ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 : ถักทอสายใย รีไรท์

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 : ถักทอสายใย รีไรท์

คำค้น : นิยายย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2561 16:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 : ถักทอสายใย รีไรท์
แบบอักษร

ปักกิ่ง 2018

มู่หรงเฟิ่งอวี่หรือเชสซี่ มู่ จิตแพทย์สาวดีกรีศาสตราจารย์ หญิงสาวจบด็อกเตอร์ สาขาจิตแพทย์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เธอเป็นทั้งจิตแพทย์และเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง แต่ไม่มีใครรู้ว่านอกจากการบริหารโรงพยาบาลและตรวจคนไข้ที่เป็นงานหลักของเธอ เชสซี่ มู่ยังเป็นเจ้าของบล็อกชื่อดัง "ปรับกลยุทธ์บนเตียงอย่างไรให้พิชิตสามี" ยอดสมาชิกของบล็อกเธอมีหลายล้านคนทั้งคนจีนและต่างชาติ แต่เธอไม่อยากเปิดเผยตัว จึงใช้นามแฝงและใช้เซิฟเวอร์ของเพื่อนรัก เพื่อป้องกันการตรวจสอบจากนักข่าวและสมาชิก

ชั้นบนเพนเฮ้าหรูใจกลางกรุงปักกิ่ง เชสซี่กำลังนั่งตอบคำถามต่าง ๆ ที่สมาชิกในบล็อกส่งเข้ามาขอคำปรึกษา 90% ของสมาชิกที่ได้รับคำปรึกษามักจะประสบความสำเร็จในเรื่องชีวิตบนเตียง ทำให้ชีวิตคู่ของพวกเขาดีขึ้น หญิงสาวได้รับคำขอบคุณมากมาย

ขณะที่บล็อกเกอร์สาวกำลังค้นหาข้อมูลงานวิจัยจองเธอ เพื่อใช้อ้างอิงในการให้คำปรึกษา โทรศัพท์ก็ดังขึ้น

"หนีห่าว"

"ท่านประธานคะ คนไข้เคสพิเศษที่ท่านเป็นเจ้าของไข้ ตอนนี้เกิดอาละวาดใหญ่เลยค่ะ ด็อกเตอร์ฟรานซิสเข้ามาตรวจดูอาการและฉีดยานอนหลับให้คนไข้แล้ว แต่ด็อกเตอร์อยากให้ท่านประธานรีบมาดูอาการคนไข้ด่วนค่ะ"

"โอเค เข้าใจแล้วจะรีบไปเดี๋ยวนี้"

เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกขณะที่เชสซี่ มู่ กำลังรีบขับรถไปโรงพยาบาล จู่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งเสียหลักมาชนรถเธอเข้าอย่างจัง หญิงสาวรู้สึกเหมือนร่างกายของเธอจะกระแทกอย่างแรงแล้วสติของเธอก็ดับวูบลง

เชสซี่ มู่รู้สึกตัวอีกที หญิงสาวก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเรียกเธอ

"แม่นาง แม่นาง" เชสซี่ มู่ ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เธอเห็นผู้หญิงวัยกลางคนแต่งกายเหมือนคนจีนสมัยก่อน ท่าทางนางดีใจมากที่เธอลืมตาขึ้นมา พร้อมตะโกนโวยวายให้คนไปตามหมอมารักษา

"นางฟื้นแล้ว รีบไปตามหมอมาเร็ว"

"เป็นอย่างไรบ้างแม่นาง เจ็บตรงไหนหรือไม่ ข้าให้คนไปตามหมอมาแล้ว เฮ้อ เจ้าสลบไปสองวันสองคืน ข้านึกว่าเจ้าจะไม่รอดเสียแล้ว เอาล่ะเดี๋ยวข้าไปหาอะไรมาให้เจ้ากินก่อน" หญิงวัยกลางคนพูดจบก็เดินจากไป

มู่หรงเย่วเฟิ่งกรอกตามองไปรอบ ๆ สถานที่ดูแปลกตา ความรู้สึกบางอย่างบอกกับตัวเองว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง เธอพยายามจะลุกขึ้นนั่ง ปรากฎว่าเพียงแค่ขยับตัวความรู้สึกปวดร้าวเหมือนร่างจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ทำให้หญิงสาวหยุดขยับ

เชสซี่จำได้ว่ารีบขับรถไปโรงพยาบาลแล้วก็มีรถเสียหลักพุ่งเข้ามาชนรถเธออย่างจัง แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมีแต่คนแต่งตัวประหลาด

ผ่านไป 1 ชั่วยาม( 2 ชั่วโมง) หลังจากที่ท่านหมอตรวจอาการ ท่านป้าที่ช่วยชีวิตเธอไว้ก็นำยามาให้เชสซี่กิน เมื่อหญิงสาวทานยาหมด เธอก็หลับไป

"มู่หรงเฟิ่งอวี่" หญิงสาวได้ยินเสียงใครสักคนเรียกเธอ ท่ามกลางความมืดมิด เชสซี่ก็พยายามมองหาเจ้าของเสียง

"มู่หรงเฟิ่งอวี่ ข้าอยู่ทางนี้" หญิงสาวหันไปตามเสียงก็เห็นแสงสว่างปลายทาง เธอรีบเดินไปตามเสียงเรียก เมื่อเชสซี่ไปถึงยังแสงสว่าง  เธอก็เห็นหญิงสาวหน้าสะสวยแต่แววตาฉายแววเศร้าโศก แต่งกายด้วยชุดโบราณ

"เป็นคุณเรียกฉันใช่รึเปล่า"

"ใช่ ข้าเป็นคนเรียกเจ้ามาเองมู่หรงเฟิ่งอวี่ ข้ามีเรื่องจะขอร้องเจ้า"

ท่านป้าเข้ามาดูอาการมู่หรงเย่วเฟิ่ง นางเห็นหญิงสาวขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ท่านป้าจึงก้มลงไปฟัง

"ข้ารับปากท่าน เรื่องทุกอย่างข้าจะจัดการเอง"

หญิงวัยกลางคนไม่ได้ใส่ใจคำพูดของมู่หรงเย่วเฟิ่งนัก เพราะคิดว่านางคงจะเพ้อเพราะพิษไข้

ผ่านไปสามวันอาการของมู่หรงเย่วเฟิ่งดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้อย่างที่ใจคิด ช่วงเวลาระหว่างพักฟื้น เชสซี่พยายามเรียบเรียงความทรงจำต่าง ๆ ของเจ้าของร่าง เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เชสซี่ มู่ ก็อธิษฐานในใจ

'ต่อไปนี้ข้าคือมู่หรงเย่วเฟิ่ง เรื่องทั้งหลายที่ท่านต้องการให้ข้าช่วย ท่านไม่ต้องเป็นกังวล ข้าจะสะสางทุกอย่างแทนท่านเอง"

หลังจากอธิษฐานเสร็จ ท่านป้าเจ้าของบ้านก็เข้ามาพอดี มู่หรงเย่วเฟิ่งจึงรบกวนนางช่วยเขียนจดหมายให้และวานให้ท่านป้านำไปส่งที่จวนอิงหย่งกั๋วกง

จดหมายยังไม่ทันได้ส่งออกไป วันรุ่งขึ้นบ้านของท่านป้าที่ช่วยชีวิตเธอไว้ก็ต้องตื่นตกใจเพราะมีองค์รักษ์นำรถม้าหรูหรามาหยุดที่บ้านของนาง ทันทีที่หยางเฟยหลงก้าวลงจากรถม้า องครักษ์ก็สั่งให้นางคุกเข่าถวายพระพรองค์หวงไท่จื่อ

ท่านป้าเจ้าของบ้านตกใจเป็นอย่างมากที่รู้ว่าคนที่ตนช่วยเอาไว้เป็นถึงว่าที่องค์ไท่จื่อเฟย นางรีบนำเสด็จองค์ไท่จื่อเข้าไปในห้องนอนที่มู่หรงเย่วเฟิ่งพักฟื้นอยู่

ไท่จื่อทรงเห็นอาการบาดเจ็บของมู่หรงเย่วเฟิงสาหัสมาก จึงค่อยๆอุ้มนางขึ้นมาอย่างนิ่มนวลแล้วพาขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางกลับจวนทันที

ตั้งแต่หยางเฟยหลงไปรับมู่หรงเย่วเฟิ่งกลับมาที่จวน ชายหนุ่มก็มาเยี่ยมนางที่จวนอิงหย่งกั๋วกงทุกวัน วันนี้ก็เช่นกันเมื่อรถม้าของไท่จื่อมาถึง เขาก็เห็นรถม้าที่มีตราสัญลักษณ์ของวังองค์ชายหกอยู่หน้าจวน หยางเฟยหลงลงจากรถม้า ขณะที่เขากำลังเดินเข้าไปที่ห้องโถงใหญ่ก็พบว่าองค์ชายหกกำลังเดินสวนออกมา

หยางเฟยหมิงเห็นไท่จื่อก็ตกใจเล็กน้อยแต่เขาก็พยายามทำตัวเป็นปกติ

"ถวายพระพรไท่จื่อ"

"น้องหกตามสบาย นี่เจ้ามาเยี่ยมว่าที่หวงเส่าหรือ"

หยางเฟยหลงไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจที่เห็นหยางเฟยหมิงมาเยี่ยมว่าที่ไท่จื่อเฟยของเขา องค์ชายหกหน้าเสียเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยเสียงที่พยายามข่มความไม่สบายใจไว้

"เมื่อวานหวางเย่เข้าวังไปเยี่ยมหมู่เฟย พระองค์ทราบข่าวเรื่องอาการบาดเจ็บของคุณหนูรองมู่หรงจึงฝากขอเยี่ยมให้หวางเย่นำมาให้นาง หวางเย่เสร็จธุระแล้วกำลังจะกลับ ไท่จื่อคงมาเยี่ยมคุณหนูรอง ถ้าเช่นนั้นหวางเย่ไม่รบกวนเวลาพระองค์แล้ว หวางเย่ทูลลาพ่ะย่ะค่ะ"

"น้องหก ข้าฝากขอบพระทัยหมู่เฟยของเจ้าด้วย ที่ทรงเป็นห่วงว่าที่ไท่จื่อเฟยของข้า เอาล่ะนี่ก็สายมากแล้วเจ้ารีบกลับเถอะ ข้าจะเข้าไปเยี่ยมนางเสียหน่อย วันนี้ข้ามาช้าป่านนี้นางคงคอยแย่แล้ว" พูดจบหยางเฟยหลงก็เดินไปทางเรือนของมู่หรงเย่วเฟิ่ง

หยางเฟยหลงเข้าไปที่เรือนเย่วเฟิ่ง ชายหนุ่มเห็นมู่หรงเย่วเฟิ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เมื่อนางเห็นเขาก็พยายามลงจากเตียงเพื่อถวายพระพร ไท่จื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้าไปประคอง

"ตอนนี้เจ้าอาการเจ้ายังไม่หายดีไม่ควรขยับตัวมากนัก  พิธีการต่างๆไม่ต้องไปใส่ใจ"

"ขอบพระทัยเพคะ"

เหมยลี่รีบนำเก้าอี้มาวางไว้ข้างเตียงเพื่อให้องค์ไท่จื่อได้นั่งสนทนากับคุณหนู เมื่อหยางเฟยหลงนั่งลงก็โบกมือให้ทุกออกไป ถึงแม้ว่าเหมยลี่และฟางเซียนจะลำบากใจที่ต้องให้คุณหนูอยู่กับไท่จื่อสองต่อสอง แต่เมื่อเป็นพระราชบัญชาขององค์หวงไท่จื่อ พวกนางก็ได้แต่ทำตาม

หลังจากทุกคนออกไปหมด หยางเฟยหลงก็เห็นว่าบนตักของมู่หรงเย่วเฟิ่งมีหนังสือวางอยู่เล่มหนึ่ง ชายหนุ่มมองที่หนังสือหน้าปกเขียนว่า "ตำราฝึกยุทธ์พื้นฐาน"

"เย่วเฟิ่ง เจ้าเรียนวรยุทธ์ด้วยหรือ"

"ทูลไท่จื่อ เมื่อก่อนพี่ชายใหญ่เคยสอนวรยุทธ์หม่อมฉันกับคุณหนูใหญ่เว่ย แต่พอพี่ชายใหญ่ไปออกรบหม่อมฉันก็ไม่มีใครสอนให้ เลยต้องมานั่งอ่านตำรา ถ้าหายป่วยเมื่อใดจะได้ลองฝึกดูเพคะ"

หยางเฟยหลงนั้นชอบฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก องค์หวงตี้ทรงเห็นพรสวรรค์ของโอรสองค์นี้ จึงหาปรามาจราย์ด้านต่าง ๆ มาสอนวรยุทธ์ให้กับเขา ชายหนุ่มใช้เวลาไม่นานก็ฝึกสำเร็จทุกแขนง  ดังนั้นวรยุทธ์ของไท่จื่อจึงถือว่าสูงส่ง  ในใต้หล้านี้มีไม่กี่คนที่สามารถเอาชนะเขาได้

เพราะเป็นคนรักการฝึกวรยุทธ์ เมื่อเห็นคู่หมายของตนสนใจวรยุทธ์เฉกเช่นเดียวกัน ก็ทำให้เขารู้สึกสนใจนางขึ้นมาไม่น้อย

"ในเมื่อเจ้าสนใจวรยุทธ์ เราจะช่วยสอนเจ้าเองดีหรือไม่"

ตามหลักจิตวิทยาทั่วไป ถ้าต้องการตีสนิทกันใครสักคน เราควรเลือกที่จะเลือกสิ่งที่เขาสนใจมาพูดคุย หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เขาพูดในสิ่งนั้น โดยที่เราควรจะฟังอย่างตั้งใจ มู่หรงเย่วเฟิ่งพอรู้อยู่แล้วว่าองค์ไท่จื่อนั้นชอบฝึกวรยุทธ์ ดังนั้นเธอจึงเลือกหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านเพื่อดึงดูดความสนใจของเขา

"ถ้าทรงไม่รังเกียจที่หม่อมฉันหัวทึบ ก็ถือว่าเป็นพระกรุณาเพคะ"

"เย่วเฟิ่งเจ้าก็ถ่อมตนเกินไป ตอนนี้เจ้าอ่านถึงไหนแล้ว"

มู่หรงเย่วเฟิ่งเปิดหน้าที่ตนเองอ่านค้างไว้อยู่แล้วยื่นให้ไท่จื่อ หลังจากนั้นทั้งสองคนก็พูดคุยกันเรื่องวรยุทธ์อย่างสนุกสนาน

อาจเป็นเพราะคุยกันถูกคอ ทำให้ไท่จื่อไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองอยู่ในห้องของเย่วเฟิ่งนานเท่าไหร่แล้ว  จนกระทั่งเหมยลี่ไม่เคาะประตูเพื่อถามว่าไท่จื่อจะเสวยอาหารเย็นที่จวนหรือไม่ ชายหนุ่มถึงรู้ว่าตัวเองอยู่ในห้องนี้นานถึงสองชั่วยาม(สี่ชั่วโมง)

"องค์ไท่จื่อเพคะ นี่ก็ต้นยามอิ่ว(17.00)แล้ว พระองค์ทรงหิวหรือยังเพคะ หม่อมฉันจะได้ให้สาวใช้จัดโต๊ะเสวยที่ห้องรับรอง"

"นี่ยามอิ่ว(17.00)แล้วหรือ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราอยู่คุยกับเจ้าถึงสองชั่วยาม เราเองลืมไปว่าเจ้ายังไม่หายป่วย เย่วเฟิ่งเจ้าพักผ่อนเถิด ไว้พรุ่งนี้เราจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่"

"ขอบพระทัยเพคะ"

ทุกวันนี้ไท่จื่อถือว่าเป็นแขกประจำจวนอิงหย่งกั๋วกงก็ว่าได้ ถ้าวันไหนพระองค์ไม่มีธุระอะไรเร่งด่วน หลังจากเลิกจากประชุมเช้าแล้วองค์ไท่จื่อจะต้องเสด็จมาเยี่ยมคุณหนูรองมู่หรง แต่ถ้าพระองค์ทรงติดภารกิจ เมื่อจัดการธุระเรียบร้อยก็จะมาเยี่ยมคุณหนูรองทันที ไม่มีวันไหนที่ไม่ทรงเสด็จมา ทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายให้ความสำคัญกับคุณหนูรองจวนอิงหย่งกั๋วกงเป็นอย่างมาก ของบำรุงและของขวัญต่างส่งมาที่จวนอิงหย่งกั๋วกงเป็นจำนวนมาก เหมือนกับพวกเขาคิดว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้นจะถือว่าเป็นอริกับองค์ไท่จื่อ

หลังจากที่หยางเฟยหลงใช้เวลาอยู่กับมู่หรงเย่วเฟิ่งหลายวัน ชายหนุ่มเพิ่งรู้ว่าเขาและนางชอบอะไรคล้ายกัน สนใจในสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกยุทธ์ การเดินหมาก หรือการวาดภาพ แรก ๆ เขาก็นึกว่านางแกล้งทำเป็นสนใจในสิ่งที่เขาชอบ พอได้พูดคุยกันมากขึ้น ไท่จื่อถึงรู้ว่านางมีความรู้และความสนใจเรื่องเดียวกับเขาจริง ๆ

หยางเฟยหลงไม่รู้ตัวว่าตนเองเริ่มเปิดใจให้นางตั้งแต่เมื่อใด ชายหนุ่มรู้แต่ว่าการมาหาคู่หมายของเขานั้นเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ไท่จื่อก็เริ่มเฝ้ารอวันที่เขาและนางจะได้อยู่ด้วยกันจริง ๆ อย่างไม่รู้ตัว

ผ่านไปสองเดือนกองทัพอิงหย่งก็เดินทางเข้ามาถึงเมืองหลวง มู่หรงเจี้ยนนำเจียงจวิน ซีโหว และนายกองที่มีผลงานเข้าไปรายงานตัวต่อหน้าพระพักตร์องค์หวงตี้

หยางเหยียนจิ้นหวงตี้ทรงพระราชทานรางวัลให้แก่ทหารทุกนายในกองทัพอิงหย่ง ก่อนจะให้ทุกคนกลับไปพักผ่อน  หยางเหยียนจิ้นหวงตี้ก็ให้เฉินกงกง อ่านราชโองการมอบฤกษ์ฉลองสมรสพระราชทานระหว่างองค์ไท่จื่อหยางเฟยหลงกับคุณหนูรองมู่หรงเย่วเฟิ่ง  ทุกคนในท้องพระโรงต่างมาแสดงความยินดีกับมู่หรงเจี้ยนและมู่หรงจื่อ  สองพ่อลูกหาได้ดีใจไม่ เพราะพวกเขาไม่อยากให้มู่หรงเย่วเฟิ่งต้องเข้าไปอยู่ในวังวนของการแย่งชิงอำนาจในวังหลัง แต่ในเมื่อเป็นราชโองการพวกเขาจะทำเยี่ยงไร สองพ่อลูกได้แต่หวังว่าองค์ไท่จื่อจะรักและถนอมมู่หรงเย่วเฟิ่ง

 วันนี้คือวันฉลองสมรสพระราชทาน มู่หรงเย่วเฟิ่งที่เมื่อคืนแทบไม่ได้นอน พิธีการแต่งงานเข้าราชวงศ์ช่างวุ่นวายนัก ขบวนขององค์หวงไท่จื่อมารับนางที่จวนแม่ทัพสกุลมู่หรงตั้งแต่ยามเหมาสามเค่อ(05.45) ตามฤกษ์ที่โหรหลวงให้มา หลังจากนั้นก็ต้องเข้าวังหลวงเพื่อทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน และยังพิธีต่าง ๆ มากมาย จนเวลานี้องค์ไท่จื่อออกไปต้อนรับแขกเหรื่อที่มาแสดงความยินดีมากมาย

เย่วเฟิ่งได้แต่นั่งรอองค์ไท่จื่ออยู่ในห้องหอภายในใจก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ถึงแม้ว่านางจะเป็นหญิงสาวสมัยใหม่แต่ก็ยังถือว่าเป็นสาวโสด นี่เป็นการแต่งงานครั้งแรกและหวังว่าจะเป็นการแต่งงานครั้งเดียว ไม่ตื่นเต้นก็แปลก

ขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้สวามีของนางพอใจที่สุดในคืนแรก เสียงขานเรียกของขันทีหน้าห้องหอก็ดังขึ้น

"องค์ไท่จื่อเสด็จ"

เสียงเปิดประตูและเสียงอวยพรของนางกำนัลและขันทีก็ดังขึ้น ครู่หนึ่งนางก็ได้ยินเสียงปิดประตู ทุกอย่างเงียบเชียบจนแทบได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นดังไม่ไว้หน้าเจ้าของเลย ฝ่าพระบาทขององค์ไท่จื่อก็หยุดอยู่ตรงหน้านาง

หยางเฟยหลงค่อย ๆ ใช้ไม้เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก มู่หรงเย่วเฟิ่งค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาหงส์คู่สวยทำเอาชายหนุ่มใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

"องค์ไท่จื่อเพคะ เอ่อ ทรงเป็นอะไรหรือไม่เพคะ" เสียงหวานของนางดึงพระองค์กลับมา

"ไม่มีอันใดหรอก เพียงแต่วันนี้ไท่จื่อเฟยของเราช่างงดงามนัก จึงมองเพลินไปหน่อย นี่เวลาก็ผ่านน้อยแล้ว พวกเรามาดื่มเหล้ามงคลกันดีกว่า"

องค์ไท่จื่อหยิบจอกเหล้ารินให้กับนางและพระองค์เอง ก่อนจะคล้องแขนดื่มเหล้าตามประเพณี มู่หรงเย่วเฟิ่งช้อนดวงตาหงส์คู่สวยขึ้นสบกับดวงตามังกรคู่นั้น ตามหลักจิตวิทยาการที่คนสองคนสบตากันเกินสองนาที จะทำให้อีกฝ่ายเกิดการตกหลุมรัก เมื่อหญิงสาวเห็นภาพของตนเองสะท้อนอยู่ในดวงตาของไท่จื่อ  นางก็หลุบตาลงก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบจอกเหล้าจากมือของไท่จื่อ

หยางเฟยหลงรู้สึกตัวอีกทีเมื่อเฟิ่งเอ๋อหยิบจอกเหล้าออกจากมือเขา ชายหนุ่มรู้สึกว่าตนเองถูก ดวงตาของนางดึงดูดพระองค์จนแทบละสายตาไปจากนางไม่ได้เลย  เฟยหลงรู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นเรง ยิ่งเมื่อแก้มของเฟิ่งเอ๋อนั้นมีสีแดงระเรื่อ ยิ่งทำให้เขาอารมณ์ดี สายตาของเขาสังเกตเห็นมงกุฎหงส์ที่อยู่บนศีรษะของมู่หรงเย่วเฟิ่ง

"เฟิ่งเอ๋อ เจ้าเขยิบมาใกล้ ๆ เดี๋ยวข้าจะถอดมงกุฎออกให้ เจ้าคงหนักน่าดู"

"ขอบพระทัยเพคะ"

เมื่อหยางเฟยหลงถอดมงกุฎออกเรียบร้อยแล้ว เขาก็มองไปที่ขนมและอาหารว่างบนโต๊ะและมองไปที่เจ้าสาวของเขา วันนี้ทังวันนางคงยังไม่ได้ทานอะไร ชายหนุ่มมองหน้าเฟิ่งเอ๋อด้วยแววตาอ่อนโยน

"เฟิ่งเอ๋อ เจ้าคงหิวแล้วทานอะไรลองท้องเสียงหน่อย จะได้ไม่ปวดท้อง"

หยางเฟยหลงพูดจบก็คีบอาหารป้อนให้กับเจ้าสาวของตน มู่หรงเย่วเฟิ่งทานของว่างเข้าไปสามสี่คำก็บอกว่าอิ่ม ไท่จื่อจึงหยุดป้อน แล้วพูดกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"วันนี้เจ้าคงเหนื่อยมาก หันหลังมาเดี๋ยวข้าจะช่วยเจ้าเอาปิ่นออกให้ เจ้าจะได้ล้างหน้าล้างตา"

มู่หรงเย่วเฟิ่งรับรู้ได้ถึงความเอาใจใส่ของไท่จื่อ ในเมื่อเขาอยากปรนนิบัติ  นางก็ปล่อยให้เขาได้ทำ

หยางเฟยหลงค่อย ๆ ช่วยนางแกะปิ่นและเครื่องประดับทั้งหลายออก ตอนนี้ผมของนางปล่อยสยายจนถึงกลางหลัง ตัดกับชุดแดงที่นางสวมใส คิ้วโก่งดั่งคันศรรับกับดวงตารียาวเหมือนนัยน์ตาหงส์ จมูกโด่งที่เชิดขึ้นน้อยกับริมฝีปากบางเป็นกระจับแดงระเรื่อเหมือนผลอิงเถา ยิ่งยามนี้นางค่อย ๆ ช้อนตาขึ้นมามองพระองค์พร้อมกับรอยยิ้ม ทำเอาพระทัยของไท่จื่อหนุ่มถึงกับกระตุก เวลานี้นางช่างดูงดงาม เย้ายวน จนทำให้เลือดในกายของเขาพลุ่งพล่าน

"องค์ไท่จื่อเพคะ เอ่อ หม่อมฉันช่วยถอดฉลองพระองค์ให้นะเพคะ" เสียงหวานที่พยายามข่มความอายนั้นยังติดสั่นน้อย ดูเหมือนลูกกวางที่กลัวราชสีห์อย่างเขา ทำให้หยางเฟยหลงรู้สึกคันยิบ ๆ ในหัวใจ

"ขอบใจมาก เฟิ่งเอ๋อ"

มู่หรงเย่วเฟิ่งเมื่อเห็นท่าทีขององค์ไท่จื่อก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย นี่ถ้านางทำขนาดนี้แล้วไม่เคลิ้ม นางจะกลับไปเผาตำราและงานวิจัยของตัวเองให้หมด นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนี้ของจริง

ความคิดเห็น