facebook-icon

ผลงานเรื่องแรก คิมเมจงเจริญ

ตอนที่ 1 : ใครคนนั้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 : ใครคนนั้น

คำค้น : คิมหันต์, เมษา, นิยายวาย, นิยายy, lastlove, รักสุดท้ายนายบ้านนอก2

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.5k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2560 20:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 : ใครคนนั้น
แบบอักษร

เวลาบ่ายกว่าๆที่แสงแดดจ้าส่องลงกลางทุ่งนาสีเขียวขจี วันนี้แปลกจากทุกวันเพราะมันมีสายลมพัดเย็นโอบกายทำให้คิมหันต์หลุดยิ้มออกมาในที่สุด ขณะที่กำลังนั่งห้อยขาอยู่ที่เก้าอี้ม้าหินหน้าบ้าน แววตาคมเฉี่ยวไหวเพียงนิดและคิมหันต์ได้เหลียวมองตามต้นเสียงเมื่อได้ยินคำเอ่ยเรียกของคนรักอย่างเมษาที่เดินมาพร้อมกับดอกบานชื่นสีชมพูซึ่งถืออยู่ในมือ

ผมรองทรงสูงปรกหน้า เสื้อสเวตเตอร์สีเทากางเกงยีนส์ขาดเข่ารองเท้าบูทหุ้มข้อสีกากีเป็นภาพที่เมษาจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ วันที่คิมหันต์ได้ก้าวขาขึ้นบ้านไม้หลังเก่าครั้งแรกและได้มีหลายเรื่องราวเกิดขึ้นจนทุกอย่างกลับกลายเป็นความรัก

ในวันครบรอบที่ทั้งสองตกลงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน มันเป็นเรื่องที่ดีที่คิมหันต์จะกลับมาที่นี่อีกครั้งพร้อมกับเมษา เด็กหนุ่มต่างจังหวัดหน้าตาธรรมดาไม่มีเงินตราหรือข้าวของราคาแพงใช้แบบคนอื่น แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถทำให้คิมหันต์รักตนได้โดยไม่คิดขอความรักกลับคืนแล้วยื่นให้ใครอีก

เมษาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขาสั้นสีขาวเช่นกัน ก่อนที่คนตัวเล็กจะนั่งลงข้างๆเขาได้ยื่นดอกบานชื่นสีชมพูให้คิมหันต์พร้อมกับรอยยิ้มที่เห็นอยู่บ่อยๆ มันเป็นรอยยิ้มที่รู้สึกอ่อนโยนและอบอุ่นเสียจนเรียกว่าไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้ นอกจากครอบครัวที่มีความสุข

“ขอบคุณ…”

คิมหันต์พูดแล้วฉุดดึงข้อมือเมษาเบาๆให้ลงมานั่งข้างๆ เมษาเองก็ทำตามโดยไม่รอช้า ใบหน้าหวานยื่นไปใกล้ใบหน้าของคิมหันต์เมื่อเมษาแกล้งย่นจมูกใส่ใช้นิ้วชี้จิ้มแก้มคิมหันต์ซ้ำๆ

“ขอบคุณคนอื่นเป็นด้วยหรอ”

“อย่ามาทำเป็นพูดจากระแนะกระแหนนะ”

“ทำไม ก็แค่พูดความจริง อีกอย่าง…แต่ก่อน…ตอนที่มาที่นี่ครั้งแรกพ่อไม่ชอบพูดขอบคุณใครนี่นา”

เมษาขยับตัวออกห่างลอยหน้าลอยตาพูดเมื่อสิ่งที่เค้าพูดนั้นมันเป็นนิสัยของคิมหันต์ในอดีตที่ยากเกินจะรับไหว แต่ตอนนี้อีกคนได้เปลี่ยนไปแล้วคงเป็นเพราะระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันรวมถึงช่วงวัยที่เริ่มเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ในวัยยี่สิบหกปีเต็ม

“ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วเถอะ”

“จริงรึเปล่าน้า…”

“จริงสิ”

คิมหันต์เขยิบตามใช้อ้อมแขนกว้างคว้ากอดเอวคอดบางออกแรงกระชากเบาๆทำให้เมษาตกอยู่ในพันธนาการของเขา

“คนขี้จุ๊”

