facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 12 [50%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 12 [50%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.2k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ค. 2562 10:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 12 [50%] *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 12​ 

 

[พี่แทน]  

เล่นเอามึนไปเลยเมื่อเห็นว่าใครกำลังนั่งอยู่กับอชิ ก็นั่นมันแม่ผมนี่ แม่ตัวเป็นๆ ที่เพิ่งคุยโทรศัพท์กันเมื่อวาน ไหงวันนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แถมนั่งร่วมโต๊ะกับอชิอยู่อีกต่างหาก ถึงว่าแผ่นหลังคุ้นๆ พอหันมานี่ใช่เลย 

“แม่มาทำอะไรที่นี่ครับ” 

“ก็มาหาพ่อลูกชายตัวดีน่ะสิ ไม่กลับบ้านไปหาแม่บ้าง ไม่รู้หรือไงว่าแม่คิดถึง ถ้าแม่ไม่มาหาจะได้เห็นหน้าค่าตากันแบบนี้ไหม” 

อารมณ์คุณนายมาเต็ม มันก็จริงที่ผมไม่ค่อยได้กลับบ้าน ยิ่งช่วงนี้ติดไอ้อชิแจทำให้ยิ่งไม่อยากกลับเข้าไปใหญ่ ครั้งสุดท้ายที่กลับไปน่าจะประมาณเดือนที่แล้ว แต่ผมก็คุยกับแม่แทบทุกวันนะครับ ใช่ว่าผมไม่คิดถึงท่านเสียเมื่อไหร่ 

“แล้วทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้” เหลือบตามองไปทางอชิก็เห็นว่าไอ้ตัวดีกำลังช็อกอยู่เช่นกัน 

เก็บเรื่องมันไว้เคลียร์ทีหลังก่อน ผมรู้ว่ามันตั้งใจหนีผมกลับหอ เพราะผมเดินสวนเพื่อนมันตอนที่ออกจากอาคารเรียนรวม ทำให้รู้ว่าบ่ายนี้มันไม่มีเรียน ถึงได้ส่งข้อความไปหามันนั่นแหละ แล้วมันก็ดันกวนตีนกลับมา แต่โชคเป็นของผมครับ เพราะอาจารย์ใช้ให้มารับเอกสารที่ร้านแถวหน้ามหาวิทยาลัย เลยได้เห็นไอ้ชิกำลังนั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อนมัน พ่วงท้ายด้วยแม่ผมอีกคน 

มาได้ไงวะ 

“พอดีแม่หน้ามืดจะเป็นลม แล้วน้องอชิเขามาช่วยแม่ไว้ เลยพาแม่เข้ามานั่งพักที่นี่” 

รู้ชื่อกันด้วยเว้ย ชักมีกลิ่นแปลกๆ ละ เพราะแม่ผมถ่อมาถึงนี่คงไม่ใช่เพราะทนคิดถึงลูกไม่ไหวหรอก ปกติคุณนายไม่ใช่คนแบบนั้น มันต้องมีอะไรอีกแน่ 

“ดะ...เดี๋ยวนะก่อนครับ” ไอ้คนที่ทำปากหายไปกลับมาพูดได้อีกครั้ง ไม่ต่างกับเพื่อนมันที่ตอนนี้กำลังมองหน้าผมกับแม่สลับกันไปมา เป็นใครก็ช็อกแหละ จุดไต้ตำตอซะขนาดนี้ 

“นี่แม่มึงเหรอ” ไอ้อชิชี้นิ้วสั่นเทาไปทางแม่ผม ก่อนจะหดนิ้วกลับไปเมื่อเห็นคุณนายยิ้มหวานส่งให้ 

“ใช่จ้ะ นี่แหละลูกชายน้าที่ตามหา บังเอิญจริงๆ เลยเนอะ” 

บังองบังเอิญอะไรล่ะ อย่างคุณนายเพ็ญภัครไม่มีคำว่าบังเอิญหรอก หาเรื่องมาสอดส่องอะไรแถวนี้มากกว่า แถมยิ้มหวานส่งให้ผมแบบนี้มีแผนอะไรชัวร์ 

“ตายแล้ว บังเอิญจริงๆ ด้วยค่ะ” เพื่อนไอ้อชิก็ตามน้ำไปกับแม่ผมด้วย ผมว่าเธอสนใจผมน่าดูเชียวแหละ แต่ข้ามเรื่องนี้ไปก่อนครับ เรื่องหลงตัวเองเอาไว้ที่หลัง 

“นั่งก่อนสิพ่อลูกชาย จะยืนค้ำหัวแม่ทำไมล่ะคะ ไปลากเก้าอี้มา” 

แม่ปัดมือไล่ผมไปหาเก้าอี้ ส่วนไอ้อชิตอนนี้กำลังส่งสายตาหาผมยิกๆ คงอยากรู้เต็มทีแล้วว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ แต่ติดปัญหาอยู่ตรงที่ว่าผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่คิดจะทำอะไร จึงทำได้แค่ไปลากเก้ามานั่งข้างแม่เท่านั้น 

“ว่าแต่น้องอชิรู้จักกับพี่แทนเขาด้วยเหรอลูก เห็นเมื่อกี้ยืนคุยกัน” 

“เอ่อ...ครับ” 

“น้องอชิอยู่ปีสองใช่ไหมคะ พี่แทนอยู่ปีสามเนอะ ทำไมแม่ได้ยินสรรพนามเวลาเรียกกันดูแปลกๆ ชอบกล” 

ลอบกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ไงล่ะ รู้ถึงขนาดชั้นปีที่ไอ้อชิอยู่ สายข่าวเขาดีจริงๆ ส่วนไอ้คู่กรณีตอนนี้ได้แต่นั่งอ้าปากพะงาบๆ คนเก่งหายไปแล้วครับเมื่อเจอคุณนายเพ็ญภัคร แต่เดี๋ยวนะ... ผมว่าผมเห็นช่องทางอะไรบางอย่างว่ะ หาเรื่องเอาคืนเด็กมันหน่อยดีกว่า เพราะคนบางคนปีนเกียวจนเคยตัว 

“ใช่ไหมแม่ จริงๆ ผมบอกมันหลายครั้งแล้วนะว่าผมเป็นพี่ เลิกเรียกกันแบบนี้ได้แล้ว” พูดไปพลางยักคิ้วส่งให้ไอ้อชิไปด้วย 

กึก! 

ซี๊ดดด 

ได้แต่เก็บกลั้นเสียงร้องอุทานเอาไว้เมื่อไอ้ตัวดีแตะหน้าแข้งผมใต้โต๊ะเต็มแรง แม่งเอาหัวรองเท้าเสียบเข้ามาได้ ระบมสิครับ ทำได้เพียงยกขาขึ้นมาลูบเบาๆ 

จะสร้างสงครามกันใช่ไหม...ได้... 

“นั่นสิคะลูก ไหนอชิรองเรียกพี่แทนว่าพี่สิคะ แม่เอ๊ย...น้าว่าน่ารักกว่าอีกนะ” ได้ทีขี่แพะไล่เว้ย ผมแอบยักคิ้วส่งให้ไอ้ชิไปทีด้วยความเป็นต่อ เรื่องแผนของแม่เอาไว้ทีหลัง เพราะตอนนี้ผมมีแบ็กดีละ แต่การที่แม่เรียกแทนตัวเองพลาดไปนี่คือยังไงครับ คือผมเตรียมจุดพลุฉลองล่วงหน้าได้เลยใช่ไหม 

“เอ่อ...” ถึงกับพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว ไอ้ชิมองหน้าผมกับแม่สลับกันไปมา ต่างกันตรงสายตานี่แหละครับ เบนมาทางผมทีก็แทบจะแดกหัวเข้าไปอยู่แล้ว แต่ใครแคร์ล่ะ ผมมีคุณนายเป็นอาวุธ 

“แต่แทนก็เรียกน้องไม่ดีนะ เรียกน้องว่ามันไม่น่ารักเลย” ยังไม่ทันที่ไอ้อชิจะเอ่ยอะไรออกมา คุณนายกลับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่เป็นผมแทน แต่การที่แม่ต้องการให้ผู้ชายแมนๆ เตะบอล สองคนทำตัวน่ารักมุ้งมิ้งนี่คือยังไงวะ เรียกมันก็ไม่ได้เหรอแม่... 

“แม่ก็ให้มันเรียกผมว่าพี่ก่อนสิ ผมจะได้เลิกเรียกมันว่ามัน” 

แม่ถอนหายใจพลางเหล่มองผมอย่างขัดใจ ก่อนจะเบนกลับไปหาไอ้อชิอีกครั้ง ทำให้ปุ้ยกับอชิที่กำลังกระซิบกระซาบคุยอะไรกันอยู่หันกลับมา 

“คือว่า...ในเมื่อตอนนี้คุณน้าเจอลูกชายแล้ว ผมว่าพวกผมกลับกันก่อนดีกว่าครับ คุณน้าจะได้มีเวลาส่วนตัวกับลูก” ไอชิเลี่ยงการเรียกชื่อผมต่อหน้าแม่ เพราะดูแล้วคงผื่นขึ้นแน่ๆ ถ้ามันเรียกผมว่าพี่ หาเรื่องชิ่งหนีเลยนี่หว่า แล้วคิดว่าแม่ผมจะยอมแพ้ไหมล่ะ 

“อ้าว ไม่อยู่ก่อนเหรอจ๊ะ เหมือนว่าแทนต้องไปส่งน้องไม่ใช่เหรอ” 

“ใช่ครับแม่ เดี๋ยวเรากลับพร้อมกัน อยู่ก่อนสิ” 

ไอ้ตัวดีรีบส่ายหน้าวืบทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่เราสองแม่ลูกสรุป 

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมกลับพร้อมปุ้ย ไม่อยากรบกวน” 

“ไม่ได้รบกวนอะไรเลยจ๊ะ ก็น้องอชิกับแทนอยู่หอเดียวกันไม่ใช่เหรอ” คราวนี้กลายเป็นทั้งโต๊ะสะบัดหน้าหันไปทางแม่ของผมเป็นตาเดียว ต่างตรงที่เพื่อนไอ้อชิหันกลับไปมองหน้ามันด้วยความตกใจ แถมกระซิบกระซาบกันเบาๆ แต่ผมได้ยิน 

“แกอยู่หอเดียวกับพี่แทนเหรอ!” 

“มันใช่เรื่องมาสงสัยตอนนี้ไหมเนี่ย! ช่วยกันก่อน!!” 

แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ มันอยู่ตรงที่ว่าแม่ผมรู้ได้ยังไงว่าผมอยู่หอเดียวกับอชิ ในเมื่อผมไม่เคยบอก และไม่เคยพูดเรื่องอชิให้แม่ฟังเลยสักนิด โดยปกติแล้วแม่ผมไม่ใช่คนจู้จี้จุกจิก ผมจะคบใครหรือคั่วสาวที่ไหนแม่ไม่เคยยุ่ง อาจมีบ้างที่มีหูมีตาคอยสอดส่องให้อยู่เป็นระยะ แต่แม่ไม่เคยยื่นมือเข้ามาแบบนี้ 

“แม่รู้ได้ไงว่าผมอยู่หอเดียวกับอชิ” 

“แม่เก่งไง” 

กรรมพันธุ์แท้ๆ เลย คำพูดคำจา 

“แม่...” ผมหรี่ตามองคุณนายอย่างจับผิด งานนี้มีเรื่องต้องคุยกันยาวแน่ครับ แต่อยากพากลับไปคุยที่ห้องมากกว่า ตรงนี้คนเยอะ พลุกพล่าน แถมเสียงดังอีกต่างหาก พาลทำเอาไม่มีสมาธิซะเลย 

“ผมว่าเรากลับไปคุยกันที่ห้องผมดีกว่าครับ ปุ้ยพักอยู่ที่ไหน เดี๋ยวพี่ไปส่ง” หันไปถามเพื่อนไอ้อชิพลางกวักมือเรียกพนักงานร้านมาคิดเงิน แต่เมื่อหันกลับมาก็ยังคงไม่ได้คำตอบจากเพื่อนไอ้อชิเลย เอาแต่จ้องผมตาลอยอยู่อย่างนั้น จนอชิต้องใช้ไหล่กระแทกเพื่อนมันเบาๆ ถึงได้รู้สึกตัว 

“อะ อะไรนะคะ” เยิ้มเชียว ทั้งแววตาและน้ำเสียง 

“พี่แทนมันบอกว่าจะพาไปส่งที่หอ” ปุ้ยเบือนหน้ากลับไปยังอชิอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคเหล่านั้น 

“แกว่าไงนะ พี่แทนคนหล่อจะไปส่งฉันเหรอ” เสียงสูงมาเลย 

“เออ ฉันก็จะกลับแล้วเหมือนกัน ให้ไอ้พี่แทนไปส่งที่ห้องแกก่อน แล้วค่อยกลับหอ คุณน้าคงอยากพักผ่อนแล้ว” 

“จะดีเหรอคะ ปุ้ยไม่อยากรบกวน หออยู่ที่...ค่ะ” 

ขนาดว่าไม่อยากรบกวนนะครับ คุณเธอบอกชื่อหอพร้อมอธิบายเส้นทางให้ผมเสร็จสรรพ ก่อนจะพากันออกมาจากร้าน โดยที่คุณนายขอให้อชิช่วยประคองเดิน ไม่เห็นหัวลูกชายเลยสักนิด แต่เพราะผมไม่ได้ขับรถมาที่นี่ด้วย จึงต้องเดินกลับไปที่คณะเพื่อขับรถมารับสาวๆ และไม่ลืมแวะเอาเอกสารไปส่งให้อาจารย์ด้วย 

จนเมื่อไปส่งปุ้ยเสร็จเรียบร้อยก็ตรงกลับมาที่หอของผมกับอชิทันที 

“ห้องอชิอยู่ชั้นไหนลูก” 

“ชั้นสามครับ” 

ผมหันไปมองแม่ตัวเองที่กำลังเดินเข้าหออย่างกระฉับกระเฉง เหมือนลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเป็นลม แถมยังเดินออกจากลิฟต์ตามไอ้อชิไปหน้าห้องมันอีก ไอ้คนที่เดินนำไปโดยไม่ได้สนใจว่ามีใครตามมาบ้างต้องตกใจเพราะแม่ผมยืนยิ้มอยู่หน้าห้องมัน 

“เอ่อ... ห้องลูกชายคุณน้าอยู่ชั้นบนครับ ชั้นสี่” 

“แต่น้าอยากเข้าไปนั่งเล่นที่ห้องน้องอชิมากกว่า ปวดขาจะแย่ เดินขึ้นไปอีกชั้นไม่ไหวแล้วลูก นะคะ ให้แม่เข้าไปพักในห้องหน่อยนะคะ” เกิดปวดขาขึ้นมาเชียว แล้วเมื่อกี้เดินออกมาจากลิฟต์ทำไมล่ะครับคุณนาย!! 

ไอ้อชิก็คงสงสัยไม่ต่างจากผมเท่าไหร่หรอก เพราะสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่กำลังแสดงอยู่ตอนนี้ 

“แต่ว่า...” 

“ถือว่าเห็นใจคนแก่เถอะนะลูกนะ พูดแล้วก็เริ่มเวียนหัวขึ้นมาเลย ขอน้าเข้าไปนั่งพักหน่อยนะจ๊ะ” 

ไออชิเหลือบมองหน้าผมอย่างถามความเห็น ผมจึงพยักหน้าเพื่อขอให้พาแม่เข้าไปด้านใน คนที่ทำอะไรไม่ได้จึงทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ และเปิดประตูพาแม่ผมเข้าไปด้านใน 

เจ้าของห้องลากเก้าอี้ทำการบ้านของมันออกมาให้แม่ผมนั่งสบายๆ ก่อนจะขอตัวไปเข้าห้องน้ำ จึงทำให้ผมมีเวลาได้คุณกับแม่สองต่อสอง 

“แม่คิดจะทำอะไรครับเนี่ย” ผมถามออกไปเบาๆ เพราะกลัวอชิจะได้ยิน 

“ทำอะไร” ยังเฉไฉไม่เลิกครับ 

“ก็ที่แม่ทำอยู่นี่ไง จะทำอะไรบอกผมก่อนสิ อย่างน้อยเราจะได้เตี๊ยมกันก่อน นี่ทำอะไรไม่ปรึกษากันเลย ไอ้อชิมันตกใจหมดแล้ว” 

“บอกแล้วไงอย่าเรียกน้องว่ามัน” 

“โธ่แม่... จำเป็นต้องซีเรียสเรื่องนี้เวลานี้ไหมเนี่ย” 

“แล้วแทนล่ะลูก ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่” แม่ไม่ตอบ แต่ถามผมกลับมาแทน นั่นหมายความว่าแม่ต้องรู้อะไรมาแน่ๆ 

“ผมก็ไม่ได้ทำอะไรนี่ครับ” 

“แน่ใจนะ ว่าไม่ได้ทำอะไรน้อง” 

ไม้ตายเด็ดของคุณนายมาแล้วครับ นัยน์ตาจับผิดชนิดที่เห็นทะลุไส้ทะลุพุงของลูกชาย อย่าหวังจะโกหกแม่ผมได้ เห็นใจดีแบบนี้ก็เถอะ อย่าเผลอทำให้โกรธเชียวล่ะ 

แอ๊ดด 

แต่ก่อนที่แม่จะได้ซักอะไรผมต่อ ประตูห้องน้ำก็เปิดออกมา เห็นไอ้อชิส่งยิ้มแห้งๆ ให้แม่ก็อดนึกสงสารไม่ได้ คุณนายนะคุณนาย ทำอะไรไม่ปรึกษาลูกเต้า 

“แม่ ผมว่าเราขึ้นไปคุยกันบนห้องผมดีกว่า ปล่อยให้อชิพักผ่อนได้แล้ว” 

ไอ้ตัวดีแอบพยักหน้าส่งให้ผมหงึกหงักเห็นดีเห็นงามด้วย ผมจึงเดินเข้าไปประคองแม่ให้ลุกขึ้น ซึ่งแม่ก็ไม่ได้ขืนตัวไว้แต่อย่างใด เหมือนแค่อยากเข้ามาสำรวจห้องลูกสะใภ้เท่านั้น 

“เดี๋ยวไว้เย็นๆ เราค่อยลงมาใหม่ก็ได้ แม่จะอยู่ทานข้าวเย็นกับผมหรือเปล่าครับ” 

“ก็ดีจ้ะ น้องอชิไปด้วยกันนะ ถือว่าน้าเลี้ยงขอบคุณที่ช่วยน้าไว้เมื่อตอนเที่ยง นะคะ” 

อชิเหลือบมองผมอย่างถามความเห็น ใจจริงมันคงไม่อยากไปหรอกครับ ไม่รู้เกรงใจหรือว่ากลัว แต่เมื่อเห็นว่าผมพยักหน้าส่งไปให้ช้าๆ มันจึงจำต้องตอบรับแม่ผมไป 

“...ครับ ได้ครับ” 

“ถ้าจะไปเดี๋ยวกูโทรลงมาบอกให้เตรียมตัว” พูดพลางถือโอกาสวางมือลงบนหัวมันและลูบเบาๆ ได้ยินนะครับว่ามันแอบส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ แต่ไม่กล้าปัดมือผมออก เพราะแม่ผมยืนมองอยู่ด้วย 

มีแบ็กมันดีอย่างนี้นี่เองว่ะ 

“อืม” 

น้องมันตอบกลับมาอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะหันไปฉีกยิ้มให้แม่ผมอีกครั้ง 

“เดี๋ยวตอนเย็นเจอกันนะคะ พักผ่อนเถอะจ้ะ” 

ว่าแล้วก็แยกย้าย ผมปล่อยให้แม่เดินนำขึ้นไปยังห้องของผมเพราะท่านรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นห้องไหน แม่เคยมาที่นี่สองสามครั้ง เวลาผมก่อเรื่องบ้าง หรือเวลาที่ผมหายหน้าไปเป็นเดือนๆ ใช่ครับ เป็นเดือนๆ ไม่ใช่แค่ไม่กี่อาทิตย์เหมือนอย่างตอนนี้ 

คุณนายเพ็ญภัครเดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาก่อนจะกอดอกหรี่ตามองผมอย่างจับผิด สายตาช่างแตกต่างจากตอนที่อยู่ต่อหน้าอชิเหลือเกิน 

“มีอะไรจะอธิบายให้แม่ฟังไหม” 

ทำเอาคอฝืดเฝือนไปหมด เมื่อมาดนายหัวสุดเนี๊ยบกลับคืนเข้าร่าง 

“แม่รู้ดีอยู่แล้ว จะให้ผมอธิบายอะไรอีกล่ะ” 

“เดี๋ยวเถอะแทน ทำตัวไม่ดีเลยนะเราน่ะ แม่รู้นะว่าแทนจะทำอะไรน้อง” 

นั่นไงครับ ซื้อหวยไม่ถูก แม่รู้เรื่องผมกับอชิจริงๆ 

“บอกแม่ซิ ว่าเราคิดจะทำอะไรต่อ ไอ้เรื่องการพนันไร้สาระของเพื่อนเราน่ะ” 

“ใครบอกแม่เรื่องนี้ครับ” 

“ไม่ต้องสนใจหรอกว่าใครบอก เอาเป็นว่าแม่รู้เรื่องนี้ก็แล้วกัน ทีนี้แทนบอกแม่ได้หรือยังว่าเราคิดจะทำอะไรกับน้องต่อ” 

ถอนหายใจหนักๆ เสียหนึ่งทีก่อนเดินเข้าไปนั่งด้านข้างแม่ จริงๆ ผมไม่อยากให้แม่เข้ามายุ่งเรื่องนี้เลย มันเป็นแค่การละเล่นของผมกับเพื่อนเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องอชิ...ผมก็ยังไม่มั่นใจในตัวเองมากพอ 

“แทนจริงจังกับน้องหรือเปล่า” 

มันมาแล้วครับ คำถามที่ไม่อยากตอบ ไม่รู้ว่าเพราะไม่อยากตอบ...หรือเพราะไม่รู้คำตอบกันแน่ 

“อชิเป็นลูกชายของคุณนภัสสรนะแทน เพื่อนแม่ที่เคยมาซื้อที่ดินตอนนั้น แทนยังจำได้หรือเปล่า” 

คำบอกเล่าของแม่ทำเอาผมตัวชาวาบ สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดมากที่สุดมันได้เกิดขึ้นแล้วครับ ความสัมพันธ์ทับซ้อนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนแค่สองคน 

เวรเอ๊ยยยย ทำไมผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลยวะ 

“มันก็นานแล้วล่ะ แทนอาจจะไม่ทันได้สังเกตน้อง แต่ที่แม่มาเพราะแม่อยากมาเตือน คุณสรเขาเป็นเพื่อนแม่มานานแล้ว แม่เองก็ได้ยินเรื่องของลูกชายเขาอยู่บ่อยๆ แม่ไม่อยากผิดใจกับเขาเพราะลูกแม่ทำตัวเหลวไหลนะลูก” 

แม่ยกมือขึ้นมาจับมือผมเอาไว้ แต่กะจิตกะใจผมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วครับ มันลอยลงไปหาคนที่อยู่ด้านล่างเรียบร้อยแล้ว 

“ถ้าแทนคิดแค่อยากเอาชนะ อยากเล่นๆ กับน้องเฉยๆ แม่ขอได้ไหม เลิกยุ่งกับน้องซะ” 

แม่ยกมือขึ้นมาจับมือผมเอาไว้ แต่กะจิตกะใจผมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วครับ มันลอยลงไปหาคนที่อยู่ด้านล่างเรียบร้อยแล้ว 

จนวันนี้ 

พูดอะไรไม่ออกเลยว่ะ มันจุกแน่นอยู่ในอก มันอึดอัดเหมือนอยากจะพูดอะไรแทบตาย แต่ก็ไม่มีคำไหนหลุดออกมาจากปากได้เลย 

“ทำให้แม่ได้หรือเปล่า” 

แต่ประโยคนี้ผมมีคำตอบ 

“ไม่ได้ครับ” เป็นคำตอบที่มันโผล่ขึ้นมาทันที โดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ ในเมื่อผมไม่อยากเลิกยุ่งกับมัน 

“ทำไมล่ะ” คำถามนี้ต่างหากล่ะครับที่ผมหาคำตอบไม่ได้ เสียงที่ตอบออกไปมันถึงเบาเหลือเกิน ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะครับที่จะได้เห็นผมในโหมดนี้ มีแค่คุณนายคนนี้เท่านั้นแหละ 

“ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม” 

“แทนชอบน้องหรือเปล่า” น้ำเสียงของแม่ไม่ได้คาดคั้น เป็นเพียงประโยคธรรมดาๆ ที่เหมือนถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไป ผมรู้ว่าแม่ไม่ได้ใจร้ายกับผมนักหรอก ท่านเพียงแค่อยากให้ลูกที่แสนโลเลคนนี้คิดได้เท่านั้นเอง 

“ผมก็ไม่รู้ว่าผมชอบมันไหม แม่ก็รู้...ผมเข้าหามันเพราะผมอยากเอาชนะไอ้สามตัวนั่น ไอ้อชิทั้งกวนตีน ปากหมา พูดมาก แถมฟอร์มเยอะอีกต่างหาก แต่บางทีมันก็น่ารักนะแม่ เขินแล้วชอบด่า ยิ่งเวลามันควันออกหูเพราะโกรธผมแต่ทำอะไรไม่ได้ยิ่งน่ารัก ไม่รู้สิ... มันไม่ค่อยงี่เง่าหรอก บางเรื่องก็คิดน้อยจนเหมือนไม่ได้คิด แต่บางเรื่องก็ดันคิดเยอะจนผมยังขัดใจ อยู่กับมันไม่เคยเบื่อเลย” ผมระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมาให้แม่ฟังทั้งหมด ซึ่งท่านทำเพียงนั่งรับฟังเงียบๆ เท่านั้น 

“ผมมีแต่อยากเจอมันให้มากขึ้น อยากลากมันมาอยู่ด้วยตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็ดันเรียนไกลจากคณะผม การที่ต้องถ่อไปหามันและกลับมาเรียนให้ทันนี่โคตรยาก ผมโดนอาจารย์หมายหัวหลายรอบแล้วด้วย แต่ก็ไม่รู้ทำไมถึงอยากไปกินข้าวกับมันทุกวัน” 

“แล้วแทนลืมบรรดาสาวๆ ของแทนได้แล้วเหรอ” คำถามของแม่ทำให้ผมดึงตัวเองออกจากภวังค์ที่มีอชิเป็นจุดศูนย์กลาง 

“ผมไม่เคยจริงจังกับใครอยู่แล้ว” 

“แม่ไม่ได้หมายถึงในเชิงความสัมพันธ์ แต่แม่หมายถึงในเชิงกายภาพ ...น้องเป็นผู้ชายนะแทน” 

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกันที่ผมกังวล 

“แม่รับไม่ได้เหรอครับ” 

“ไม่ใช่ว่าแม่รับไม่ได้ ถ้าลูกของแม่รักใครแม่ก็รักด้วยอยู่แล้ว แต่ที่แม่ห่วงคือความรู้สึกของแทน แม่ไม่รู้ว่าที่แทนกำลังทำทั้งหมดนี่เป็นเพราะอยากเอาชนะ อยากลองของใหม่ อยากทำอะไรที่มันท้าทาย หรือเพราะว่าแทนชอบน้องจริงๆ ถ้ามันไม่ใช่เพราะเหตุผลหลัง เรื่องนี้คนเจ็บไม่ได้มีแค่คนเดียวนะลูก ไหนจะตัวน้อง พ่อแม่ของน้อง แล้วตัวลูกเองอีก นอกจากไม่มีใครชนะ แถมตัวลูกเองนั่นแหละที่แพ้ที่สุด” 

ผมทำได้เพียงมองหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ความรู้สึกทุกอย่างประเดประดังกันเข้ามาให้ยุ่งเหยิงไปหมด แต่เพราะคำพูดของแม่กลับทำให้ผมนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ผมดึงมือข้างที่แม่กุมอยู่ออกมา เพื่อโน้มตัวเข้าหาและโอบกอดแม่เอาไว้ ...อ้อมกอดที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มีเพื่อผม และอบอุ่นเสมอ 

“ขอบคุณครับแม่ 

แต่การแข่งขันไม่จำเป็นต้องมีแค่ผู้แพ้หรือผู้ชนะเสมอไป ...เพราะมันมีคำว่าเสมออยู่ไงครับ 

 

 

50% 

........................................... 

กราบแทบอกคุณแม่ค่ะ ดึงสติลูกชายทีนะคะ 

ช่วยดึงหูแรงๆ อีกสักทีด้วยค่ะ ชอบแกล้งน้อง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว