ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนครับ 😘😘

ตอนที่ 8 ความแข็งแกร่งของซุนเย่

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ความแข็งแกร่งของซุนเย่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ย. 2560 21:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ความแข็งแกร่งของซุนเย่
แบบอักษร

ตอนที่ 8 ความแข็งแกร่งของซุนเย่


“พวกเจ้าบังอาจ จับตัวศิษย์สำนักฉินหยุนมา  อย่าหวังว่าพวกเจ้าจะรอดไปได้!! "


เสียงกล่าวชายหนุ่มดังทั่วทั้งป่า เป็นเสียงที่ทรงพลังทำให้จิตใจของศิษย์พรรคอสูรโลหิตเกิดความกังวลขึ้นมาทันที เสียงชายหนุ่มเงียบตามมาด้วยเสียงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ปรากฏชายหนุ่มรูปงามผมสีขาวที่ยาวเล็กน้อยสวมชุดขาวบริสุทธิ์ที่ดูสง่างามราวเทพบนสรวงสวรรค์ดวงตาสีแดงของชายหนุ่มดูลึกลับน่ากลัวผิดกับใบหน้าที่หล่อเหลาของชายหนุ่มกลับมีความอ่อนโยนที่สามารถทำให้ใจของเหล่าหญิงสาวตกอยู่ในห้วงสเหน่ห์ของชายหนุ่ม


ขณะการปรากฏกายของชายหนุ่มทำให้เหล่าสาวงามทั้งสามตกอยู่ในห้วงภวังค์จากความหล่อเหลาของชายหนุ่มทันที  แต่พอได้สบตากับชายหนุ่มผู้นี้ อู๋ถิงเป่ย เซี่ยจิงลี่ เซี่ยซินอี้ พวกนางกลับมามีสติอีกครั้งจากสายตาของชายหนุ่มที่สบตากับพวกนาง ทั้งสามสาวงามหลบสายตาชายหนุ่มทันทีเพราะใบหน้าที่ดูอ่อนโยนกับความสง่างามของชายหนุ่มทำให้  พวกนางไม่อาจสบตาจากชายหนุ่มได้นานนัก  เพราะมันอาจทำให้พวกนางตกอยู่ในห้วงภวังค์จากชายหนุ่มอีกครั้ง ผิดกับพวกศิษย์พรรคอสูรโลหิตมันเห็นการปรากฏกายของชายหนุ่มพวกมันนั้นตกตะลึงกับความหล่อเหลาของชายหนุ่มผมสีขาวผู้นี้พวกมันนั้นเกิดความอิจฉาตาร้อนขึ้นมาทันที เพราะด้วยหน้าตาพวกมันนั้นมิอาจนำมาเปรียบเทียบกับสายหนุ่มผู้นี้ได้เลย แต่พวกมันเพิ่งฉุดคิดขึ้นมาว่าเสียงกล่าวดูถูกพรรคพวมมันเป็นเสียงชายหนุ่มผู้ที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงทำให้พวกมันตะโกนถามชายหนุ่มด้วยความโกรธ

“แกเป็นใครกัน? ถึงกล้ามาดูถูกพรรคอสูรโลหิตของพวกเรา !!! “


เสียงศิษย์พรรคอสูรโลหิตตะโกนถามชายหนุ่มด้วยความโกรธ เพราะรูปร่างหน้าตาของชายหนุ่มผู้นี้ที่แผ่ความน่าเกรงขามออกมา พวกมันมิกล้าจู่โจมชายหนุ่มทันที


“ จะอย่างไรเดี๋ยวพวกเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี  จะอยากรู้ไปทำไมกัน? !!”

ชายหนุ่มกล่าวด้วยท่าทีเฉยชา ราวกับว่าเขาตั้งยั่วให้พวกมันเกิดโทสะ


ชายหนุ่มผู้ปรากฏกายนี้ไม่ใช่ผู้ใด นอกจาก .ซุนเย่. หลังจากเดินทางมากับหม่าอิ๋งอิ๋งได้ไม่นานพวกเขาก็มาถึง ที่พวกมันจับตัวสหายนางไว้ ขณะที่เข้าใกล้พวกมันเขาบอกกล่าวให้หม่าอิ๋งอิ๋งรอสัญญาณจากเขาเพื่อช่วยเหลือสหายนางทันที  โดยที่นางฟังคำสั่งของเขาอย่างว่าง่ายจะอย่างไรตอนนี้นางนั้นมีความเชื่อใจในตัวเขาสุดหัวใจ


ย้อนกลับมา ก่อนซุนเย่จะปรากฏให้ศิษย์พรรคอสูรโลหิตกับหญิงงามทั้งสาม เขาใช้พลังของคัมภีร์ลับวิถีหยินหยาง ทำให้เพิ่มความหล่อเหลาจากเดิมอยู่แล้ว จนทำให้สาวงามทั้งสาม อู่ถิงเป่ย เซี่ยจิงลี่ และเซี่ยซินอี้ นั้นตกอยู่ในห้วงภวังค์จากความหล่อเหลาทันทีที่เห็นซุนเย่  เขานั้นอยากทดสอบพลังของคัมภีร์ลับวิถีหยินหยางดูสักเล็กน้อย ก็ได้ผลตามคาดพวกนางไม่สามารถทนสน่ห์ของเขาได้เลย   และซุนเย่ต้องเรียกความสนใจจากศิษย์พรรคอสูรโลหิต  เขากล่าวยั่วให้พวกมันบันดาลโทสะเพื่อให้พวกมันหันมาสนใจเขาฝ่ายเดียวและหาโอกาสให้หม่าอิ๋งอิ๋งมาช่วยสหายตน


ทางด้านศิษย์พรรคอสูรโลหิต  เสียงขบกรามแน่นดังมาจากไห่หยาผู้ได้ยินการสนทนาของซุนเย่และศิษย์น้องของมัน เสียงของซุนเย่ที่เขากล่าวราวไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตา ดังในหัวของมัน ใบหน้าของไห่หย่าตอนนี้มืดมนลงด้วยคำกล่าวดูถูกพรรคของมันเท่ากับดูถูกศิษย์พรรคและยังกล่าวราวกับว่าพวกมันเป็นมดปลวกไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตา แต่ด้วยรูปลักษณ์ของซุนเย่ที่หล่อเหลาขนาดองค์ชายของอาณาจักรยังเทียบมิได้ด้วยซ้ำ  มันจึงเร่งตรวจสอบลมปราณชายหนุ่ม  ทันทีคิ้วของไห่หยาขมวดเข้าหากันจนแทบติดกัน หลังจากมันตรวจสอบลมปราณชายหนุ่มผมสีขาวอยู่แค่ลมปราณกำเนิดขั้น 5 จะเป็นไปได้อย่างไรที่มันจะมีลมปราณอ่อนด้อยเช่นนี้ผิดกับรูปลักษณ์ของชายหนุ่ม อาจจะเป็นไปได้ที่ชายหนุ่มจะปกปิดลมปราณเพื่อซ่อนความแข็งแกร่งไว้ เพื่อให้พวกมันประมาท มันส่ายหัวไปมาทันทีเพื่อสลัดความคิดที่ยุ่งเหยิงของมัน


ส่วนศิษย์อีก 9 คนจากพรรคอสูรโลหิตมองมาที่ไห่หยาเพื่อรอให้หัวหน้ามันสั่งให้จัดการชายหนุ่ม หลังจากศิษย์พี่ที่เป็นหัวหน้ามันไม่ได้สั่งการพวกมันจึงไม่กล้าทำอะไร ได้แต่จ้องมองชายหนุ่มผมสีขาวด้วยสายตาอาฆาตร จะอย่างไรชายหนุ่มผู้นี้ทั้งกล่าวดูถูกพรรคมันและยังกล่าวว่าพวกมันทั้งสิบคน ‘จะต้องตายวันนี้งั้นรึน่าขันสิ้นดีดูถูกพวกข้าเกินไปแล้ว ‘ คำกล่าวเหล่านี้ล้วนเป็นคำที่พวกมันคิดเหมือนกันแต่ไม่ได้กล่าวออก ซึ่งตอนนี้หน้าพวกมันนั้นแดงก่ำจากความโกรธที่มากล้น ทำให้พวกมันจ้องซุนเย่ด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเขา



หลังจากการยืนจ้องกันของซุนเย่กับศิษย์พรรคอสูรโลหิต โดยที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ทำอะไร ศิษย์คนหนึ่งจากพรรคอสูรโลหิตมันมีร่างกายกำยำตัวสูงใหญ่ หน้าตามันนั้นดูธรรมดาทั่วไป มันมีระดับลมปราณอยู่ที่ลมปราณหลอมรวมขั้นที่1 ความโกรธพุ่งขึ้นสูงเสียดฟ้าแล้วตอนนี้  จนที่ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป มันหันหน้าไปหาไห่หยากล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า


“ ศิษย์พี่ไห่หย่า ให้ข้าจะสังหารเจ้าคนหยิ่งยโสผู้นี้ได้รึไม่” ศิษย์ร่างกำยำมีนามว่าติงฉีเล่อที่อยู่ลมปราณหลอมรวมขั้นที่1 กล่าวมันสีหน้าจริงจังและมีจิตสังหารออกมาใส่ซุนเย่  แต่ซุนเย่กลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด ราวกับมันเป็นลมพัดผ่านอันบางเบาสำหรับเขา ซุนเย่ยังยิ้มตอบกลับมันด้วยรอยยิ้มเหี้ยมที่ดูราวกับว่ารอยยิ้มของปีศาจทั้งก่อนหน้าเขายังยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่ตอนนี้กลับเป็นรอยยิ้มที่น่ากลัว


 “จ….เจ้า!!!!” ติงฉีเล่อผู้ปล่อยจิตสังหารใส่ซุนเย่แต่กลับโดนรอยยิ้มตอบกลับมาทำให้มันชี้หน้าเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำมาจากความโกรธที่มไม่อาจควบคุมได้ ซึ่งทางสามสาวงามนั้นผู้เฝ้าดูเหตการณ์อยู่ต้องสดุ้งกับรอยยิ้มอันหน้ากลัวของซุนเย่ทันที แต่พวกนางนั้นไม่กล่าวอันใดออกมาเลยแม้แต่น้อยและเฝ้าดูพวกเขาต่อไป  อู๋ถิงเป่ย เซี่ยจิงลี่ เซี่ยซินอี้พวกนางนั้นมีความหวังขึ้นมาตั้งแต่การปรากฏกายของซุนเย่พวกนางหวังว่าจะรอดไปจากศิษย์พรรคอสูโลหิตและไปช่วยหม่าอิ๋งอิ๋งได้   พวกนางยังหวังว่าสหายตนจะยังไม่ตกเป็นของปีศาจเกาเจิงอู่   


โดยที่พวกนางมิรู้เลยว่าหม่าอิ๋งอิ๋งนั้นปลอดภัยแล้วและตอนนี้หม่าอิ๋งอิ๋งกำลังรอโอกาสที่จะช่วยพวกนางอยู่  แต่พวกนางต้องสับสนกับชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าเพราะพวกนางตรวจสอบลมปราณของชายหนุ่มเหมือนกับไห่หยา พวกนางตกใจเล็กน้อยเพราะเขาอยู่แค่ลมปราณกำเนิดขั้น 5 แล้วเหตุใดความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากชายหนุ่มถึงดูน่าหวาหวั่นสำหรับพวกนาง ทำให้พวกนางสับสนมากกับชายหนุ่มผู้นี้

ทางด้านไห่หยา มันมองติงฉีเล่อที่หน้าแดงจนเส้นเลือดปูดโปนตามใบหน้าของมันจากความโกรธต่อซุนเย่ ก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบให้สังหารได้ จะอย่างไรมันนั้นก็เป็นคนรักตัวกลัวตาย ให้คนอื่นไปทดสอบพลังของชายผมสีขาวผู้นี้จะได้ทำให้เรื่องที่มันคิดอยู่นั้นกระจ่างได้ว่าที่แท้จริงแล้วเขาแข็งแกร่งรึอ่อนแอกันแน่


ซึ่งทางด้านติงฉีเล่อที่บอกว่าจะสังหารซุนเย่  ที่อยู่ลมปราณหลอมรวมขั้นที่1 มันไม่สนสิ่งใดแล้วตอนนี้ มันพุ่งไปหาซุนเย่อย่างรวดเร็วด้วย ‘ก้าวย่างไร้วิญญาณ’ ซึ่งเป็นท่าที่ซุนเย่เคยใช้แต่ก็ใช้ได้ไม่นานเพราะยังไม่เคยฝึกอย่างจริงจังกับวิชาที่ได้มา  ซึ่งวิชานี้บ่งบอกได้เลยว่าเป็นทักษะการเคลื่อนไหวของพรรคอสูรโลหิตที่มีแต่คนของพรรคเท่านั้นที่ใช้ได้  ซึ่งยามนี้มันปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าซุนเย่ห่างจากเขาเพียงแค่ห้าก้าว


”ฮ่าห์!!”มันคำรามออกมาก่อนจะชกหมัดไปที่หน้าอกของซุนเย่ ปรากฏลมปราณสีแดงอ่อนๆแต่มันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังลมปราณหลอมรวมขั้นที่ 1 ในขณะที่คลื่นพลังลมปราณของติงฉีเล่อจะถึงซุนเย่ในระยะใกล้ไม่ถึงหนึ่งก้าว “ตายซะ”ติงฉีเล่อคำรามอีกครั้งเพราะมันมีความมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าพลังหมัดธรรมดาโดยไม่ได้ใช้ทักษะก็สามารถสังหารชายหนุ่มผู้อยู่ตรงหน้ามันได้ “วูชช” เสียงการหายตัวไปของซุนเย่อย่างไร้ร่องรอย  


ติงฉีเล่อดวงตามันเบิกกว้างแทบจะหลุดออกมา  มันแทบไม่อยากจะเชื่อว่าชายหนุ่มผู้มีลมปราณอ่อนด้วยกว่ามันหลายขั้นจะหายไปอย่างไร้ร่องลอย  โดยที่มันไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเขาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งตอนนี้ซุนเย่มาอยู่ด้านหลังของติงฉีเล่อหลังจากใช้ความแข็งแรงจากพลังราชาแวมไพร์แค่สองในสิบส่วนในการเคลื่อนไหวมาอยู่ด้านหลังของติงฉีเล่อ  ซุนเย่เร่งเร้าพลังออร่าสีแดงซึ่งเป็นพลังระดับราชาแวมไพร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ร่างกายของเขาตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสีแดงฉานซึ่งไม่อาจรู้ได้เลยว่าพลังนี้ ถ้าเทียบกับพลังปราณแล้วจะสามารถต่อกรได้ถึงระดับไหนนั้นไม่สามารถคาดเดาได้เลย ทำให้ตอนนี้ซุนเย่ราวกับเทพปีศาจที่อยู่ในคราบบุรุษรูปงาม


ทางด้านไห่หยา กับศิษย์พรรคอสูรโลหิต และสาวงามทั้งสามอู๋ถิงเป่ย เซี่ยจิงลี่ เซี่ยซินอี้ เมื่อทุกคนเห็นออร่าอันแปลกประหลาดจากร่างกายของซุนเย่เป็นพลังที่น่าหลาดหวั่นเท่าที่พวกเขาเคยเห็นมา  ซุนเย่รวบรวมออร่าสีแดงไว้ที่ขาข้างขวาซึ่งเขาใช้ไปแค่ สองในสิบส่วนจากพลังทั้งหมดของเขาเท่านั้น ตอนนี้ซุนเย่รู้สึกว่าพลังแวมไพร์ของเขาควบคุมได้ราวกับมันเป็นแขนขาของเขา    ที่ควบคุมได้ดีขึ้นกว่าเดิม ซุนเย่เหวี่ยงขาเตะเข้าที่ลำคอของติงฉีเล่ออย่างเต็มแรง “กร๊อบบ” เสียงแตกหักของกระดูกคอพร้อมคอที่หักลง ร่างของติงฉีเล่อนั้นกระเด็นจากแรงเตะของซุนไปไกลถึงร้อยก้าวจากตำแหน่งเดิม ร่างของมันแน่นิ่งตกตายไปตั้งแต่ถูกซุนเย่เตะแล้ว 


ส่วนไห่หย่า ศิษย์พรรคอสูรโลหิต เป่ย เซี่ยจิงลี่ เซี่ยซินอี้ ทั้งหมดดวงตาเบิกกว้างทันทีกับการสังหารที่รวดเร็วและทรงพลังของชายหนุ่มผู้นี้  ซุนเย่หันหน้ามามองพวกศิษย์สำนักอสูรโลหิตที่ตอนนี้ใบหน้าของมันเขียวคล้ำจากความโกรธที่สหายพวกมันถูกฆ่าตาย “หึ” ซุนเย่เค้นเสียงออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะพุ่งไปหาศิษย์พรรคอสูรโลหิตอีกคน ในตอนนี้เขาสามารถฆ่าพวกมันได้โดยมิรู้สึกผิดสิ่งใด    เขารู้ว่าพวกมันทั้งสิบคนนั้นทำชั่วไว้มากมาย เขาได้มันมาจากความทรงจำของหมอปีศาจเกาเจิงอู่ พวกมันนั้นมีนิสัยเลวบัดซบไม่ต่างจากหมอเกาเจิงอู่ทำให้เขาไม่ลังเลเลยที่จะสังหารพวกมัน


ซุนเย่หยิบอาวุธจากแหวนมิติระดับเงินที่ได้มาจากหมอปีศาจเกาเจิงอู่มันเป็นกริชสีขาวด้ามจับเป็นด้ามสีดำตัวกริชนั้นมีลักษณะธรรดาทั่วไปพลังของมันอยู่ระดับกำเนิดซึ่งเป็นอาวุระดับต่ำสุดก็ว่าได้  ซุนเย่จับกริชแน่นพุ่งเข้าหาศิษย์พรรคอสูรโลหิตที่อยู่ใกล้สุดมันมีลมปราณหลอมรวมขั้น 4 ซึ่งมันมีลมปราณมากที่สุดในกลุ่มหากถ้าไม่รวมไห่หยาผู้มีลมปราณหลอมรวมขั้น 6 ซุนเย่แทงเข้าที่หน้าอกของมันอย่างรวดเร็วโดยที่มันไม่รู้ตัวเลยสักนิด เลือดสีแดงฉานพุ่งออกจากหน้าอกมันไม่หยุดหย่อนพร้อมร่างของมันล้มลงนอนแน่นิ่งกับลมหายใจที่ดับลง


  ส่วนศิษย์พรรอสูรโลหิตที่เหลือหน้าของพวกมันขาวซีดราวกับไม่มีเลือดไหลเวียนอยู่  ไห่หยาที่เป็นหัวหน้าตอนนี้หน้ามันขาวซีดราวกระดาษมันเข้าใจแล้วว่าชายหนุ่มผู้นี้แข็งแกร่งกว่าพวกมันมากนัก  เพราะคนที่เขาสังหารไปเมื่อครู่มันมีลมปราณอยู่ที่ลมปราณหลอมรวมขั้น 4 ต่างกับมันแค่สองขั้นแม้แต่มันยังมิสามารถทำเช่นนั้นได้  แต่เขาสามารถสังหารมันได้อย่างง่ายดาย มันรีบคุกเข่ากล่าวกับซุนเย่ทันที


“คุณชายพวกเราผู้ต่ำต้อยไม่ทราบความแข็งแกร่งของท่าน   ขอให้ท่านโปรดเมตตา”

ไห่หยาคุกเข่าลงทันทีมันกล่าวด้วยใบหน้าที่หวาดกลัวเพราะมันคิดว่ายังไงก็มิสามารถสู้ชายหนุ่มผู้นี้ได้เลยถ้าจะหนีคงไม่มีทางรอด  ส่วนศิษย์คนอื่นๆทำเช่นเดียวกันกับไห่หยา สามารถบอกได้เลยว่าพวกมันทั้งหมดเป็นพวกรักตัวกลัวตายอย่างแท้จริง    ซุนเย่ก้าวไปหาพวกมันที่ตอนนี้กำลังคุกเขาอยู่ต่อหน้าเขา ซุนเย่ห่างจากพวกมันแค่ห้าก้าวเท่านั้นเขามองหน้าพวกมันด้วยรอยริ้มเจ้าเล่ห์ซึ่งพวกมันเห็นเขายิ้มเช่นนั้นตัวพวกมันหน้าซีดยิ่งกว่าทั่วร่างพวกมันล้วนสั่นเท่าเพราะความหวาดกลัว ซุนเย่เร่งเร้าออร่าสีแดงฉานของเขาขึ้น   


เขาปล่อยออร่าสีแดงใส่พวกมันทำให้ร่างที่คุกเข่าอยู่นั้นนอนราบกับพื้นดินราวกับถูกภูเขาลูกใหญ่กดทับ พวกมันกระอักเลือดออกมาคำโต เพราะด้วยพลังราชาแวมไพร์ไม่สามารถทราบได้ว่ามีพลังระดับใดหากนำมาเทียบกับพลังลมปราณ เขาแน่ใจแล้วว่าพวกมันไม่อาจขัดขืนได้แล้ว เขาหันหน้าไปทางซ้ายเล็กน้อยพร้อมกล่าว


“อิ๋งอิ๋งของข้าถึงคราวเจ้าแล้ว” เสียงของซุนเย่นั้นดังพอที่ทุกคนในระยะหนึ่งลี้ได้ยินอย่างชัดเจน  อู่ถิงเป่ย เซี่ยจิงลี่ และเซี่ยซินอี้ หันตามทิศทางที่ซุนเย่กล่าวทันที จะไม่ให้พวกนางหันตามได้อย่างไรชื่อนั้นเป็นชื่อสหายพวกนาง ไม่นานปรากฏสาวงามสวมชุดจอมยุทธสีฟ้า การเคลื่อนไหวนางเคลื่อนไหวราวกับเทพธิธา ผิวนางขาวราวหิมะ สีปากแดงชาด  หน้าสะคราญโฉมกอปรด้วยความงาม อันไร้ข้อบกพร่อหรือรอยตำหนิ ดวงตาที่สุกสะกาวกระจ่างใส ภายใต้ชุดจอมยุทธที่นางสวมใส่ ด้วยชุดที่รัดรูปเผยความเย้ายวน อันหาที่เปรียบมิได้ 


นางคือหม่าอิ๋งอิ๋ง ใบหน้านางยามนี้แต่งแต้มไปด้วยสีแดงมิอาจทราบได้ว่านางโกรธหรือเขินอายกับการที่ชายหนุ่มเรียกเช่นนี้ นางนำกระบี่ออกมาจากแหวนมิติระดับม่วงของนางมันเป็นกระสีขาวที่แผ่กลิ่นอายของความสูงศักดิ์ออกมานางพุ่งเข้าไปหาสหายนางทันพร้อมตัดเถาวัลย์ดูดลมปราณที่มัดอยู่มือสหายนาง ด้วยความชำนาญการใช้กระบี่ของนางก็สามารถตัดเถาวัลย์ดูดลมปราณได้อย่างรวดเร็ว

ความคิดเห็น