เป็นกำลังใจให้เทคด้วยน้าาาา เทคจะได้มีแรงอัพพพพพ >3<

ราตรีที่ 1 นามนั้นคือฉิงเฟิ่ง

ชื่อตอน : ราตรีที่ 1 นามนั้นคือฉิงเฟิ่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.6k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2560 01:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 1 นามนั้นคือฉิงเฟิ่ง
แบบอักษร

ตอนที่****1 นามนั้นคือฉิงเฟิ่ง

ฉิงเฟิ่ง...แซ่ซือ นามฉิงเฟิ่ง

เด็กหนุ่มรูปร่างอ้วนทุ้มเป็นหมูตัวน้อยๆ ด้วยไขมันที่มากเกินกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ทั้งแขนและขาอุดมไปด้วยไขมันก้อนใหญ่

ตอนที่ฉิงเฟิ่งเกิด เป็นวันฝนตกหนัก สายฟ้าฟาดผ่านหลังคาบ้านจนไฟไหม้เกือบทั้งบ้าน หมอตำแยที่มาทำคลอดนั้นได้กล่าวว่า ตอนที่ฉิงเฟิ่งเกิดแทบหัวใจวาย ในปีนั้นฉินเฟิ่งเป็นน้องคนเล็ก เกิดยากกว่าพี่น้องคนไหน ใช้เวลาร่วมหนึ่งคืนจนถึงรุ่งสางกว่าฉินเฟิ่งจะคลอดออกมาได้ มิหนำซ้ำตอนคลอดยังไร้ซึ่งเสียงของเด็กทารก ทีแรกหมอตำแยเกือบคิดว่าเด็กคนนี้อาจจะไม่รอดเสียแล้ว

บิดาของฉิงเฟิ่งมีนามว่า ซือจิ้นอัน และมารดามีนามว่าซือเหมย เป็นหญิงงามประจำหมู่บ้านที่ตกลงปลงใจกินอยู่ฉันท์สามีภรรยา

ครอบครัวแซ่ซือนั้นเดิมทีมิใช่คนมีฐานะ แต่ด้วยความขยันขันแข็ง กตัญญู ชอบช่วยเหลือผู้อื่นของบิดา ทำให้ใครต่อใครต่างนับถือในความมีน้ำใจ

ฉิงเฟิ่งมีพี่สาวสามคน และน้องชายอีกหนึ่งคนที่เกิดหลังเพียงแค่สองปี เขากลายเป็นคนดูอัปลักษณ์ที่สุดในครอบครัว พี่น้องแต่ละคนได้ใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับผู้เป็นมารดายิ่งนัก

ขณะที่เขาอายุได้เพียงสามขวบ ย่อมรู้ความได้แล้ว ฉิงเฟิ่งมักจะถูกชาวบ้านเอาไปเปรียบเทียบกับพี่น้อง เขาดูกลายเป็นลูกหมูตัวน้อย โดนรังแกจากเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่บ่อยครั้งจนต้องร้องห่มร้องไห้วิ่งโร่ฟ้องผู้เป็นมารดา และทุกครั้งก็จะถูกกอดปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

จนกระทั้งเข้าปีที่ฉิงเฟิ่งอายุได้แปดขวบ เป็นปีแรกที่เขาได้สูญเสียหญิงผู้ที่รักที่สุด

มารดาได้สิ้นลมหายใจด้วยโรคร้าย เขาว่ากันว่าหญิงงามมักจะมีชะตาที่อาภัพนัก มารดาของเขาแค่อายุสั้น สร้างความเสียใจให้ไม่น้อย พี่น้องแต่ละคนต่างร่ำไห้ ยกเว้นเสียแต่ฉิงเฟิ่งที่ไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมาสักหยด เขามองร่างที่ไร้วิญญาณของนางพลางกัดริมฝีปากแน่นจนมันเป็นแผล สองมือเล็กกำแน่นจนสั่น พี่น้องทุกคนล้วนต่อว่าที่เขาไม่ร้องไห้ แต่ละคนต่างพร่ำพรรณนาถึงเขาว่าอกตัญญู

หาผู้ใดรู้ไม่...เขาเองก็เจ็บปวด แต่ด้วยคำสั่งเสียทำให้เขาไม่อาจร้องไห้ออกมาได้

มารดามิชอบน้ำตา ตอนที่นางจะจากโลกนี้ได้ขอให้ฉิงเฟิ่งอย่าร้อง ฉิงเฟิ่งก็ไม่ร้อง เขาทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อให้นางไปสู่สุคติ

ผู้ที่ร่ำร้องปานขาดใจนอกจากพี่น้องแล้วก็ยังมีบิดา เขากลายเป็นคนละคนเลยก็ว่าได้ จากชายผู้ที่ขยันขันแข็ง ทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว กลับกลายเป็นเพียงแค่คนเกียจคร้าน วันๆ เอาแต่ดื่มสุราเป็นไห บางครั้งก็เอาแต่เหม่อลอย บางครั้งก็เอาแต่ร้องไห้

น่าแปลก...ฉิงเฟิ่งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดกลับกลายเป็นที่รังเกียจนับแต่นั้น พี่น้องทั้งห้ากลายเป็นลูกรัก

ฉิงเฟิ่งยังอายุแค่เพียงแปดขวบ เขากลายเป็นลูกชังโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นได้ทำอะไรผิด งานทุกอย่างจึงตกมาอยู่ที่เขา ผ่าฝืน ทำอาหาร ตักน้ำ งานที่ต้องใช้แรงงานทั้งหมดนั้นเขาต้องรับผิดชอบ มีครั้งหนึ่งที่ฉิงเฟิ่งเคยถามผู้เป็นบิดาว่าเหตุใดเขาจึงต้องทำงานพวกนี้ แต่พี่น้องคนอื่นไม่ได้ทำอะไร บิดาตอบเขาว่าเพราะฉิงเฟิ่งหน้าตาไม่ดี ตัวใหญ่ พี่น้องคนอื่นหน้าตางดงาม หากให้ทำงานหนักจนมือไม้แข็งกระด้างก็อาจไม่มีบุตรชายขุนนางมาสู่ขอ

ทีแรกฉิงเฟิ่งก็คิดเช่นนั้น จนกระทั่งเขาอายุได้สิบสองปีก็เริ่มรู้ความมากขึ้น

บิดาเกลียดเขา...

เมื่อลองมองหาเหตุผลจึงได้คิดแค่เพียงอย่างเดียว อาจเป็นเพราะฉิงเฟิ่งเป็นคนที่มารดารักมากที่สุด ครั้นพอมองหน้าเขาแล้วบิดาอาจหวนนึกถึงตอนที่มารดายังมีชีวิตอยู่ จึงยังทำใจไม่ได้ จากความเฉยชากลายเป็นความไม่ชอบ และจากความไม่ชอบก็กลายเป็นความเกลียด

ช่างน่าขันนัก พ่อแม่ที่ไหนเขาเกลียดลูกกันเล่า

ฉิงเฟิ่งก็ยังคือฉิงเฟิ่ง เขาไม่ได้เก็บเอาพวกนี้มาใส่ใจ แต่ละวันในการดำเนินชีวิตคือการทำงานหนัก เขาต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองให้อิ่ม แม้ว่าตัวเองนั้นจะได้กินน้อยกว่าคนอื่น วันไหนทำงานได้ของดีกลับมา คนที่จะได้ส่วนแบ่งมากที่สุดเห็นทีคงเป็นน้องห้า จากนั้นก็พี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สาม ส่วนเขากลายเป็นส่วนน้อย กว่าจะตกมาถึงมือก็เหลือแค่เพียงเศษอาหารที่พอจะอิ่มท้องได้บ้าง

เรื่องพวกนี้มันน่าชินชาเสียแล้ว

นอกจากเรื่องร้ายแล้วเขาก็ยังพอมีเรื่องดีอยู่บ้าง ด้วยฐานะที่ยากจนฉิงเฟิ่งไม่อาจเข้าเรียนเหมือนลูกบ้านอื่นที่ได้ แต่ฉิงเฟิ่งกลับได้เรียนหนังสือ ทั้งหมดนั้นคงต้องขอบคุณคุณชายแซ่หวาง นามเยี่ยนฉวี่

หวางเยี่ยนฉวี่นั้นมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉิงเฟิ่ง ด้วยทางบ้านที่มีฐานะ ทำให้เขากลายเป็นคุณชายที่เอาแต่ใจพอประมาณ เดิมทีฉิงเฟิ่งกับหวางเยี่ยนฉวี่ก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก ตั้งแต่เล็กจนอายุได้สิบสองปี สิ่งที่จำได้มีแค่การรังแกจากอีกฝ่าย ด้วยรูปลักษณ์ของฉิงเฟิ่งที่อ้วนเหมือนหมู เขาจึงมักถูกหวางเยี่ยนฉวี่คอยหยอกล้อเป็นประจำ

มีคราหนึ่งที่คุณชายหวางทำผิด คิดแอบดูหญิงสาวอาบน้ำที่ธารน้ำตก หลังจากหวางเยี่ยนฉวี่ถูกจับได้ก็หนีหัวซุกหัวซุนจนไปเจอกับเหวลึกจนตกลงไป คนอื่นต่างก็พลอยหนีเพื่อเอาตัวรอด ไม่มีใครเลียวหลังมองหวางเยี่ยนฉวี่สักคน ช่างน่าบังเอิญนักที่ฉิงเฟิ่งไปหาเก็บฝืนได้ยินว่าคุณชายหวางได้หายไป พวกเขากลัวความผิดจึงต่างพากันช่วยหาทางออกเพื่อแก้ตัวก่อนที่จะไปตามผู้ใหญ่มาช่วย

ฉิงเฟิ่งไม่รอช้า เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าหวางเยี่ยนฉวี่เคยทำอะไรกับตัวเองไว้บ้าง หลงลืมความเจ็บแค้นที่เคยถูกล้อ หวังช่วยให้หวางเยี่ยนฉวี่ปลอดภัย กว่าจะหาตัวเจอก็ไปเกือบสามชั่วยาม

แน่นอนว่าหวางเยี่ยนฉวี่ถูกลงโทษ ในเรื่องที่ทำอะไรไม่รู้จักคิดไปเล่นในป่าใหญ่ ส่วนเรื่องการแอบดูหญิงสาวอาบน้ำกลายเป็นเขาที่เป็นแพะรับบาป เพราะถูกใส่ร้ายจากบรรดาเพื่อนของคุณชายหวางที่โยนความผิดมาให้

การลงโทษของหวางเยี่ยนฉวี่ก็ไม่ได้รุนแรงจนเลือดตกยางออก แค่ถูกกักบริเวณไม่ให้ออกไปไหนมาไหนเป็นเวลาสามสิบทิวา สามสิบราตรีเท่านั้น ผิดกับเขาที่โดนลงโทษให้อดข้าวสามมื้อจนกว่าจะถึงวันพรุ่ง กว่าจะได้กินข้าวหนึ่งมือก็พาลเอาท้องร้องไปทั้งวัน

นับแต่นั้นคุณชายหวางจึงได้ใช้อำนาจ สั่งการให้เขากลายเป็นเพื่อนเล่น คอยตามรับใช้ใกล้ชิด และเพราะการนี้จึงทำให้ฉิงเฟิ่งได้อ่านเขียนเรียนหนังสือจากนักปราชญ์พร้อมกับหวางเยี่ยนฉวี่ไปด้วย

หลังจากวันนั้นก็ผ่านไปสามปีแล้ว

ฉิงเฟิ่งอายุสิบห้า เขากลายเป็นบุรุษแตกเนื้อหนุ่มแน่น ทว่ารูปลักษณ์กลับไม่ได้เปลี่ยนสักนิด รูปร่างที่อ้วนจ้ำม่ำไปด้วยเนื้อ ใบหน้าอวบอั๋น แก้มเปร่งปลั่ง ดวงตาทั้งสองข้างแทบลืมไม่ขึ้น ผิดกับหวางเยี่ยนฉวี่ที่กลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม หล่อเหลา หญิงในหมู่บ้านต่างหมายปองที่จะเป็นสะใภ้ตระกูลหวางอยู่มากโข

ถึงอย่างนั้นก็มีอย่างหนึ่งที่ฉิงเฟิ่งไม่เข้าใจ?

หญิงงามก็มีให้เลือกมากมาย แล้วเหตุใดหวางเยี่ยนฉวี่ถึงได้ตัวติดกับเขามากนัก อุปนิสัยก็ดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย ที่ว่าเปลี่ยนก็คงจะเป็นเรื่องการล้อเลียนกับเรื่องใช้กำลัง หวางเยี่ยนฉวี่แค่เปลี่ยนวิธีการแกล้งเท่านั้น

อย่างเช่นในเวลานี้...แทนที่เขาจะต้องนอนตีพุงอย่างสบายหรือหาเวลาทำอย่างอื่นที่ชอบ กลับต้องมาถูกกวนใจจากหวางเยี่ยนฉวี่ จนแทบอยากบีบคอให้ตาย

“ฉิงเอ๋อ เจ้าคิดว่าผ้าชิ้นนี้งดงามรึไม่”

หวางเยี่ยนฉวี่ติดปากเรียกว่าฉิงเอ๋อแล้ว ฉิงเฟิ่งไม่ชอบเท่าใดนัก มันเหมือนชื่อสตรีมากกว่า ครั้นพอจะบอกปัดก็ทำไม่ได้ จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

เมื่อไม่ได้รับคำตอบ หวางเยรี่ยนฉวี่จึงถามอีกคราหนึ่ง “ฉิงเอ๋อ เจ้าว่างดงามรึไม่”

ฉิงเฟิ่งเบื่อหน่ายเป็นเท่าตัว “หวางเยี่ยนฉวี่ เจ้าลากข้ามาตลาดเพื่อถามเรื่องผ้าเนี่ยนะ ข้ามิใช่สตรี ข้าจะรู้อันใด”

ความเป็นเพื่อนที่มีตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ ทำให้ฉิงเฟิ่งกล้าต่อล้อต่อเถียง เขาเท้าเอวมองบุรุษร่างสูงกว่าตรงหน้าที่ขณะนี้กำลังหัวเราะชอบใจ

“เจ้าชื่อฉิงเอ๋อ เจ้าก็เป็นสตรี”

*นั่นเพราะจ้าเรียกเองต่างหากเล่า!...*ฉิงเฟิ่งอยากท้วงนัก!

ครั้นพอจะดึงขาเดินกลับก็ถูกหวางเยี่ยนฉวี่ดึงแขนเอาไว้ลากไปอีกทางหนึ่ง

คุณชายหวางช่างชอบใช้กำลังบังคับ ส่วนเขาเกลียดเลยก็ว่าได้ นอกจากเรื่องใช้แรงงานแล้ว พวกต่อยตีก็หาได้เข้าใกล้ เขาเป็นคนอ้วน ถ้าหากให้มีเรื่องคงได้แพ้ตั้งแต่กระบวนท่าแรก

หลังจากเดินมาได้สามไหล**[****5]** ฉิงเฟิ่งก็ได้ยินเสียงจากด้านข้าง พูดถึงรูปลักษณ์ที่อัปลักษณ์ของเขา เรื่องพวกนี้เขาดูฉินชาเสียแล้ว แต่ก็มีบางครั้งที่เขาคิดน้อยใจในโชคชะตาบ้าง

หวางเยี่ยนฉวี่ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ฉิงเฟิ่งอ้วนเป็นหมู ไขมันต้นแขนมันดูน่ากัด ท้องที่กลมโตเหมือนมีลมอยู่ในท้อง แก้มที่นุ่มเหมือนปุยนุ่นแลดูน่าจับ เรียกได้ว่าร่างกายของฉิงเฟิ่งนั้นแทบไม่มีส่วนไหนที่เรียกว่าผอม ส่วนหนึ่งถ้าจะโทษก็คงเป็นความผิดของหวางเยี่ยนฉวี่ ที่สรรหาของกินมาให้เขาจนร่างกายใหญ่กว่าตอนเด็กหลานเท่านัก

เมื่อครั้งยังไม่ได้มีฐานะเป็นเพื่อนเล่นกับคุณชายหวาง เขาทำงานหนักจนเกือบผอม...แค่เกือบผอม กินก็น้อยกว่าพี่น้อง บางครั้งฉิงเฟิ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงได้ตัวใหญ่ จะว่าไปแล้วก็น่าแปลกพอดู

ความแคลงใจเหล่านี้ถูกลบทิ้งในเวลาอันรวดเร็ว ฉิงเฟิ่งไม่เคยสนใจสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะบั่นทอนความรู้สึก เขามีงานให้ทำมาก แค่เรื่องของหวางเยี่ยนฉวี่ก็เหนื่อยพอตัวอยู่แล้ว

"ฉิงเอ๋อ"

เมื่อมองทางคนเรียกก็เห็นชิ้นเนื้อห้อยต่องแต่งตรงหน้า กลิ่นมันหอมมาก จนอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ หวางเยี่ยนฉวี่เหมือนแกล้ง รู้ทั้งรู้ว่าถ้าเอาของกินมาล่อมันจะทำให้เขาอยากอาหารเป็นเท่าตัว

"เจ้าอยากกินข้า หรืออยากกินหมู"

ฉิงเฟิ่งเบ้ปาก “ถ้าให้เลือกเจ้ากับหมู ข้าเลือกหมู”

สหายสนิทหัวเราะแผ่ว ในมือยังคงแกว่งหมูไปมาจนมันไหวเบาๆ ไขมันที่ติดอยู่กับเนื้อมันช่างล่อตาล่อใจผู้มองเสียจริง จนฉิงเฟิ่งต้องกลืนน้ำลายลงคอเอือกใหญ่

"หากกินข้า เจ้าจะหล่อเหลามิชอบรึ"

“หล่อเหลาแล้วเจ้ากินได้ที่ไหนเล่า”

ความอยากอาหารทำให้ฉิงเฟิ่งนึกอยากหาสักหนึ่งตำลึง**[6]**มาขอแบ่งชิ้นเนื้อจากพ่อค้า ติดตรงที่ว่าในตัวเขานั้นไม่มีสักแดงเดียว จึงทำได้เพียงแค่มองอย่าเว้าวอน

หวางเยี่ยนฉวี่จึงต้องเอาใจสหายสนิท หมูติดมันชิ้นโตได้ถูกซื้อให้กับผู้มีฐานะเป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่ครั้งยังเยาว์

ฉิงเฟิ่งใช้เวลาอยู่กับหวางเยี่ยนฉวี่เกือบทั้งวัน ยามที่พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไป ก้อนเมฆหนาก็ทาบทับปิดแสงจนพอมีร่มเงาอยู่บ้างพอประมาณ ของอร่อยที่อยู่ในปากทำให้ฉิงเฟิ่งอดใจไม่ไหวกัดคำใหญ่ เพียงไม่กี่คำก็เกือบหมดแล้ว เขาที่มีรูปร่างใหญ่ก็ไม่แปลกที่คนอื่นจะมองว่ากินมูมมาม ฉิงเฟิ่งก็หาได้ใส่ใจไม่

ต่อให้ถูกนินทาอาหารก็ยังเป็นอาหาร มันอร่อยเสียอย่าง มันห้ามกันไม่ได้

“เจ้าว่าจริงรึที่ในวังมีข่าวไม่สู้ดี”

เสียงหนึ่งดังมาจากไม่ไกล้ไม่ไกลนัก ฉิงเฟิ่งที่กำลังเดินผ่านหันมองไปก็พบว่าเป็นบุรุษวัยเกือบเลขสี่สองคนกำลังยืนคุยกันอยู่ตรงมุมอับในสถานที่ไม่มีคนพลุพล่านด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพอประมาณ

“ญาติข้าทำงานเป็นทหารรักษาการณ์ในวัง เมื่อครั้งก่อนเขามาเยี่ยมข้าก็เผลอหลุดปากพูด เห็นว่าองค์ชายรองกับองค์ชายสามหั่มหั่นกันเอง แถมองค์ชายใหญ่กลับเอาแต่เล่นสนุกจนถูกถอดจากรัชทายาท” ชายคนหนึ่งกล่าว

“จุ๊ๆ เดี๋ยวก็คอขาด อย่าให้ผู้อื่นได้ยินเชียว ไม่งั้นโดนทหารจับลากเข้าคุกแน่”

มันสายไปเสียแล้ว...ฉิงเฟิ่งได้ยินหมดทุกอย่าง

เขาว่ากันว่าในวังหลวงช่างวุ่นวายนัก ถึงจะไม่มีสองคนนี้แต่อีกไม่นานก็คงมีข่าวลือซุบซิบกันหนาหู ฉิงเฟิ่งเองก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน สิ่งที่เขาคิดมีแต่อาหารเลิศรสที่ดูน่าอร่อย

อา...ในวังหลวงจะมีข้าวขาหมูรึไม่

อากาศในเดือนเมษายนมันร้อนอบอ้าว และในปีเดียวกันนั้นภายในราชสำนักก็ไม่ได้มีข่าวลือเกินจริง ในปีนั้นองค์ชายใหญ่อายุได้สิบเจ็ดปี เขาอยู่ในช่วงวัยหนุ่มเลือดร้อน แต่หาได้อยากครอบครองบัลลังก์ไม่

หย่งชางเป็นแค่บุรุษเสเพล แม้ว่าพระมารดาจะเป็นถึงฮองเฮาผู้กุมอำนาจในวังหลังเกือบทั้งหมดก็ตาม เขาไม่เคยคิดสนใจบัลลังก์แม้แต่น้อย ด้วยความคิดของคนหนุ่ม เขามองเห็นความยุ่งยากวุ่นวายเมื่อต้องรับตำแหน่งองค์ฮ่องเต้ ไหนจะราชสำนัก ไหนจะศึกสงคราม ไหนจะเรื่องเหล่าราษฎร ทุกอย่างล้วนเห็นมาหมดแล้วจากพระบิดา

ในผืนพงไพรที่เขียวขจี หย่งชางนึกอยากล่าสัตว์ เขาจึงได้นำพลทัพมาหยิบมือหนึ่งเพื่อคอยอารักขาในยามที่เล่นสนุก ดวงตาคมเข้มทั้งสองข้างจดจ้องไปยังเจ้ากวางที่กำลังจะโชคร้าย เมื่อมันเห็นว่ามีภัยก็รีบก้าวกระโดดหนี ทว่าความเร็วของมันก็ไม่อาจเทียบเคียงได้กับบุรุษที่อยู่บนหลังอาชาสีทมิฬ

ในยามที่ลูกธนูถูกง้างจนสุดก็ถูกปล่อย ลูกธนูนั้นพุ่งตรงไปที่บั้นเอวเจ้ากวางตัวนั้น หัวศรแทงทะลุไปอีกด้านหนึ่งมันก็ล้มตึงลงกับพื้น ร่างที่สั่นเทาดิ้นได้หนึ่งอึดใจก่อนจะสิ้นลม

หย่งชางยิ้มมุมปาก เขาพึงใจในฝีมือตัวเอง

เมื่อล่าได้หนึ่งตัวก็เริ่มล่าตัวที่สอง และสาม จนเกือบหลงลืมไปว่าแม้เขาจะมากับราชองค์รักษ์ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยไม่

ในมุมมืดตรงที่มองไม่เห็น มีเงาหนึ่งตะครุ่มอยู่หลังต้นไม้เพื่อรอดูความเคลื่อนไหว มือขวากำกระบี่เอาไว้มั่น ลมหายใจแผ่วเบาถูกพ่นออกใส่ผ้าผืนสีดำที่ปิดปากและจมูก

งานของพวกเขาคือนักฆ่า และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อคือองค์ชายใหญ่ก็เท่านั้น

ฮี่~ ฮี่~

เจ้าอาชาตัวใหญ่ร้องขึ้นยามที่มันถูกดึงให้หยุด

หย่งชางทอดสายเนตรไปเบื้องหน้าที่มีแต่ฝีเท้าและกองซากศพของเหล่าสัตว์ป่าเกือบสิบตัว ครั้นพอแหงนหน้ามองท้องฟ้าก็พบว่าได้เวลาเลิกเล่นสนุกแล้ว จึงได้ออกคำสั่ง

“กลับ” คำสั่งเพียงสั้นๆ ถูกเอื้อนเอ่ย แล้วควบม้าไปอีกทิศทาง

เหล่าทหารน้อมรับคำพ่ะย่ะค่ะ แล้วควบม้าตามติดๆ

 ------------

TAKE

ย้ำอีกรอบ

เรื่องนี้กับจักรพรรดิวิปลาส คนละเรื่องกันนะจ๊ะ แค่โครงเรื่องใกล้เคียงกันเฉยๆ มีฮ่องเต้ และ สนม

ป.ล.เทคแค่เอาช่วงเวลาราชวงศ์จิ้นมาเท่านั้นน้า ในเนื้อหาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันสักนิด แต่ถ้าจะให้เรียงลำดับก็คงจะเป็นเหลน นั่นแหละ เพราะถัดจากฮ่องเต้จิ้นหยวนตี้ ก็เป็น จิ้นหมิงตี้ และจิ้นเฉิงตี้

ส่วน จิ้นเลี่ยงหลง เป็นฮ่องเต้สมมติที่เทคสมมติขึ้นมานะจ๊ะ

**[****5]**ไหล หมายถึง เมตร

**[6]**ตำลึง หมายถึง สกุลเงินของจีนโบราณ

ความคิดเห็น