facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 11 [50%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 11 [50%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 22:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 11 [50%] *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 11​ 

 

เป็นวัยรุ่นมันยากครับ ต้องคอยหาอะไรทำไม่รู้จบ หาอะไรกระแทกปากบ้าง กระแทกใจบ้าง เหมือนอย่างตอนนี้ที่ไอ้พี่แทนมันพาผมมาหาอะไรกระแทกตา ไม่ใช่ไปหาเรื่องจนโดนใครเขาต่อยเบ้าตาเอาหรอกนะครับ ก็แค่มาหาหนังดูตามประสาวัยรุ่นมันว่างเท่านั้นเอง 

“มีเรื่องอะไรน่าดูบ้างวะ” ผมเหลือบตามอง พลางสะบัดข้อศอกไอ้พี่แทนที่วางลงบนไหล่ผมออก ก่อนจะกวาดตามองรอบหนังของวันนี้ 

“Ghost house ไหม” สาด เลือกซะหลอนเลย อารมณ์ไหนของพี่มันวะ 

“กูอยากมาคลายเครียด ไม่ได้อยากมาเครียดมากกว่าเดิม” 

“งั้นก็นี่เลย ส่มภัคเสี่ยน ...คืออะไรวะ แปลว่าไรเนี่ย” 

เออว่ะ แค่ชื่อเรื่องก็ฮาแล้วไหม งั้นดูเรื่องนี้ละกัน เมื่อตัดสินใจได้ก็พากันเดินไปยังจุดขายตั๋ว แต่เพราะใครคุ้นตาบางคนตรงนั้นทำให้ผมชะงักเท้าไว้ก่อน 

...แม่งเอ๊ย กรุงเทพก็ตั้งกว้าง เสือกมาแคบเอาวันนี้ 

“หยุดทำไมวะ” 

ผมไม่ได้หันมองพี่มัน เพราะสายตากำลังจ้องใครคนนั้นอยู่ ...ยังน่ารักเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ... 

“ใครวะ” ไอ้นี้ก็แสนรู้จริง แค่เห็นสายตาท่าทางของผมก็เดาออกไม่ยากแล้ว 

“แฟนเก่า” นั่นแหละครับท่านผู้ชม ความบังเอิญแบบเหี้ยๆ ได้บังเกิดกับผมแล้ว เจอวันไหนไม่เจอ เสือกมาเจอวันที่กูแต่งตัวไม่เฟี้ยวอีก แถมมากับผู้ชายถึกๆ หนึ่งคน แทนที่จะเป็นสาวสวยเซ็กซี่เพื่อเยาะเย้ย 

แล้วดูดิ แม่งมากับใคร 

“แฟนเก่า” ไอ้พี่แทนทวนคำพลางมองไปยังใครคนนั้น และต่อประโยคจนจบ “ที่มากับ...ผัวใหม่” 

สรรพนามเหี้ยได้อีก เขาอาจจะเป็นแค่แฟนกันไหมล่ะ!! พี่แม่งเรียกซะกูสลดใจเลย แถมหล่อฉิบหายขนาดนั้น แค่ความสูงก็กินขาดขนาดไอ้อชิตามไม่ทันแล้ว เสือกแต่งตัวดีด้วยไง ทำเอาเสื้อยืดกางเกงยีนกูรู้สึกผิดเลย 

“ผัวเผอเหี้ยไร เพื่อนเขามั้ง” 

“เพื่อนที่ไหนเดินจับมือกันวะ” 

“ก็สนิทกันมากไง” 

“นั่นๆ โอบเอวกันแล้ว” 

“เขาอาจจะกำลังล้ม” 

“อือหือ มีจับก้งกับแก้ม” 

แล้วพี่มึงจะบิ้วกูทำไมเนี่ยยยยย อธิบายทุกท่าทาง แค่เห็นกูก็เจ็บพอแล้วไหม เสือกบรรยายให้กูฟังอีก จริงๆ มันก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากขนาดนั้นหรอกครับ เพราะเลิกกันมาพักหนึ่งแล้ว ก่อนจะเข้ามหา’ ลัยนู่นแหละ แต่เหมือนแค่นั้นยังเจ็บไม่พอเพราะเธอดันเอ็นติดมหาวิทยาลัยเดียวกับผม ถามว่ารู้ได้ยังไง ก็ตอนเลิกกันใหม่ๆ นั่งส่องเช้าส่องเย็นขนาดนั้น จนโดนเขาบล็อกไปนั่นแหละ 

“ช่างแม่งเหอะ ไปซื้อตั๋วไป” 

ผมเดินนำพี่แทนไปยังช่องซื้อตั๋ว ไม่จำเป็นต้องควักเงิน ดูฟรีเพราะมีป๋าจ่ายให้อีกตามเคยครับ แต่ก็เหมือนกับโชคชะตากลั่นแกล้ง เพราะตอนที่กำลังเลือกที่นั่งอยู่นั่นเอง... 

“อชิ!” มัจจุราชก็พบกูเข้าจนได้ ผมแกล้งทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยิน แต่คุณเธอยังอุตส่าห์เดินเข้ามาสะกิดจนกูต้องหันไปมอง 

“อชิจริงๆ ด้วย! เป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันนานเลย” 

จิตใจทำด้วยอะไรวะ! ทิ้งกูแล้วยังเสือกเข้ามาทักกูอีก ทำเป็นมองไม่เห็นกันก็ได้มั้ง แล้วคิดดูนะว่าแฟนใหม่ที่หามาได้นี่คือใคร 

ก็ไอ้เหี้ยรุ่นพี่มันแย่งกันจีบกับกูตอนมอปลายนั่นแหละ 

...ไอ้เวร 

“อ้าว ไอ้ลูกหมา” ไอ้นทีทำเป็นเพิ่งเห็นหน้าผมแล้วร้องทักออกมา แต่ดูก็รู้ว่ามันฟอร์ม แล้วกูจะอยู่เฉยๆ เหรอครับ 

“ลูกหมาบ้านพ่อมึงสิ” 

“อ้าวไอ้สัด! กูทักดีๆ” ดีพ่องงงง คำว่าไอ้ลูกหมานี่เป็นคำทักที่ดีมากหรือไง 

บอกตรงๆ ว่าเลือดขึ้นหน้าครับ จนไอ้พี่แทนต้องคว้าแขนรั้งผมเอาไว้ไม่ให้พุงเข้าหาไอ้นที ซึ่งรั้งไว้นั่นแหละดีแล้วครับ สู้กันจริงๆ จะเอาแรงที่ไหนไปชนะมันวะ 

สลด 

“ใจเย็น” จริงๆ ก็ไม่ได้ร้อนหรอก แค่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ ผมฮึดฮัดหันกลับไปเลือกที่นั่งต่อ เพราะคนด้านหลังยังรอคิวกันอยู่ จนไอ้พี่แทนจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยจึงพากันเดินออกมา แถมสัมภเวสีอีกสองชีวิต 

“ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะมึง” ผมหันขวับไปตามเสียงกวนตีนนั่นทันควัน แต่ก็ยังช้าไปเมื่อไอ้พี่แทนก้าวไปเผชิญหน้าไอ้นทีเรียบร้อยแล้ว 

“มึงมีปัญหาเหี้ยอะไรมากไหม ต่างคนต่างมาก็ต่างคนต่างไปดิวะ เห่าหอนทำไม” เยรดดด รอดูมวยคู่นี้แทนเลย 

“แล้วมึงเสือกอะไรด้วย” 

“พี่ที ใจเย็นๆ นะคะ เฟรินว่าอย่ามีเรื่องกันเลย” เพิ่งรู้ตัวว่าควรมีบทกับเขาบ้างหรือไงคุณเธอ พาเรื่องมากให้กูก็ช่วยพามันกลับออกไปด้วย 

“ก็มันหาเรื่องพี่” 

“มึงมากกว่ามั้งที่หาเรื่องไอ้อชิมัน” 

“กูไปหาเรื่องมันตอนไหน” 

“ตุ๊ดสัด กล้าทำแต่ไม่ยอมรับ ...หาดีได้แค่นี้เหรอ” ไอ้พี่แทนด่าออกไปเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปกระแนะกระแหนเฟรินทิ้งท้าย เอารางวัลชนะเลิศไปเลย ได้ใจกูเต็มๆ 

คิ้วไอ้นทีกระตุกวูบ แต่เพราะเฟรินรั้งแขนให้มันถอยออกไปก่อนเลยไม่สามารถกระโจนเข้าหาไอ้พี่แทนได้ ผมเองก็ต้องรั้งแขนมันเอาไว้เหมือนกัน ไม่รู้ใครเป็นคนห้ามใครแล้วตอนนี้ 

สรุปผมมาดูหนังเพื่อคลายเครียดจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย 

ไหงกลายเป็นเครียดมากกว่าเดิมทั้งที่ยังไม่ได้ดูเลยวะ 

“กูว่ากูคุ้นๆ หน้ามึงนะ” ไอ้พี่แทนพูดพลางหรี่ตามองหน้าไอ้น้ำเน่าไปด้วย แต่ไม่อยากจะเซดครับ ไม่คุ้นได้ยังไงล่ะ ก็ไอ้นี่มันเป็นเด็กสถาปัตย์ปีสามเหมือนพี่มันนั่นแหละ คงเคยวัดตีนวัดฝีปากกันอยู่บ้างหรอก 

“กูนที สถาปัตย์ปีสาม คุ้นพอไหม” 

“อ้ออ ไอ้คณะพวกลูกหมานี่เอง” 

“มึงมันก็พวกคณะหมาบ้าเหมือนกันนั่นแหละวะ” 

“รู้จักกู?” 

