ชอบไม่ชอบยังไงติชมกันได้จ้า

ชื่อตอน : SV | 00

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ค. 2560 15:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SV | 00
แบบอักษร

Silver Vampire

Prologue

            ในชีวิตของไอน์ เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันได้ยินคำพูดเช่นนี้...

            “มาสเตอร์คิดว่าเธอคงออกไปใช้ชีวิตโดยลำพังได้แล้วสินะ ใช่ไหมไอน์?” หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อแขนยาวกระโปรงยาวเกือบถึงตาตุ่ม แถมยังรวบผมเสียจนทำให้หน้าของเธอตึงเปรี๊ยะโดยไม่ต้องพึ่งโบท็อกซ์ บอกเขาด้วยน้ำเสียงฟังดูอบอุ่นเหลือเกิน

            “เอ่อ...ครับ” เขาตอบรับอย่างงงๆ

            “ดี...เธอโตแล้วงั้นก็คงออกจากที่แห่งนี้ไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ตามใจเธอได้แล้วล่ะ” คนฟังที่ไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้ก็ใจกระตุกวูบ เขารักที่นี่ เพราะที่แห่งนี้ทำให้เขามีชีวิตอยู่มาได้ตลอด 20 ปี

            ไอน์มักคิดเสมอว่า ถึงแม้ ‘พ่อ’ กับ ’แม่’ จะไม่ต้องการเขา แต่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ก็ยังทำให้เขาได้รู้ว่าตัวเองยังมีคุณค่าอยู่

            แล้วนี่อะไร! สถานที่พักพิงแห่งแรกและแห่งเดียวของเขากำลังจะหายไปหรือ? เด็กหนุ่มคิดอย่างหมดเรี่ยวแรง

            “ทำไมล่ะครับมาสเตอร์” น้ำเสียงแหบแห้งถามอย่างเว้าวอน เด็กหนุ่มมองผู้เป็นมาสเตอร์ด้วยสายตาเหมือนจะตัดพ้อ

            “มาสเตอร์อยากให้เธอแข็งแกร่ง การที่เธอออกไปเผชิญโลกกว้างมันจะทำให้เธอได้เปิดหูเปิดตาและสอนให้เธอเป็นคนแกร่ง มาสเตอร์อยากให้เธอเป็นแบบนั้น” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงแววอาทรจนไอน์เผลอพยักหน้าตามอย่างเห็นด้วย

            “อีกอย่าง...เธอน่าจะรู้ดี เด็กที่นี่มีเพิ่มขึ้นทุกวัน ในขณะที่เงินสนับสนุนไม่มีเข้ามาเลย เมื่อโตแล้วเธอก็ควรออกไปสักที ภาระค่าใช้จ่ายที่มีอยู่ในตอนนี้จะได้ลดลงบ้าง” อ้อ ข้างบนนั่นอารัมภบท ส่วนนี่น่ะใจความที่แท้จริง...ความจริงไม่ต้องมาทำเกริ่นให้มันดูดีหรอก เข้าเรื่องเลยเถอะเขารับได้!

            “ถ้าผมไม่ไปล่ะ” น้ำเสียงที่ถามกลับแข็งกร้าว

            “เธอต้องไป...เพราะเธอไม่เหมือนใคร ไอน์ฉันคิดว่าเธอน่าจะรู้ตัวดี...ดังนั้น อย่าหาว่ามาสเตอร์แอนนาคนนี้ใจร้ายเลย ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอจริงๆ ไปเสียเถอะ” แล้วหล่อนก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งความเศร้าเสียใจไว้ให้ใครอีกคนที่อยู่ตรงนั้น...

            เสียเมื่อไหร่!!!

            ใบหน้าที่ดูแล้วเศร้าโศกทุกข์ระทมอย่างหนักแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มผุดพรายขึ้นมาในบัดดล

            เฮอะ! เขารอเวลานี้มานานแล้วไง! รักสถานที่แห่งนี้อะไรกัน! โกหกทั้งเพ! ไอน์ก็แค่ตีหน้าเศร้าเล่นละครไปอย่างนั้นเอง ใช่ว่าเขาอยากจะอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปตลอดชีวิตเสียเมื่อไหร่!

            อยู่ที่นี่ใช่จะสุขสบาย งานหนักเป็นบ้าเลยเหอะ เด็กๆ ที่นี่ก็มีมากมาย แม่บ้านก็มีไม่น้อย พี่เลี้ยงก็เยอะแยะ...เงินสนับสนุนมีเข้ามาไม่ได้ขาดสาย ไม่ใช่ไม่มีนะขอบอก! แต่ทำไม! ทำไมคนอย่างเขาถึงต้องทำงานทุกอย่างทั้งหมดคนเดียว! ใครได้ฟังอาจจะว่าความคิดนี้มันช่างไร้สาระเสียจริง ตัวเองเป็นแค่เด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการแล้ว การใช้แรงกายแลกกับอาหารสามมื้อและที่อยู่อาศัยก็สมควรดี ที่จริงไอน์ไม่ใช่คนที่จะมาคิดเล็กคิดน้อยให้มันเหนื่อยใจแบบนี้หรอก จริงอยู่ว่าที่นี่ได้มอบชีวิตให้เขาอีกครั้ง...กับเด็กที่ไม่มีใครต้องการมันเจ็บปวดแค่ไหนตัวเขารู้ดี อยากได้อ้อมกอดอันอบอุ่นในยามที่ต้องเผชิญกับวันที่อากาศเลวร้าย อยากได้คำปลอบโยนยามที่ถูกทำร้ายจิตใจมา เขาก็ได้แต่มองหา...หากไม่เห็นมี

            ไอน์ได้แต่มองเพื่อนๆ คนแล้วคนเล่าที่ถูกรับไปเลี้ยงโดยคนใจดีหลายๆ คน เขาอยากมีโอกาสแบบนั้นบ้าง กลับไม่เคยได้รับมันเลย หลายครั้งที่เหมือนโอกาสจะมาถึง แต่ก็หายไปเสียดื้อๆ อย่างนั้น ไอน์ต้องมองดูเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คนแล้วคนเล่าที่เดินออกจากสถานที่แห่งนี้ไปพร้อมกับใบหน้าที่สดใส และกลับมาหาด้วยรอยยิ้มเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม เพื่อมาถามเขาว่า ‘ยังอยู่ที่นี่? นายโตขนาดนี้แล้วแท้ๆ นี่ยังไม่มีใครอยากจะรับนายไปเลี้ยงอีกเหรอ?’ เขาจะทำอะไรได้นอกจากส่งยิ้มเจื่อนๆ ตอบกลับไปเท่านั้นเอง...

            เอาล่ะ...หมดเวลาซึมเศร้าแล้ว บอกก็ได้ว่าอยู่ที่นี่น่ะเขาเหนื่อยนักล่ะ เหนื่อยกายไม่เท่าไหร่แต่เหนื่อยใจนั้นมีมากกว่า เหนื่อยตรงที่มีอะไรผิดพลาดเขาต้องถูกโยนความผิดมาให้ตลอด...พูดความจริงไปยังไม่มีใครเข้าข้าง ชีวิตอย่างกับลูกทาสในละครทีวี นี่มันยิ่งกว่าลูกเมียน้อยอีกนะจะบอก! ในเมื่ออยู่ไปสุขภาพจิตก็ไม่ดี ออกๆ ไปซะชีวิตจะได้ดีขึ้น! ทุกวันนี้เส้นเลือดที่ขมับก็ปูดจนไม่รู้ว่ามันจะแตกตอนไหนแล้ว

            ไอน์คิดว่าคนพวกนั้นบาปกรรมแท้ๆ เลย ทำให้เด็กอายุแค่ยี่สิบปีอย่างเขาเกือบเป็นโรคประสาทได้...นี่ไม่ต้องให้หมอไหนมาวินิจฉัยหรอก เขาก็พอจะรู้ตัวเอง...เพราะแค่เห็นรูปเหล่ามาสเตอร์และบรรดาพี่เลี้ยงของที่นี่บนบอร์ดแนะนำบุคลากร เขาก็หน้าซีดปากสั่น อยากจะยกหัวแม่โป้งเท้ายันอยู่แล้ว! นี่คือวิถีโรคจิตของไอน์ที่เป็นมานานหลายปีและมันแก้ไม่ได้ (เศร้า...เขาไม่ได้อยากโรคจิตที่แค่เห็นรูปใครก็อยากจะยกเท้าถีบหรอกนะ สาบานได้!!)

            ...แต่โชคดีของเหล่าผู้มีรายชื่อบนบอร์ดไป...ที่ว่าตรงนั้นมันมี CCTV ติดอยู่!

            ฮึ้ย! มันเจ็บใจ!

            แต่ตอนนี้แหละ! มันจะไม่มีอีกแล้ว...การกระทำและคำพูดที่จะมาทำร้ายเขาได้! เขาหลุดพ้นแล้ว!!

            สีหน้าของชายหนุ่มเหมือนกับได้ค้นพบทางสว่างก็ไม่ปาน เขาเงยใบหน้าที่เหมือนจะเปล่งลำแสงแห่งความชื่นบานออกมาได้ขึ้นมองท้องฟ้าแล้วยิ้มออกมาอย่างกับคนบ้า ส่วนมือทั้งสองข้างนั้นหรือ...

            เพี้ยะ!

            โอ๊ย! เจ็บจริง! ไม่ใช่ฝัน ฮืออออ ในที่สุดคำอธิษฐานสิบเอ็ดปีของเขาก็สัมฤทธิ์ผล!!   

            ขณะที่เงยหน้ามองฟ้าแล้วยิ้มอย่างคนบ้าอยู่นั้นเอง “แม่ไอน์...แม่ไอน์คนสวยอย่าทิ้งพวกหนูไป หนูรักแม่ไอน์ ฮือๆ” ไอน์หุบยิ้มฉับนั่งยองๆ มองเจ้าพวกตัวจิ๋วที่เข้ามาล้อมเขาไว้ประหนึ่งเป็นสมาชิกบอยแบนด์ชื่อดัง

            “แง้...ผมก็รักแม่ไอน์นะคับบบ” แม่ไอน์อะไรล่ะ!!! ก็บอกแล้วไงว่าให้เรียกพี่!!

            “พี่ไอน์บอกแล้วไงครับว่าไม่ให้เรียกแม่น่ะ พี่ไง บอกให้เรียกพี่” ไอน์บอกพร้อมฉีกยิ้มหวานเจี๊ยบให้เด็กๆ ทั้งที่ในใจเกรี้ยวกราดซะเหลือเกิน

            “ไม่เอาๆๆ ก็แม่ไอน์เป็นแม่ไอน์ แม่ไอน์จะเป็นพี่ไอน์ได้ยังไง” แล้วเสียงแหลมปรี๊ดของเด็กๆ ก็ดังระงมจนคนที่นั่งอยู่ภายในวงล้อมแทบจะมึนตึ้บกับความเจี๊ยวจ๊าวนั้น

            “ได้สิ ก็พี่ไม่ใช่แม่เรา” เด็กๆ เงียบเสียง ทำปากเบะเหมือนตอนโดนไอน์แย่งขนมเล่น มองเขาด้วยดวงตาฉ่ำน้ำแล้ว...

            “แงงงงงงงงงงงงงง้”

            เวรรรรรรรรรรร!

            “โอ๋ๆ ไม่เอาไม่ร้องนะลูกๆ ทุกคน เนี่ยให้เรียกแม่ไอน์แล้ว เงียบๆๆๆๆๆ” ไอน์ที่หูแทบดับตะโกนบอกเสียงดังลั่น พร้อมๆ กับเสียงในหูที่ยังดังวิ้งๆ อยู่

            “ฮึก จริงๆ นะ”

            “จริงสิครับ” พอได้ฟังเจ้าลูกหมาตัวเท่าแข้งทั้งหลายก็เปลี่ยนสีหน้าโดยพลัน กลายเป็นดอกทานตะวันโดยทันที! อะเมซิ่งแท้ๆ เด็กๆ ที่นี่โตไปจะต้องกลายเป็นดาราเจ้าบทบาทกันทุกคน เชื่อเขาสิ!!

            “ฮึก งั้นแม่ไอน์รักพวกเราไหม?” เจ้าเด็กหัวโจก นามว่าโจ๊ก อายุ 6 ขวบ 7 เดือนถามด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น

            “รักสิ” ได้ยินดังนั้นสมุนซ้ายขวาของเจ้าเด็กโจ๊ก นามว่าเจ็ทกับดาวเรืองก็ตาวาวเสริมว่า

            “งั้นก็ต้องไม่ไปนะ ถ้ารักก็ต้องไม่หนีพวกเราไปไหน”

            “ไม่ได้หรอก แม่ไอน์ต้องไปจริงๆ เขาไม่ให้แม่ไอน์อยู่แล้ว” ฟ้องเด็กน้อยซะเลย เจ้าเด็กตัวเท่าเมี่ยงทั้งหลายทำหน้าตาโกรธขึง (ซึ่งมันดูน่ารักน่าชังมากๆ) ถามอย่างเอาเรื่องว่า ใคร!? พอเขาบอกว่าก็มาสเตอร์แอนนาไงล่ะ เจ้าพวกนั้นหน้าจ๋อยไปเลยทำปากขมุบขมิบว่าเดี๋ยวจะไปอ้อนขอให้

            ไอน์ลูบหัวด้วยความเอ็นดูแล้วบอก “แม่ไอน์ต้องไปแล้ว อยู่นี่พวกหนูก็ดูแลตัวเองดีๆ นะ”

            “ฮึกกกก ไม่เอาไม่ให้ไปปปป”

            “ไม่ไปไม่ได้ครับ เดี๋ยวโตขึ้นพวกหนูก็ได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกด้วยตัวเองเหมือนกัน”

            “ฮึก งั้นก็รอออกพร้อมกันซี่” ฮะๆ ไอน์หัวเราะกับคำต่อรองนั่น รอเจ้าพวกนี้โต เขาไม่กลายเป็นคุณปู่เลยเรอะ!?

            “ให้แม่ไอน์ลองก่อนเถอะเนอะ เดี๋ยวพวกหนูค่อยตามไป หรือบางทีพวกหนูอาจจะมีพ่อแม่ใจดีมาพาออกไปจากที่นี่ก่อนก็ได้ใครจะรู้”

            “ไม่เอาง่ะ ฮืออออ แม่ไอน์อยู่กับพวกเรานะ” มาออดอ้อนด้วยท่าทางน่ารักน่าชังแบบนั้นก็ทำให้ใจอ่อนอยู่หรอก แต่ทำไงได้มาสเตอร์เขาไล่แล้ว เฮ้อ! เป็นคนฮอตนี่มันลำบากใจเหลือเกิน!

            “ปล่อยเถอะ แม่ไอน์จะไปแล้ว” ไอน์พูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน พวกเด็กๆ มองด้วยสายตาตัดพ้อแล้วเบะปาก แก้มและตาแดงก่ำจากการกลั้นสะอื้น

            “ฮืออออออ งั้นที่บอกว่ารักพวกเราก็โกหกน่ะสิ แม่ไอน์ใจร้าย พวกเรารักแม่ไอน์มากแท้ๆ แต่แม่ไอน์ไม่รักเราเลย ไม่ยอมอยู่กับพวกเรา” เอ้า...ไอน์ตาเหลือกเมื่อเห็นว่าเด็กๆ ทำท่าจะแหกปากกันอีกแล้ว เขาถอนหายใจเฮือกนั่งลงไปเหมือนเดิม แล้วก็ดึงเด็กๆ เข้ามากอดปลอบทีละคน

            “โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ แม่ไอน์รักพวกหนูทุกคนมากๆ เลยนะ”

            “ฮึก อยากจะบอกว่าโกหก! แต่พวกเรารู้ว่าแม่ไอน์รักเราจริง แต่คงไม่ได้รักมากเท่าที่พวกเรารักหรอก!” ไอ้เด็กโจ๊กตัวแสบ!! ไอน์ยีผมนุ่มๆ นั่นอย่างมันเขี้ยว

            “เด็กๆ ปล่อยแม่ไอน์ไปเถอะนะคะ” เสียงพี่เลี้ยงคนหนึ่งดังมาจากด้านหลังพร้อมกับในมือถือถุงอะไรบางอย่างออกมาด้วย เธอยกขึ้นโชว์แล้วยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

            “ไม่เอาหรอกเรารักแม่ไอน์เราจะไม่ให้แม่ไอน์ไปไหน” ดีมากเด็กๆ! ความรักของเรามันจะต้องยั่งยืน และไม่มีสิ่งใดมาทำลายได้!!

            “เอ๊ ถ้างั้นคุณอมยิ้มที่อยู่ในมือนี้ ก็คงเศร้าแย่เลย ถ้าไม่มีใครต้องการ งั้นพี่สาวเอาไปแจกเด็กๆ ที่อื่นดีกว่าเนอะ” เด็กๆ ได้ฟังก็ตาลุกวาวร้องระงม บอกจะไม่ยอมเด็ดขาด แล้วก็รีบกรูกันเข้าไปหาพี่เลี้ยงคนนั้น โดยแทบจะไม่หันมามองแม่ไอน์ที่ตนบอกว่านักรักหนาเลย!!

            ไอน์เบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ

            โอ้โห...รักที่เด็กๆ มีให้เขามันยังน้อยกว่าไอ้อมๆ ดูดๆ นั่นอีกเรอะ?!!

            เป็นเวลากว่าสองทุ่มแล้วที่ไอน์เดินไปอย่างไร้จุดหมาย ให้ตายก็บอกไม่ได้ว่าตอนนี้เขาอยู่ส่วนไหนของเมืองกันแน่...นี่แกหลงทางเหรอ*?!* ไอน์ถามตัวเองพร้อมกับทำหน้าตาตื่นรีบหันขวับสำรวจรอบข้างโดยทันที แล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นเนินดินสูงๆ ต่ำๆ เต็มไปหมด

            เฮ้อ ตกใจหมด*! ก็แค่สนามกอล์ฟล่ะมั้ง* เขาคิดด้วยสีหน้าที่ดูดีขึ้นกว่าเดิมนิดหนึ่ง

            แต่เดี๋ยวก่อน...เมื่อเพ่งมองไปดีๆ เขากลับพบป้ายชื่อ มีวันที่ชาตะ มรณะ แถมบริเวณเดียวกันนั้นยังมีดอกไม้ แก้วน้ำ และพวกอาหารต่างๆ วางอยู่

            ฟิ้ว~ เสียงใบไม้ปลิวทั้งๆ ที่ลมนิ่งสนิท

            ใจเขาหายวาบก่อนมันจะเต้นรัวราวกับกลองเพล...

            ไม่! ไม่! ไม่! มันไม่ได้มีอะไรเสียหน่อย!

            อย่าเข้าใจผิด...ชายหนุ่มมาดแมนแฮนซั่มเช่นเขาไม่กลัวหรอกกับสิ่งที่มองไม่เห็น...ที่ยืนหน้าซีด ปากสั่น ใจเต้นรัวนี้ก็แค่...‘บรรยากาศ’ มันพาไปเท่านั้นเอง!

            ...คิดซะว่ามันก็เหมือนเนินเทเลทับบี้นั่นแหละไอน์เอ๋ย...

            บรู๊วววว

            เฮ้ยย เฮ้ยยย เฮ้ยยยยย!

            สีหน้าที่เคยเรียบนิ่งเริ่มเหยเก พร้อมกับขนในกายที่ตั้งชันขึ้น เพราะจู่ๆ ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา นึกในใจว่าไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่บ้านหลังสุดท้ายของใครว่าคล้ายเนินเทเลทับบี้เลยจริงๆ สาบาน! ฮืออออออออออ ที่บอกว่าไม่กลัวขอโทษครับ...นั่นเรื่องล้อเล่น!!!

            มือบางสั่นเทากระชับกระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่บนบ่าแน่น สายตาเหลือบมองความมืดมิด วังเวงของสถานที่แห่งนี้ด้วยความหวาดระแวง นึกด่าตัวเองในใจว่ามันก็มืดขนาดนี้ ทำไมเขายังเสือกตาดีไปเห็นป้ายชื่อนายเม้ง แซ่จูอีกเล่า! หากความเงียบก็ทำให้ไอน์เผลอคิดว่าคงไม่ดีแน่ถ้าอยู่ๆ มันดันมีเสียงอะไรดังขึ้นมาที่ด้านหลังของเขา...

            แกรบ! แกรบ!! เคร้งๆ!!

            อืม...นะ ไอน์เบิกตากว้าง รู้สึกได้ถึงผมบนหัวที่เริ่มตั้งชันทีละนิด ที่สำคัญคือกลัวจนแทบฉี่ราดเมื่ออยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรเดินตามอยู่ข้างหลัง ทั้งๆ ที่เขามั่นใจสุดๆ ว่าเดินอยู่คนเดียว แล้วจากที่เดินผ่านมา กิ่งไม้สักกิ่ง กะละมัง หม้อเขาก็ยังไม่เห็นเจอ แล้วไอ้เสียงที่มันดังเคร้งคร้างอยู่ด้านหลังนี่ใครเป็นคนเตะกันเล่า!!!

            ไอน์หน้าตาเลิ่กลั่ก

            เมี้ยววววว แม้วววววววววว

            คุณพระ! หัวใจแทบจะหยุดเต้น...ขาของเขาแข็งทื่อก้าวแทบไม่ออก เสียงแมวไม่ได้ทำให้หน้าตาที่บิดเบี้ยวไปด้วยความกลัวคลายลงได้เลย กระนั้นความแมนที่มีอยู่ในกายก็ส่งผลให้เขาทำเป็นใจกล้าหันกลับไปดู ทั้งๆ ที่มือไม้เย็นเฉียบ ขาก็สั่นพั่บๆ จนแทบล้มทั้งยืน

            “แมนๆ หน่อยไอน์ ลูกผู้ชายใจต้องสู้!” ปลุกความฮึกเหิมให้ตัวเองเสียงดังทั้งๆ ที่กลืนน้ำลายดังเอื๊อก

            เขาค่อยๆ หันกลับไปมองด้านหลังด้วยอาการหวาดกลัว “โธ่...แมวจริงๆ ตกใจหมดเลย” มือบางลูบหน้าลูบอกตัวเองเป็นการใหญ่

            เขามองมัน แล้วมันก็มองเขา จากนั้นก็...

            หง่าวววว

            เจ้าแมวแสยะยิ้ม

            ห๊ะ...เดี๋ยว!

            “อ้ากกกกกกกกกกกกกกก”

            ไอ้-บ้า-ไอน์-เอ๊ย! แมวที่ไหนมันแสยะยิ้มได้และมีดวงตาสีแดงเลือดกันนนนนนนนนน

            ไอน์ใส่เกียร์เดินหน้าอย่างเต็มกำลังเมื่อหัวใจบอกแล้วว่าไอ้ตัวนั้นคือแมวผี! มันเป็นแมวผี!!!! มันบ่แม่นคนนนนน

            ฟุ่บ!!

            “โอ๊ยยยยยย!” หนุ่มมาดแมนแหกปากร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเมื่อขาดันสะดุดกับอะไรบางอย่างจนต้องลงไปนอนแผ่หราเป็นหมึกแผ่น หน้าทิ่มดิน ฟันเจาะพื้นแบบนั้น!

            ไอน์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอันมืดมิดทั้งน้ำตา คล้ายกับจะก่นด่าความฟ้าชัง สวรรค์กลั่นแกล้งนี้ นี่มันชีวิตอับเฉายิ่งกว่าลูกทาสแล้วนะว้อย!

            ถุยๆๆ

            เจ้าตัวบ้วนน้ำลายออกมาเมื่อรู้สึกได้ถึงความคาวของเลือดและก้อนอะไรที่ดุนดันอยู่ในปาก

            “ฮืออออบ้าาาาเอ๊ยยยย” ที่อยู่บนฝ่ามือนั้นคือเลือดที่ไหลเยิ้มออกมาจากปากและฟันเขี้ยวของเขาเอง!

            หลังจากคร่ำครวญเป็นนานสองนานกับความอ่อนแอของฟันเขี้ยวที่ปักดินทีเดียวก็หลุดไป ไอน์จึงคิดได้แล้วว่าชีวิตเขายังคงต้องเดินต่อ ที่หลุดไปก็แค่ฟันที่ไม่แข็งแรงซี่เดียว...มีหรือไม่มีไม่เห็นต่างกัน เอาไปซื้อข้าวกินไม่ได้ไม่จัดว่ามีประโยชน์อย่างใดอย่าเสียใจไปเลย...

            อึก...เขากลืนก้อนความขมขื่นที่มีอยู่เต็มปากลงคอไปโดยไม่ทันเอะใจเลยว่าไอ้เศษอะไรสักอย่างที่เคี้ยวกรุบๆ แถมบ้วนยังไงก็ไม่ออกมานั้นคืออะไร...

            ขณะที่กำลังลุกขึ้นปัดเศษเลอะบนตัว อยู่ๆ ไอน์ก็ได้ยินเสียงที่ชวนขนพองสยองเกล้า มันชวนผวาเสียจนรู้สึกได้ว่าเส้นขนในร่างกายที่นอนแน่นิ่งไปแล้ว ได้ลุกยืนขึ้นมาใหม่!

            “ฮือออออ หนาวจังเลยยยยย” “หิวเหลือเกินนน วันนี้ลูกชายของฉันก็ไม่ได้เอาอะไรมาให้เหรอ” “อยากกิน หิว อยากกินน” “อยากไปจากที่ตรงนี้” “ช่วยด้วยยยยยย อยากไปเกิดดดดดดด” “เลือดดดด อยากกินเลือดดดดดดดดดดด”เสียงโหยหวนยานครางเหล่านั้น....

            “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” ไม่จริงงงงงงงงงง ไม่ให้กินนนนน อย่ากินนะ!!! กับแค่ปลุกความกล้าให้ตัวเองโดยการคิดว่าหลุมฝังศพเหมือนเนินเทเลทับบี้เอง ต้องโกรธแค้นขนาดจะกินเลือดเนื้อกันเลยเหรอ ไอน์อยากจะร้องไห้

            เขาวิ่งไปก็แหกปากไปโดยไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น ไม่สนแม้กระทั่งเสียงบทสวดประหลาดๆ ที่ดังก้องกังวานขึ้นมาในหู

            เลทอิทโกแล้วโว้ยยยยยยย เสียงบทสวดอะไรนั่น! ในเมื่อชีวิตคนเราต้องเดินหน้า เช่นนั้นแล้วเขาจะวิ่ง จะวิ่งๆๆ วิ่งกันให้ตายไปข้างหนึ่ง! ถึงแม้ว่าผีจะตายอีกไม่ได้ก็เถอะ...ฮึก เศร้า (วิ่งไปปาดน้ำตาไป)

            ขณะที่กำลังวิ่งไปด้วยความเร็วที่คิดว่านักกรีฑาระดับโลกยังต้องอาย ไอน์ก็รู้สึกว่าร่างกายของตนเบาลงอย่างประหลาด เบาลงเรื่อยๆ เบา...เหมือนว่าตัวเองลอยได้

            ใช่! ลอยได้!

            พอรู้สึกว่านี่ชักแปลกละ เพราะพยายามจะวิ่งยังไง ขาก็ไม่ยักแตะพื้น ไอน์เลยทำใจกล้าเหลือบไปมองด้านหลังอีกครั้ง...

            เท่านั้นล่ะ เขาก็ตัวชาดิก ตากลมโตเบิกกว้างไปอีกด้วยความตกใจ! เมื่อเห็นพายุลูกใหญ่กำลังดูดกลืนทุกสรรพสิ่งเข้าไปในใจกลางของมัน รวมถึง...ตัวเขาด้วย!

            แว้กกกกกกกกกกกกก! แค่คิดว่าเหมือนเนินเทเลทับบี้นิดเดียวเอ๊งงงงง!

            “ว้ากกกกกกก ขอโทษครับที่คิดว่าเป็นเนินเทเลทับบี้~~!!!!!” แล้วทุกสิ่งก็หายวับไปราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน!

ความคิดเห็น