ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : chapter 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2560 19:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
chapter 5
แบบอักษร

-5-



       “ป๋าชอบพี่ปูนเหรอ” คำถามหมัดเด็ดออกมาจากปากลูกชายที่นั่งกอดกล่องลูกชุบอยู่ข้างๆ กรพัฒน์หันขวับมามองแทบจะทันที “ตอนแรกคิดว่าชอบป้าเจ้าของร้าน แต่ดูแล้วเหมือนจะไม่ใช่”

“พูดอะไรเกินเด็ก” แสร้งทำดุเพื่อกลบเกลื่อน 

“อายุสิบเอ็ดไม่เด็กแล้ว” เกนเถียง “พี่ปูนน่ารัก เกนชอบ แต่ถ้าเป็นป้าเจ้าของร้าน ไม่โอเค” 

กรพัฒน์เหลือบตามองลูกชายเป็นระยะ เพิ่งเคยเห็น เคยได้ยินลูกชายพูดแบบนี้ แถมพูดว่าชอบอย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะปกติแล้ว นอกจากคนในครอบครัวกับเพื่อนสนิท ก็ไม่เคยปริปากว่าชอบใคร 

รถคันสวยเข้าจอดคอนโดหรูใจกลางเมือง เพียงแค่กรพัฒน์กับเกนเดินเข้าตัวตึก สายตาหลายคู่ต่างก็พากันจ้องมอง ด้วยความหล่อและดูดี อีกทั้งยังมีชื่อเสียงในวงสังคม หลายครั้งที่มักจะมีสาวสวยๆ มาดักรอ แต่กรพัฒน์ก็ไม่เคยพาขึ้นห้องสักครั้ง ไม่ใช่เพราะเป็นสุภาพบุรุษ แต่เป็นเพราะลูกชายไม่ชอบ

สองพ่อลูกเมินสายตาคนรอบตัวเดินไปเข้าลิฟต์ตัวในสุดซึ่งเป็นลิฟต์ตัวเดียวที่จะขึ้นไปถึงห้องของตัวเอง ตัวเลขหน้าปัดดิจิตอลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนหยุดที่ชั้นบนสุด ทางเดินยาวแบ่งห้องออกเป็นสองฝั่ง ห้องทั้งสองที่กินพื้นที่จนเต็มชั้น กรพัฒน์แตะคีย์การ์ดเข้าห้องตัวเอง พร้อมๆ กับลูกชายที่แยกไปอีกฝั่ง 

ตึกหรูแห่งนี้ ป๊าของกรพัฒน์เพิ่งสร้างเมื่อไม่นานมานี้ ทำเลดีบวกกับการเดินทางสะดวกทำให้มีผู้ซื้อ ผู้เช่าจนแน่นแทบไม่มีห้องว่างเหลือ อีกทั้งในตึกหลังนี้ ยังมีดารานักแสดงคนดังมากมายพักอาศัย รวมไปถึงนายแบบนางแบบของเอเจนซี่ของตัวเอง   ห้องกว้างขวางแต่ช่างเงียบเหงาเสียจริง ร่างสูงสมส่วนทิ้งตัวนอนบนเตียงนุ่ม ดวงตาคมเหม่อมองเพดานอย่างใช้ความคิด นี่เขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ เจ้าของบริษัทที่ไม่เคยสนใจความรัก ตอนนี้กลับต้องมาคิดหนัก สรุปแล้ว เขาชอบลูกกวางจริงๆ หรือแค่อยากได้ 

คิดแค่นี้ก็ปวดหัวจนแทบระเบิด

กรพัฒน์ลุกจากเตียง เปลี่ยนชุดเพื่อจะไปออกกำลังกายแก้เครียด โดยฟิตเนสของที่นี่จะเปิดให้คนใช้บริการเฉพาะผู้พักอาศัยเท่านั้น เพื่อความสะดวกและความปลอดภัย 

“โอ๊ะ” เสียงร้องทักตอนลิฟต์เปิดออก กรพัฒน์เลิกคิ้วมองหญิงสาวที่แต่งชุดสวยยืนอยู่ด้านหน้า “สวัสดีค่ะคุณกร บังเอิญจังเลยนะคะ” 

“ครับ” ตอบสั้นๆ เพราะไม่อยากคุยมาก แต่ดูอีกฝ่ายจะอยากคุยมากถึงขนาดเข้ามาในลิฟต์แล้วก็ยังจ้องหน้าตาไม่กระพริบ “มีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” 

“อย่าหาว่ามิ้นท์ยุ่งเลยนะคะ คือคุณกรคุยกับปูนแล้วหรือยังคะ เรื่องนั้น” 

“เรื่องนั้น?” กรพัฒน์ถามกลับอย่างสงสัย ไม่รู้ว่าหญิงสาวตรงหน้ามีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงหรือเปล่าถึงถามเรื่องปูนกับเขา “คุณหมายถึงเรื่องที่คุณบอกผมใช่ไหม ถ้าใช่ ผมคุยกับเพื่อนคุณแล้ว” บอกแบบเรียบๆ แต่ดวงตาคมยังคอยมองจับสังเกตพฤติกรรมของนางแบบตัวเองอยู่ 

“งั้นหรือคะ” สีหน้าสลดนิดๆ ของมิ้นท์ยิ่งทำให้กรพัฒน์สงสัยหนัก “ดีแล้วค่ะ คุณกรจะได้เข้าใจปูน มิ้นท์ไม่อยากให้คุณเข้าใจปูนผิด แล้วมองปูนเป็นคนแปลก” 

“ขอบคุณนะครับ ถ้าไม่ได้คุณ ผมคงไม่รู้อีกด้านของปูน” 

“ค่ะ”

แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมลิฟต์ จนประตูเปิดอีกทีถึงชั้นที่กรพัฒน์ต้องลง ชายหนุ่มยิ้มพร้อมโค้งให้นิดๆ ก่อนเดินออกมา มือหนาสะบัดผ้าขนหนูอยู่หลายรอบ เหมือนอารมณ์หงุดหงิดที่เป็นก่อนหน้าจะยังมีอยู่ 

“สวัสดีค่ะคุณกร” พนักงานต้อนรับหน้าฟิตเนสเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหุบลงเมื่อเจ้าของตึกทำหน้าบึ้งตึงไม่รับแขก ไม่แม้แต่จะปรายตามองมาด้วยซ้ำ 

กรพัฒน์เลือกเล่นอุปกรณ์ที่ต้องใช้กำลังมากๆ ทั้งวิ่ง ทั้งยกน้ำหนัก แต่กิจกรรมมากมายก็ไม่ทำให้ลืมเรื่องของลูกกวางไปได้ ยิ่งมีเรื่องของเพื่อนสนิทปูนมาเพิ่มอีก แม้ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่ก็เพราะเป็นห่วง กลัวว่าปูนจะถูกเพื่อนสนิทหักหลัง ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องดีที่จะให้ปูนต้องเจอเรื่องแบบนั้น

“โอ้โห เกิดคึกอะไรของมึงวะ” แรงสัมผัสไหล่หนักๆ กับเสียงทักทายมาจากด้านหลัง กรพัฒน์ตีหน้ายุ่งหันไปมอง ก็เจอใบหน้าขาวทำหน้าทะเล้น “โห ต้องมองกูด้วยสายตาแบบนี้เหรอวะ”

“กูกำลังหงุดหงิด” บอกเพื่อนเสียงเรียบพลางปรับสีหน้าใหม่ 

“ใครหน้าไหนทำให้เพื่อนรักกูหงุดหงิดได้วะ” หนุ่มหน้าทะเล้นเดินอ้อมมานั่งที่เบาะข้างๆ “ว่าแต่ มันเรื่องงานหรือเรื่องผู้หญิง” 

“เรื่องของกู” ตอกกลับโดยทันที แต่อีกคนยังไม่ยอมหยุดก่อกวน 

“แล้วเรื่องของมึงเรื่องไหนบ้าง ที่กูไม่ยุ่ง” 

“ไอ้พอล”

กรพัฒน์กดเสียงต่ำ ตอนนี้เขาไม่พร้อมจะเล่นลิ้นไปกับเพื่อนอย่างเช่นทุกที 

“นี่มึงเครียดจริงๆ เหรอวะ เรื่องอะไรบอกกูได้” พอเห็นเพื่อนนิ่ง พอลก็เลิกแหย่ 

“จะว่าไร้สาระก็ใช่ เรื่องจริงจังมันก็ใช่อีก” เพราะความอึดอัด กรพัฒน์เลยระบายกับเพื่อนสนิท แต่ไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหนก่อน “คือมันแบบว่า”

“แบบว่า?”

“กู...”

“กูจะรู้เรื่องไหมวะ เอางี้ กลับห้องมึงก่อน ที่นี่หูตาสับปะรดจะตาย” 

ก็จริงอย่างที่พอลว่า แม้ฟิตเนสนี้จะให้เฉพาะคนพักอาศัย แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยจากบรรดาพวกช่างเม้าท์ ยิ่งสมัยนี้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นอาวุธประจำตัวของทุกคน กรพัฒน์เดินนำเพื่อนสนิท โดยที่เพื่อนแสนขี้เล่นยังแวะหยอดสาวๆ หน้าเคาน์เตอร์ก่อนออกห้อง

นี่ชีวิตมันมีเรื่องให้เครียดบ้างหรือเปล่าวะ

ห้องสำหรับเจ้าของตึกนี้ พอลมาบ่อยพอๆ กับเจ้าของ หลายครั้งมานอนเป็นเดือนๆ ก็ยังมี จึงไม่แปลกที่จะรู้ทุกซอกทุกมุมของห้อง พอลเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบเบียร์ออกมาดื่ม และไม่ลืมหยิบเผื่อคนซื้อ 

“ตกลงมึงเป็นอะไร งานหนักขนาดไหน กูก็ไม่เคยเห็นเครียดแบบนี้” ดื่มไปอึกใหญ่ก็เริ่มถาม พอลมองหน้าเพื่อนตัวเองที่คิ้วขมวดมุ่นเหมือนแบกโลกหนักๆ ไว้ 

“กูไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนว่ะ” ตอบเสร็จก็เดินไปนั่งลงข้างๆ กรพัฒน์ยกเบียร์ขึ้นดื่มหลายอึก “คือตอนนี้กูกำลังคิดว่า คิดว่ากู เอ่อ มีความรัก”

“เชี่ย” พอลแทบขยี้รูหูเมื่อได้ยินเพื่อนตอบ เบียร์เย็นในมือหมดความหมายทันทีแถมถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ “มึงพูดจริงป่ะ มึงมีความรัก? กับใคร ผู้หญิงที่ไหน แล้วไปเจอกันเมื่อไหร่ นี่กูตกข่าวเหรอ เป็นไปไม่ได้” 

“ไม่ใช่ผู้หญิง” กรพัฒน์ตอบเรียบๆ แต่เพื่อนสนิทที่โวยวายตอนแรกตอนนี้กลับนิ่งสนิท “กูก็ไม่รู้ว่าใช่รักหรือเปล่า มึงก็รู้ว่ากูไม่เคยรักใคร” 

“รักไม่รักเก็บไว้ก่อน ตอนนี้กูสนใจอย่างเดียวคือ มึงบอกว่าไม่ใช่ผู้หญิง คือยังไงวะ หมายถึงมึงกำลังชอบ...ผู้ชายเหรอวะ” ช็อคจนแทบลืมหายใจ ช็อคยิ่งกว่ารู้ว่าเพื่อนกำลังอินเลิฟซะอีก “มึงแค่อยากลองหรือเปล่าวะ” คนขี้เล่นเริ่มเครียดไปกับเพื่อน

“กูก็ไม่รู้ว่ะ แต่กูแคร์ความรู้สึกเขานะเว้ย กูไม่อยากเห็นเขาร้องไห้เลยว่ะ” ภาพที่ปูนร้องไห้จนตัวโยนยังจำฝังใจ

“ร้องไห้? อย่าบอกว่ามึงหลอกเขามากินแล้ว ไอ้เหี้ย มึงโคตรเลว” 

“ยังเว้ย” กรพัฒน์รีบปฏิเสธ เมื่อเพื่อนโวยวาย “มึงเห็นกูเลวขนาดนั้นเหรอวะ” 

“ก็ปกติเห็นไวไฟ จุดปุ๊บติดปั๊บ” พอลแซวเพื่อนสนิท ก็ปกติ แค่กรพัฒน์ปรายตามองใคร คนๆ นั้นก็แทบเดินตามมาขึ้นเตียงด้วยทุกครั้ง “แล้วใครวะ ที่ทำให้เสืออย่างมึงคิดมาก กูรู้จักไหม” 

“ไม่” บอกพร้อมส่ายหน้า 

“แล้วนี่ ลูกมึงรู้ไหม” คราวนี้เจ้าของห้องพยักหน้าลง “เชี่ย เกนรู้แต่กูไม่รู้ มึงทำแบบนี้กับกูได้ยังไง ปกติกูต้องรู้ก่อนสิ” 

“อย่าบ้า” อดไม่ได้ที่จะด่า 

“มึงจริงจังเกินไปนะกูว่า” เมื่อเพื่อนไม่เล่นด้วย พอลเลยหยุด “พากูไปเจอสิ” 

“อยากเจอทำไม” แทบจะตวัดสายตามองทันทีที่พอลบอก 

“อ่าว ก็อยากรู้ไง ว่าคนที่ทำให้คุณกรพัฒน์สุดหล่อเครียดได้หน้าตาเป็นยังไง”  

กรพัฒน์ส่ายหน้าให้กับเพื่อนแสนขี้เล่น ตั้งแต่คบกันมาก็มีพอลนี่แหละที่คบกันมานานสุด ทั้งคู่ผ่านเรื่องราวมากมายมาด้วยกัน ทั้งเรื่องที่แย่สุดไปจนถึงดีสุด อย่างเช่นเปิดบริษัทเอเจนซี่ด้วยกัน หากสมัยนั้นไม่ได้คนที่เก่งเรื่องการตลาดอย่างพอลมาช่วย บริษัทเล็กๆ ในวันนั้นก็อาจจะต้องล้มไปแล้ว 

“มึงรู้ข่าวคริสตี้ไหมวะ” ท่ามกลางความเงียบ พอลเอ่ยออกมา “เห็นว่าจะกลับมาเดินแฟชั่นให้ห้องเสื้อของพี่เกด” คนขี้เล่นคราวนี้ทำหน้าจริงจัง พอลมองเพื่อนรักข้างๆ ที่นั่งนิ่ง ใบหน้าไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา “ไอ้กร ฟังกูอยู่หรือเปล่า”

“อืม กูรู้แล้ว” เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่เครียด 

“มึงจะพาเกนไปเจอหรือเปล่าวะ” 

“ถ้าเขาอยากเจอก็คงติดต่อมาเอง” 

คนเป็นแม่ลูกกัน จะไม่ผูกพันก็คงไม่ใช่ กรพัฒน์มองเหม่ออย่างใช้ความคิด ตั้งแต่วันที่แม่ของเกนทิ้งไปก็ไม่เคยติดต่ออะไรมาอีก จนรู้ข่าวอีกทีก็กลายเป็นนางแบบสุดฮอต แถมตอนนี้ยังมีสามีรวยระดับหมื่นล้าน สมใจเขาล่ะ 

“ว่าแต่ มึงพากูไปรู้จักว่าที่เมียด้วยนะ กูไม่อยากตกข่าว” 

“ไอ้เชี่ยพอล” กรพัฒน์แยกเขี้ยวใส่เพื่อนที่ทำเป็นเล่นซะทุกเรื่อง “มึงกลับไปได้แล้ว กูจะนอน”

“นอนอะไร นี่พึ่งจะหัวค่ำ ไปดื่มข้างนอกกันเถอะ” ไม่อยากเห็นเพื่อนเครียด อีกอย่างก็อยากไปเที่ยวด้วย นานแล้วที่ไม่มีงานเร่งด่วนมาให้เคลียร์ “ไปเถอะน่า คลายเครียด” 

“เออๆ” 



****************


ผับหรูที่มีเฉพาะสมาชิกเท่านั้น กรพัฒน์เดินตามเพื่อนสนิทด้วยอารมณ์ไม่ค่อยดีเหมือนหน้าตา แม้จะมีสาวน้อยสาวใหญ่ส่งสายตายั่วยวนตลอดทาง แต่ชายหนุ่มก็ไม่คิดจะปรายตามอง 

ด้านในผับคึกคักไปด้วยเสียงดนตรีดัง ดูเหมือนโต๊ะจะเต็มหากไม่ได้จองมาก่อน หรือไม่ใช่ซุปเปอร์วีไอพีแบบชายหนุ่มทั้งคู่ พอลเดินนำไปนั่งโต๊ะชั้นบนที่มีกระจกใสกั้นระหว่างชั้นล่าง แต่ก็สามารถมองเห็นได้ทั่วร้าน คนขี้เล่นสอดสายตามองหาสาวสวยที่เต้นส่ายสะโพกอยู่ชั้นล่าง หลายครั้งถึงกับสะกิดให้เพื่อนดู 

เครื่องดื่มกับกับแกล้มถูกวางเต็มโต๊ะ คนอยากเที่ยวก็ช่างคึกคักเหลือเกิน ผิดกับอีกคนที่เอาแต่หยิบถั่วทอดเข้าปาก 

“นี่มึงมากินถั่วทอดเหรอวะ” พอลอดไม่ได้ที่จะแขวะเพื่อน หลายครั้งที่หันมามองก็จะเห็นเพื่อนกินถั่วทอดตลอด หน้าตาก็ดูไม่เข้ากับสถานที่ “คึกคักหน่อยสิวะ”

“คึกไปคนเดียวเถอะ” กรพัฒน์ตอบแบบเซ็งๆ แม้เสียงเพลงจะดังจนแสบแก้วหู จังหวะโยกมันส์ๆ ก็ไม่ทำให้สนุกแต่อย่างใด จังหวะที่กำลังจะลุกไปเข้าห้องน้ำ แรงดึงข้อมือทำให้คนเบื่อหันไปเหวี่ยง แต่พอลกลับมองไปด้านล่าง ไม่ได้มองเขาเลย “อะไรวะ”

“นั่นนางแบบในสังกัดหรือเปล่าวะ ที่นั่งมุมนั้น” 

อยากจะด่าว่าเพื่อนสายตาดี มองเห็นคนรู้จักทั้งที่ไฟมืดขนาดนี้ 

“มึงสายตายาวหรือไง” 

“เชี่ย ก็ไฟมันส่อง ดูๆ” 

ทนความตื้อไม่ไหวเลยต้องมองตามนิ้วที่ชี้ กรพัฒน์พยายามเพ่งสายตามองมุมด้านล่าง อืม ดูเหมือนผู้หญิงจะเป็นนางแบบในสังกัดจริงๆ แถมเสื้อชุดนั้นเขาก็เพิ่งเห็นเมื่อตอนเย็น 

“หืม” 

เหมือนจะเห็นอะไรผิดปกติในกลุ่มนั้น 

“อะไรวะ เห็นอะไร” คนเห็นเพื่อนผิดสังเกตก็เอ่ยถามขึ้น พอลเห็นกรพัฒน์จ้องจนจะแนบหน้าไปกับกระจกอยู่แล้ว “อะไรไอ้กร เห็นอะไร” 

“กูว่า กูเห็นลูกกวางของกู” ตอบเพื่อนแต่สายตายังจับจ้องไปที่กลุ่มคนด้านล่าง

“ลูกกวาง?” พอลย่นคิ้วมองเพื่อนอย่างงงๆ ลูกกวางมันก็ต้องอยู่สวนสัตว์สิ “เดี๋ยวๆ ไอ้กรจะไปไหน” มัวแต่งง พอเงยหน้าอีกทีกรพัฒน์ก็เดินตัวปลิวไปโดยไม่บอกไม่กล่าวอะไร เป็นอะไรของมัน

กรพัฒน์สาวเท้าไปยังกลุ่มที่เขามองเห็นจากด้านบน แต่เพราะคนเบียดเสียดเลยไปถึงช้า ทั้งที่หัวใจพุ่งไปอยู่ตรงนั้นแล้ว และพอมาถึงจริงๆ ลูกกวางก็ไม่อยู่แล้ว 

“อ่าวคุณกร สวัสดีค่ะ” เสียงทักทายอ้อแอ้เต็มแก่ คนถูกทักพยักหน้ารับแต่ดวงตาคมกำลังมองหาคนที่หายไป “มองหาใครหรือคะ”

“พวกคุณมากันแค่นี้หรือ” อยากจะถามหา แต่ก็ดูจะไม่ค่อยดี 

“เปล่าค่ะ ยังมีมิ้นท์กับเพื่อนอีกคน” นี่แหละคำตอบที่ต้องการ แล้วตอนนี้สองคนนั้นหายไปอยู่ไหนนี่สิ “เอ...รู้สึกมิ้นท์จะไปส่งเพื่อนที่เมาขึ้นแท็กซี่นะคะ” 

“เมา?” กรพัฒน์ขมวดคิ้วหลังจากได้ยิน “เพื่อนของมิ้นท์ที่ว่า ใช่ผู้ชายหรือเปล่า” 

“ค่ะ ผู้ชายหน้าสวยกว่าพวกเราอีก นึกแล้วก็อิจฉา” นางแบบสาวร่างผอมอีกคนพูด แต่ไม่ใช่สิ่งที่กรพัฒน์จะสนใจว่าใครเป็นใคร 

“พวกเขาออกไปนานหรือยัง” 

“ก่อนหน้าคุณกรมา...เอ๊ะ คุณกร...” 

ไม่อยู่รอฟังจนจบ เพราะตอนนี้รู้สึกเป็นห่วงลูกกวางมากกว่า ไม่รู้สิ เพราะลางสังหรณ์มันบอกมาแบบนั้น กรพัฒน์กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปด้านนอก ดวงตาคมกวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาคนที่ตามหา จนมีรถแท็กซี่วิ่งผ่านหน้าไป ซึ่งเบาะหลังมีคนที่เขากำลังตามหาอยู่ 

“เชี่ยเอ๊ย” 

สบถกับตัวเองก่อนจะรีบวิ่งไปปลดล็อครถที่จอดโซนวีไอพี กรพัฒน์เร่งความเร็วให้ทันแท็กซี่คันนั้น โชคดีที่เขาจดจำป้ายทะเบียนไว้ได้ และเป็นโชคดีอีกชั้นที่เจอคันนั้นตอนติดไฟแดง รถสปอร์ตหรูรีบขับไปปาดหน้าทำเอาแท็กซี่ต้องเบรคจนตัวโก่ง

“ขับรถภาษาอะไรวะ” คนขับแท็กซี่ตะโกนด่า แต่คนปาดหน้าไม่สน ชายหนุ่มรูปร่างสูงกำยำเดินอาดๆ ลงมาจากรถ มือใหญ่เปิดประตูหลังพร้อมช้อมอุ้มคนเมาออกมา “เฮ้ย จะทำอะไรวะ”

“จะพาเขาไปไหน” ดูเป็นคำถามเรียบๆ แต่น้ำเสียงและแววตาไม่ใช่ 

“ก็พาไปส่งน่ะสิ” คนขับรถแท็กซี่ว่า 

“ที่ไหน” 

“หออะไรสักอย่าง เพื่อนเขาบอกมาเมื่อกี้” พอได้ยินเช่นนั้นกรพัฒน์ก็เบาใจไปเปราะหนึ่ง อย่างน้อย คนที่ชื่อมิ้นท์ก็ไม่คิดจะทำร้ายอะไร “แล้วนั่นจะพาเด็กนั่นไปไหน”

“นี่เงิน ส่วนเด็กคนนี้ ผมจะพาเขากลับเอง” บอกก่อนกระชับแนบอก

“เดี๋ยวๆ แล้วคุณเป็นใคร เป็นโจรหรือเปล่า” แม้จะกลัวเล็กน้อยเพราะท่าทางดุร้ายนั่น แต่ก็เป็นห่วงสวิสดิภาพของลูกค้า 

“ผมเป็นแฟนของเขา เราโกรธกันนิดหน่อย เรื่องของผมคงไม่ต้องบอกรายละเอียดนะ” พูดจบ ขายาวก็พาร่างที่เมาไม่ได้สติไปที่รถ มือใหญ่เปิดประตูข้างคนขับก่อนวางร่างผอมบนเบาะอย่างช้าๆ 

แท็กซี่คันนั้นวิ่งผ่านหน้าไปแล้ว กรพัฒน์เดินอ้อมมาประจำด้านคนขับ ขายาวเหยียบคันเร่งมุ่งหน้ากลับคอนโด อยากจะพากลับหอเหมือนกัน แต่สภาพแบบนี้คงลำบากแน่นอน 

“ร้อน” เสียงละเมอดังมาจากปากแดงของคนเมา แถมมือเรียวนั่นยังปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตจนแทบจะหมดแผง ความขาวทำเอาคนขับรถสติเกือบหลุด “ฮือ ร้อน” คนเมาเริ่มโวยวายเมื่อถูกมือปริศนามาจับไม่ให้ถอดเสื้อออก 

“เชี่ยเอ้ย” กรพัฒน์ขบฟันแน่น ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกหื่นกระหายหรืออะไร แต่คนเมาเริ่มอยู่ไม่นิ่งต่างหาก พอจับเสื้อไว้ก็พาลจะถอดกางเกง นี่มันเมาเหล้าหรือเมายากันแน่ 

รถยนต์คันหรูเร่งเครื่องตามกำลังจนมาถึงคอนโดกลางเมือง กรพัฒน์หันหลังมองเพื่อถอยจอด พอหันมาอีกทีคนเมาก็ถอดเสื้อตัวเองออกเรียบร้อย แถมเสื้อเชิ้ตสีขาวก็ปลิวไปกองอยู่เบาะหลัง ถึงแม้จะรู้ว่าไม่ใช่เวลาสำรวจร่างกาย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมอง 

ใบหน้าขาวมีสีแดงกล่ำจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ นัยนต์ตากวางที่เขาชอบถูกเปลือกตาปิดเอาไว้อย่างน่าเสียดาย จมูกเป็นสันน้อยๆ เข้ากับโครงหน้า ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อน่าลิ้มลองนัก พอไล่มองมาที่ซอกคอ ความขาวทำให้เห็นเส้นเลือดชัดเจน คงเพราะผอมด้วย แบบนี้ต้องขุนให้อ้วนอีกหน่อย ละสายตาจากซอกคอขาวลงมา หน้าอกแบนราบไม่มีส่วนนู้นเหมือนกับผู้หญิง แต่ก็รู้สึกอยากสัมผัส ปลายยอดอกเป็นสีชมพูสวย ชายหนุ่มรู้สึกริมฝีปากแห้งจนต้องแลบลิ้นเลีย มันเป็นความรู้สึกของตาแก่หื่นๆ แน่นอน และเขาก็ไม่ปฏิเสธ 


ตอนนี้ไอ้กรน้อยของเขาโคตรจะคึกให้ตาย


ก่อนที่จะเกิดเรื่องเลยเถิด กรพัฒน์รีบหันไปคว้าเสื้อมาสวมใส่ให้คนเมา แม้จะยากสักหน่อยแต่ก็รับมือไหว แต่งตัวให้เสร็จก็ช้อนอุ้มขึ้นไปบนห้อง เวลานี้ลูกชายคงจะหลับไปหลายตื่น 

แล้วน้องของเขาล่ะ จะหลับได้เมื่อไหร่กัน 



************************



เสียงดังเบาๆ คล้ายกับมีอะไรกระทบกันปลุกให้คนที่หลับใหลปรือตาขึ้นมา ทันทีที่ดวงตาเปิด อาการวิงเวียนก็ตีขึ้นมาจนต้องรีบหลับตาลงอีกรอบ สักพักเสียงที่ได้ยินก็หายไปแต่มีกลิ่นหอมลอยมาแทน ปูนขยับตัวอยู่บนเตียงพยายามนับหนึ่งถึงสิบเพื่อจะลืมตาอีกครั้ง 

ดวงตากลมโตค่อยๆ กระพริบสองสามทีจนแน่ใจว่าอาการวิงเวียนหายไปแล้วจริงๆ ภาพที่ดวงตาเห็นคือโต๊ะหนังสือที่มีแลปทอปวางไว้ จำได้ว่า เขาไม่เคยมีของพวกนี้ อีกอย่าง เตียงที่เคยนอนก็ไม่ได้นุ่มและหอมแบบนี้ พอคิดได้ร่างผอมก็รีบดีดตัวลุกขึ้นมานั่ง พร้อมกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง

ที่นี่ที่ไหนเนี่ย

ความตื่นตระหนกกับภาพวันเก่าๆ ย้อนกลับมา ความกลัวแล่นปราดตั้งแต่หัวลงไปถึงเท้า เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นตามใบหน้าทั้งที่ห้องๆ นี้เย็นช่ำจนถึงขั้นหนาวก็ว่าได้ 

หรือว่าเขาจะถูกพามาขังอีก 

ปูนรีบวิ่งลงจากเตียงเพื่อไปที่ประตู แต่พอดีประตูบานนั้นมีคนเปิดเข้ามาเสียก่อน คนอีกด้านดูตกใจไม่น้อยไปกว่ากัน ดวงตาสองคู่จ้องมองอย่างสงสัย 

“พี่ปูน?” ดวงตาคมที่ถอดแบบจากพ่อมามองอย่างสงสัย “ป๋า พี่ปูนมาเหรอ!” เกนตะโกนถามย้อนกลับไปด้านใน ชื่อคนที่ปูนก็จำไม่ได้ว่าเจอกันตอนไหนก็ทำให้มึนงง 

“อืม อ่าว ปูนจะไปไหน” ป๋าของเกนเดินออกมา วันนี้ชายหนุ่มแต่งตัวสบายๆ เสื้อยืดกับกางเกงบอล แถมมีผ้ากันเปื้อนคล้องคออยู่อีก ดูน่าแปลกใจ 

“ที่นี่...” ปูนกระพริบตาถี่ๆ เพราะจำอะไรไม่ได้ รู้แค่ว่าไปเที่ยวกับเพื่อนจากนั้นก็ถูกบังคับให้กินเหล้าแล้วก็จำอะไรไม่ได้อีก   “นี่ห้องพี่เอง” เจ้าของห้องตอบพร้อมรอยยิ้ม “เข้ามาก่อน พี่ผสมน้ำผึ้งกับน้ำอุ่นไว้ให้ปูนดื่มด้วยนะ แก้แฮงค์ แล้วก็เกน ข้าวเช้าอยู่บนโต๊ะ รีบไปกิน” 

“รู้แล้วๆ” เกนตอบป๋าตัวเองแต่ก็ยังยืนจ้องปูนอยู่ “พี่ปูนนอนกับป๋าเหรอเมื่อคืน” คำว่านอนทำเอาความคิดบางอย่างแล่นเข้ามา ปูนรีบตะครุบก้นตัวเองทำตาเหลือก แต่อาการเจ็บปวดก็ไม่เกินขึ้น “พี่ปูนปวดขี้เหรอ เห็นจับตูด โอ๊ย ป๋า เกนเจ็บ” ถูกป๋าเขกหัวเสียงดังจนต้องมุ่ยหน้า 

“พูดมาก ไปกินข้าว เดี๋ยวลุงอ้อมรอ” กรพัฒน์ว่า ที่จริงพอเห็นท่าทางแบบนั้นก็พอจะรู้ว่าปูนคงคิดว่าเขาอาจทำมิดีมิร้ายถึงได้ลองจับก้นตัวเองดู แถมตอนนี้ยังส่งสายตาเหมือนแมวขู่มาอีก ตลกจนต้องหัวเราะ “พี่ไม่ได้ทำอะไรปูนเลย” 

“จริงนะ” แหน่ะ มีขู่ด้วยสายตาอีก

“ครับ” กรพัฒน์ยังยิ้มให้กับท่าทางของลูกกวางที่กลายร่างเป็นลูกแมวไล่ขู่เขา “ไปกินข้าวเถอะ”

“ปูนมานอนที่นี่ได้ยังไง” อดไม่ได้ที่จะถาม ในเมื่อเขาไม่รู้ตัวอะไรเลย

“กินข้าวก่อนเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง” เจ้าของห้องเดินนำไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวด้านใน พอลองสังเกต ห้องนี้เป็นห้องที่กว้างมาก ด้านในตรงนี้มีห้องครัวที่เนื้อที่กว้างขวาง พอมองไปอีกด้านเห็นบันไดขึ้นอีกชั้น ส่วนเตียงนอนเมื่อกี้อยู่อีกมุมห้อง 

สมแล้วที่เป็นห้องของคนรวย

ช่วงเวลากินข้าว เกนกินไปชวนปูนคุยไป หลายครั้งถูกป๋าตัวเองเขกหัวเพราะพูดมากแต่ก็เงียบได้ไม่นาน จนข้าวในจานหมดลงนั่นแหละถึงลุกขึ้น

“เกนไปเรียนก่อนนะครับ พี่ปูนจะอยู่ถึงเย็นไหม” เป็นคำถามที่ตอบยากมากสำหรับปูน “ถ้าพี่ปูนอยู่ เย็นนี้เกนจะให้ป้าแก้วทำหมูกระทะ” 

“น้อยๆ หน่อย วันนี้แกต้องเรียนพิเศษ” ถูกดับฝันจากป๋าตัวเอง แต่คนมีเรียนก็ไม่ยอมแพ้ 

“เลิกเร็วเถอะ นะๆ พี่ปูนอยู่ด้วยกันนะ” 

“คือพี่ต้องทำงาน” พอเจอการตื้อของเด็กแบบนี้ก็ทำอะไรไม่ถูก

“เกนบอกแล้ว ว่าให้มาทำงานกับป๋า พี่ปูนจะได้มาอยู่ด้วยกัน” ประโยคของลูก แต่พ่อกลับสำลักน้ำที่เพิ่งดื่ม รู้ว่าความหมายของเกนคืออะไร แต่รูปประโยคมันชวนให้คิด 

“ไม่ได้หรอกครับ” ปูนยิ้มแห้งๆ 

“ไม่ได้เหรอ ป๋า ไม่ได้เหรอ” คราวนี้ย้อนกลับไปถามป๋าตัวเอง 

“พี่ปูนเขาว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ พูดมาก ไปเรียนได้แล้วเดี๋ยวสายนะ” พอป๋าว่าแบบนั้น เกนก็เงียบลงทันที สีหน้าและท่าทางก็ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด “เกน” 

“สวัสดีครับ” ลาแค่นั้นก่อนเจ้าตัวจะรีบเดินออกจากห้องไปเงียบๆ 

แม้ดูจะไม่มีอะไร แต่สำหรับปูนไม่ใช่ สีหน้าและแววตาของเกนสร้างความกังวลลึกๆ 

“ไม่อร่อยเหรอ” 

“ครับ?”

“ก็พี่เห็นปูนเอาแต่เขี่ย ไม่เห็นกิน” 

พอถูกถาม ปูนก็รีบตักข้าวต้มหมูเข้าปาก ดีที่มันคลายร้อนแล้ว ไม่งั้นอาจถูกลวกจนปากพองได้ หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ กรพัฒน์ก็เตรียมชุดให้ปูนใส่หลังจากอาบน้ำชำระร่างกาย แม้ชุดจะตัวโคร่งแต่ก็พอใส่ได้ 

“ปูนมาที่ห้องพี่ได้ยังไง” ปูนถามระหว่างติดรถไปที่ร้าน เพิ่งเคยได้ยินว่าร้านเป็นทางผ่านของบริษัท ทั้งที่อยู่ห่างกันตั้งไกล 

“เมาจนจำอะไรไม่ได้สินะ ต่อไปห้ามกินอีก รู้ไหม” ปูนย่นจมูกเมื่อกลายเป็นว่า ตัวเองถูกดุเฉย “พี่เห็นปูนนั่งกับกลุ่มเพื่อน เห็นตัวปูนเอนไปเอนมาก็เลยสงสัย พอไปหาก็หายไปแล้ว”

“อ๋า จำได้ ปูนถูกมิ้นท์บังคับให้ดื่มเหล้าแก้วเล็กๆ รสชาติโคตรแย่เลย” พอนึกขึ้นได้ถึงกับต้องเบ้ปาก “ดื่มไปหลายแก้วจนมึนแล้วก็จำไม่ได้” 

“เพื่อนปูนพาไปขึ้นแท็กซี่ พอดีพี่ไปเจอเลยอาสาพามาส่ง แต่ปูนเมาเละแบบนั้นกลับห้องคงทำอะไรไม่สะดวก พี่เลยถือวิสาสะพากลับมาที่คอนโดแทน” แม้ความเป็นจริงจะถูกถ่ายทอดออกมาไม่หมด แต่เรื่องราวก็เป็นไปทำนองนั้น “ทีหลังอย่ากินอีกนะ คออ่อนขนาดนั้น”

“ไม่นะ” คนตัวผอมรีบเถียงออกมาทันที “ปกติปูนไม่ได้คออ่อนแบบนั้น เคยซื้อมากินคนเดียวก็ไม่ได้เมาถึงกับจำอะไรไม่ได้” 

“เหล้าอาจจะแรงละมั้ง” กรพัฒน์ตอบพร้อมยิ้มบางๆ “เหล้านอกกับเหล้าไทยดีกรีก็ต่างกันอยู่แล้ว” 

“คงจะอย่างงั้น” คนเมาไม่รู้เรื่องทำท่าทางสลด 

บนรถที่แอร์เย็นเฉียบ มีเพียงเสียงเพลงเปิดคลอเบาๆ ให้คลายความเงียบ ในเมื่อปูนไม่พูด กรพัฒน์ก็ไม่มีอะไรจะพูดเหมือนกัน อยากถามแต่ก็กลัวได้คำตอบแบบตอบไปที เลยเลือกจะอยู่เงียบๆ กันดีกว่า

ผ่านไปเกือบชั่วโมงกว่าจะมาถึงร้านดอกไม้ที่ยังคงปิดสนิท ปูนผลักประตูรถเบาๆ ท่าทางลังเลบางอย่างทำให้อีกคนสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป จนกระทั่งคนลังเลตัดสินใจถามขณะก้าวขาออกจากตัวรถ

“เกนเลิกเรียนกี่โมงเหรอครับ” กรพัฒน์เลิกคิ้วนิดๆ เมื่อได้ยินคำถาม 

“ถามทำไม หรือว่าปูนยังคิดเรื่องที่เกนพูดอยู่ ถ้าเรื่องหมูกระทะอะไรนั่นอย่าคิดมากเลย ปกติมันก็กิน...”

“เกนดูซึมมากเลยเมื่อกี้ ปูนไม่สบายใจ” 

“ไม่เป็นไรหรอก...ประมาณทุ่มหนึ่งมั้ง” ตอนแรกว่าจะไม่ว่าอะไร แต่พอเจอสายตาที่จ้องมาทำให้ต้องรีบบอก “ปูนจะไปคอนโดพี่เหรอ”

“ถ้าปูนปิดร้านไว แต่ปูนจำทางไม่ได้” ทั้งที่พยายามจำทาง แต่ถ้าบอกแท็กซี่ไป ไม่รู้จะพาไปถูกหรือเปล่า หรือไม่ก็ต้องรอถามพี่โรสดู 

“เอางี้ ถ้าปูนจะไป เดี๋ยวพี่มารับ แล้วเราก็แวะซื้อของเข้าไปด้วย ดีไหม” กรพัฒน์ตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ แม้ในใจอยากจะกู่ร้องยินดีออกมาดังๆ ซะด้วยซ้ำ ยิ่งได้คำตอบเป็นการพยักหน้ายิ่งเพิ่มรอยยิ้มกว้างเข้าไปอีก “งั้นพี่เลิกแล้วจะรีบมารับ ปูนรอพี่นะครับ”

“เอ่อ ครับ ขอบคุณนะครับ” 

ปูนยิ้มส่งท้าย ดวงตากลมมองรถราคาแพงวิ่งจนท้ายรถขับห่างออกไป ที่จริงก็ไม่อยากกลับไปอีก แต่สายตาของเกนนั้น ปูนดูออกว่ากำลังเสียใจ น้อยใจมากแค่ไหน แววตาเหมือนเมื่อตอนเขายังเด็ก ที่ไม่มีใครสนใจ เขาไม่อยากให้เกนรู้สึกแบบนั้น เพราะมันรู้สึกไม่ดีเลยจริงๆ 

...TBC

ความคิดเห็น