“หน้าโหลๆ อย่างมึง จำไม่ยากหรอก” 

อ้าว ไหงกลายเป็นศึกสายเลือดระหว่างคณะไปได้วะ แล้วดันรู้จักกันซะอีก วันนี้โลกมันแคบจนน่ากลัวเลยว่ะ พอพี่มันสองตัวเริ่มเสียงดังใส่กัน คนรอบข้างจึงมองกันมากขึ้น ผมเห็นพนักงานโรงหนังหันมองสองสามรอบแล้ว เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าซื้อตั๋วฟรีๆ ไปอีก 

“พอเถอะมึง อย่าไปยุ่งกับมันเลย เดี๋ยวมันบ่นพิษบ้าใส่ เขาว่าหมากัดอย่ากัดตอบ” บอกหน่อยว่ากูช่วยสงบศึกจริงๆ ก็เห็นหน้ากวนตีนของไอ้นทีแล้วอดไม่ไหว 

“มึงพูดแบบนี้แปลว่าอยากมีเรื่อง?” 

“พอแล้วค่ะพี่ที เฟรินอายเขา อย่ามีเรื่องมีราวกันเลยนะคะ อชิ เราขอโทษแทนแฟนเราด้วยนะ ขอโทษด้วยนะคะ” เฟรินพยายามดึงไอ้หมาบ้าออกไปพลางขอโทษขอโพยผมไปด้วย แถมยังลามมาขอโทษไอ้พี่แทนอีกต่างหาก 

เพราะแบบนี้ไงครับเมื่อก่อนผมถึงชอบเธอ ถ้าตัดเรื่องนอกใจออกไป เธอก็เป็นคนดีคนหนึ่ง 

“ปล่อยพี่หน่าเฟริน พวกมันว่าพี่นะ!” 

“แต่พี่ทีไปหาเรื่องเขาก่อนนะคะ!” เออ เอาดิ ขนาดแฟนยังไม่เข้าข้างมันเลย คนเสียหน้าจึงทำท่าทางฮึดฮัด แถมด้วยสายตาหลายคู่ที่กำลังมองมาทำให้มันยอมหันหลังกลับเดินหนีออกไปในที่สุด เฟรินจึงกล่าวขอโทษพวกผมอีกครั้งก่อนจะรีบเดินตามออกไป 

“นึกว่าจะได้ออกกำลังกายสักหมัดสองหมัด” 

“แล้วก็ไปนั่งพักเอาแรงที่สน. ใช่ไหม ซ่าจริงๆ” อดเหน็บออกไปไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางเสียดายของไอ้พี่แทน ดูก็รู้แหละครับว่าอยากกวนประสาทผมเฉยๆ 

“แฟนเก่ามึงนี่ตาถั่วเนอะ” 

“ที่เลือกไอ้นทีเป็นแฟนใช่ไหม” 

“ที่เคยเลือกมึงต่างหาก อย่างเขาน่าจะหาได้ดีกว่ามึงนะ ไอ้น้ำเน่านั่นก็หล่อกว่ามึงไกลลิบเลย” 

อ้าว ไอ้เวร นึกว่าจะปลอบใจกู 

“แต่ก็ดีแล้วแหละที่เขาทิ้งมึง” 

“...” เออ กูมันไม่หล่อ ไม่เท่ ไม่ดีเหมือนไอ้นทีใช่ไหมนะ งอนสัด ไม่มองหน้าแม่งละ มองลมฟ้าอากาศยังเป็นมิตรสายตากว่าพี่มันอีก 

“เพราะถ้าเขาไม่ทิ้ง...ก็คงไม่มีโอกาสของกู”  

แดกจุด... ผมว่าเราเข้าไปดูหนังกันดีกว่า ยืนอยู่ตรงนี้นานๆ แล้วใจมันหวิวคล้ายจะเป็นโรคหัวใจ แถมเดี๋ยวมีมารมาผจญอีก 

“เฮ้ย เดี๋ยวดิ รีบไปไหน ยังไม่ถึงเวลาเข้าโรงเลย” ยื้อกูไว้แต่หน้านี่ยิ้มแป้นเลยนะ เกลียดพี่มันว่ะ! เกลียดคนรู้ทัน!! 

“กูจะไปซื้อป๊อปคอร์น” 

“หิวเหรอ” 

“เออ” 

“หรือเขิน?” 

“เขินเหี้ยอะไรล่ะ ทำไมต้องเขินด้วยวะ” 

“อาการมันฟ้อง” 

ผมชูนิ้วกลางส่งให้พี่มันพลางด่าแบบไม่ออกเสียง และชิ่งไปยังร้านขายป๊อปคอร์น ให้ตายเถอะ แค่นี้ก็จะระเบิดตัวเองตายอยู่แล้ว แผ่นหลังพี่มันที่เข้าไปขวางไอ้นทีไว้ยังติดตาผมอยู่แล้ว แม่ง... คนกวนตีนก็อบอุ่นเป็นนี่หว่า 

...เดี๋ยวก่อน 

ผมกำลังคิดอะไรวะ 

ขนลุก!! 

“เป็นมึงนี่ก็ตลกดีเนอะ หน้าตาแสดงได้หลายอารมณ์ฉิบหาย น่าไปเป็นนักแสดง เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวเขิน เดี๋ยวโมโห นี่ก็กลับมาเขินกูอีกละ แดงลามไปยันหูแล้วมึง ทำไม...กูหล่อใช่ไหมละ” 

ฟายยยยย โว๊ยยยย กูโมโห!! กูไม่ได้เขินนนน คว่ำข้าวโพดใส่หัวแม่งซะเลยดีไหม เรื่องหลงตัวเองนี่ขอให้บอก และในระหว่างที่ผมกำลังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันหาคำตอบ โทรศัพท์ไอ้พี่แทนก็ดังขึ้นมาเสียก่อน เสียงเหมือนกันจนแอบสะดุ้ง นี่คนทั้งโลกใช้ริงโทนเพลงเดียวกันหมดเลยใช่ไหม ไปที่ไหนก็เจอแต่เสียงนี้ 

“ครับ” พี่มันกดรับสายทั้งที่สายตายังมองผมอยู่ แถมยักคิ้วหลิ่วตากวนตีนส่งมาอีก 

“อยู่ห้าง...มาดูหนังครับ...ทำไมอะ มีอะไร ผมไม่ค่อยว่างแม่ก็รู้...กิจกรรมมันเยอะ เป็นพี่ต้องดูแลน้อง” ตอแหลล่ะสิ ผมไม่เห็นมันจะสนใจน้องที่ไหน สนใจแต่กูเนี่ย เช้าสายบ่ายเย็นไม่เคยห่าง แต่เพิ่งเคยได้ยินพี่มันคุยกับแม่นี่แหละครับ 

“ใครบอก...มีที่ไหนเล่า มั่วแล้ว...นั่นแหละ สายข่าวแม่มั่ว ไม่จริง เชื่อไม่ได้ แต่....แม่ควรเลิกจ้างให้คนคอยตามดูผมได้แล้วนะ...ใช่ที่ไหนเล่าคุณนาย” 

อะไรกันวะ ใครตาม ทำเอาผมลอบมองด้านข้างอย่างระแวง แม่พี่มันห่วงลูกขนาดไหนถึงสั่งให้คนคอยสะกดรอยตาม แต่คิดได้อีกอย่างคือพี่มันเหี้ยขนาดแม่ยังไม่ยอมปล่อยอะคิดดู 

“คนสวยครับ ฟุ้งซ่านไปใหญ่แล้ว เดี๋ยวว่างๆ จะเข้าไปหา...จริงๆ ...ครับ...รักแม่นะ จุ้บๆ” 

เดี๋ยวนะ... หรือผมหูฝาด เมื่อกี้มันเพิ่งพูดคำว่าจุ้บๆ กับแม่มันใช่ไหม สิ่งมหัศจรรย์ได้เกิดขึ้นในโลกใบนี้แล้วครับ ทำไมผมไม่อัดเสียงเอาไว้วะ แม่ง... ไม่เข้ากันอย่างแรง เหมือนหิมะตกที่อินเดียน่ะครับ นึกภาพออกไหม 

“จุ๊บๆ ...” อดล้อเลียนพี่มันไม่ได้จริงๆ 

“ไม่ต้องล้อเลย กูคุยกับแม่กู หรือมึงไม่รักแม่มึง” 

“แต่กูไม่เคยบอกจุ้บๆ แบบมึงละกัน ตุ๊ดสัด” 

“ก็แม่กูชอบ” 

นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมเพิ่งได้รับรู้ พี่มันรักแม่มันมากครับ 

“แต่มึงทำตัวแบบไหนมาเนี่ย ถึงขนาดต้องจ้างคนตามดูพฤติกรรม” จริงๆ ไม่ได้อยากแอบฟังหรอก ดันมาพูดกันตรงหน้าผมไง ผมไม่ได้เสียมารยาทนะเว้ย 

“แม่ก็แค่ห่วงกูมากไปเท่านั้นแหละ” 

“แน่ใจ? ไม่ใช่มึงทำตัวให้น่าห่วงหรอกเหรอ ได้ข่าวว่าประวัติโชกโชน” 

“กูเบื่อคำนี้จริงๆ ข่าวจากสำนักไหนของมึงวะ แม่กูก็อีกคน ฟังคนอื่นมาทั้งนั้น เห็นด้วยตาตัวเองก็ไม่ใช่” 

“แล้วแม่มึงให้นักสืบคอยตามมึงจริงๆ เหรอ งี้เขาก็รู้เรื่องของเราสิ” 

“รู้ก็รู้ไปดิ กูไม่แคร์ อีกอย่างไม่ใช่นักสืบที่ไหนหรอก คงเป็นบรรดาเพื่อนๆ คุณนายที่มาเห็นแล้วเอาไปเล่าให้ฟังมากกว่า ชอบจริงๆ เรื่องของคนอื่น” 

เพิ่งเคยเห็นพี่มันบ่นหยุมหยิมกับเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยครับ แปลกๆ แต่ก็ตลกดี มันเหมือน...เราสนิทกันมากขึ้นไปอีกขั้น เหมือนเราได้เห็นตัวตนจริงๆ ภายใต้ความกวนประสาทที่พี่มันมักหยิบยกขึ้นมาใช้ แถมได้รู้เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ในชีวิตพี่มันอีกด้วย 

“ขี้บ่นว่ะ เข้าโรงเถอะ ได้เวลาละ กูอยากดูหนังตัวอย่าง” 

ตกลงได้ตามนั้นพวกเราก็เดินเข้าโรงไป คนไม่เยอะมากเท่าไหร่อาจเพราะหนังใกล้ออกโรงแล้วด้วยล่ะมั้ง ทั้งสองฝั่งของเราจึงไม่มีคนเข้ามานั่งเลย 

“มือมึงเนี่ย อยู่เฉยๆ ไม่ต้องรุ่มร่าม” แม่ง นึกว่าปลาหมึก เดี๋ยวจับนู่นเกี่ยวนี่ ไม่วายทำเนียนกุมมือผมไปวางไว้บนตักตัวเองอีกต่างหาก 

“มันหนาว จับกันไว้จะได้อุ่นๆ” 

“ไม่เนียน” ผมดึงมือกลับเพื่อที่จะได้ตั้งใจดูหนัง ซึ่งมันก็ตลกจริงๆ นั่นแหละครับ แต่ดูเหมือนไอ้พี่แทนจะได้กำไรเกินค่าตั๋วหนังไปเยอะ เดี๋ยวจับเดี๋ยวโอบเดี๋ยวล้วง กินขนมตุบตับไปหลายที 

“น่วมไปหมดแล้วววว” ยังมีหน้ามาบ่น ผมเหลือบมองพี่มันในขณะที่กำลังเดินออกจากโรงหนัง 

“สมควร ทำตัวเป็นปลาหมึก” 

“ก็มึงอยากทำตัวหอมทำไม” 

“เกี่ยวอะไรกับกูที่ไหน เกี่ยวกับตัวมึงนั่นแหละ หื่นล้วนๆ ไม่มีอะไรเจือปนเลย” 

ว่าแต่หิวแล้วว่ะ ป๊อปคอร์นไม่พอประทังชีวิต เพราะมีมือปริศนาล้วงเข้ามาในถังผมอยู่เรื่อย แต่เหมือนคนข้างๆ มันจะรู้ความคิด เพราะสิ่งที่พี่มันเสนอขึ้นมา 

“เดี๋ยวหาอะไรกินกันก่อนค่อยกลับ” 

“มึงเลี้ยงนะ” 

“กูเคยให้มึงจ่ายไหมล่ะ” 

ดี๊ดี อิ่มจังตังอยู่ครบ แถมได้ดูหนังฟรีไปอีก จริงๆ มีพี่มันอยู่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะครับ อชิตะไม่ต้องเสียรายได้อะไรเลย 

 

 

 

TBC 

............................................ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว