ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความรู้สึกที่เนิ่นนาน 100%

ชื่อตอน : ความรู้สึกที่เนิ่นนาน 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 325.6k

ความคิดเห็น : 501

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ธ.ค. 2560 01:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความรู้สึกที่เนิ่นนาน 100%
แบบอักษร

-****24-

ความรู้สึกที่เนิ่นนาน

[Mark Masa]




          สุดท้ายผมก็แพ้พี่แพ็ค

          คราวที่แล้วคือขอมามอผมส่วนคราวนี้คือคะยั้นคะยอให้ผมพามาที่นี่ ที่ที่ผมไม่อยากจดจำ

          สถานบันเทิงที่เป็นที่นัดผมกันของรุ่นพี่คณะผมคือที่ที่ผมกำลังจะเดินเข้าไป ข้างตัวผมคือพี่แพ็คที่ดูจะดีอกดีใจเหลือเกินที่ได้มา หลายสายตามองมาทางนี้ แต่ส่วนมากแล้วจะมองเลยไปที่คนข้างๆ  ผมมากกว่า ออร่าของคนที่คุ้นเคยกับผับกับร้านเหล้านี่เปล่งประกายจริงๆ

          "รุ่นพี่มาร์คนี่มีเยอะป่ะ" พี่แพ็คเอียงคอถามทั้งๆ ที่เราเดินอยู่ คนน่ารักข้างผมไม่ได้สนใจสายตาที่มองมา ซึ่งนั่นผมก็ไม่รู้จะว่าพี่เขาอย่างไร

          "ก็ที่ให้มานี่ก็เพราะอยากรู้ไม่ใช่เหรอ จะตามมาตั้งแต่แรกทำไมก็ไม่รู้" ผมว่าเบาๆ

          "ไม่เอา ไม่ดุสิ ตัวเองก็อยากมาแหละ แต่ไม่มีคนมาด้วยไง" พี่แพ็คว่าแล้วส่งยิ้มให้ผม

          "ใครอยากมา ผมไม่เคย"

          "ใครอยากมา? อ๋อ...ไม่เคยอยากมาเพราะไม่เคยอยากไปสินะ" ผมหันขวับไปจ้องหน้าสวยๆ ของพี่ชาย ปากก็อ้าออกเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

     บ้าเอ๊ย! ผมไม่ได้อยากเป็นแบบนี้สักหน่อย แต่เหมือนผมจะควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่ว่าผมชอบกับการที่ตัวเองใจง่ายแบบนี้ ผมพยายามแล้วที่จะเฉยๆ หรือลืมผู้ชายคนนั้น แต่แค่เพียงได้เห็นเสี้ยวหน้าทุกสิ่งที่อย่างที่เคยได้ทำด้วยกันมามันก็ค่อยๆ ฉายชัดขึ้น แค่เพียงได้ยินเสียงเบาๆ ทุกคำสัญญา ทุกคำบอกความรู้สึกมันก็ดังวนอยู่ในหัวเหมือนไม่เคยโกรธเขา

          ความพยายามของผมที่จะยืนนิ่งๆ และไม่มองหน้ามันหมดไปทันทีที่ได้ยินคำคำนั้น คำที่คล้ายจะเป็นคำสัญญาของผมกับพี่วี คำว่าทำไมถึงหายไปมันดังก้องอยู่ในหูผม คำคำเดียวที่เขาพูดกับผมมันทำให้ผมทำอะไรไม่ได้ทั้งวัน

          "พี่เข้าใจนะ บางทีพี่ก็อยากเป็นแบบมาร์คที่เลือกจะทำตามความรู้สึกตัวเอง แต่พี่ก็..."

     "ถ้าพี่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว พี่จะตัดสินใจง่ายขึ้น" ผมบอกพี่แพ็คกลับไป คนข้างๆ มองสบตาผมก่อนจะส่งยิ้มเศร้าๆ มาให้

"แล้ว...นี่มาร์คไม่มีอะไรจะเสียแล้วเหรอ?" ผมหยุดนิ่งยืนคิดหาคำตอบ อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงโต๊ะที่พี่ยี่หวาจองไว้ มองแต่ไกลขนาดนี้ยังเห็นว่าพี่วีนั่งอยู่ ผมมองไปที่เขาพลางคิดคำตอบให้พี่ชาย แต่ไม่ว่าคิดนานเท่าไหร่ผมก็มีให้แค่คำตอบเดิมๆ

          "นอกจากเสียใจ ก็ไม่มีอะไรให้เสียแล้วล่ะ"

          ผมนั่งลงข้างพี่เหนือ ข้างผมอีกฝั่งคือพี่แพ็คส่วนฝั่งตรงข้ามนั่นเป็นพี่วี พี่เหนือมองมาที่ผมอย่างเข้าใจแล้วส่งยิ้มให้ เราทักทายกันด้วยการกระซิบเพราะเสียงเพลงมันดังเกินไป พี่แพ็คมองมาก่อนจะสะกิดผม ตาโตนั่นมองขุ่นๆ แล้วกระซิบว่า คนชื่อวีกำลังจะอกแตกตายแล้ว ผมขยับออกห่างจากพี่เหนือแล้วมองไปที่พี่วี ชั่วครู่หนึ่งที่เราสบตากัน…พี่มันเสียใจ

          ผมหยุดสายตาเพื่อจ้องพี่วี แววตาที่บอกว่าเศร้าเสียใจมันมากกว่าครั้งไหนๆ ที่ผมเคยเห็น มันอ้อนวอนและตัดพ้อราวกับอยากบอกให้รู้ว่าที่ผ่านมาเจ้าของสายตาทรมานแค่ไหน

          "มันไม่กินไม่นอน" เสียงทุ้มของพี่เหนือกระซิบอยู่ข้างหูผม ผมหันกลับไปมองคนข้างๆ ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้

          "ผมมากกว่านั้นอีก" ผมตอบกลับไปแบบนั้น ไม่รู้หรอกว่าใครเจ็บมากกว่าใคร แต่ผมมั่นใจว่าผมเจ็บไม่ต่างจากพี่วี

          เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ดูท่าพี่แพ็คกับพี่กล้าจะเข้ากันได้ดีเหลือเกิน คนหนึ่งก็แซะพี่วีส่วนอีกคนก็แซะผม คิดแล้วก็ต้องแอบกลอกตา ไม่น่าเล่าให้พี่แพ็คฟังเลยจริงๆ

          "พี่แพ็คกับมาร์คคบกันนานป่ะ" พี่ยี่หวาถาม

          "ไม่รู้อ่ะ เราสนิทกันมาก่อน คบกันจริงๆ น่าจะ...เดือนหรือสองเดือนนี่แหละ นานแค่ไหนนะเด็กน้อย" ผมสะดุ้งกับสรรพนามที่ไม่ได้ยินมานานแสนนาน จะเกลียดแฟนเก่าก็วันนี้แหละ ถึงระหว่างจะไม่มีอะไรกันแล้วแต่ใครใช้ให้พูดแบบนั้นกัน

          "สองมั้ง" ผมตอบกลับ หางตามองไปยังคนที่เงียบที่สุดในกลุ่ม มือสวยนั่นกำลังชงเหล้าอยู่ พอผมมองพี่เขาก็ค่อยๆ ยกมันขึ้นดื่ม

          "สองเดือนก็ถือว่าคบกันน่า...กับบางคนยังไม่ได้คบเลย" พี่กล้าว่าขึ้นลอยๆ แต่กลับได้รับสายตาคาดโทษจากพี่วี

          "โง่ก็งี้" พี่ยี่หวาพูดต่อนั่นยิ่งทำให้พี่มันกระดกเหล้าเร็วกว่าเดิม

          "พี่เองก็พูดอะไรไม่ได้หรอก พี่ก็โง่เหมือนกัน" คนที่อายุมากที่สุดพูดขึ้น นั่นทำให้ผมต้องมองไปที่พี่เขาช้าๆ พี่แพ็คจรดแก้วเหล้ากับริมฝีปากสวยก่อนจะค่อยๆ ดื่มมันเข้าไป

          "เยอะไปแล้ว" ผมว่าเบาๆ แล้วดึงแก้วออกจากมือพี่เขา ตาสวยมองมาอ้อนๆ ก่อนจะยอมปล่อยแก้ว

          "ไปเขาห้องน้ำนะ" พี่แพ็คบอก

          "ผมพาไป" ผมกำลังจะลุกขึ้นแต่มือเล็กของพี่แพ็คกลับแตะที่แขนผม

          "ไปเองได้ ทางนั้นใช่ไหม?" ประโยคแรกพูดกับผมส่วนประโยคถัดมาพูดกับพี่กล้า

          "ครับ" พอได้ยินคำยืนยันคนตัวเล็กก็ลุกขึ้นก่อนจะหันมายิ้มให้ผมแล้วเดินออกไป

          ผมมองตาพี่แพ็คจนสุดสายตา ทำไมไม่ยอมตามไปนะ แค่ดวงตาที่มองมาเศร้าๆ แค่นั้นทำไมถึงหยุดผมได้

          "ไอ้เจมส์" ผมกดโทรออกหาเพื่อนที่บอกว่าจะตามมา เรียกมันเสียงขุ่นๆ เพราะมันช้าเกินไป

          [อะไร กูจะถึงแล้ว เร่งกูจัง]

          "มึงรีบมาแล้วรีบไปดูพี่แพ็คให้กูเลย เขาไม่ยอมให้กูเข้าใกล้" ผมบอกมันเร็วๆ

          [มึงห่วงพี่แพ็ค?]

          "ห่วงสิวะ ก็พี่แพ็คสำคัญ"

          ปึก!

          ผมสะดุดไปเมื่อได้ยินเสียงแก้วเหล้ากระแทกกับโต๊ะ น้ำที่ถูกมิกซ์อย่างดีกระฉอกออกจากแก้วที่มือพี่วีกำมันอยู่ มือเรียวนั่นเกร็งจนเห็นเส้นเลือดแต่พอได้สบตากับผมพี่มันก็อ่อนลง

          [มาร์ค! ฟังกูอยู่ป่ะเนี่ย]

          "อ่ะ...เออ" ผมขานตอบเพื่อนทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มันพูดอะไร

          [กูเจอพี่แพ็คแล้ว เดี๋ยวกูดูต่อเอง คืนนี้พี่เขาจะนอนกับกู]

          "ไอ้วินด์ล่ะ"

          [ก็นอนด้วยกัน กูไม่เข้าไปแล้วนะเว้ย มึงดูแลตัวเองนะ]

          "เดี๋ยว!..." สายไปแล้วที่ผมจะเรียกเพื่อนตัวเองไว้ ไม่รู้ว่าพวกมันไปคุยกับพี่แพ็คตอนไหนหรือว่าเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้ผมกำลังคิดถึงไอ้เจมส์คนก่อน คนที่หัวเสียจะเป็นจะตายตอนที่ผมเข้าใกล้พี่วี คนที่คอยหวงคอยห้าม ไอ้เพื่อนบ้าคนนั้นมันหายไปไหน

          ทั้งกลุ่มถูกความเงียบปกคลุมอยู่นานหลายนาที พี่ยี่หวามองไปที่พี่วีก่อนจะทำสีหน้าขัดใจ หน้าสวยหวานนั่นมองมาที่ผมก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปเงียบๆ ตอนนี้เหลือแค่ผม พี่เหนือ พี่กล้า และพี่วี

          "กู...ไปตามแพนดีกว่า เหมือนมันจะมาแล้วหาโต๊ะไม่เจอยังไงนี่แหละ" พี่กล้าว่าช้าๆ มองพี่วีสลับกับผมแล้วลุกออกไป ตอนนี้เหลือแค่เราสามคน พี่เหนือยกเหล้าขึ้นดื่ม หน้าหล่อเอียงออกไปอีกทาง ตอนนี้มีแค่พี่วีที่มองผมอยู่

          "พวกมึง...ควรคุยกันนะ" พี่เหนือพูดขึ้นหลังจากที่เวลาผ่านไปสักพัก ผมกับพี่วีแค่มองหน้ากันแล้วเป็นผมเองที่หลบสายตาเว้าวอนนั่น

          “ผมจะไป…”

          “อยู่เป็นเพื่อนมันหน่อย พี่จะไปเข้าห้องน้ำ” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดครบประโยคพี่เหนือก็พูดขึ้นและลุกเดินออกไปทันที ผมได้แต่ทำหน้าโง่ๆ มองไปรอบๆ ก่อนจะหมุนคอกลับมามองพี่วี

          พี่มันยังจ้องผมอยู่เลย

          เนิ่นนานจนผมนึกว่ามันผ่านไปเป็นชั่วโมง เราสองคนแค่นั่งอยู่เงียบๆ ผมไม่พูด พี่วีก็ไม่ได้พูดอะไร เหมือนสติของอีกคนจะพร่าเลือนไปแล้วเพราะตั้งแต่ที่นั่งอยู่นี่ไม่มีสักครั้งที่มือเขาจะห่างจากแก้วเหล้า

          ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมยังนั่งอยู่ตรงนี้ ยังนั่งมองและรอฟังอะไรสักอย่างจากพี่วีทั้งๆ ที่พี่มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไม่ว่าเรื่องราวของเราจะดำเนินไปถึงจุดใดก็เป็นผมเพียงคนเดียวที่เฝ้ารอ

          ผมถอนหายใจออกมาแรงๆ ปล่อยความโง่งมและจมปลักของตัวเองไปกับลมหายใจนั้น ปล่อยมันไปต่อหน้าคนคนนี้ที่ผมมอบความรู้สึกให้มากมาย มือผมที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงสั่นจับเอาโทรศัพท์บนโต๊ะ สมองบังคับขาโง่ๆ ที่เหมือนจะไม่มีแรงให้ลุกขึ้นยืน น่าตลกที่สายตาไม่รักดียังมองไปที่เขาทั้งๆ ที่สมองสั่งให้เลิกมอง

          “คิดถึง” ก่อนที่ผมจะก้าวออกไปจากตรงนี้เสียงแหบๆ ที่เหมือนพยายามเค้นมันออกมาจากลำคอก็พูดคำคำหนึ่งออกมา คำที่ทำให้ผมหยุดทุกความคิดและหันกลับไปหาพี่มัน

          “พี่…”

          “กูคิดถึงมึงจะตายอยู่แล้วมาร์ค” ยังไม่ทันที่จะถามเพื่อยืนยันในสิ่งที่ได้ยิน คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง ตาแดงก่ำมองสบกับผม ทุกความรู้สึกทุกคำอ้อนวอนมันส่งผ่านมาทางนั้น คิดถึง ขอโทษ ได้โปรด ขอร้อง พี่เขาพูดออกมาด้วยสายตาที่เหมือนจะไม่มีชีวิตคู่นั้น

          “พูดอะไรออกมา” ถึงแม้ว่าคำคำนั้นมันจะทำให้ใจผมเต้นผิดจังหวะ แต่ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันไม่ได้ทำให้ผมง่ายเหมือนเดิม ถึงใจผมมันจะยังเป็นของเขาอยู่แต่ผมก็อยากทำให้เขารู้ว่าผมอยู่ได้

          ผมก็แค่เสียใจเท่านั้นเอง

          “กูอยากพูดมากกว่านี้ แต่ไม่รู้เป็นห่าอะไรกูถึงพูดได้แค่นี้ เห็นหน้ามึงครั้งแรกกูดีใจมากเลยแต่พอกูเห็นมึงอยู่กับเขา…” เสียงพี่วีเบาลงเรื่อยๆ ผิดกับตอนแรกที่เล่าว่าดีใจตอนเจอผม “กูแม่งโคตรเจ็บ” ผมยังไม่ได้นั่งลงที่เดิมแต่ผมยังยืนอยู่ที่เดิม ยืนมองผู้ชายคนนี้ที่ส่งผ่านความเจ็บปวดมาให้ด้วยสายตา มันเหมือนจะวาวไปด้วยน้ำในดวงตานั้นแต่พอพี่มันกะพริบตาถี่ๆ น้ำพวกนั้นก็เหมือนจะหายไป

          “…” ผมไม่ได้พูดอะไร ทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น จะขยับก็เหมือนตรึงไว้ด้วยคำพูดแค่ไม่กี่คำของพี่วี คำพูดที่คนอย่างเขาไม่ได้พูดออกมาบ่อยๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผมจะได้ฟังความรู้สึกจากปากของพี่วี

          “กูอยากให้มึงฟังกู มึงไม่อยากพูดกับกูก็ไม่ต้องพูด กู…” พี่มันเงียบไป ตาคมนั่นเบือนออกจากการสบตากับผมเหมือนทนที่จะมองผมแบบนี้ไม่ไหว “กูขอแค่มึงฟังกูนะมาร์ค” เสียงทุ้มอ้อนวอนนั่นเหมือนมนต์สะกดให้ผมขยับขากลับมาที่เดิม หย่อนตัวนั่งลงเงียบๆ เบี่ยงสายตาไปมองคนตรงข้ามช้าๆ พยายามทำให้มันเย็นชาที่สุดแต่ไม่รู้ว่าจะได้สักเท่าไหร่ เพราะใจผมตอนนี้มันไม่ได้เย็นเลยสักนิด

          “มีอะไรที่ผมต้องฟังอีกเหรอ” ทุกอย่างมันชัดเจน ทุกเรื่องมันมีคำตอบของมัน ไม่ว่าพี่มันจะอาลัยอาวรณ์หรือทำเหมือนทรมานสักแค่ไหน หรือจะบอกว่าคิดถึงผมมากสักเท่าไหร่ สุดท้าย…เรื่องมันก็จบแบบเดิม

          “เรื่องกูกับพลอย…”

          “ผมยังต้องฟังอีกเหรอ?” ผมเลิกคิ้วขึ้นถาม ผมไม่รู้หรอกว่าหลังจากวันนั้นเรื่องราวของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ลึกๆ ในใจมันก็อยากให้เขาเลิกกัน แต่เรื่องของความสัมพันธ์มันซับซ้อนกว่าที่เราจะคิดได้ อย่างเมื่อก่อน ผมเคยคิดว่าเขาจะเลิกกันได้ แต่สุดท้ายก็กลับไปบอกรักกันอยู่ดี

          “มึงเข้าใจผิด”

          “เข้าใจผิดว่าพี่จะเลิกรักเขาได้น่ะเหรอ” เหมือนกับตอกย้ำตัวเอง…ที่พูดไปมันไม่ใช่แค่ประชดคนตรงหน้า มันอยากพูดประโยคนี้ซ้ำๆ เพื่อย้ำกับตัวเองว่าสิ่งที่ผ่านมามันก็แค่จะผ่านไป อย่าคาดหวังและเลิกยึดติดได้แล้ว

          “มาร์ค…อย่าเพิ่งประชด” พี่วีพูดเสียงอ่อน

          “…” ผมเงียบเพื่อที่จะฟังคำพูดต่อไปของพี่วี แต่พี่มันก็เงียบเหมือนผม ตาแดงๆ นั่นมองตรงมา พี่มันมองสบตาผมอีกครั้ง ครั้งนี้เหมือนเขาต้องการค้นหาอะไรบางอย่างจากผม อาจจะเป็นสิ่งที่ผมเคยให้เขาไปหรืออาจะมองหาความรู้สึกโง่ๆ ที่ผมพยายามเก็บมันไว้

          “มึงคงเกลียดกูมาก…ไม่มีแล้วสินะคนที่เคยอ้อนวอนกู มันหายไปแล้วใช่ไหมคนที่คอยปลอบกูตอนท้อ มันไม่มีอีกแล้วใช่ไหมคนที่คอยอยู่กับกูเวลากูไม่มีใคร คนที่เคยบอกว่าชอบกูนี่ไม่มีแล้วสินะ มึงที่กูเคยรู้จักน่ะ…ไม่มีอีกแล้วใช่ไหม?” ผมไม่รู้ว่าพี่วีจะรู้หรือเปล่าว่าผมพยายามแค่ไหนกับการควบคุมหัวใจตัวเอง ไม่ให้มันแสดงออกมากเกินไป ไม่ให้มันอ่อนแอจนเกือบจะยอมพี่เขาอีกครั้ง มันยากมากกับการที่ฟังคำพูดตัดพ้อแกมเว้าวอนจากคนที่ตัวเองมอบความรู้สึกให้

          “มันเคยมีคนโง่ๆ แบบนั้นด้วยเหรอ” ผมพูดแล้วค่อยๆ กระตุกยิ้ม มุมปากโค้งขึ้นอย่างท้าทายจนแววตาของคนตรงหน้าวูบไหว

          “มาร์ค…”

          “มีอะไรอีกไหมครับ ผมคงต้องรีบกลับแล้ว” ผมไม่ปล่อยให้คนตรงหน้าพูดจบ ถ้าให้พี่มันอ้อนวอนผมอีกสักประโยคผมคงจะทนไม่ไหว ดังนั้นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดคือการเลี่ยงที่จะฟัง เลี่ยงที่จะเจอ เลี่ยงที่จะพบเห็นจนกว่าผมจะหายดี

          “กู…” ผมเลิกคิ้วแล้วมองไปที่คนตรงหน้าเพื่อบอกให้เขาพูดต่อ แต่พี่มันกลับหยุดพูดเมื่อสบตากับผม

          “ไม่มีอะไรจะพูดแล้วเหรอครับ?” ผมถามเมื่อคนตรงหน้าเงียบไปนาน

          “กูกับเขาเลิกกันแล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว วันนั้นพลอยขอจูบสุดท้ายจากกู” เหมือนรูม่านตาผมจะขยาย ใจผมมันเต้นแรงและปากผมก็อยากถามออกไปว่า *แฟนเก่าขอนี่พี่ก็ให้เหรอ?* จำเป็นอะไรขนาดนั้นไหม? ถ้ายังอาลัยอาวรณ์กันขนาดนั้นอย่าเพิ่งเลิกกันก็ได้นะ

          “บอกผมทำไมเหรอครับ” ผมถามกลับนิ่งๆ พี่วีสะดุดคำพูดที่จะพูดต่อแล้วเงยหน้าขึ้นมองผม

          “มึง…”

          “ครับ?” ผมส่งเสียงเพราะพี่วีไม่ได้พูดอะไรต่อ มีแต่สีหน้าบิดเบี้ยวกับแววตาที่เหมือนทรมานมากๆ เท่านั้นที่ผมสัมผัสได้จากเขา

          “มึงเปลี่ยนไปมาก…” ผมแค่นยิ้มหลังจากที่ได้ฟังคำคำนั้น

          “ผมไม่ได้เปลี่ยนไปนะครับ เมื่อก่อน…ผมหมายถึงตอนที่ผมยังไม่รู้จักพี่ ผมก็เป็นแบบนี้” ผมว่าหลังจากที่พี่เขาบอกแบบนั้น

          “แล้วมึง…ว่ายังไงกับเรื่องนี้” พี่มันถอนหายใจแล้วถามออกมา

          “เรื่องไหนครับ?” ผมถามกลับ

          “เรื่องของเรา…” กลายเป็นลมหายใจของผมเองที่สะดุด คำว่าเรื่องของเรามันเป็นเหมือนอีกหนึ่งคำที่เรารู้กันแค่สองคน คำคำนั้นที่ผมเคยบอกไว้ว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว คำคำนี้ยังเหลือในหัวใจของพี่มันอีกเหรอ?

          “ผม…” ผมอยากจะบอกปฏิเสธแทบตาย แต่ไม่รู้ทำไมถึงพูดไม่ออก ผมอยากจะด่าพี่มันแรงๆ สักคำสองคำแต่ทำไมผมทำไม่ได้ ผมอยากจะเดินหนีพี่มันตรงนี้แต่ขาผมมันกลับไม่ขยับเลย

          “เรื่องของเราล่ะมาร์ค มึงจะว่ายังไง ถ้ากูจะขอโอกาส…”

          “ไม่บ่อยนะครับที่คนคนหนึ่งจะได้โอกาส” ผมพูดแทรกก่อนที่หัวใจผมมันจะเอนไปทางพี่วีมากกว่านี้

          “มาร์ค…มึงโกรธกูมากไหม? มึงรู้สึกยังไงตอนนี้มึงบอกกูได้ไหม” คำถามที่เว้าวอนนั่นทำให้ผมต้องตั้งสติอีกรอบ อย่าเพิ่งใจอ่อนและไม่ควรใจอ่อน ที่ผมต้องทำคือลืมๆ เรื่องราวเก่าๆ นั่นไปซะ

          “ผมเข้าใจพี่นะครับและผมก็ไม่ได้โกรธพี่แล้ว” เข้าใจบ้าบออะไร ไม่โกรธนี่คือโกหกไง คนบ้าอะไรจะเข้าใจที่คนตัวเองไปยืนจูบกับแฟนเก่าเพราะเลิกกัน คนบ้าที่ไหนมันจะไม่โกรธเลยที่ไปเห็นด้วยตาตัวเองแบบนั้น

          ความรู้สึกวันนั้นผมยังจำมันได้อยู่เลย

          "ถ้ากูจะขอเริ่มต้นใหม่..."

          "พี่พูดเหมือนกับว่าทุกอย่างมันเป็นเรื่องง่าย" ผมเห็นแววตาของพี่วีสั่น เหมือนอาการสั่นนั้นมันจะลามมาที่มือด้วย พี่เขากำแก้วแน่นกว่าเดิม ที่ผมรู้เพราะผมเห็นเส้นเลือดที่ปูดนูนขึ้นมา

          "มึงไม่อะไรกับกูแล้วจริงๆ เหรอวะ มึงลืมกูแล้วจริงๆ  เหรอ" ผมยกแก้วเหล้าขึ้นจิบหลังจากที่คนตรงหน้าพูดจบ เสียงแหบๆ กับคำถามที่เหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้วของพี่วีมันไม่ใช่สิ่งที่ผมจำเป็นต้องคิดหาคำตอบเลย

          "...อืม" ผมตอบแค่นั้นแล้ววางแก้วเหล้าลง

          "มึง..."

          "พี่มีอะไรอีกไหม? คุยกันวันนี้ให้จบเลยนะ"

          "มาร์ค..." ผมไม่อยากฝืนตัวเองแต่ผมก็ฝืน ผมไม่อยากทำร้ายพี่มันแต่ผมก็ทำ เพราะผมไม่อยากทำร้ายตัวเองอีกแล้ว สิ่งที่ผมมี ผมให้คนตรงหน้าไปมันหมดทุกอย่างแล้ว ทั้งหัวใจ ทั้งความรู้สึก ผมให้พี่วีไปแล้ว และเป็นพี่เขาเองที่ไม่รักษามัน

          ผมถอนหายใจเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่พูดอะไรอีก มองสำรวจใบหน้าหล่อเหลาที่ผมเคยมองบ่อยๆ นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้มองพี่วีใกล้ๆ  ตาคมนั่นกำลังสั่น มันแดงก่ำและดูบวม จมูกพี่มันดูโด่งขึ้นนั่นอาจจะเป็นเพราะแก้มพี่มันตอบลง ผมไล่สายตาลงมาที่ริมฝีปาก พี่มันเม้มปากแน่นเหมือนกำลังระงับอารมณ์ ปากนั่นสั่นน้อยๆ เมื่อถูกคนเป็นเจ้าของปล่อยให้เป็นอิสระ โกรธเหรอ? เสียใจเหรอ? จะพูดด้วยปากสวยๆ นี่ใช่ไหม ปากสวยๆ ที่ใครต่อใครอยากสัมผัส ปากสวยๆ ที่ยอมให้คนที่ชื่อว่าแฟนเก่าบดเบียดทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังคุยกับผม

          "ผมไปนะ" ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงบอกลา ทำไมต้องทำเหมือนอยากให้เขารั้งไว้ ทำไมต้องมองเข้าไปในตาคมๆ นั่นอีก

          "อย่าไปได้ไหม..." คำอ้อนวอนนั่นไม่ได้ทำให้ผมหยุดขยับตัว มันสายไปแล้ว...พี่วีอ้อนวอนผมตอนที่สายเกินไปแล้ว

          ผมยิ้มให้พี่เขาอีกครั้ง เป็นยิ้มอ่อนๆ ที่ผมฝืนตัวเองให้ทำก่อนจะหันหลังให้พี่วี ผู้ชายคนนี้ผมรักมาก...ผมไม่ได้อยากจากด้วยน้ำตา เอาจริงๆ ผมไม่อยากจากพี่มันไปไหนเลย

          "กูรักมึง!" ผมเดินมาได้แค่ไม่กี่ก้าวพี่มันก็ตะโกนออกมา ตะโกนประโยคเดียวที่ทำให้ผมต้องหยุดเดิน "กูรักมึง! ได้ยินไหมมาร์ค!"

          "นั่นพี่วีนี่มึง"

          "เออ...ที่เป็นแฟนพี่พลอยน่ะ"

          "เขาเลิกกันแล้วอีบ้า!"

          "เขาบอกรักผู้ชายเหรอวะ"

          "นั่นไอ้วีนี่มึง"

          "เออ...นั่นก็ไอ้มาร์ค กูรู้จักเพื่อนน้องมัน"

          "ไอ้วีกับเด็กนั่นน่ะเหรอ..."

          "เพิ่งเลิกกับพลอยป่ะวะ"

          "เขาห่างกันนานแล้วไอ้สัส"

          เสียงพี่วีที่บอกว่ารักผมมันถูกกลบด้วยเสียงคนพวกนี้ คนที่พูดอะไรก็ไม่รู้เพราะผมจับใจความของประโยคไม่ได้จนในที่สุดคำพูดพวกนั้นก็ค่อยๆ เบาลง เสียงเพลงก็ด้วย ก่อนหน้านี้ยังดังจนหูแทบแตก แต่ตอนนี้ผมกลับไม่ได้ยิน ผมได้ยินแค่เสียงพี่วี เสียงที่บอกผมว่า...

          "กูรักมึง..." คำว่ารักมันดังอยู่ไม่ไกล เสียงฮือฮาดังมาอีกระรอก ผมไม่กล้าที่จะหันหลังกลับไปมอง แค่นี้ผมก็รู้แล้วว่าพี่มันอยู่ตรงนี้  แค่นี้...ผมก็ได้ยินแล้วว่าพี่วีรักผม

          "วี! มึงทำเหี้ยอะไรเนี่ย" เสียงของพี่เหนือทำให้ผมตื่นจากภวังค์ หันมองรอบๆ ตัวแล้วอดจะตกใจไม่ได้ คนทั้งร้านมองมาที่ผม ผมที่มีพี่วียืนอยู่ด้านหลัง

          "มาร์ค...กูรักมึง" ผมรู้สึกถึงแผ่นอกที่แนบกับแผ่นหลังของผม ริมฝีปากอุ่นๆของพี่มันอยู่ไม่ไกลจากใบหู คำพูดที่ถูกพูดด้วยเสียงทุ้มลึกมันดังก้องอยู่ในความคิดผม เหมือนถูกสะกดจิต

          ผมหันกลับไปหาพี่มัน...

          "กูรักมึง" ไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วกับประโยคนี้ ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ผมรอฟังคำว่ารักจากพี่มันเหมือนตอนนี้ มันนานมาก นานพอๆ กับระยะเวลาที่ผมรักและรอพี่เขา

          "ผม..." ผมพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะบอกอะไรออกไป ลำคอผมแห้งผาก ปากของผมมันก็เหมือนเป็นตะคริว ตาผมมันพร่ามัว จะมองตาคนตรงหน้าชัดๆ ก็ทำไม่ได้ สุดท้าย...แก้มผมมันเปียกและใจผมเจ็บ

          "กูรัก..." ผมชักมือกลับก่อนที่พี่วีจะทันได้จับมัน พี่มันมองผม มือเรียวนั่นยังค้างอยู่ที่เดิมไม่ต่างจากคำพูดที่ไม่จบประโยคดี

          "มันใช่เหรอวะ"

          "พี่วีชอบผู้ชายอ่ะมึงงง"

          "ไอ้เหี้ย เด็กนั่นทำไงให้พี่วีชอบวะ"

          "มึงงงงง เขาบอกรักกัน"

          "นี่ป่ะ ที่บอกว่าเป็นชู้อ่ะ"

          "ที่บอกว่าพี่วีคบซ้อนก็จริงสิมึง"

          "มาร์ค!" ผมหันกลับหลังเมื่อได้ยินเสียงพี่แพ็ค คนตัวเล็กยืนอยู่ไม่ไกลจากผมและมองมาที่ผมงงๆ "มายืนทำไรตรงนี้อ่ะ กลับกัน" พี่แพ็คเดินเข้ามาจับแขนผมและกระตุกให้ผมเดินตาม แต่ผมยังไม่ยอมขยับ

          "พี่แพ็คคือ..."

          "จะอยู่นี่เหรอ" ใบหน้าติดจะสวยนั่นเอียงมองผม ตาสวยมองไปที่พี่วีครู่หนึ่งและเป็นครู่เดียวที่ผมเห็นความไม่พอใจของพี่แพ็คผ่านทางสายตา

          "ผมจะกลับ" ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมถึงตอบพี่แพ็คแบบนั้น ผมอาจจะกลัวที่จะอยู่ต่อ กลัวสายตาและคำพูดของคนพวกนั้น และที่สำคัญผมกลัวใจพี่วี

          ผมเดินออกมากับพี่แพ็ค คนตัวเล็กปล่อยแขนผมหลังจากที่เราออกจากร้านนั้น ตาสวยตวัดขึ้นมองผมอย่างไม่พอใจอยู่หลายครั้ง จนผมยัดตัวเข้าไปในรถไอ้เจมส์ได้

          "มันเป็นบ้าหรือไง ไปตะโกนบอกกลางร้านเหล้าแบบนั้น แล้วมาร์คก็ยืนบื้อแบบนั้นทำไม รักเขาก็กระโดดกอดเขาแล้วพากันออกไป หรือถ้าไม่รักก็เดินออกมา จะไปยืนโง่ๆ ให้ถูกด่าทำไมเด็กบ้า!" พี่แพ็คหันมาวีนทันทีที่ขึ้นรถเรียบร้อย คนตัวเล็กนั่งตำแหน่งคนขับและผมนั่งอยู่ข้างๆ เจมส์กับวิน

          "ผมไม่รู้จะทำยังไง" ผมตอบพี่แพ็คกลับเบาๆ อย่างที่รู้สึก

          ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นมันคืออะไร ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อ เพียงแค่ได้ยินคำว่ารักจากพี่วีทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นระหว่างผมกับเขาก็ไหลเข้ามาในหัวไม่หยุด ทั้งความสุข ความเศร้าและความเจ็บปวด

          "เฮ้อ~ แล้วจะเอายังไงต่อ" พี่แพ็คถามหลังจากได้ยินคำตอบจากผม

          "ขออยู่กับตัวเองก่อนได้ไหม" ผมพูดเบาๆ แล้วหลับตาลง รับรู้ถึงการเคลื่อนตัวของรถและความเป็นห่วงจากคนข้างๆ แต่ทุกอย่างที่ผมรับรู้ตอนนี้ไม่เท่ากับคำว่ารักของพี่วีที่บอกผมตอนนั้น

          จะพูดออกมาล้านครั้งมันก็ไม่มีประโยชน์ ในเมื่อมันสายเกินกว่าที่ผมจะรอฟัง

#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น