอาเถิด เราจะทำให้เพื่อยืนยันว่าเจ้าไม่ได้ฝันไป” พอเขาบอกอย่างนั้นแล้วลุกขึ้นจากที่นั่งของตัวเองเดินเข้ามาหา ไอน์หลับตาแน่นทันที เตรียมตัวรับกับความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้น

            ...จุ๊บ...

            เสียงที่มาพร้อมกับสัมผัสนุ่มนิ่มทว่าอุ่นร้อนบนหน้าผากก็ทำให้ไอน์ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

            ช็อก! ใจเขาแทบหยุดเต้นไปเลย...มันจะอันตรายต่อหัวใจเกินไปแล้ว!!!

            ลาสต์มองท่าทางแข็งค้างด้วยสายตาเอ็นดู “เป็นอย่างไร...นี่ช่วยเจ้ายืนยันได้หรือไม่ว่าคือความจริงหรือแค่ฝันไป”

            อ๊ากกกกกกกก ชีวิตนี้เขาจะแต่งงานกับสาวสวยอกตู้มๆ ไม่ได้อีกแล้วววววว!!

            นานทีเดียวกว่าไอน์จะสงบจิตสงบใจของตัวเองให้หันไปมองหน้าลาสต์อย่างเป็นปกติได้โดยที่ไม่ต้องหน้าแดงให้เขาเห็น และใจไม่ต้องเต้นเสียงดังให้เขาได้ยิน

            “อะแฮ่ม...เอาเป็นว่าเรื่องตอนนั้นคือผมได้ยินเสียงความคิดของคนอื่นเหรอ” ไอน์ที่เริ่มทำใจยอมรับได้แล้วกับเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อของตัวเองก็ถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน ไม่รู้ล่ะตอนนี้เขารู้สึกเพลียจิตมากเลย

            “เราคิดว่าเป็นเช่นนั้น” คนที่เป็นภัยต่อความมาดแมนแฮนซั่มของเขาเอ่ยเสียงขรึม แล้วเสริมต่อว่า “เรื่องนี้เจ้าอย่าให้ผู้ใดรับรู้เด็ดขาด”

            “มันเป็นเรื่องร้ายแรงมากเลยเหรอ?” ก็ขนาดว่าตัวเขายังอ่านใจใครได้งั้นที่นี่คงไม่ใช่โลกเดิมที่เขาเคยอยู่แล้วล่ะ ไอน์ถอนหายใจอย่างปลงๆ นี่มันจะพิสดารไปแล้วทั้งที่คิดว่าตัวเองจะต้องตายกลับมาโผล่ที่โลกไหนก็ไม่รู้ ซึ่งเหมือนจะมีแต่เรื่องน่าเหลือเชื่อที่คนปกติมักไม่พบเจอกัน (ตัวเขาเองคงเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ปกติสินะ?)

            “เวนิเช่ไม่มีใครมีความสามารถแบบที่เจ้ามีในตอนนี้หรอก” เขาบอก แต่ไอน์ไม่เคลียร์

            “หมายความว่ายังไง”

            “เรื่องนี้ไว้ค่อยสนทนากันภายหลัง”

            “อีกและ” ไอน์กรอกตาเบื่อหน่าย ตลอดแหละคนๆ นี้

            “แล้วเรื่องที่คนพวกนั้นเรียกผมว่าพระชายานี่มันยังไง อธิบายมาให้ละเอียดเลยนะ บอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้ผมจะไม่ยอมปล่อยผ่านอย่างเรื่องที่แล้วอีก” บอกด้วยท่าทางนักเลง มือทั้งสองข้างถลกแขนเสื้อขึ้นคล้ายจะข่มขู่ให้อีกฝ่ายกลัว แต่ลาสต์มองแล้วเหมือนตัวอะไรสักอย่างกำลังพองขน กล้ามแขนก็ไม่มี แถมแขนยังเล็กฟีบนิดเดียว...นี่เขาสมควรเกรงกลัวสิ่งใดหรือ?

            มันช่างเป็นความคิดที่ถ้าไอน์ได้ยินจะต้องอยากตีลังกาม้วนหลังแล้วฟาดด้วยแข้งแน่ๆ (ถ้าเขาทำได้นะ)

            “ไม่เห็นจะมีเรื่องใดน่าสับสน คำว่าพระชายาหมายความเช่นไรก็นั่นแหละ ที่เจ้าเป็น”

            “ห๊ะ...?” ไอน์เบิกตากว้างอย่างตกใจ “อะ...อะไรนะ เหมือนผมจะฟังไม่ชัด”

            “นี่เรายังพูดไม่ชัดเจนอีกหรือ?”

            “...” ไอน์มองแววตาวิบวับกับมุมปากที่ยกยิ้มมีเลศนัยของอีกฝ่าย ก็รู้สึกใจไม่ค่อยจะดียังไงยังงั้น

            “หรือต้องให้บอกว่าเจ้าคือว่าที่พระชายาของเราและอีกไม่นานก็จะแต่งงานกัน” ตาที่โตอยู่แล้วแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ได้ฟังถ้อยคำที่เหมือนโดนรัวปืนกลใส่ก็ทำเอาแทบหาเสียงของตัวเองไม่เจอ

            “วะ...ว่าไงนะ...” ไม่จริงใช่ไหม ปากกลมสีสดอ้าพะงาบๆ อย่างกับปลาทองตกใจ ตาที่กลมโตอยู่แล้วเบิกกว้างมองเขาอย่างน่าขัน ซึ่งในสายตาลาสต์มันดูน่ารักมากๆ

            “เจ้าคือคนที่จะมาเป็นเจ้าสาวของเราอย่างไรเล่ากระจ่างแล้วใช่หรือไม่?” ที่จริงไม่ต้องขยายความเพื่อซ้ำเติมให้เขาชอกช้ำไปอีกก็ได้! ไอ้ความหมายนี้น่ะไอน์ก็รู้! ขอเวลาตกใจหน่อยไม่ได้หรือไงกัน? นี่ยังกับจะฆ่ากันให้ตายคาที่ด้วยคำๆ นั้นยังไงยังงั้นแหละ!

            “ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ! ผมเป็นผู้ชายนะครับ” กรุณาสังเกตจากหางเสียงสิครับ

            “เรื่องนี้เรารู้อยู่ เจ้าไม่ต้องบอกก็ได้เรามีไหวพริบ” ไอน์เบ้ปาก หมั่นไส้เหลือเกิน!

            “ไม่อ่ะ ยังไม่รู้แน่ๆ” ว่าแล้วก็คว้ามือหนามาแปะลงบนอกแบนๆ ของตน

            “รู้สึกไหมว่ามันแบน”

            “อืม...ก็เจ้าเป็นบุรุษ”

            “สงสัยพระราชาท่านคงจะยังไม่เก็ท ท่านอาจจะตัวร้อนหรือไม่ท่านอาจจะกำลังหิว แน่ล่ะ อาหารวางอยู่บนโต๊ะตั้งนานสองนานแล้วผมกับท่านก็ยังไม่ได้กินสักที งั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน” ว่าแล้วก็แหวกอกเสื้อให้อีกฝ่ายมองยอดอกสีสดที่ตั้งอยู่บนอกแบนๆ ของตนเป็นการการันตีให้เขาด้วยสายตา หากฝ่ายที่ต้องรับชมกลับส่ายศีรษะอย่างอ่อนอกอ่อนใจ มือหนาเอื้อมมือมาคว้าอกเสื้อปิดให้อย่างเดิมแล้วบอก “ถ้าเจ้าเป็นสตรีแล้วมาทำเช่นนี้ เราอาจจับเจ้าเข้าหอสำนึกผิดก็เป็นได้” …เพื่อให้เจ้าได้สำนึกว่า ผลของการมายั่วเราซึ่งๆ หน้ามันจะเป็นอย่างไร!!

            “เห็นป่ะล่ะ นี่เพราะผมเป็นผู้ชายมันก็เลยไม่มีอะไรไง ดังนั้นเราก็ไม่ต้องแต่งงานกัน จบ!”

            “เจ้าช่างเป็นว่าที่พระชายาที่โหดร้ายโดยแท้ ทั้งๆ ที่ยั่วยวนเราแบบนั้น แต่กลับไม่ยอมรับผิดชอบความรู้สึกของเราแล้วปฏิเสธเช่นนี้ เจ้ายังนับว่ามีคุณธรรมในหัวใจอีกหรือ?” 

            “เดี๋ยวๆๆๆ ยั่วยวนอะไร คุณธรรมอะไร ผมไปทำแบบนั้นตอนไหน” ไอน์ทำหน้าตาตื่น มองคนหน้าตายที่พูดจาน่าตบกบาลด้วยสีหน้าเรียบตึง!!!

            อะไรวะน่ะ เขาไม่เห็นจะนึกออกเลย ตั้งแต่เกิดมาก็จำไม่เห็นจะได้ว่าเคยไปยั่วยวนใครไว้?

            “ช่างดุร้ายยิ่งนัก แหวกอกให้เราดูแล้วทำเป็นจำมิได้” ไอน์ตกใจจนแทบตกเก้าอี้!!

            “ผมยั่วยวนที่ไหนกัน!! แค่ต้องการยืนยันว่าตัวผมเป็นผู้ชาย คุณเองก็เหมือนกัน”

            “แล้วยังไงหรือ? เจ้าคิดว่าคนปกติที่ไหนจะไปนั่งแหวกอกให้ผู้ใดชมกัน?” ไอน์อยากจะเบ้ปากแรง มองซิกแพคของอีกฝ่ายแล้วอยากจะบอกเหลือเกินว่าเขาต้องมีไอ้ลูกนูนๆ หกลูกนั่นเหรอถึงจะไม่มีความผิดน่ะ!

            “...”

            “ดังนั้น...เจ้าทำให้เราเสียสายตาแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบ” *ห๊าาาาาาา?**!* นี่อกแบนๆ ของเขามันแย่ถึงขนาดทำให้ใครต้องเสียสายตาเลยเหรอ?

            “ลาสต์คุณนี่พูดไม่รู้เรื่อง” ไอน์สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ อย่างต้องการระงับอารมณ์ที่ใกล้จะปะทุเต็มที่ ภายในใจนั้นร่ำร้องหายาดมและยาเม็ดบรรรเทาอาการปวดลดไข้ 500 มิลลิกรัม

            “เจ้ามากกว่า ช่างไม่รู้ความนัก เราเป็นถึงราชาพูดว่าแต่งก็ต้องแต่ง” จากน้ำเสียงล้อเล่นกลายเป็นจริงจังในทันที แม้ว่าใบหน้าของลาสต์จะยังคงเรียบตึงเหมือนเดิมก็เถอะ!

            เกลียดนัก...มาพูดจาหยอกล้อทั้งๆ ที่ยังทำหน้าตายแบบนี้!

            “ไม่แฟร์นี่ เรื่องนี้ต้องถามความสมัครใจของผมด้วยสิ นี่เล่นมัดมือชกไม่เอาๆ ขอคัดค้าน” นัยน์ตาสีเทาเหมือนจะเข้มขึ้นเมื่อได้ฟัง เขาลุกขึ้นจากที่นั่งของตน เดินอ้อมไปด้านหลังเก้าอี้ที่ไอน์นั่งอยู่ มือใหญ่ทั้งสองข้างวางลงบนบ่าบอบบาง การกระทำนี้ทำให้ร่างบางตัวแข็งทื่อไปกับสัมผัสนั้น และยิ่งแข็งเกร็งเข้าไปใหญ่เมื่อลาสต์ก้มหน้าลงชิดจนปลายจมูกคมเฉียดกับใบหูของเขาไปมา และถามด้วยน้ำเสียงเหมือนจะหลอกล่อให้ลุ่มหลงว่า “เจ้า...ชื่ออะไร?” เพียงแผ่วเบาเท่านั้นก็ทำให้คนถูกถามแทบหยุดหายใจ ก่อนมันจะเต้นตึกตักเพราะไอความร้อนผะผ่าวที่มากระทบกับผิวหน้า

            “อะ...ไอน์”

            มือใหญ่จับเข้าที่ปลายคางของคนที่เดี๋ยวก็ทำหน้าแดง เดี๋ยวก็ทำหน้าซีด เดี๋ยวก็โมโห เดี๋ยวยิ้มหวานให้หันมามองตาเขาแล้วบอก “อย่างไรเจ้าก็คือว่าที่พระชายาของเราซึ่งไม่มีทางเป็นอื่น”  

            แล้วคนคุกคามก็ทำให้เหยื่อตัวน้อยตกใจเข้าไปอีกด้วยการก้มหน้าเข้าไปใกล้เสียจนปลายจมูกชิดกัน อีกคนพยายามจะขัดขืนแต่ก็ดันติดที่มือใหญ่ล็อกปลายคางเอาไว้แน่น “คำว่าพระชายา...ลองซ้อมฟังไปก่อนแล้วกัน ตอนเปลี่ยนเป็นเรียกราชินีเจ้าจะได้ไม่ตกใจมากแบบนี้”

            “...!!!”

            “หึ” แล้วชายหนุ่มก็ปล่อยมือจากคนที่นั่งหลังตรงตัวแข็งทื่อจากการกลั่นแกล้งของเขา

            “ไม่กินหรือ?” เมื่อเห็นอีกคนยังคงนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ทั้งๆ ที่ท้องร้องด้วยความหิวโหยขนาดนั้น อาหารยังไม่ยอมแตะ ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนเรื่องไปเสีย รุกมากไปคงไม่ดีเท่าไรนัก เพราะท่าทางเด็กน้อยของเขาดูจะตกใจมากเหลือเกิน สงสัยถ้ามากไปกว่านี้ เห็นทีคงได้แตกตื่นและเตลิดหนีเขาไปไกลแน่ๆ หึ!

            “ไม่!!”

            “แล้วไม่หิวหรืออย่างไร?” ไอน์ไม่ตอบแถมยังไม่ยอมมองหน้าเขาอีกต่างหาก

            โครกกกกกกก

            ลาสต์ยิ้มมองอีกคนหน้ากำลังขึ้นสีระเรื่อด้วยความอับอาย

            “หิวก็กินเถิด เราไม่แกล้งเจ้าแล้ว”

            ไอน์ล่ะเกลียดนักไอ้ใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตาวิบวับพร้อมคำพูดล้อเล่นแบบนี้ ให้ตาย!

            เขาทำเป็นเชิดหน้าทั้งๆ ที่กระเพาะส่งเสียงดังโครกครากประท้วงเสียจนโต๊ะกินข้าวตัวใหญ่แทบสั่นสะเทือน! 

            โคตรจะอับอาย!!!

            ไม่สนแล้วฮือออออ ง่ำ!!

            แล้วไอน์ก็ตักอาหารเข้าปากด้วยอารมณ์ความรู้สึกหลากหลายที่อัดแน่นกันอยู่ในอก...

            ท่ามกลางความมืดมิดในป่าลึกยามค่ำคืน ชายหนุ่มคนหนึ่งนอนมองแสงดาวที่แข่งกันทอแสงระยิบระยับอยู่บนฟากฟ้า และแม้ว่าต้นไม้สูงใหญ่ที่เขาอาศัยหลับนอนอยู่นี้จะสูงเทียมฟ้าสักเพียงใด หากมันก็ยังไปไม่ถึงดวงดาวสักที ความหวังของเขาและทุกๆ คนก็เช่นกันมันดูริบหรี่และเลือนลางเหลือเกิน

            ในมือของชายหนุ่มมีตุ๊กตาตัวหนึ่ง ที่ทั้งเก่าและสกปรก เสื้อผ้าของเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ขาดวิ่นและเลอะคราบสีน้ำตาลจนไม่อาจรู้สีที่แท้จริงของมัน แต่ถึงแม้สภาพของมันจะดูย่ำแย่เพียงไร ทว่าเขาก็ยังคงเก็บมันไว้กับตัวตลอดเวลาไม่เคยห่าง

            วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เขาได้แต่เฝ้ามองมันอยู่อย่างนั้น นี่มันกี่พันปีกันแล้วนะ? หรือจะสองพันปีแล้วที่เขาต้องนอนมองมันอยู่แบบนี้

            บางทีชายหนุ่มก็คิดว่าการรอคอยมันเหนื่อย ท้อแท้และสิ้นหวังไปหมด รอโดยที่ไม่รู้เลยว่ามันจะมาถึงหรือเปล่า วันที่เขาจะได้เลิกรอเสียที ยิ่งมองตุ๊กตาในมือก็ยิ่งรู้สึกเศร้า โหยหา และคิดถึงทุกๆ คนเหลือเกิน...

            ขณะกำลังนอนมองดวงดาวอยู่นั้นสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือของเขากลับร้อนขึ้นมา ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นนั่งแล้วก็ต้องประหลาดใจยามเมื่อตุ๊กตาหน้าตาประหลาดสภาพสกปรกมอมแมมทอแสงสีทองออกมาวูบวาบ

            พลันความทรงจำหนึ่งที่เขาไม่เคยลืมเลือนก็ผุดขึ้นมา

‘ดูแลมันดีๆ นะลูก’ ชายหนุ่มจ้องตุ๊กตาผมทองหน้าตาน่ารักอย่างสงสัยทั้งๆ ที่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมัวมาหอบหิ้วของที่ดูไร้สาระพรรค์นี้แล้ว เขาคิดอย่างร้อนใจ

          ‘เพราะเหตุใดขอรับ’ ผู้เป็นแม่ส่งยิ้มซีดเซียวให้ สีหน้าดูเหนื่อยล้าเต็มทน

            ‘รักษาเขาเท่าชีวิตของลูก จำไว้นะ...สีทองคืนมา ล่องนภาพบพักตร์’

            หัวใจที่เต้นช้าลงคล้ายจะมีแรงกลับมาเต้นดังอีกครั้งเมื่อรู้แล้วว่ามันหมายความว่าอย่างไร

            “เจ้ากลับมาแล้ว...” ใบหน้าเรียบเฉยเป็นนิจกลับเผยรอยยิ้มยินดีอย่างยิ่งออกมา เขากระโดดลงจากต้นไม้สูงใหญ่สู่พื้นด้านล่างอย่างนิ่มนวล

            ตุบ!

            ‘นั่นเจ้ากำลังจะไปไหนกาเบรียล’ เสียงของเจ้าหมียักษ์ตัวเบิ้มขนสีขาวที่นอนกอดต้นไม้สูงใหญ่อย่างกับจะระวังภัยให้ชายหนุ่มถามขึ้น มันกำลังนอนหลับฝันถึงโจแอนห์เมียรักอยู่ดีๆ เจ้าบ้านี่ดันมาทำให้มันตื่นเสียได้

            “เขากลับมาแล้ว ข้าต้องไปหาเขา”

            ‘อ้อ ยินดีด้วย’ กาเบรียลยิ้มทั้งๆ ฟังยังไงน้ำเสียงของเจ้าหมีขาวก็ไม่ได้มีความยินดีแฝงเลยด้วยซ้ำ กลับกันเสียงของมันขุ่นเหมือนคนที่นอนไม่พอแล้วดันโดนปลุกขึ้นมากลางดึกด้วยเรื่องไร้สาระ

            “ขอบใจ...ข้าลาล่ะนะ” เจ้าหมีขาวกรอกตา นี่ข้าประชดเจ้าไม่รู้รึ*!?*

            ‘จะรีบไปใย เจ้ารอมาสองพันปีแล้ว รออีกนิดจะเป็นไร’

            “ข้ารอไม่ได้หรอก มีสิ่งที่ข้าต้องทำกับเขาและข้าต้องรีบด้วย”

            ‘แต่การนอนมันสำคัญนะกาเบรียล’ เจ้าหมีขาวตัวอ้วนพุงพลุ้ยบอกอย่างเกียจคร้าน มันทิ้งตัวนอนหงายจนพื้นดินสั่นสะเทือน

            “เรื่องของเจ้าเถิดกริซ แต่ข้าจะไป” พูดจบชายหนุ่มก็หายตัวไปจากตรงที่นี้ทันที เจ้าหมีขาวกริซถอนหายใจกับความดื้อรั้นนั้น เฮ้อ...ซ่อนตัวมาได้ตั้งนมนาน นี่จะมาเปิดเผยเอาง่ายๆ แบบนี้น่ะรึ? ยิ่งใช้เวทมนตร์แบบนี้ ไม่เท่ากับเป็นการบอกตำแหน่งให้พวกนั้นรีบมาจัดการเจ้าหรือไง...ช่างเป็นความเลินเล่อที่ไม่น่าให้อภัยเสียจริง*!*

            ดึกแล้ว...ไอน์ก็ยังนอนไม่หลับ ความรู้สึกแสบร้อนในลำคอนี้คืออะไร ความทรมานที่ไอน์ได้รับขณะนี้ทำให้เขาข่มตานอนไม่ได้เลย

            หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเขาหิวน้ำ...คงจะจริง ไอน์หันมามองที่โต๊ะข้างเตียงมีเหยือกน้ำพร้อมแก้ววางอยู่...

            เขาเทน้ำใส่แก้วจนเต็มแล้วยกดื่มทันทีหวังจะให้น้ำช่วยดับความร้อนรุ่มที่เกิดขึ้นในลำคอของเขา

ไม่ใช่...ยังไม่ใช่เหมือนเสียงในร่างกายกรีดร้องอย่างนั้น

            ถ้าไม่ใช่น้ำแล้วจะเป็นอะไรล่ะ?

