ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 4 ปราบพยศ (Rewrite)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 4 ปราบพยศ (Rewrite)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 68.4k

ความคิดเห็น : 41

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2561 12:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 4 ปราบพยศ (Rewrite)
แบบอักษร

ปราบพยศ



เปลือกตาสีอ่อนปรือขึ้นช้าๆ สติสัมปชัญญะทั้งหมดค่อยๆกลับเข้าร่าง ตาหวานมองสิ่งแรกที่ผ่านเข้าตาอย่างสงสัยและความไม่คุ้นเคยทำให้สมองรีบลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างรวดเร็ว

"โอยยย!!"

ความเจ็บแปล๊บที่ร้าวไปตลอดแนวสันหลังอย่างที่ไม่เคยเจ็บอย่างนี้มาก่อนในชีวิตทำให้ร่างบางต้องทิ้งตัวลงนอนในท่าเดิม ที่เพิ่มเติมคือเสียงครางอูยโอยดังออกมาขณะที่มือก็ประคองสะโพกและพยายามยันตัวเองลุกขึ้น

ทิวยอดไม้เขียวไหวเอื่อยอยู่นอกหน้าต่าง รู้สึกได้จากความเย็นพัดโชยเข้ามาบางเบาและรู้สึกเย็นหน่อยๆ แต่แทนที่จะทำให้ร่างบางซุกตัวเองเข้าหาผ้าห่มและหลับต่อไปอีกอย่างมีความสุข กลับกำลังพยายามยันกายลุกขึ้นแม้จะเจ็บร้าวจนใจแทบขาดและเสียวแปล๊บทุกครั้งที่ขยับจนน้ำตาแทบเล็ด

แต่แขนขาที่สั่นจนหมดแรงพยุงตัวแม้ว่าจะลุกขึ้นด้วยความนุ่มนวลอย่างยิ่งยวดปานได สุดท้ายร่างบางก็ไม่อาจฝืนตัวเองทำได้แค่นอนพับตาปริบๆมองเพดานนิ่งเหมือนกับว่าร่างกายได้กลายเป็นอัมพาตไปแล้ว

พอนิ่ง สมองเลยพาลนึกไปถึงที่มาที่ไปที่ทำให้ตัวเองมีสภาพเอน็จอนาจ ร้าวระบมจนลุกไม่ขึ้นเหมือนโดนคนเป็นสิบรุมโทรม!

แหงละ ที่พอจำได้มันใช่ครั้งเดียวที่ไหน ใช่ไหมวะ? ไม่งั้นจะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนลุกไม่ขึ้นขนาดนี้เหรอ ถึงแม้ตอนแรกจะค่อยเป็นค่อยไป แต่หลังจากนั้นก็....

แก้มขาวร้อนวาบขึ้นมาทันที ทั้งเขินทั้งโมโหตัวเองจนรู้สึกสับสนไปหมด แต่เหนือสิ่งอื่นไดจะโทษใครได้นอกจากโทษตัวเองนี่ละที่ยอมให้อารมณ์พาไปจนมันเลยเถิดชนิดกู่ไม่กลับแบบนี้

คิดแล้วอยากจะฟาดแขนฟาดขาให้สมกับที่รู้สึก แต่ดูจากสภาพแล้วนอนโมโหคงจะง่ายกว่า หรืออีกทีต้องไปโทษตัวการใหญ่โน่นต่างหาก คนที่ทั้งบังคับทั้งชักชวนจนกลายมาเป็นแบบนี้ไง

ว่าแต่....หายไปไหน?

คิดมาถึงตรงนี้เหมือนโดนเข็มทิ่มหลัง ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างลืมตัว แล้วน้ำตาก็แทบร่วงเพราะรู้สึกเหมือนหลังจะหักเอาซะให้ได้ หากแต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จช่างไกลเหลือเกิน ร่างบางก็กัดฟันลุกขึ้นยืน ถึงแม้จะช้าเหมือนเต่าเป็นเหน็บแต่มันก็สำเร็จในที่สุด

อยู่นั่นไง!

ร่างสูงที่กำลังผลุบโผล่ดำผุดดำว่ายกลับไปกลับมาราวกับปลาในแอ่งน้ำกว้างด้านนอก บางครั้งก็มุดหายไปนานจนน่าตกใจ โผล่ขึ้นมาแล้วก็ลอยคอนิ่งๆตรงนั้นทำให้คนแอบมองมีเวลาหาเสื้อผ้า และมันก็พาดอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลนัก

ยังไงก็ขอไปตั้งหลักก่อนแล้วกัน จะถ้าให้มองหน้ากันตรงๆตอนนี้ตะวันยอมรับว่าลำบากใจเหลือเกิน



เสียงและแรงสะเทือนใต้ฝ่าเท้าบอกให้รู้ว่าสิ่งนั้นกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำให้ร่างบางที่แอบเดินหลบออกมาได้พักใหญ่เม้มปากแน่น ใบหน้าสวยงอง้ำ ปาดเหงื่อที่ผุดเต็มขมับเพราะแดดตอนเช้าที่เริ่มอุ่นขึ้นจนเกือบเป็นร้อน รู้สึกว่าขาสองข้างเริ่มล้าลงเรื่อยๆ แม้จะเห็นหลังคาบ้านไม้ใหญ่ตั้งตะหง่านอยู่บนเนินไม่ไกลนัก แต่ทำไมถึงรู้สึกว่ายิ่งเดินเข้าไปมันยิ่งห่างไกลออกไปเรื่อยๆไม่ถึงซักทีจนเริ่มโมโห

ระยะไม่ใช่ปัญหาถ้าขายังเดินต่อไหว แต่ตอนนี้มันทำท่าจะก้าวไม่ไหวแล้วนี่ิสิ อีกทั้งเสียงกุ๊บกั๊บที่แม้ไม่หันกลับไปมองก็พอจะรู้ได้ว่าสิ่งกำลังใกล้ถึงตัว

แล้วไอ้ความรู้สึกหนักอึ้งตอนนี้มันคืออะไร?