“ขี้จุ๊ที่ไหน ตอนนี้เปลี่ยนตัวเองแล้วจริงๆ แต่มีอย่างนึงที่เหมือนเดิม…อยากรู้มั้ยว่าอะไร หื้ม”

คนขี้จุ๊ก็จุ๊สมชื่อจริงๆ คิมหันต์ยิ้มกริ่มยื่นหน้าเข้าใกล้จนเมษาต้องเบือนหน้าหนีเกรงว่าคนอื่นจะเห็นเข้า คนตัวเล็กแย่งเอาดอกไม้ที่เพิ่งให้ไปมาฟาดลงไหล่คิมหันต์เบาๆแก้เขินเพราะต่อให้เวลาผ่านไปกี่ปีต่อกี่ปี หัวใจไม่รักดีก็ไม่รู้จักชินกับใบหน้าหล่อเหลาและรอยสักรูปกากบาทใต้หางตาที่มองทีไรพาใจสั่นทุกที

“ก็ความลามกนะสิที่ไม่เคยเปลี่ยน”

เมษาพูดเสียงเอื่อย

“ฮ่าๆ คืนนี้ชงชากันให้บ้านสั่นเลยเป็นไง”

“แหนะ!!!บ้านสั่นอะไร พูดจาอายฟ้าอายดินซะบ้าง”

“ก็บ้านไม้มันเก่าแล้วนี่นา พอกระแทกแรงๆมันก็ต้องสั่นบ้างเป็นปกติ”

“ไปสั่นคนเดียวเถอะไป๊!!!ไอ้ ไอ้ ไอ้บ้า!!!”

“โดนเขากอดอยู่ยังปากดีอยู่อีกหรอ เดี๋ยวนี้ปากจัดติดไอ้วสันต์มารึไง คำก็ไอ้บ้า สองคำก็ไอ้บ้า เดี๋ยวก็ลงไม้ลงมือบ้างแหละ”

“ชิ…”

“วันนี้ทำตัวไม่น่ารัก เพราะงั้นคืนนี้ป๊าจ๋าไม่รอดแน่ พ่อจะจับปล้ำ ทั้งขืนใจ ทั้งบังคับ เอาให้บ้านสั่นเอี๊ยดอ๊าดๆเลยเป็นไง”

“ง๊า!!!ไม่เอา!!!มีลูกแล้วหัดลดละบ้างสิไอ้เรื่องอย่างว่าน่ะ แรงดีไม่มีตกเลยจริงๆนะ คนบ้า!!!”

โวยวายให้ตายแต่สุดท้ายเมษาก็ทำได้แค่ฟาดมือใส่คิมหันต์เบาๆ เขาไม่รู้สึกเจ็บเพียงนิดแต่มองว่าการกระทำนั้นน่ารักเสียมากกว่า คิมหันต์เลิกคิ้วยิ้มสะบัดผมรองทรงสูงที่มันปรกหน้าตามด้วยเกยคางลงไหล่ส่งสายตาใส่คนตัวเล็กเห็นแล้วน่าหมั่นไส้

“ยังจะมาใกล้อีก”

เมษาพูดแล้วผละอีกคนออกเบาๆ

“รังเกียจหรอ”

“ไม่ได้รังเกียจซักหน่อย…แต่กำลังงอนคนแถวนี้”

“งอนอะไรเล่านั่น”

“งอนคนเห็นแก่ได้ ครบรอบทั้งทีคำพูดหวานๆก็ไม่มีไม่พูดให้ชื่นใจซักคำ แถมยังหวังแต่ร่างกายเขาอีก อะไรก็จะเอาแต่ชงชาลากขึ้นที่นอนอย่างเดียว”

“อ้าว ก็ว่าจะบอกตอนทำกันไง ไม่ดีรึ”

ร่างสูงพูดยิ้มแทนที่จะรู้สึกผิดดันฟังเป็นเรื่องขำขัน

“ไม่รู้แหละ จะไปทำความสะอาดบ้านแล้วก็จัดของ พ่อรอตรงนี้ไปก่อนแล้วกัน ในนั้นฝุ่นเยอะ เดี๋ยวป๊าทำเอง”

“คงไม่ดีมั้งถ้าปล่อยให้ป๊าทำงานคนเดียว”

“ไม่เป็นไรเพราะเต็มใจทำต่างหาก อีกอย่าง…ถ้าเข้าไปเจอฝุ่นแบบนั้นแล้วเกิดจามไม่หยุดขึ้นมาจะว่าไง…อีกอย่าง…เมื่อกี้ล้อเล่นนะ ไม่ได้งอนหรอก แค่อยากเห็นพ่อทำหน้าหงอย”

เมษายืนขึ้นเอื้อมมือจับไหล่คิมหันต์ใช้ฝ่ามือเรียวบางยีผมคนขี้อ้อนเบาๆเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ ส่วนคิมหัต์ก็รวบเอวคอดนั้นเข้าหาแล้วเอาใบหน้าซบท้องเป็นการออดอ้อน

“ไม่ต้องมาอ้อน…แกล้งงอนจะให้ง้อก็ไม่ง้อ”

“เพราะรู้ว่าไม่ได้งอนจริงไงล่ะถึงไม่ง้อ ฮ่าๆแต่ถ้าผิดใจกันขึ้นมาจริงๆก็ง้อแหละ คนรักทั้งคน ปล่อยให้เสียใจนานไม่ได้”

คิมหันต์เงยหน้าพูดกับเมษา เขายิ้มแป้นไม่ต่างจากเด็กเป็นภาพที่เห็นได้ยากเพราะร่างสูงในอดีตดีแต่ทำหน้าบึ้งตึงอารมณ์เสียแถมยังชอบทำตาขวางได้ตลอดเวลา เหมือนกันเมื่อเมษาเห็นคิมหันต์ยิ้ม คนตัวเล็กก็อดยิ้มตามไม่ได้

“ปากหวานจริง ไม่เอา ไม่อยู่ด้วยแล้ว ไปดีกว่า”

ใบหน้าหวานเขินอายอย่างเห็นได้ชัดจนแก้มทั้งสองข้างขึ้นเม็ดเลือดฝาดสีชมพูระเรื่อ อกสั่นใจเต้นแรงแถมไม่เป็นจังหวะจึงกลั้นยิ้มตัดสินใจรีบกลับหลังหันแล้ววิ่งหนีขึ้นบ้านไปทิ้งให้คิมหันต์โบกมือตามหลังแล้วนั่งอยู่คนเดียวที่หน้าบ้าน

สายลมพัดผ่านที่กำลังอาบกายเหมือนหอบเอาความหนักอกหนักใจในยุคแข่งขันกันจากสังคมคนกรุงออกไปแทบหมด หนุ่มร่างสูงจากเดิมที่เคยปากร้ายนิสัยไม่เอาไหนไม่สนใจใครนอกจากความสะดวกสบายของตัวเองตอนนี้เปลี่ยนไปกลายเป็นคนละคนจนคนรู้จักยังเอ่ยชมว่าเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดี

สองขาหยัดยืนเงื้อมมือเสยผมส่งสายตาทอดทองท้องฟ้ากว้างเห็นปุยเมฆสีขาวบางๆ เพื่อให้สามารถสัมผัสกับผืนดินได้เต็มที่คิมหันต์ตั้งใจถอดรองเท้าออกแล้วค่อยๆก้าวเดินเล่นที่ลานกว้างหน้าบ้านโดยมีเจ้าน้ำตาลวิ่งอยู่ไม่ห่าง

“ดอกบานชื่นสี…ชมพู”

น้ำเสียงทุ้มต่ำเปรยพูดพร้อมกับมองดอกไม้ในมือที่เมษาตั้งใจนำมาให้ ครั้นสายลมก็กรรโชกพัดแรงแบบผิดปกติทำให้คิมหันต์เผลอทำมันหลุดออกจากมือ พื้นที่กว้างทำให้ดอกบานชื่นถูกพาไปไกล ยากนักที่จะไล่ตาม

“อ้าวเฮ้ย!!!”