            อยู่ๆ บทสนาระหว่างเขากับลาสต์เมื่อเย็นก็แวบเข้ามาในหัว

            ‘เจ้าอิ่มหรือไม่?’ *กินแล้วก็ต้องอิ่มดิ ถามแปลก!* ไอน์มองอีกฝ่ายตาขวางแต่ไม่ตอบอะไร ตอนทานอาหารอีกฝ่ายก็กวนใจเขาด้วยใบหน้าเย็นชาแต่ดวงตาวิบวับ ชวนให้หงุดหงิด โมโหไปใหญ่

            ‘...’

            ‘แน่นอนว่าเจ้าอิ่ม แต่หากเมื่อใดเจ้ารู้สึกกระหายขึ้นมา น้ำไม่อาจช่วยได้...’ ลาสต์เอื้อมมือมาวางบนศีรษะของไอน์แผ่วเบา แสยะยิ้มมุมปากให้เขาแล้วก็ลุกเดินออกไป แต่ก่อนจะพ้นประตูชายหนุ่มหันกลับมามองไอน์และขยับปากให้เขาอ่านได้ความว่า ‘ยกเว้นเรา’

            ...หรือว่าลาสต์จะรู้อะไรแล้วไม่บอกเขากัน!!!

            คิดดังนั้นก็ผลักประตูออกดังปึงจนทหารที่เฝ้าอยู่หน้าห้องต้องมองอย่างตกใจกับสีหน้าที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อของพระชายา

            “เอ่อ...พระชายาจะไปไหนขอรับ”

            “อย่าเรียกผมว่าพระชายา!!!” ไอน์ตวาดเสียงดังด้วยความโมโห

            “เอ่อ...” เหล่าทหารหาญอึกอักด้วยไม่รู้จะพูดอะไรให้คนมีน้ำโหตรงหน้าอารมณ์เย็นลงแล้วยอมกลับเข้าห้องไปแต่โดยดี

            ‘ข้าทำสิ่งใดผิดกัน...’ เสียงในใจของนายทหารเฝ้าประตูจืดเจื่อนเสียเหลือเกิน จนไอน์ต้องถอนหายใจเฮือกแล้วถามออกไปด้วยน้ำเสียงปกติว่า “รู้ไหมครับว่าตอนนี้ลาสต์อยู่ที่ไหน?”

            “เจ้ามาหาเราดึกดื่นเช่นนี้ มีอะไรหรือ?” เขาถามเสียงเรียบ แต่แววตาวิบวับเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าไอน์จะมา แล้วหันไปบอกองครักษ์ของตนให้ออกไปก่อน “แต่ท่านลาสต์...”

            “พระชายาทำสิ่งใดเรามิได้หรอก” ได้ฟังไอน์ก็อยากจะหยิบแจกันที่อยู่บนโต๊ะข้างๆ เขาทุ่มใส่เท้าสักที ดูซิจะพูดว่ายังไง!!!

            “เปล่าขอรับ...ข้าจะบอกว่าถ้าจะทำอะไรก็เบาๆ นะขอรับ เพราะท่านทั้งสองยังมิได้เข้าพิธีอภิเษกฯ กัน!!”

            “นาย!!!” องครักษ์นามว่าเฮเซสของลาสต์หัวเราะคิกคัก หากสีหน้าดูกรุ้มกริ่มมองแล้วมันน่าฟาดด้วยแข้งเหลือเกิน ถ้าไอน์กล้าพอนะ

            ...เดี๋ยวเถอะ...นายรอก่อนเถิด รอเขามีอำนาจเมื่อไร จะไปคิดบัญชีแบบทบต้นทบดอกทีเดียว!! ไอน์คิดอย่างหมายมาด

            “หึ” ไอน์ตวัดสายตามองคนตรงหน้าที่ยืนหัวเราะชอบใจอยู่ในลำคอแล้วถามเสียงแข็ง “ขำอะไรครับ?”

            “เราขำ?” ไอน์อยากจะเบ้ปากกับคำพูดนี้ของอีกฝ่าย

            “ก็เห็นๆ อยู่ว่าหัวเราะเนี่ย” ลาสต์ยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้ “เอาล่ะๆ เราไม่แกล้งแล้ว มีสิ่งใดว่ามา”

            “คุณรู้อยู่แล้วทำไมไม่บอกผมห๊ะ?”

            “รู้สิ่งใดกัน?” ไอน์เกลียดที่เขาทำดวงตาใสซื่อทั้งๆ ที่ยังทำหน้าตายอยู่อย่างนี้ คนคนนี้อ่ะ บอกเลยว่าน่าโมโหที่สุด!

            “ผมเกลียดคุณจัง” บอกออกไปอย่างเหลืออด

            “แต่แปลกที่เรากลับชอบเจ้า”

            !!!!

            “หยุดเถอะ...มันไม่ได้ช่วยให้ผมอารมณ์ดีขึ้นหรอกนะ” ไอน์บอกเสียงเรียบ

            “ก็จริง แต่มันช่วยให้เจ้ามีอารมณ์อย่างอื่นขึ้นมาแทนจริงไหม เพราะเราเห็นเจ้ากำลังหน้าแดง”

            “อะไร? นี่เพราะผมร้อนหรอก แล้วอีกอย่างเพราะอาการบ้าๆ นี่มันไม่หายไปสักที บอกมานะว่าคุณเอาอะไรแปลกๆ ให้ผมกินใช่มั้ย?” ไอน์คาดคั้น

            “นั่นเป็นเพราะเจ้าเลือกอาหารไม่ตรงกับความต้องการของร่างกายเจ้าต่างหาก”

            “พูดอะไรชวนสับสน คนหิว หยิบอะไรที่กินได้เข้าปาก กลืนลงไปให้ท้องอิ่มก็พอแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

            “ถูก...ถ้าเจ้าจะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา เมื่อเย็นเราแค่ลองทดสอบดู ปรากฏว่าเจ้าเป็นเหมือนเรา”

            “พูดอย่างกับคุณและผมไม่ใช่คนงั้นแหละ คุณกับผมปล่อยลำแสงแห่งดวงจันทร์ได้งั้นเหรอ?” ไอน์พูดติดตลก แต่คำพูดของอีกฝ่ายดันทำให้เขาแทบขำไม่ออกเสียนี่

            “เจ้ามาจากที่อื่นอาจยังไม่รู้ว่าเวนิเช่คือโลกแวมไพร์” ...ห๊าาาาาา?

            “ดังนั้นพวกเราต้องดับกระหายด้วยเลือด”

            หือ?

            “ดะ...เดี๋ยวนะ นี่จะบอกว่า...”

            “ใช่อย่างที่เจ้าคิดเลย”

            “ไม่จริงใช่มั้ย”

            “จริงแท้แน่นอน...อย่าพยายามปฏิเสธความจริงแต่จงยอมรับมัน” ...โอ๊ยยยย เขาล่ะจะเป็นลม!

          ณ ตอนนี้ไอน์คิดว่าสภาพจิตใจของเขาคงจะยอมรับได้ทุกอย่างแล้วล่ะ! นี่มันโคตรแฟนตาซี! ยิ่งกว่าฝันซ้อนฝันซ้อนฝันและซ้อนฝันเป็นไหนๆ!!

            มา! วันนี้จะมีเรื่องอะไรมากระแทกจิตใจให้เขาได้ช็อกตายอีกมั้ย นี่พร้อมรับเต็มที่แล้ว มาเล้ยยยย เข้ามา!!!

            “เฮ้อ! แวมไพร์มีจริงหรือนี่” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบาหลังจากปรับอารมณ์ที่เหมือนโดนเหวี่ยงไปมาบนเครื่องเล่นในสวนสนุกได้แล้ว...ถึงแม้เขาจะไม่เคยไปสวนสนุกก็เถอะ*...เฮ้อ ชีวิตเด็กกำพร้าอายุยี่สิบปีของเขามันช่างแสนเศร้า ยังไม่ทันได้ลองไปใช้ชีวิตวัยรุ่นให้คุ้มค่าอย่างใครเขาเลย ดันถูกพายุประหลาดดูดมาโลกประหลาดๆ แล้วหนักกว่านั้นคือถูกพามาเป็นเมียเขาอีก โฮฮฮฮฮฮ ชีวิตไอน์ฟังแล้วมันช่างบัดซบนัก...*

            “ว่าแต่คุณจะแน่ใจได้ยังไงว่าผมก็เป็นแวมไพร์เหมือนคุณ แค่ผมรู้สึกแสบร้อนที่คอนิดหน่อยก็คิดว่าเป็นแวมไพร์แล้วเหรอ อาจไม่ใช่ก็ได้มั้ง” ไอน์ยังคงพยายามตะเกียกตะกายให้หลุดพ้น...

            แต่คงได้เพียงในฝัน เมื่อลาสต์บอกเสียงเรียบแต่แววตาดูมั่นใจเหลือเกินว่า “เป็นแน่ล่ะ เรามั่นใจ แถมวิธีพิสูจน์มีมากมาย”

            ไอน์ล่ะหมั่นไส้นักให้ตาย!

            “งั้นก็บอกมาสิครับ ว่าจะรู้ได้ไงว่าผมเป็นไม่เป็น มัวชักช้าอยู่นั่นแหละ น่าโมโหนะรู้ตัวป่ะครับ?” ลาสต์ยกยิ้มที่มุมปากเพียงครู่ก่อนจะพึมพำอะไรบางอย่างออกมาเสียงเบาซึ่งไอน์ฟังไม่รู้เรื่องและจากนั้นก็มีเสียงดัง ‘ป๊อบ!’

            ไอน์เบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวอะไรบางอย่างรูปร่างคล้ายตุ๊กตาบลายธ์หน้าตาน่ารักมีผมสีเงินตัวเล็กจิ๋วนั่งอยู่บนไหล่ของลาสต์

            “นี่ตัวอะไร น่ารักจังเลย” เผื่อใครยังไม่รู้ว่าไอน์เป็นโรคภูมิแพ้....แพ้ต่อความน่ารักของสิ่งใดๆ บนโลกใบนี้!!! เพราะเหตุผลนี้แหละจึงทำให้ไอน์คุมสติได้ไม่ดีพอเผลอเอื้อมมือขึ้นไปคว้าร่างเล็กๆ บนไหล่ลาสต์หมับแล้วเอามากอดฟัดทันทีด้วยความมันเขี้ยว “ทะ...ท่านลาสต์” เจ้าตัวน้อยดิ้นขลุกขลักร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อโดนขยำขยี้จนแทบแบนคามือคนงามของท่านลาสต์

            “ที่เจ้าเห็นคือภูต...เจ้านี่ชื่อว่าเดอา”

            “แล้วภูตเกี่ยวอะไรกับเป็นหรือไม่เป็นแวมไพร์” ไอน์ถามอย่างไม่เลิกสงสัย ขณะก้มหน้าลงไปฟัดเจ้าตัวที่อยู่ในอ้อมแขนที่พยายามดิ้นหนีอย่างน่ารัก

            พิสูจน์ด้วยการให้ดูเขี้ยวว่ามีไหมไม่ง่ายกว่าเรอะ? อย่างในหนังแดร็กคูล่า ท่านเคาท์ดูดเลือดก็ยังต้องมีเขี้ยวเลยไม่ใช่เหรอ? นี่เขามีแต่ฟันเขี้ยวที่สั้นกุด (ตอนนี้เริ่มไม่สงสัยแล้วว่าทำไมมันถึงงอกขึ้นมาเองได้) มันจะใช่เร้อ...

            *‘ฮืออออ ข้ากลัวแล้ววว’*เสียงความคิดของเจ้าภูตน้อยทำเอาไอน์แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว

            “นั่นเพราะแวมไพร์ไม่ได้มีพลังเวทมนตร์เหมือนอย่างภูต ดังนั้นการมีภูตในครอบครองจะช่วยให้แวมไพร์สามารถใช้เวทมนตร์ผ่านทางภูตได้ แวมไพร์ทุกตนตั้งแต่เกิดมาจะมีภูตประจำกายของตน ซึ่งถ้าเจ้ามีภูต งั้นเราคงเข้าใจถูก”

            “แต่ผมไม่มีนี่” เรื่องจริงไม่ได้โม้เลยนะ ไอน์ไม่ได้มีไอ้ตัวเล็กๆ น่ารักมุมิแบบนี้ซ่อนไว้จริงๆ เพราะถ้ามี เขาคงจะเรียกมาเล่นมาฟัดทุกวันให้หายมันเขี้ยวไปนานแล้ว!

            เดอาที่เห็นสายตาแบบนั้นของคนงามท่านลาสต์ก็ได้แต่ขนลุกซู่!

            “เราถึงบอกว่ามีหลายวิธี”

            “แล้วผมต้องทำไงล่ะ?” ถามเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แหม...ถ้ารู้ว่าเป็นแวมไพร์แล้วจะมีตัวน่ารักๆ อย่างนี้ออกมาให้เล่นได้ทุกวัน รู้งี้เขาเป็นไปนานแล้ว!! ไม่มามัวเสียเวลาทำเป็นช็อกทำเป็นตกใจหรอก เชื่อเถอะ!

            ลาสต์มองดวงตาเป็นประกายนั้นอย่างเอ็นดูแล้วบอก “พูดตามเรา...”

            ป๊อบ*!*

            เสียงที่ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏร่างของภูตจิ๋วผมสีทองตาสีทอง น่ารัก ทำให้ไอน์ตาโตตื่นเต้นอย่างยินดี คุณพระ*! เขาน่ารักอะไรเบอร์นี้ล่ะครับ ตาโตกลมบ๊อกเลย ฮืออออ หลงใหลแรงมากกก*

            แต่เดี๋ยว...อย่างนี้เขาก็เป็นแวมไพร์จริงๆ น่ะสิ!

            ยังไม่ทันประหลาดใจกับตัวเองได้นาน เจ้าภูตน้อยหัวสีทองก็รีบลอยเข้ามากอดเขาด้วยความรักใคร่ให้ไอน์ได้แต่ยืนกอดร่างนั้นอย่างงงๆ

            “ฮือๆ ท่านไอเนร่า ข้าคิดถึงท่าน แงๆ บาเรลคิดถึงท่านไอเนร่าที่สู้ดดดดด” เจ้าตัวสูดน้ำมูกฟึดฟัด จนเดอาต้องลอยหนีไปไกลด้วยความรังเกียจหรือไรก็ไม่รู้ ก่อนจะกลับไปอยู่บนไหล่ของลาสต์อีกครั้ง

            “ชื่อบาเรลเหรอเรา” ไอน์ถามพร้อมกับแกะเจ้าภูตขี้แยออกมาจากอก

            “ฮึก ขอรับ” ภูตเจ้าน้ำตาตอบทั้งๆ ที่ยังใช้แขนเล็กๆ เกาะเขาแน่นประหนึ่งปลิง

            “ทำไมบาเรลสีไม่เหมือนเดอาล่ะลาสต์” ไอน์ที่ยังข้องใจไม่เลิกถามต่อ เมื่อสังเกตว่าเดอานั้นมีผมสีเงิน แต่บาเรลเป็นสีทอง

            “เพราะเดอาเป็นภูตของเรา ส่วนบาเรลเป็นภูตของเจ้า”

            “นี่มันเป็นคำตอบประเภทไหนกันครับ”

            “แล้วสีผมของเรากับเจ้ามันเหมือนกันหรือ?”

            ไอน์กรอกตาถอนหายใจดังเฮือก “ก็ไม่ครับ”

            “นั่นล่ะเหตุผล หึๆ” เบื่อลาสต์!!

            “แล้วเจ้ายังกระหายอยู่หรือไม่” ลาสต์เปลี่ยนเรื่อง

            ไอน์ที่ยังคงแสบร้อนที่คอก็บอกว่า “ก็ครับ...ยังแสบทรมานอยู่ ผมควรจะทำยังไงดี?” เจ้าภูตน้อยผมทองได้ฟังก็รีบบอกด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า “ไม่ได้นะขอรับท่านไอเนร่า ปล่อยให้กระหายนานๆ ไปไม่ดีเลย หากท่านยังไม่เจอคู่แล้วทำพันธะสัญญากัน ท่านจะควบคุมอารมณ์กระหายได้ยาก”

            “ว่าอย่างไร ให้เราช่วยหรือไม่ มีเพียงเราเท่านั้นที่จะช่วยเจ้าได้ บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ” บาเรลทำตาโตมองหน้าลาสต์ ปากที่กำลังจะอ้าบอกบางอย่างกับเจ้านายของตนก็เป็นอันต้องงับลงกะทันหัน ตัวเจ้าภูตน้อยแข็งทื่อเมื่อเจอสายตาน่ากลัวของราชาแห่งเฟนดาซจ้องสบมา ฮือออ น่ากลัวอ่ะ

            “แล้วต้องทำยังไงครับ?” แม้สายตาของชายหนุ่มจะราบเรียบแลดูไม่มีสิ่งใดแอบแฝง ทว่าไอน์กลับรู้สึกได้ถึงอันตรายบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของเขา...

            *“กัดคอเราสิ”* เจ้าภูตน้อยสองตัวทำตาโตตกใจ บาเรลนั้นอยากจะกรีดร้องออกมาให้โลกมันถล่มทลาย เขาอยากจะพูดอะไรออกมาหากก็โดนประกายตาเย็นชากำราบให้เงียบลงไปอีก ซึ่งถ้าไอน์จะลองสังเกตเจ้าตัวน้อยสักหน่อยก็คงรู้ได้ไม่ยากว่าเรื่องที่กำลังคุยกันอยู่นี้มีพิรุธเต็มไปหมด

            “ห๊ะ?”

            “เราพร้อมแล้ว” พูดจบก็เอียงคอให้อย่างเชื้อเชิญ ไอน์เบ้หน้า เอ่อ...ไม่ดีมั้ง นี่เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นแวมไพร์ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เองนะเว้ย จะให้ขั้นแอดวานซ์กัดคอเลยอ่อ? ไม่นะ*! เขายังทำใจไม่ได้~~*

            “เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นผมคิดว่าผมทนไหวแน่ๆ ตอนนี้รู้สึกว่าอาการกระหาย มาเป็นพักๆ แทน ไม่ถี่เหมือนแต่แรก คิดว่าคงพอทนได้ครับ”

            “ไม่เอาเราจริงๆ เหรอ?” ผมจะเอาคุณไปทำไมล่ะครับ*!* ไอน์กรอกตา

            “ไม่!” เขาปฏิเสธความหวังดีแต่ไม่รู้ว่าจะประสงค์ร้ายหรือเปล่าเสียงแข็ง

            “แต่มันไม่ดีนะ...เจ้าไม่ได้ฟังที่ภูตของเจ้าบอกหรือ”

            “ผมทนได้ไม่เป็นไร!! ขนาดยี่สิบปีที่ผ่านมา ผมเข้าใจว่าตัวเองเป็นมนุษย์มาตลอดไม่เห็นต้องดื่มเลือดก็ยังอยู่ได้เลย” เป็นประโยคที่บาเรลฟังแล้วก็อยากจะร้องไห้เหลือเกิน...ไม่ว่าทางไหนที่มีอยู่ในตัวเลือกตอนนี้ ก็ไม่เป็นผลดีต่อท่านไอเนร่าของเขาทั้งนั้นแหละ!!! ยิ่งเห็นสายตาวิบวับๆ ราวกับกำลังคิดหาวิธีหลอกล่อเหยื่อให้มาติดกับ บาเรลก็นึกรู้ได้เลยว่าเจ้านายของตนไม่มีทางตามเล่ห์เหลี่ยมของคนน่ากลัวตรงหน้าเขาทันอย่างแน่นอน!!! แต่ถึงบาเรลอยากจะช่วยเจ้านายของตนยังไง ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้!! ดูได้จากสายตาของภูตสีเงินนั่นกับเจ้านายเจ้าตัวสิ ฮืออออออออ อย่ายอมแพ้เขาง่ายๆ นะท่านไอเนร่า*!*บาเรลได้แต่ร้องตะโกนอยู่ในใจ

            “จะไม่ลองกัดคอเราดูหน่อยเหรอ ไม่มีอะไรเสียหายหรอก” ไม่มีกับผีน่ะสิ*! เจ้าภูตน้อยได้แต่แย้งในใจเพราะเมื่อเงยหน้าขึ้นมองฝ่ายตรงข้ามทีไรเขาก็โดนสายตาเย็นชานั้นโจมตีอย่างหนักหน่วงตลอด แค่จะขยับตัวยังไม่ได้เลย ฮือออ เขาจะเอาอะไรไปช่วยท่านไอเนร่าเล่า! เกิดเป็นบาเรลทำไมช่างน่าสมเพชนัก น่าสมเพชที่เขาไม่กล้าพอจะออกมาปกป้องเจ้านายจากเจ้าแวมไพร์ชั่วร้ายตนนี้น่ะสิ!!*

            “ไม่ล่ะครับผมมั่นใจว่าทนได้” ...ท่านไอเนร่าของข้าแย่แล้ว

            “หึ เอาเถิด เราจะรอวันที่เจ้าอยากจะหยุดยั้งความกระหายก็แล้วกัน” ไอน์คิดว่าอย่ามาหลอกล่อเขาซะให้ยากเลย! เป็นแวมไพร์ก็ต้องกินเลือดใช่มั้ย? ดังนั้นพรุ่งนี้นะเขาจะไปหาเลือดอะไรก็ได้มากิน ไม่ต้องพึ่งคนอย่างลาสต์หรอก!

            “คงไม่มีวันนั้นล่ะครับ ขอบคุณ!”

            หึ แล้วเราจะรอดู*!!*นี่คือเสียงที่ดังอยู่ภายในใจของเจ้าแวมไพร์ชั่วร้ายของบาเรล

ความคิดเห็น