ตะวันยิ่งสับสน แต่ก่อนที่จะทันได้หาคำตอบให้กับตัวเองเท้าสองข้างก็พลันหยุดกึกเมื่ออาปาเช่วิ่งมาดักทางข้างหน้าไว้อย่างจงใจ

"จะไปไหน?"

"ไปไหน?..ก็กลับบ้านสิครับ"

"ทำไมไม่รอ รีบออกมาก่อนทำไม!?"

"ผมแค่อยากเดิน" ตาหวานมองตรงไปยังจุดหมายที่บอก แต่ไม่ยอมมองสบตาคู่สนทนาจนพจน์ขมวดคิ้ว "ผมแค่อยากเดินเล่นบ้าง..นี่ก็จะถึงแล้ว เจ้านายล่วงหน้าไปก่อนก็ได้ครับ..เดียวผมเดินตามไปทีหลัง"

"ทำไมต้องทำอย่างนั้น!" ร่างสูงขยับลงจากหลังม้าแล้วยึดมือบางไว้แน่น "ไปด้วยกัน”

"ไม่!" ตะวันกระตุกมือหนี พลางขืนตัวไม่ยอมเดินตามแรงดึงของอีกฝ่าย "ผมจะเดินกลับเอง..ปล่อย โอ๊ย..เจ็บนะ ผมเดินกลับเองได้..มันจะถึงแล้วเห็นไหม"

“นายคิดว่าจากตรงนี้ถ้าเดินไปจะใช้เวลากี่นาที”

ตะวันไม่ตอบคำถามเพราะกำลังจดจ่ออยู่กับการแกะนิ้วแข็งๆของพจน์ออกจากข้อมือของตัวเองและเมื่อทำไม่ได้ก็ตะโกนลั่น

“ปล่อย”

เมื่อดึงหนีไม่สำเร็จก็กลายเป็นหยิกและทุบไปที่ข้อมือสีคร้ามแดด แต่ดูจากเบอร์กระดูกที่ต่างกันเห็นๆ ร่างบางจึงทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างจะบอกว่ายังไงก็ไม่ยอมไปด้วยแน่ๆ

พจน์ก้มลงมองคนตรงหน้า เห็นเหงื่อเม็ดเล็กที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากเนียน แก้มแดงระเรื่อเพราะไอแดด มองปากบางอิ่มเม้มแน่นอย่างดื้อดึงแล้วเกือบจะถอนใจ ระยะทางจากบ้านริมบึงมาถึงที่นี่ไม่ไกลนัก แต่ถ้าจะเดินจากตรงนี้ไปจนถึงเนินข้างหน้าคงต้องใช้เวลาอีกโข ตอนที่ขึ้นจากน้ำก็คิดอยู่ว่ากำลังจะพากลับ ที่รีบตามมาเพราะเป็นห่วงกลัวว่าจะเป็นอะไรไป กลายเป็นว่าตอนนี้ต้องมารบกับเด็กอย่างงั้นเหรอ!

"ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ตะวัน!"

พจน์ยังใจเย็น รั้งข้อมือบางยกสูงเพื่อให้ร่างบางลุกขึ้นยืน แต่มีหรือว่าคนที่กำลังโมโหยังนั่งเฉยจะยอมทำตาม ด้วยอารมณ์โมโหทั้งจากคนตัวโตตรงหน้าและโมโหให้ตัวเองที่ปล่อยกายปล่อยใจไปกับเรื่องที่ไม่น่าจะเลยเถิดขนาดนี้ทำให้ตะวันงับเข้าที่มือหนาของพจน์จนเต็มเขี้ยว

"โอ๊ยย!"

สิ้นเสียงร้องร่างบางก็เป็นอิสระและแถมด้วยการผลักอกหนาอีกเต็มแรงจนพจน์ที่ยังไม่ได้ตั้งหลักถึงกับเซถอยหลัง แต่อาจเป็นเพราะความแข็งแรงและช่วงตัวที่ใหญ่กว่าจึงทำให้ตั้งตัวได้ไว ผิดกับตะวันที่ผลักเองแท้ๆแต่กลับเซถอยหลังไปหลายก้าว แล้วร่างบางก็หันหลังวิ่งหนีเอาซึ่งๆหน้าทำให้คนไม่รู้แผนถึงกับยืนอึ้งอยู่กับที่

ต้องโทษร่างกายที่ไม่พร้อมเอาซะเลย เพียงพักเดียวคนที่ตั้งหน้าตั้งตาใส่เกียร์หมากัดฟันวิ่งราวว่ากำลังหนีมือมัจจุราชที่ตามมาก็เกิดอาการเข่าอ่อนยวบทรุดฮวบลงต่อหน้าต่อตาคนตัวสูงวิ่งตามมาติดๆ

"หึๆ” ว่าจะไม่ขำ แต่พจน์ก็อดไม่ได้จริงๆ “ฮ่าฮ่าฮ่า!" เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ไม่ได้ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนลั่นทุ่งแบบนี้

ร่างสูงทรุดลงนั่งชันเข่าพร้อมกับส่งข้อความถากถางไปให้คนที่นอนหงายหอบแฮ่กหน้าแดงก่ำอยู่กับพื้นหญ้า

“ไงละคนเก่ง!...เก่งให้ตลอดสิ..อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่แน่จริง!"

ข้อมือเรียวถูกยึดไว้อีกครั้งพร้อมกับคำคาดโทษ

"ถ้านายกัดอีก..ฉันจะกัดคืนเป็นสองเท่า" พจน์ว่าแล้วออกแรงฉุดให้ร่างบางลุกขึ้น แต่คนบนพื้นกลับนอนเฉย ไม่ยินดียินร้ายกับแรงฉุดจากมือหนาเลยสักนิด

พจน์สูดลมหายใจ มองไปรอบๆอย่างข่มอารมณ์ แต่เมื่อหันกลับมาอีกครั้งคราวนี้กลับเป็นตะวันเองที่รู้สึกเสียวสันหลังวูบกับดวงตาวาวโรจน์ของคนที่ยืนค้ำหัวอยู่

ใบหน้าเปื้อนยิ้มฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมาเพียงครู่เดียวตะวันก็ตาเหลือกเมื่อร่างของตัวเองถูกยกขึ้นพาดบ่าด้วยแรงของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว จากนั้นพจน์ก็ก้าวดุ่มๆเดินเข้าไปหาอาปาเช่ไม่สนเสียงโวยวายที่ตะเบ็งลั่น

" ปล่อยผมลง...ผมเดินเองได้!"

คนที่กำลังห้อยหัวทั้งโวยวายทั้งถีบและเตะอย่างไร้ทิศทางจนพจน์จิ๊กปาก รวบขาสองข้างให้อยู่นิ่งๆ แล้วฟาดป๊าบบนเนินสะโพกเพรียวเพราะหมั่นเขี้ยว แต่แรงเบาะๆแค่นั้นก็ทำเอาตะวันน้ำตาซึมเพราะแรงกระทบดังนั้นมันสะเทือนไปทั่งแผ่นหลังยิ่งทำให้คนหน้าหวานโมโหหนัก

"ปล่อย..ปล่อยเดี๋ยวนี้ไอ้เจ้านายบ้า!"

กำปั้นที่ยังมีแรงทุบแผ่นหลังกว้างไปแบบไม่เลือกที่ ทั้งดึงทึ้งเสื้อที่พจน์ใส่อย่างไม่ยอมอยู่นิ่ง

"ถ้าปล่อยแล้วจะไปด้วยกันดีๆไหม?"

"ไม่..ผมเดินกลับเองได้..ไม่เห็นหรือไงว่ามันใกล้จะถึงแล้ว.."

แต่แล้วมวยคนละรุ่นกลับต้องพากันชะงักกึกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าวิ่งใกล้เข้ามาบวกกับเสียงเรียกดังลั่นของลุงสังข์ที่ไม่รู้ว่าแกติดนิสัยจากไอ้ชิตหรือยังไงถึงได้ตะโกนเรียกเสียงดังอย่างกับไฟกำลังไหม้ทุ่งอย่างนั้น

"นาย...นายครับ....น๊ายยยยยย"

ลุงสังข์แกไม่เห็นตัวคน ในทิศที่แกควบม้าเข้ามาแกเห็นแต่ขาและอาปาเช่ก็ยืนบังทั้งพจน์ทั้งตะวันไว้ ดังนั้นแกจึงควบม้าตรงดิ่งเข้ามาโดยหารู้ไม่ว่าทั้งคู่กำลังทำสงครามกันหมาดๆ

"ทีนี้จะไปด้วยกันดีๆ.....หรือ …...จะต้องให้จูบอวดลุงสังข์ก่อน!"

คนฟังถลึงตา นั่นมันใช่ทางให้เลือกที่ไหน ร่างบางยืนนิ่งไม่ตอบรับหรือปฏิเสธจนพจน์ขยับเข้ามาราวกับจะสาธิตสิ่งที่พูดออกไป

"ไปด้วย ไปด้วยก็ได้....ปล่อยได้แล้ว ...ปล่อย....อื๊ออ!" ปากอิ่มถูกกดจูบหนักๆราวกับคนฟังถูกใจในคำตอบ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นลุงสังข์ก็ขี่ม้ามาถึงพอดี

"เจอตัวซักที..นาย...ผมเข้าไปที่บ้านไม้ไม่เจอ...คิดอยู่ว่าอยู่ที่บ้านริมบึงแน่ๆ..." คนพูดมองหน้าพจน์แล้วก็จ้องหน้าตะวันจากนั้นก็มองสลับกันไปมาอยู่อึดใจ

"ปากคุณเลขาไปโดนอะไรมาครับ บวมๆ เจ่อๆ...ชอบกล?” แกว่าแล้วทำท่าคิดจากนั้นก็ตบเข่าฉาด "ผมว่าแล้ว ยุงกัดแน่ๆ"

ตะวันตะครุบคอตัวเองไว้อย่างคิดไม่ถึง หน้าเน่อแดงก่ำเมื่อคิดไปถึงตอนที่ยุงกัด

“แดงไปทั้งคอเลย!...อยู่ที่นี่ต้องระวังหน่อยนะครับ ยุงมันเยอะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา"

"ลุงสังข์มีอะไร?" พจน์เห็นท่าอยากเอาหน้ามุดดินของอีกคนจึงรีบเบี่ยงเบนความสนใจ

"อ้อ! ผมเกือบลืมเลย...บ้านใหญ่ที่กรุงเทพโทรศัพท์เข้าเครื่องของผมเมื่อเช้าครับ โวยวายใส่ผมใหญ่เลยว่าโทรไปที่บ้านไม้ทำไมไม่มีคนรับสาย หายหัวไปไหนกันหมด แล้วยังถามอีกว่าต้องให้มาคุยกันที่นี่ใช่มั้ย คุณเขาถามผมแบบนี้ละครับ ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไง เลยบอกว่าจะออกมาตามนายให้นี่ละครับ"

"โอเค ผมจะโทรกลับเอง แล้วเจ้าพวกนั้นเรียบร้อยดีใช่ไหม?"

ลุงสังข์ยิ้มเมื่อนึกไปถึงเสียงบ่นแว่วๆจากเจ้าพวกนั้น

"เรียบร้อยดีครับนาย วันนี้ผมจะเข้าเมือง..นายอยากได้อะไรไหมครับ"

คนที่ยืนฟังเงียบถึงกับหูผึ่ง

"ไม่ละครับลุง ขอบคุณมาก ผมคงจะเข้าไปเองวันหลัง”

"ครับ ถ้าอย่างงั้นผมไปก่อนนะครับ"

ตะวันมองตามลุงสังข์ไปอย่างแสนเสียดาย แต่ความคิดในหัวพลันชะงักเมื่อร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาขวางโดยไม่สนหน้าหวานที่กำลังงอง้ำ ข้อมือเรียวถูกพันธนาการไว้แน่น มันไม่ได้เจ็บปวดมากมายเพราะพจน์ไม่ได้ทำรุนแรงขนาดนั้นแต่มันหมายความว่าร่างบางยังไปไหนไม่ได้ถ้าพจน์ไม่ยอมปล่อย

"ถ้าไม่ทำตามผมจะโดนไล่ออกไหม!"

"แน่นอน...ลูกน้องที่ไม่รับคำสั่งจะเลี้ยงไว้ทำไมให้เปลืองข้าวสุก!"

"งั้นก็ไล่ผมออกสิ..เพราะยังไงผมจะไม่รับคำสั่งของคุณอีกแล้ว...ปล่อย!"

"เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าวยาหยี..."

ห๊ะ?

ร่างบางชะงักกึกกับสรรพนามที่อีกฝ่ายเรียก

"ที่บอกว่าไม่เลี้ยงไว้หมายความว่าไม่อยากเลี้ยงไว้ต่างหาก" พจน์มองใบหน้าหวานหยดที่เจ้าตัวไม่รู้แน่ๆว่ากำลังทำสีหน้าแบบไหนออกมา "แต่สำหรับนาย ต่อให้ยื่นใบลาออกฉันก็ไม่ให้ออก"

"แต่มันเป็นสิทธิ์ของผม"

"สิทธิ์ของนายคือยื่นใบลาออกได้ แต่จะอนุมัติหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องนึง” พจน์รีบตัดบท “เลิกพูดเรื่องลาออกซะตะวัน ลบคำนั้นออกไปจากสมองนายได้เลย"

คนหน้าหวานเหยียบบังโคลนโหนตัวเองขึ้นหลังอาปาเช่ตามแรงดันของมือหนาอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก หน้าหวานบึ้งสนิทเมื่อร่างสูงโหนตามขึ้นมานั่งซ้อนหลังพร้อมกับช่วงแขนกว้างที่โอบมากระชับแล้วกระตุกบังเหียนให้เจ้าม้าแสนรู้เดินช้าๆพาทั้งคู่กลับบ้าน



เสียงฝีเท้าหนักๆที่เดินเข้ามาใกล้ทำให้ร่างบางที่เผลอหลับไปรู้สึกตัวลืมตาขึ้น แล้วขยับตัวอย่างระวังเมื่อเห็นร่างสูงยืนกอดอกยืนจังก้าอยู่หน้าเตียง เสื้อเชิ้ตตาหมากรุกถูดปลดกระดุมลงมาทั้งแถบ ชายเสื้อหายเข้าไปในกางเกงยีนส์พอดีตัวคาดทับด้วยเข็มขัดหนังอย่างดี แต่ดวงตาคมที่จ้องนิ่งมากลับไม่ดีด้วยเลยสักนิดทำให้ร่างที่นั่งบนเตียงเริ่มไถลตัวเองไปนั่งขอบเตียง

"จะลุกขึ้นเดินไปเองหรือจะให้อุ้มไปส่งที่ห้องครัว"

สิ้นเสียงทุ้มร่างบางก็ลุกพรวดขึ้นเหมือนโดนเข็มทิ่ม "ผมจะไปหรือไม่ไปมันเกี่ยวอะไรกับคุณ?"

"เกี่ยวสิครับคุณเลขา นี่มันจะบ่ายโมงอยู่แล้ว เรายังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า ตอนนี้ก็หิวใส้จะขาด" พจน์ประชดขณะที่คนฟังยังหน้าบึ้งไม่หาย

"เคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าทำให้ฉันหิว" คนฟังตาเบิกโพลง

"จะ..จะกินอะไรล่ะ?" ถามแล้วเดินหนี ยังไงขออยู่ห่างๆที่ที่อันตรายที่สุดกับคนที่อันตรายที่สุดไว้ก่อนดีกว่า

"อะไรก็ได้ตอนนี้...อยากทำอะไรให้กินก็รีบทำมาเลย "

"อะไรก็ได้เหรอครับ?"

"อืม"

พจน์ยืนยันแล้วเดินหนี เพราะขืนอยู่นานคงได้จับคนทำมานั่นแหละมากินแทนข้าว ไม่อาจรู้ได้ว่าคนที่กำลังหันหลังอยู่นั้นค่อยๆชำเลืองมองกลับหลังมาแล้วหันกลับไปจัดการกับอาหารด้วยสีหน้าและแววตาแบบไหน

สามสิบนาทีให้หลังร่างสูงก็เดินกลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง แต่กับข้าวที่ขึ้นโต๊ะรอทำเอาพจน์เกือบผละ ตาคมจ้องไปที่ผัดอะไรซักอย่างที่ชวนสยดสยองกับบรรดาพริกสีแดงสดที่ประดับอยู่บนจาน ไข่เจียวที่เหลืองเกรียมค่อนไปทางไหม้ กับต้มอะไรซักอย่างที่หน้าตามันพิลึกพิลั่นจนพจน์ไม่คิดว่าตัวเองจะใจกล้าพอที่จะตักมาใส่ปาก และที่มั่นใจแล้วว่าถูกเล่นงานแล้วแน่ๆก็เห็นจะเป็นกลิ่นข้าวไหม้ที่โชยขึ้นจมูกกึกจนต้องเบือนหน้าหนี

"แล้วไหนล่ะจานข้าวนาย?"

"ผมกินแล้ว"

"กินตอนไหน?"

"กินตอนทำไงครับ ทำไปด้วยก็ชิมไปด้วยตอนนี้ก็เลยอิ่มแล้ว"

คนบอกว่าอิ่มแอบกลืนน้ำลาย หลบตาเมื่อเห็นคนตัวสูงมองมาอย่างรู้ทัน แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็สะดุ้งเมื่อข้อมือบางถูกคว้าไว้หมับ

“นั่งลง”

“ไม่”

"ฉันกินยังไงนายก็ต้องกินอย่างนั้น ไม่ต้องตักข้าวไหม่หรอกกินมันจานเดียวกันนี่ละ"

“ไม่ ก็บอกแล้วไงว่าผมอิ่มแล้ว”

พจน์ไม่ฟัง แถมยึดมือที่กำลังพยายามกระตุกหนีไว้แน่น และด้วยกำลังที่เหนือกว่าร่างบางก็นั่งลงเก้าอี้ข้างๆได้สำเร็จพร้อมกับจานข้าวถูกเลื่อนมาตรงหน้า

"เอ้ากินเลย กินด้วยกันคนละคำป้อนฉันด้วย"

"ไม่!”

“ไม่กินแน่นะ?”

“หิวก็กินไปสิ ก็บอกแล้วไงว่าผมอิ่ม อื๊อออ!!!!"

ตะวันตาเหลือกเมื่อแก้มนุ่มถูกมือหนาบีบไว้หมับ แล้วผัดพริกหมูกับข้าวไหม้ๆก็ถูกยัดเข้ามาจนเต็มปากเต็มคำทำเอาน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมาทันทีกับรสชาติที่ตนรู้ดีว่ามันทั้งเผ็ดและเค็มแค่ไหน

พจน์ปล่อยมือแล้วลุกเดินตามหลังร่างบางไปติดๆ มองคนที่กำลังลงมือบ้วนปากอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยแววตาที่ไม่มีใครเคยเห็น

"จะไปไหน?!" ตะวันตวัดสายตามามองอย่างโกรธจัด

"กลับบ้าน!..ผมขอลาออก!..ไม่ว่าคุณจะว่ายังไงมันก็เรื่องของคุณ!" เสียงหวานบอกอย่างฉุนเฉียว แล้วก็นึกเกลียดตัวเองเมื่อถูกอีกฝ่ายดึงเข้าไปใกล้อย่างง่ายดาย ทำไมเราถึงได้แรงน้อยอย่างนี้!

"ฉันไม่ให้ออก!"

"เผด็จการ..ปล่อยผมนะ!"

ตะวันตะโกนลั่น มือสองข้างทั้งทุบทั้งชกและผลักคนตรงหน้าอย่างโมโห ร่างบางดิ้นกระแด่วอยู่ในอ้อมแขนที่ดึงเข้าไปกอดไว้แน่น และด้วยความโมโหล้วนๆนิ้วเรียวจึงเปลี่ยนเป็นขยุ้มผมของพจน์แล้วกระตุกเต็มแรง

มันได้ผลเมื่อพจน์คลายแขนออกเพื่อจะได้มาคุยกันดีๆ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือหัวเล็กๆที่โหม่งขึ้นกระแทกปลายคางเหลี่ยมอย่างจังด้วยนี่สิทำเอาคนตัวสูงหน้าหงายเพราะไม่ทันตั้งตัว

หลังจากสะบัดหน้าเพราะเกือบมึนพจน์ก็ได้แต่เข่นเขี้ยวลอดไรฟัน "เก่งนักใช่มั้ย" ร่างบางที่กำลังจะเดินหนีถูกคว้าเอวไว้แน่น จากนั้นก็ยกขึ้นพาดบ่าด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า จากนั้นร่างสูงก็ก้าวดุ่มๆออกจากห้องครัวท่ามกลางเสียงโวยวายดังลั่นบ้าน

"ปล๊อยยยย! มาแบกทำไมเล่า!”

เสียงที่กำลังจะด่าทอต่อว่าพลันชะงักเมื่อรู้ว่าพจน์กำลังจะเดินไปทางไหน ร่างบางจึงรวบรวมกำลังทั้งหมดถีบแข้งถีบขาแถมยังดิ้นเต็มแรงอย่างไร้ทิศทางชนิดไม่กลัวตกจนพจน์จุ๊ปาก

ในจังหวะที่ร่างบางยืนพื้นได้ คราวนี้กลายเป็นเสียงทุ้มที่คำรามออกมาลั่นบ้าน เมื่อเท้าเรียวซัดเพี๊ยะเข้าเต็มหน้าแข้งเข็งๆ แรงจนคนเตะเองก็นิ่วหน้าเพราะความแข็งแกร่งที่สะท้อนกลับมาทำเอาตะวันสะเทือนไปทั้งลำขา

ถึงแม้จะหอบแฮ่กๆและคิดว่าการตอบโต้จะหมดเพียงแค่นั้นละก็คิดผิดถนัด เพราะความโมโหที่มีมากมายทำให้กำปั้นขาวง้างขึ้น เป้าหมายก็คือใบหน้าหล่อเหลากะจะเอาให้เต็มๆหมัด แต่ดูเหมือนพจน์จะไวกว่า รวบเอวบางเข้ามากอดไว้แน่นชนิดที่กาวตราช้างยังอาย แทนที่จะได้ชกตะวันจึงได้แต่ทุบปั๊กๆไปทั่วบ่าหนาอย่างเจ็บใจเพราะทำไม่ได้อย่างที่คิด

แต่แล้วพจน์ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อคนที่กำลังดิ้นในอ้อมแขนซบหน้าลงกับบ่าหนาของตนและไม่ใช่เพราะนึกพิศวาสบาดจิตขึ้นกระทันหันเพราะตอนนี้กำลังตีกันบ้านแทบแตก แต่เป็นการกัดเอาซึ่งๆหน้าจนเต็มเขี้ยว

“อ๊ากกกกก!”

เจ็บหรือไม่ก็ฟังเอาเพราะเสียงที่ร้องออกมาเหมือนวัวถูกเชือดนั้นพจน์สาบานได้ว่านี่เพิ่งทำเป็นครั้งแรก

ร่างสูงขบกรามแน่นขณะที่พากันเซไปปะทะข้างฝาตามน้ำหนักตัวของร่างบางที่กำลังดิ้นอยู่ในอ้อมแขน

"ถ้าคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะหยุดฉันได้ละก็..ฉันจะคืนนายเป็นสองเท่า"

คนพูดหันไปเปิดประตูแล้วปิดตามหลังโครมสนั่น ทุ่มร่างบางลงกลางเตียงแล้วตามขึ้นไปดึงข้อเท้าเรียวไว้ทันก่อนที่คนตัวบางจะพลิกตัวหนี

มวยคนละรุ่นที่ปะทะกันทำเอาพลังงานเกือบหมดก็อก

ตะวันหอบแฮ่กๆ นอนหงายไร้ทางดิ้นรนเพราะนอกจากสองมือจะถูกพันธนาการไว้แน่นหนาแนบที่นอนแล้ว ขาสองข้างที่หมายจะถีบก็เป็นโอกาสให้ร่างสูงโถมมาทับไว้ทั้งตัวจนขยับไม่ได้

ริ้วแก้มแดงก่ำทำให้พจน์ซบหน้าลงหาอย่างเผลอๆ แล้วปากกับจมูกมันก็ไถลซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างห้ามไม่อยู่

“ปล่อย!”

ตะวันแก้มแดงก่ำ หัวใจที่เต้นโครมครามกระหน่ำรัวราวกับว่ามันกำลังจะทะลุออกมานอกอกในอีกวินาทีข้างหน้าบอกให้เจ้าของมันหลับหูหลับตาตะโกนออกมาอย่างโกรธจัด

และเสียงนั้นก็ดังพอที่จะสะเทือนเข้าถึงโสตประสาทเข้ากระแทกก้านสมองพจน์จนทุกอย่างพลันชะงัก

ใบหน้าที่ซบซอกคอขาวผละออกไป แต่ตาคมกลับมองหน้าหวานนิ่งเหมือนไม่เคยเห็น

"พูดใหม่อีกทีซิ"

“ผมไม่ใช่ของแถม ถ้าจะจ้างเลขาเพื่อให้ทำแบบนี้ได้ก็ให้คุณสุวิทย์หาคนใหม่มาให้ ผมจะลาออก"

“ไม่ให้ออก”

“เอ๊ะ ก็บอกแล้วว่า.....”

“ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น”

“ผมไม่ใช่ของแถมนะ”

“แล้วใครว่าใช่”

“แต่คุณกำลังทำให้ผมรู้สึก" ตะวันหอบแฮ่ก ขนาดหายใจไม่ทันยังเถียงหน้าดำหน้าแดง “คุณกำลังทำเหมือนผมเป็นของตายจะทำอะไรยังไงก็ได้ ผมไม่ใช่เครื่องรองรับอารมณ์ของใคร เก็บกดมากก็ไปหาคนอื่น”

“ไอ้ที่ต่อต้านเป็นวรรคเป็นเวรนี่เพราะคิดว่าฉันจะใช้ร่างกายนายเพื่อเป็นของเล่นงั้นเหรอ? "

“ใช่”

"แล้วถ้าไม่ทำแบบนั้นจะไม่ไปไหนใช่ไหม”

เจอคำถามนี้คนฟังก็ถึงกับอึ้ง

“ถ้าไม่ทำเหมือนนายเป็นของเล่นจะอยู่ที่นี่ต่อใช่ไหม แล้วถ้าฉันค่อยเป็นค่อยไปศึกษากันทีละนิดล่ะ นายจะยอมรับฉันได้ไหม?”

“ต แต่คุณจะมาศึกษาอะไรผม คนอื่นมีตั่งเยอะแยะ คนที่อยู่ระดับเดียวกันคนที่เหมาะสมกว่า แล้วอีกอย่างผมเป็นผู้ชาย คุณไม่คิดบ้างหรือว่าคนอื่นเขาจะมองยังไง?”

"นายคิดว่าฉันเป็นใคร ฉันไม่ใช่คนที่จะมัวมานั่งแคร์สายตาคนอื่นจนลืมคิดว่าตัวเองเป็นยังไง"

"แต่มันไม่ดี”

“ไม่ดียังไง?”

“เพราะถึงคุณจะไม่แคร์คนอื่น แต่คนที่รักคุณล่ะ คนในครอบครัวของคุณล่ะเขาจะคิดยังไงที่คุณคบกับผู้ชายแบบนี้ มันก็เข้าอีหรอบเดิมที่ต้องหลบๆซ่อนๆ”

“ทำไมต้องหลบๆซ่อนๆ”

“แล้วคุณคิดจะเปิดเผยหรือไงเล่า!” ตะวันชักเหลืออด พูดไปพูดมาก็วกเข้าเรื่องเดิมอีกจนได้ “คุณจะเดินยืดอกว่าคุณคบกับผู้ชาย แล้วอีกอย่างผมมีลูกไม่ได้”

“เกี่ยวอะไรกับลูก?”

“ก็ถ้าคุณแต่งงานมีครอบครัว คุณก็ต้องมีลูกไว้สืบสกุลไม่ใช่หรือไง?”

“ไปกันใหญ่แล้ว” พจน์แทบกุมขมับ ถูกใจใครสักคนมันต้องมีขั้นตอนยุ่งยากขนาดนั้นเลยเหรอวะ!

“ตั่งแต่เจอกันหน้ากัน.....คุณก็ชอบทำแบบนั้นอยู่เรื่อยจนผมคิดว่า.....เอ่อ...คุณอยู่ที่นี่ เอ่อ ต้อง เอ่อ....ต้องเก็บกดแน่ๆ” คนพูดหน้าแดงก่ำ ไรฟันขาวขบปากอิ่มไว้แน่นกว่าจะกลั้นใจพูดสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมา “แล้วพอคุณเห็น เอ่อ ผมก็เป็นผู้ชาย คุณคงคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องชิวๆ”

“แล้วยังไงอีก”

“คุณก็เลยกะจะใช้ผมเป็นเครื่องระบายอารมณ์เพราะผมอยู่ใกล้ที่สุด”

เออ เอาเข้าไป พจน์เกือบถอนใจใส่หน้าคนที่กำลังนอนหงาย เล่าออกมาได้เป็นฉากๆขนาดที่ตัวเองยังไม่คิดไกลขนาดนั้น

“นายเลยแปลเจตนาของฉันเป็นแบบนี้ใช่ไหม”

“แล้วมันใช่ไหมละครับ”

“เอาอะไรมาวัด”

“ก็สิ่งที่คุณทำไง”

“ทำอะไร?”

“เดี๋ยวก็...กอด เดี๋ยวก็....เอ่อ” จู่ๆตะวันก็พูดไม่ออกเมื่อตาเห็นมุมปากหยักของอีกฝ่ายยกยิ้มเหมือนกับว่าเรื่องที่กำลังถกเถียงกันอยู่นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด

“ที่กอดเพราะเห็นนายตัวเล็กๆบางๆฉันก็เลยอยากลองกอดดู” ตะวันอ้าปากพะงาบ ในอกข้างซ้ายก็รัวตึ๊กตั๊กขึ้นมาอีกเมื่อได้ยินวลีต่อมา “ส่วนเรื่องจูบ เห็นปากนายแดงดีก็เลยอยากลองดูว่ามันจะนุ่มด้วยไหม”

ฉ่า!!!!

เคยได้ยินเสียงเตารีดร้อนนาบผ้าเปียกกันไหม นั่นละที่ตะวันคิดว่าเป็นเสียงจากหน้าที่กำลังร้อนจัดของตัวเองในตอนนี้

“ส่วนเรื่องเมื่อคืนมันก็ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ”

ยังไม่ทันจะเข้าใจใบหน้าหล่อที่จ่ออยู่ใกล้ก็โน้มลงมาอีกจนปากเกือบติดกัน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีอะไรเกิดทำให้ตาที่หลับปี๋ค่อยๆหรี่ตาขึ้นมอง

สนุกนักหรือไงที่แกล้งกันแบบนี้!

ตะวันถลึงตาใส่พจน์ที่กำลังยิ้มกว้าง มือหนาละจากข้อมือเรียวแล้วโยกหัวคนหน้าหวานอย่างมันเขี้ยวเล่นเอาตะวันทำหน้าไม่ถูกกับอารมณ์ที่จู่ๆก็เปลี่ยนไปกะทันหันของพจน์

"นายน่ารัก"

หา?

คนได้ยินถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้ด้วยว่าพจน์ผละไปตอนไหนเพราะคำพูดของพจน์วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา รู้สึกอีกทีก็ถูกดึงให้ลุกขึ้นนั่งแล้วนั่นแหละ

"เอาละ!..เรามาทำสัญญาสงบศึกกัน ถ้าฉันไม่ทำอะไรนายนายก็จะอยู่ต่อโดยไม่มีข้อแม้ใช่ไหม"

ตะวันมองมือหนาที่ยื่นมาตรงหน้า ยอมรับเลยว่างงและตามอารมณ์ท่านไม่ทันเลยจริงๆ เมื่อกี้ยังตีกันจะเป็นจะตาย มาตอนนี้จะให้จับมือสงบศึก

"งั้นเรามาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่"

เอากับเขาสิ! มีอะไรแปลกกว่านี้อีกไหมเนี่ย?

"นายอยู่ที่นี่ในฐานะเลขาฉัน เป็นแม่บ้านให้ ทำกับข้าวให้ ทำความสะอาดบ้านให้ แล้วก็ตามใจฉันนิดๆหน่อยๆ นายก็ทำหน้าที่ของนายไป ส่วนฉันก็ทำหน้าที่.....

"เดี๋ยว!"

พจน์ถูกเบลกจนหัวทิ่มทั้งๆที่ยังพูดไม่ทันจบ

"อะไรคือ...ตามใจนิดๆหน่อยๆ?"

คนหน้าหวานกอดอกฉับ หรี่ตามองอีกคนอย่างจับผิด

"ก็ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเองไง..นายก็ทำหน้าที่ของนายไป..ส่วนฉันก็จะพยายามไม่ทำอะไรนายถ้านายไม่ขอ"

"ผมไม่เคยขอ" ตะวันตะโกนใส่หน้าพจน์อย่างฉุนเฉียว "ที่ผ่านมาเจ้านายก็ไม่เคยขอผมเลยสักครั้งเดียว!"

“แล้วถ้าขอก่อนจะให้ไหม?”

“ว่าไงนะ!”

"โอเค!.โอเค!..เป็นฉันเองที่อดใจไม่ไหว เห็นนายน่ารักเลยอยากกอด พอได้กอดก็เลยอยากจูบ พอจูบแล้วมันก็เลยหยุดตัวเองไม่ได้ คอนายมันนุ่มแล้วก็หอมมากจน.....”

"พอเลย!"

ตะวันตวาดลั่นอย่างลืมตัว ถลึงตาใส่คนหน้ามึนตรงหน้า เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น เล่นบอกกันโต้งๆต่อหน้าแบบนี้ใครมันจะทำหน้าถูก

ปากอิ่มเม้มแน่นอย่างไปไม่เป็น หน้าเน่อไม่ต้องพูดถึงมันคงเห่อแดงจนลามไปถึงไหนต่อไหนกับคำพูดชวนให้คิดลึกแบบนั้น

"นะ สัญญาสงบศึก"

เสียงทุ้มยิงมาอีก และมันก็ฟังดูคล้ายกับเว้าวอนยังไงชอบกลจนทำให้ตะวันมองมือหนาที่ยื่นมาตรงหน้าอย่างไคร่ครวญ ถ้าจับก็หมายความว่าตนตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ต่อ และสัญญาที่พจน์ให้ไว้จะไว้ใจได้แค่ไหนนะ

แต่ในขณะที่กำลังจะตัดสินใจ รอยยิ้มกว้างที่เคยคิดอยากเห็นตั้งแต่วันแรกที่เจอกันทำให้ตะวันเผลอยื่นมือไปจับจนได้ แล้วก็เขินจนต้องเปลี่ยนเป็นเสตาหลบมองไหล่หนาที่เห็นสีแดงซึมออกมาให้เห็นนอกผ้า

"เจ็บไหมครับ ผมขอโทษ"

"ไม่เป็นไร..เดี๋ยวนายคงไปหายามาใส่ให้"

"รู้ได้ยังไง?"

"หน้าที่เลขาไง...." หน้างอๆทำให้พจน์ยิ้มอารมณ์ดีผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ

“แต่ตอนนี้ฉันหิว หิวจนอยากกินนายเข้าไปแทนแล้วตอนนี้"

มือนุ่มกระตุกหนีอย่างตกใจ แต่พจน์กระชับไว้แน่น ดึงทีเดียวร่างบางที่นั่งตรงหน้าก็ถลาเข้ามาอย่างยั้งตัวเองไม่อยู่ทำให้พจน์ใช้จังหวะนั้นกระชับท้ายทอยเล็กกดจูบปากอิ่มหนักๆก่อนจะปล่อยอย่างรวดเร็ว

"นะ ออกไปทำกับข้าวให้หน่อย ฉันจะรอ"

พูดจบร่างสูงก็ลุกจากเตียงแล้วเดินหนีออกจากห้องไปในทันที เพราะขืนช้ากว่านี้พจน์ไม่รับรองตัวเองเหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนคนตัวบางก็ได้แต่นั่งอึ้งอยู่บนเตียงและเริ่มเป็นกังวลขึ้นมาตะหงิดๆ

ตะวันขมวดคิ้วทั้งๆที่หน้าแดงก่ำ คิดผิดหรือคิดถูกกันหนอที่ยอมทำสัญญาสงบศึกกับคนที่เพิ่งลุกหนีไปนั่น เพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะลืมไปแล้วว่าตัวเองได้พูดอะไรไว้ และก็เริ่มทำผิดสัญญาตั้งแต่วินาทีแรกกันเลยทีเดียวเชียว



ความคิดเห็น