พอก้มตัวลงจะหยิบมันดันโดนพัดปลิวไปอีก คิมหันต์จิ๊ปากดังเพราะความหัวเสียแต่แล้วดอกบานชื่นสีชมพูก็ตกไปอยู่ในแอ่งน้ำฝน คิ้วหนาขมวดชนกันด้วยความฉงนเมื่อแอ่งน้ำนั้นสะท้อนเห็นเงาของใครบางคนที่ก้มตัวลงหยิบดอกบานชื่นนั้นไปแทน

“ทีหลังถือไว้ดีๆสิ มันได้ไม่หลุดมือ”

บุคคลปริศนาพูดเสียงเรียบ เขาก้าวขามาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วยื่นดอกบานชื่นคืนให้คิมหันต์

“ครับ…”

ทันทีที่คิมหันต์รับมันมาและเงยหน้ามองก็ต้องตกใจในความคล้ายคลึงของรูปร่างหน้าตาของพวกเขา นัยน์ตี่ชั้นเดียวผิวขาวสันจมูกโด่งผมรองทรงสูงสีดำสนิทดูแล้วยังกับคนคนเดียวกัน จะต่างก็แต่ส่วนสูงที่คิมหันต์ดันตัวเล็กกว่า

“สวยดีนะ ดอกไม้ในมือน่ะ”

“อ่อ ครับ…”

“ใครให้มาล่ะ”

“คนรักครับ”

“คนรักงั้นหรอ…แล้วรักมากรึเปล่า”

“รัก…มาก”

“ถ้ารักมาก…ก็ควรรักษาเขาไว้ดีๆ เข้าใจมั้ย”

“เข้าใจครับ…”

“ฮ่าๆ หน้าตาตื่นยังกับเห็นผี”

คนตัวสูงกว่ายิ้มขำเมื่อเห็นคิมหันต์ปากหวอมองเขาไม่คาดสายตา สงสัยต้องเรียกสติกันซักหน่อยจึงใช้หลังมือเคาะหน้าผากคิมหันต์เบาๆ การกระทำดังกล่าวทำเอาแววตาคิมหันต์ไหวเพียงนิดยิ่งคิดสงสัยว่าความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไร ความรู้สึกที่เห็นว่าคนตรงหน้าสามารถปกป้องตนได้

“ครับ…ผมแค่…แปลกใจว่า…ทำไมหน้าตาเราถึง…คล้ายกัน แถมยัง…เหมือนเคยเจอกันมาก่อน”

“อาจจะ…เคยเจอกันเมื่อนานมาแล้ว นายแค่จำไม่ได้”

“ครับ…”

“อะไรกัน ยังไม่หายอึ้งอีกรึไง ฮ่าๆ”

“เปล่า ผมแค่สงสัยว่าคุณมาอยู่ที่นี่ได้ไง แล้วคุณเป็นใคร นี่มันบ้านแฟนผม อีกอย่างเมษาไม่เคยมีคุณเป็นเพื่อนบ้านนี่นา”

คิมหันต์ถามคำถามที่แม้แต่เจ้าตัวเองยังตอบไม่ได้ ชายตรงหน้าหลังจากได้ยินคำถามก็ยืนหันหลังใส่ส่งสายตามองไปยังทุ่งนาพรางยิ้มจางเหมือนกำลังหวนคิดถึงเรื่องราวเก่าๆที่จำได้อยู่ฝ่ายเดียวก่อนล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วเอี้ยวหน้ามองกลับมาส่งเสียงขำในลำคอ

“หึหึ…มาจากไหนน่ะหรอ ก็มาจากจิตใต้สำนึกของนายไงล่ะ…คิมหันต์”

สองหูอื้ออึงถึงมีเสียนกร้องและเสียงกิ่งไม้พัดลู่ลมแต่สายตาคมเฉี่ยวคู่นั้นทำให้คำพูดดังกล่าวกึกก้องอยู่ในโสทประสาท คิมหันต์รู้สึกไม่ดีนักจึงถอยหลังออกห่างอกสั่นขวัญหายคิดกลัวแปลกๆแต่ยังพยายามทำใจดีสู้เสือ

“คุณ คุณเป็นใคร ไม่ ไม่ใช่ เราไม่เคยเจอกันมาก่อน”

ความย้อนแย้งเกิดขึ้นภายในใจและความคิด คิมหันต์พยายามปฏิเสธความรู้สึกผูกพันแต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อเขาไม่รู้ชื่อของฝ่ายตรงข้ามด้วยซ้ำ

“รู้สึกผูกพันขึ้นมาแล้วใช่มั้ยล่ะ…”

“ไม่…ไม่ใช่…”

“ฮ่าๆ กลัวอะไร ทำไมต้องเดินถอยหลังทำตัวออกห่างขนาดนั้น”

น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยพร้อมกับเสียงฝีเท้าก้าวลงบนพื้นกรวดดัง ‘กร่อด’ ซึ่งมันใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่อยู่ดีๆคิมหันต์ก็โดนอีกคนโอบกอดเข้าให้แล้ว ใบหน้าของเขาซบอยู่บนบ่ากว้างพอดี ท่าทางอีกคนคงตื่นเต้นไม่ต่างกันเพราะคิมหันต์ก็ได้ยินเสียงหัวใจในอกนั้นเต้นดังตึกตัก

มันเป็นสัมผัสที่ทำให้คิมหันต์เลื่อนมือขึ้นกอดตอบโดยอัตโนมัติ มันทั้งรู้สึกอบอุ่นและรู้สึกหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน ใบหน้าหล่อเหลาเบิกตากว้างเล็กน้อยค่อยๆผ่อนลมหายใจเข้าออกทีละนิดเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงหัวใจได้ชัดๆ

“กลัวอะไร…มือสั่นหมดแล้วเห็นมั้ย หรือว่ากลัวเสียงฟ้าร้องดังๆ…ใช่มั้ย คิมหันต์กลัวเสียงฟ้าร้องใช่รึเปล่า”

“ไม่ ไม่กลัว…”

จริงอยู่ที่ตอนเด็กๆคิมหันต์มักกลัวเสียงฟ้าร้องจนต้องผวาตื่นอยู่ทุกครั้ง แต่มันก็เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่เคยรู้สึก

“ตอนเด็กกลัว แต่ตอนนี้ไม่กลัวแล้ว…”

ปากบอกไปว่าไม่กลัวแต่เมื่อคิมหันต์แหงนหน้ามองฟ้า เขาเห็นมันมืดมัวมีเมฆฝนลอยล้อมทั่วบริเวณก็พาให้ใจหายทั้งที่เมื่อครู่ยังเป็นเวลาบ่ายกว่าๆมีแสงแดดจ้าแท้ๆ ใครกันที่ทำให้คิมหันต์รู้สึกอ่อนแอได้เพียงนี้ ยิ่งเห็นสายฟ้ากระพริบอยู่ในเมฆครึ้มยิ่งเผลอตัวผวากอดอีกคนแน่น

“ไม่กลัวแต่ทำไมกอดแน่นเชียว…”

“ไม่ ก็บอกว่าไม่กลัวไง!!!”

เป็นครั้งแรกที่คิมหันต์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาซุกหน้าหนีหลับตาปี๋เมื่อมีเม็ดฝนร่วงโรยมาจากท้องฟ้าพร้อมกับเสียงฟ้าร้อง

เปรี้ยง!!!

“ฮ่าๆ ยังขี้กลัวไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ”

“ใคร!!!คุณเป็นใคร”

“ใครงั้นหรอ…ใครน่ะรึ…ก็…ใครคนนั้นไงล่ะ”

เขาผละตัวคิมหันต์ออกค่อยๆใช้ฝ่ามือประคองใบหน้าของคิมหันต์ให้เงยขึ้นจดจ้องยอมสบตาด้วย คิมหันต์มองลึกเข้าไปยังนัยน์ตาสีดำที่มันสะท้อนเห็นเงาของตัวเขาเองอย่างเด่นชัดเหมือนในร่างนั้นมีความเป็นตัวตนของกันและกันอยู่

“ใครคนนั้น…”

คำพูดสุดท้ายที่คิมหันต์ได้สื่อสารด้วยจบลงพร้อมกับการหายไปของบุคคลปริศนา เม็ดฝนเริ่มตกหนาเป็นเม็ดใหญ่จนเขารู้สึกหนาวขึ้นมาแถมมันยังทำให้สายตาพร่ามัว หัวหนักอึ้งเพราะมัวแต่คิดทบทวน หูยังแว่วได้ยินเสียงเรียกชื่อห่างๆจึงหันมองซ้ายทีขวาที พื้นที่กว้างไม่มีแม้แต่บ้านของเมษานี้มันคือที่ไหน ทำไมทุกอย่างเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้

เปรี้ยง!!!

เสียงสายฟ้าฟาดลงพื้นส่องแสงสว่างวาบและดังกึกก้องส่งผลให้คิมหันต์ยืนไม่อยู่ เขาเซถลายกมือขึ้นป้องเพราะความหวาดกลัว ใจหายวูบสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดก่อนผวาตื่นดีดตัวลุกขึ้นนั่งเหงื่อแตกพลั่กกลางที่นอน

คิมหันต์กวาดสายตามองรอบห้องพบว่าเขาอยู่ที่บ้านพิพัฒนภูวดลของเขาเอง ต่อมาจึงแหงนมองนาฬิกาบนหัวนอนมันเป็นเวลาเดียวกับในความฝันที่ฝนกำลังตกอยู่พอดี ตอนนี้ร่างสูงเห็นเมษาเดินอุ้มธนินไปที่หน้าต่างเพื่อปิดม่านกั้นไม่ให้แสงลอดเข้ามาจนลูกน้อยรู้สึกตกใจกลัวแสงฟ้าผ่า

เนื้อตัวของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อทั้งที่เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำซะขนาดนั้น คิมหันต์นั่งหายใจหอบทอดตามองจ้องเขม็งเหมือนคิดอะไรอยู่จนเมษาร้องทัก

“ฝันร้ายหรอ”

“ห๊ะ…ป่ะ เปล่า…แค่ตกใจเสียงฟ้าร้องเฉยๆ”

คิมหันต์เงยหน้าสบตาเมษา

“ก็ดีแล้ว เดี๋ยวป๊าจะไปช่วยป้าแหม่มเก็บผ้าเข้าตู้ พ่อช่วยดูลูกหน่อยนะ”

เมษาพูดยิ้มพร้อมส่งธนินให้คิมหันต์เป็นคนอุ้มต่อ เด็กชายอายุครบขวบพอดีดีดขาอ้าปากขำโชว์ฟันสี่ซี่เมื่อเห็นว่าคิมหันต์ทำท่าอ้าแขนจะอุ้มตนต่อ ธนินหรือธานินทร์ พิพัฒนภูวดล คนที่ได้ใช้นามสกุลเดียวกับคนในบ้านหลังนี้ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางสายเลือดกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเมื่อคิมหันต์และเมษาตัดสินใจรับเด็กกำพร้าเข้ามาเลี้ยง

ตาหนูหน้าตาน่ารักกำลังหัดพูดส่งเสียงอ้อแอ้ทำให้คิมหันต์รู้สึกเบาใจหายกลัวจากฝันลงบ้าง เขาอุ้มธนินในยืนบนตักและจับหันหน้าเข้าหา แค่นั้นเด็กน้อยก็อ้าปากห่อลิ้นพยายามออกเสียง

“บู้ๆ คิ๊ก คิ๊ก!!!เอิ้กๆ ฮ่าๆ บู้ๆ!!!”

ธนินยิ้มรายีฟันซี่ขาวให้ดู ภาพตรงหน้าน่ารักเสียจนคิมหันต์อดใช้จมูกฟัดแก้มเนียนนั้นไม่ได้

“ฮึ่ม!!!ลูกพ่อน่ารักจริงเลย เรียกพ่อสิไม่ใช่บู้ พ่อ…พ่อ…”

“อ้อ อ้อ บู บู้!!!คิคิ บู้ๆ”

“ไม่ใช่บู้ พ่อจ๋าไง พ่อจ๋าของลูกจ๋าไง”

“บู…บู้ บู้!!!”

เด็กน้อยสวมชุดนอนคลุมเท้าเสื้อแขนยาวเนื่องจากร่างกายไวต่ออุณหภูมิจึงต้องดูแลเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ ธนินอมมือเข้าไปในปากจ้องตาแป๊วๆมองปากคิมหันต์เพื่อพยายามออกเสียงตาม จริงอยู่ที่ธนินครบขวบแล้วแต่ไม่สามารถเรียกคิมหันต์ได้คนเดียวเท่านั้น คิมหันต์ตัดสินใจเอื้อมมือเปิดลิ้นชักบนหัวนอนหยิบอัลบั้มรูปครอบครัวออกมาแล้วเปิดกางให้ธนินดู คนเป็นพ่อใช้นิ้วชี้เรียงตามคนตั้งแต่ซ้ายไปขวา แน่นอนว่าธนินสามารถออกเสียงได้ชัดเจนทุกคน

“อ่ะ คนนี้ใคร”

“ป๊า…แหม่ม…ตาล…”

“คนนี้ใครเอ่ย…”

คิมหันต์ชี้นิ้วไปที่ตัวธนินเองซึ่งเขาเป็นคนอุ้มอยู่ในรูป

“น้อง…คิคิ น้อง…”

“แล้วคนนี้ใคร…”

ธนินมองตามนิ้วที่คิมหันต์ชี้ เด็กน้อยเม้มปากทำคิ้วขมวดนั่งนิ่งซักพักจนคิมหันต์ต้องยื่นหน้าไปดูว่าตาหนูกำลังทำอะไร

“ใครเอ่ย ใช่พ่อจ๋ารึเปล่า”

เปรี้ยง!!!

ขณะที่ธนินกำลังหัดออกเสียงก็ต้องสะดุ้งโหยงคลานเข่าเข้ากอดคิมหันต์ทันทีเมื่อเสียงฟ้าร้องดังลั่นเข้ามาในห้องพร้อมแสงสว่างจ้า ยิ่งเม็ดฝนสาดกระทบกับบานกระจกจนเกิดเสียงธนินยิ่งรู้สึกกลัวจนทนไม่ไหวจึงมุดหน้าซบอกตัวสั่น ในใจหวั่นอยากให้คิมหันต์ปกป้องเพราะอ้อมอกนั้นทำให้สึกปลอดภัยทุกครั้งไป

“ฮึก!!!!อ้อ…อ้อ…”

“ครับ พ่ออยู่นี นี่ไงพ่ออยู่กับหนู แค่ฟ้าร้องเอง ไม่ต้องกลัวๆ ฮ่าๆ”

คิมหันต์ดึงผ้าห่มมาห่มแล้วกระชับกอดธนินแน่น อ้อมแขนแกร่งและไออุ่นจากร่างกายทำให้ธนินรู้สึกเบาใจจึงส่งยิ้มแต่ยังไม่กล้ายื่นหน้าออกมาจากผ้าห่มผืนนุ่มที่พ่อคลุมให้เหนือหัว คิมหันต์ยิ้มตอบนั่งกอดโยกไปมาต้องการหยอกล้อและทำให้ธนินหายกลัว

“หายกลัวรึยังลูก…”

ในที่สุดสิ่งที่คิมหันต์ทำก็ทำให้เขาหวนนึกถึงความฝันเมื่อครู่ อ้อมกอดอบอุ่นของใครคนนั้นแน่นอนว่ามันทำให้เขาหายกลัวไม่ต่างจากธนินในตอนนี้ที่จากเดิมดวงตาเอ่อครอน้ำตากลับกลายเป็นทอดมองคิมหันต์ส่งยิ้มตาหยีอย่างเบาใจเมื่อได้รับการปกป้องจากคนที่คิดว่าช่วยเหลือและดูแลได้เสมอ

คนในฝันไร้นามถูกตราตรึงอยู่ในห้วงความคิด คิมหันต์จดจำใบหน้าเขาได้ไม่มากเพราะมันช่างเลือนลาง แต่เมื่อมีจุดหนึ่งที่คิดได้ก่อนตื่นจากหลับใหล ซึ่งคือแววตาของทั้งคู่เหมือนมีฝ่ายตรงข้ามแฝงอยู่ เขาหันหน้ามองบานกระจกข้างเตียงโดยมันถูกติดอยู่กับตู้เสื้อผ้า เงาสะท้อนมองเห็นใบหน้าที่เหมือนมีใครบางคนซ้อนทับทำให้คิมหันต์พูดถึงคนคนนั้นด้วยคำแทนบุคคลว่า

“ใคร…คนนั้น…”

--------------------------------------------------

​มาแล้ว ตอนที่ 1 หลังจากหายไปทบทวนกับความรู้สึกตัวเองมาก็กลับมาแต่งนิยายค่ะ อยากให้ทุกคนติดตามภาค 2 ฉบับใหม่ที่รีไรท์กันให้เข้มข้นสมอารมณ์กว่าเดิม เพิ่มเติมฝากไรท์เตอร์นิ้วกลางไว้เป็นหนึ่งในนักเขียนคนโปรดด้วยน้า

0​8/09/17

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว