ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เลือดพล่าน ll < บทที่12 > 100%

ชื่อตอน : เลือดพล่าน ll < บทที่12 > 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2561 20:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เลือดพล่าน ll < บทที่12 > 100%
แบบอักษร

12


ปวดหัว...เป็นอาการแรกที่ผมรู้สึก ตามด้วยปวดตึงที่ท้ายทอย รู้สึกเวียนหัวจนจะอ้วก ให้ตาย...นี่ผมป่วยอยู่นะ ทำไมใจร้ายให้ผมโดนหนักขนาดนี้ได้ล่ะ

“ตื่นแล้วสินะ” น้ำเสียงสบายๆแต่น่าหมั่นไส้พูดขึ้นใกล้ๆผม ผมลืมตาขึ้นมาและพบว่าตัวเองนั่งเอนอยู่บนเก้าอี้หุ้มเบาะนุ่มๆตรงข้ามกับชายผู้เป็นศัตรูของบอส

“ไบรอัน” เจ้าของชื่อนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือจิบเหล้า ชิวซะเหมือนมาพักร้อน เมื่อคิดทบทวนให้ดีแล้ว ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้คือหมอนี่ต่อยท้องผมแล้วให้ลูกน้องเขาก็ทุบหัวผมจนสลบ

ฟิลมาพักร้อนคงไม่ต้องทุบหัวแล้วลากตัวใครมาด้วยมั้ง

ผมยกตัวขึ้นนั่ง ข้อมือทั้งสองถูกใส่กุญแจมือไว้ข้างหน้าเหมือนนักโทษ พอสังเกตรอบๆตัวพบว่าตัวเองอยู่ในห้องเล็กแคบที่มีหน้าต่างรอบๆ...

ไม่สิ ที่นี่ไม่ใช่ห้อง นี่มันบนเครื่องบิน!

“คุณจะพาผมไปไหน” และที่สำคัญมันกำลังบินอยู่บนน่านฟ้าด้วย

“ไม่ต้องรู้หรอก”

“ต้องการอะไรจากผมกันแน่”

“จากนายน่ะเหรอ…” ไบรอันละสายตามองผมครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปที่หนังสืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มี”

“หา?”

“ของเล่นของเฉิน ก็แค่อยากแย่งมาให้มันอกแตกตายเท่านั้น”

What?

ผมอาจจะมองไบรอันนานเกินไป เขาเลยพับหนังสือพิมพ์เก็บแล้วหันมาจ้องผมตรงๆ อย่างพิจารณา

“นึกไม่ถึงว่ารสนิยมมันจะเป็นแบบนี้” ไบรอันยกมือขึ้นเชิดคางผมหันไปหันมา “นายมีอะไรดีมันถึงได้ชอบนายนัก”

เพี๊ยะ!

ผมปัดมือเขาออก จ้องกลับด้วยสายตาขุ่นเคือง

“หึ!” ไบรอันแค่นยิ้มครึ่งหนึ่งก่อนจะโบกหลังมือตบผมหน้าหัน ชาไปครึ่งซีก

เพี๊ยะ!

ตามด้วยลุกขึ้นบีบคางผมไว้แน่น “มันอาจจะใจดีกับนาย แต่ฉันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นอย่าลองดี”

พูดจบก็สะบัดหน้าผมแรงๆแล้วนั่งลงอ่านหนังสือต่อ ผมใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม จ้องไบรอันไม่วางตา ต้องใจเย็นไว้ก่อน ต่อให้แค้นแค่ไหนตอนนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้ อยู่บนเครื่องบิน ยังไงก็ไม่มีที่ให้หนี รอเครื่องลงจอด ไว้ค่อยหาทางคิดอีกที

“ถ้าคิดจะหนีล่ะก็ ขอแนะนำให้เลิกซะ ที่ที่เราจะไป นายไม่มีวันหนีพ้นสายตาฉัน” เหมือนมานั่งอยู่ในใจผม ไบรอันรีบพูดดักขึ้นมาทันที

“บอสไม่อยู่เฉยแน่”

“นั่นแหละที่ฉันต้องการ ถ้าเกิดมันไม่มาฉันคงเสียใจแย่ ลงทุนไปตั้งเยอะเพื่อของเล่นชิ้นเดียว ถ้าเกิดมันตัดนายทิ้งไปฉันคงได้ไม่คุ้มเสีย”

ตัดทิ้งเหรอ...

“ทำไม ลังเลเหรอ ไหนว่าสำคัญไง ใครๆก็พูดว่านายเป็นตัวจริงของไอ้เฉิน”

ใช่ผมลังเล บอสอาจจะชอบผมมาก และชอบมานานแล้วอย่างที่เขาบอก แต่ผมจะสำคัญพอให้เขามาแลกด้วยหรือเปล่า เรารู้จักกันจริงๆไม่นาน ตัดผมทิ้งอาจเป็นวิธีที่ง่ายกว่าแล้วก็เสียน้อยกว่าถ้าเขาจะเลือก

“อย่าห่วงเลยน่า ถ้ามันไม่มาหานายจริงๆ ฉันจะเล่นกับนายเอง จริงๆฉันก็สนใจนายหน่อยๆนะหลังจากที่นายหนีฉันไปได้ถึงสองครั้งสองครา”

“สองครั้ง” ผมทวนเบาๆ “หึ! งั้นก็แปลว่ามันอาจจะมีครั้งที่สามน่ะสิ”

“ไม่หรอก สองครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในถิ่นฉัน ตอนนี้ที่ที่เราจะไปเต็มไปด้วยหูตาของฉันทั้งนั้น หนียังไงนายก็ไม่มีวันรอดพ้นคนของฉันไปได้”

“เดี๋ยวก็รู้” ผมเชื่อมั่นในระดับหนึ่งว่ามันต้องมีสักทาง ต่อให้บอสตัดผมทิ้งจริงๆผมยังมี...

ทันใดนั้นผมก็ชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ถึงเรื่องบางเรื่อง

เดี๋ยวนะ ไม่ใช่สิ ก่อนหน้าที่ผมจะโดนจับมามีเสียงปืนดังมาจากทางดาดฟ้า

“คุณฆ่ารุ่นพี่ของผม” ผมกัดฟันพูดกับไบรอัน ตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันใด ผมไม่มีพวกพี่ใหญ่อีกแล้ว ถ้าบอสตัดผม...ผมจะไม่เหลือใคร

ไบรอันมองผมอย่างพอใจที่เห็นผมจ้องเขาด้วยสายตาเคียดแค้น มือทั้งสองข้างของผมกำแน่นจนสั่น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองไบรอันอย่างไม่ละสายตา

“ฉันต้องกำจัดคนที่ขวางทางฉัน”

“ไอ้สารเลว!” ผมกระโจนไปกระชากคอเสื้อไบรอัน ตวาดด้วยน้ำเสียงที่ดังจนแสบคอ ไม่รู้ผมทำหน้ายังไงตอนนี้ แต่ไบรอันไม่แม้แต่จะสะทกสะท้านเลยสักนิด

ผมหวังให้มันบอกว่าไม่ใช่ พวกพี่ใหญ่ของผมหนีรอดไปได้ แต่ดูจากสายตาสะใจของมันแล้ว ทางเป็นไปได้มันริบหรี่เหลือเกิน

ไบรอันกระตุกยิ้มมุมปาก พริบตาเดียวร่างผมก็ถูกเหวี่ยงลงพื้น ไบรอันนั่งคร่อมทับผมไว้ ต่างคนต่างกำคอเสื้อของฝ่ายตรงข้าม

“ฉันเตือนนายแล้วว่าอย่าลองดี”

“คุณฆ่าพวกเขา ชีวิตผมเหลือแค่พวกเขาแต่ตอนนี้มันไม่เหลือแล้ว!” ไบรอันชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นผมตวาดลั่นทั้งน้ำตา ผมไม่ได้ร้องไห้ แค่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จนมันไหลหยดลงมาเท่านั้น วูบเดียวเท่านั้น สายตาตกตะลึงของไบรอันก็กลับมาเรียบเฉยเหมือนเดิม

“...คิดว่าฉันจะเห็นใจงั้นเหรอ”

“ไปตายซะไบรอัน”

หมับ!

ไบรอันคว้าคางผมบีบไว้อย่างแรง “ฉันขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย...สงบปากสงบคำซะบ้างไม่งั้นอย่ามาหาว่าฉันใจร้าย”

เขาจ้องหน้าผมโกรธๆ มือบีบคางผมจนร้าวไปทั้งกราม จนกระทั่งเสียงประตูเปิดออกพร้อมมีคนเดินเข้ามา

“คุณไบรอันครับ อีกสิบนาทีเครื่องจะลงจอด” ลูกน้องที่เข้ามารายงานไม่ได้สนใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเลยสักนิด ไบรอันส่งเสียงอืมตอบรับคำหนึ่งลูกน้องคนนั้นก็ถอยกลับออกไป

“กลับไปนั่งดีๆซะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” เขาลุกออกจากตัวผม ดึงเสื้อที่ยับย่นของตัวเองให้เข้าที่ก่อนจะกลับไปนั่งแล้วทำเหมือนเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ผมยังนอนอยู่กับที่ ยกมือที่ถูกล็อกด้วยกุญแจมือขึ้นทับที่หัวตาแล้วพยายามควบคุมจังหวะหายใจให้เป็นปกติ เกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองป่วยอยู่ โดนเหวี่ยงกระแทกพื้นเมื่อกี้ทำหัวผมเต้นตุบๆ

“จะนอนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม” ผมตวัดสายตามองเจ้าของเสียงอย่างไม่พอใจพลางลุกขึ้นแล้วเดินไปนั่งที่เดิม เมื่อไหร่จะหายปวดหัว นี่มันมากกว่าเดิมอีกนะ

“เป็นอะไร” ไบรอันถามขึ้นเสียงห้วนเมื่อเห็นผมก้มตัวลงไปนวดบริเวณหัวคิ้วเบาๆ

“ยุ่ง”

“หึ อย่ามาตายบนเครื่องฉันละกัน” 


50%


สิบนาทีต่อมาเครื่องบินก็ลงจอด ตัวเครื่องสั่นสะเทือนเล็กน้อยก่อนจะหยุดนิ่ง ลูกน้องไบรอันเข้ามารายงานและเปิดทางให้เจ้านายไป ไม่กี่วินาทีให้หลังลูกน้องอีกสองคนก็เข้ามาในห้องแล้วรวบตัวผมออกไปตาม

แสงแดดเจิดจ้าแต่ไม่ให้ความรู้สึกร้อนสักเท่าไหร่ สนามบินกว้างขวางปรากฏสู้สายตาผมพร้อมกับจำนวนคนอีกอื้อซ่าที่ยืนเข้าแถวเรียงกันยาวไปจนถึงรถสีดำคันที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

“เห็นหรือยังว่ายังไงนายก็หนีไม่ได้” ไบอันหันมาเย้ยผมทีหนึ่งก่อนจะก้าวฉับๆไปที่ตัวรถโดยมีลูกน้องคนสนิทตามไปด้วย จริงอย่างที่เขาว่า จะให้หนีไปตอนนี้เห็นทีจะยาก กะคร่าวๆจากสายตาคนที่อยู่ที่นี่เกือบห้าสิบคนได้มั้ง

ผมถูกผลักหลังได้เดินตามไบรอันไป ลูกน้องสองคนนั้นเดินคุมหลังผมมาติดๆ ส่งผมเข้ารถหรูของหัวหน้าตัวเองแล้วก็ปิดประตูลง ตัวรถเครื่องออกจากสนามบินทันที

“อิตาลี!” ผมร้องออกมาเมื่อเห็นวิวรอบๆเต็มตา สถาปัตยกรรมแบบนี้ วิวแบบนี้ ดินแดนรองเท้าบูทไม่ผิดแน่

“ฉลาด” ไบรอันเอ่ยชม...หรือประชดก็ไม่รู้แต่ที่ผมรู้เพราะอิตาลีเป็นเมืองในฝันของผมที่กะว่าสักวันจะต้องมาเที่ยวให้ได้

นึกไม่ถึงว่าจะได้มาแบบนี้ ควรดีใจไหม

“ที่นี่นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องศิลปะกับความโรแมนติกแล้ว มันยังเป็นเมืองที่เป็นศูนย์รวมของมาเฟียทั่วโลกอีกด้วย”

“...” ตั้งใจจะข่มขวัญกันสินะ ว่าแต่มาไกลเหลือเกิน บอสจะรู้ไหมว่าผมถูกพามาที่นี่ ไบรอันเป็นมาเฟียอังกฤษลูกครึ่งอเมริกา คงไม่มีใครคิดว่าจะพาผมมาที่นี่

“นายมาที่นี่ด้วยเครื่องบินส่วนตัวของฉัน ไม่มีพาสปอร์ส ไม่มีบัตรประจำตัว ถ้าไม่อยากถูกจับข้อหาลักลอบเข้าเมืองขอแนะนำว่าอย่าเดินเพ่นพ่าน”

“เลิกขู่ผมได้แล้ว”

“ฉันดูเหมือนกำลังขู่เหรอ” ให้ตายเถอะ ผมเกลียดหมอนี่ชะมัด ป่าเถื่อน กวนประสาท แถมท่าทางยังยียวนเจ้าเล่ห์อีก ผมไม่ชอบเลย เขาเรียกผมว่าลูกหมาป่า แต่กลับทำเหมือนผมเป็นลูกแกะใสซื่อที่อยู่ในกำมือจิ้งจอกอย่างเขา


ตัวรถแล่นเข้าไปจอดในคฤหาสน์หลังหนึ่ง ผมจดจำเส้นทางตลอดสายของการมาที่นี่ เผื่อในอนาคตจะมีโอกาสหนีกับเขาบ้าง ทันทีที่มาถึง ลูกน้องหลายสิบคนของไบรอันก็ออกมาต้อนรับ แต่ละคนหน้าตาโหดๆกันทั้งนั้น

“ลงมา” ลูกน้องของมาเฟียอังกฤษบอกผมเสียงห้วนก่อนจะกระชากตัวผมลงจากรถ

“มัวมองอะไร เข้าไปซิ”

ผมถอนหายใจเบาๆเมื่อถูกเร่ง ไบรอันเดินตัวปลิวเข้าไปด้านในแล้ว ไม่สนใจผมสักนิด คือนี่มันเป็นคนจับผมมานะเฮ้ย ผมเป็นแขก! ดูแลกันหน่อยไม่ได้หรือไง

“บ่นอะไร” นี่ก็จับผิดดีจริงๆ ให้ตาย

ผมเดินหน้ามุ่ยตามไบรอันเข้าไปในบ้าน โดยมีลูกน้องสองคนของเขาคุมหลัง คฤหาสน์หลังใหญ่ ประดับประดาด้วยประติมากรรมแบบคลาสสิค บางอันเหมือนที่เห็นในนิตยสารหรือพิพิธภัณฑ์เลย ถ้าเป็นของจริงถือว่าที่นี่ไม่ธรรมดามาก บ้านหลังนี้คงร้อยล้านเป็นอย่างต่ำอ่ะ

ผมถูกพามาที่ห้องๆหนึ่ง โดนผลักเข้ามาอยู่ในนี้และปิดประตูขังเอาไว้ เมื่อลองหมุนลูกบิดประตูดูแล้วผมก็พบว่ามันล็อกอยู่ ซึ่งก็ไม่ผิดกับที่คิดไว้สักเท่าไหร่

ห้องนอนแห่งนี้เป็นห้องแบบธรรมดา ดูเรียบๆ ถูกทาด้วยสีครีมอ่อน มีเตียงอยู่ตรงกลาง มีตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำอยู่ในสุด หน้าต่างห้องบานใหญ่มีเบาะยาวอยู่ตรงหน้า คาดว่าน่าจะเป็นมุมอ่านหนังสือ หรือมุมพักผ่อนแบบสบายๆ โดยภาพรวมแล้ว ถือว่าเป็นห้องที่น่ารักมาก พอลองเดินไปผลักหน้าต่างเปิดออกดูปรากฎว่ามันเปิดออกไม่ได้ มีตะปูอันเล็กๆตอกไว้จากด้านนอกไม่ให้เปิดได้รอบคอบมาก ถ้าผมเป็นไบรอัน ที่แรกที่ผมจะปิดตายก็คือหน้าต่างเหมือนกันนี่แหละ

แกร่ก!

เสียงประตูเปิดออก ผมหันขวับไปทางนั้นทันที คนที่เข้ามาคือเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง ผมซอยสั้นประบ่าสีทอง เธอถือเสื้อผ้ากองหนึ่งเดินมาวางไว้ที่เตียงเงียบๆ

“โทษนะ เธอพูดภาษาอังกฤษได้ไหม” ภาษาอังกฤษผมไม่แข็งแรงสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเทียบกับภาษาอิตาเลี่ยนที่ไม่ได้เลยแล้ว ผมยอมสเน็คๆฟิชๆเอาดีกว่า

เด็กผู้หญิงนั่นเงยหน้ามองผมครู่หนึ่งก่อนจะไม่สนใจตอบคำถามแล้วหันหลังกลับออกไป

“เดี๋ยวสิ!” ผมวิ่งไปตะครุบเด็กนั่น ทันทีที่มือแตะถึงตัว เด็กผู้หญิงก็จับข้อมือผมบิดแล้วเตะตัดขาจนผมหงายหลังล้มตึงทันที

ตุบ!

“โอ๊ย!”

เด็กนั่นพ่นภาษาอิตาเลี่ยนใส่ผมรัวๆโดยที่ผมฟังไม่ออกเลยสักนิด นี่เป็นครั้งที่สองของวันที่ผมโดนจับทุ่ม แถมครั้งที่สองยังเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนี่อีก

“พูดอะไรฉันฟังไม่รู้เรื่อง”

“!@#$%%^&&**”

ถ้าบอกว่า WTF จะหยาบคายเกินไปไหม แต่ตอนนี้คือต้องบอกว่ามึนมากๆ โดนทุ่มครั้งแรกก็เพิ่มอาการปวดหัวให้ผมมากพอแล้ว มาครั้งนี้บอกเลยว่าลุกไม่ขึ้น

พอเด็กนั่นเหมือนจะด่าผมเสร็จก็เดินหนีออกจากห้องไปเลย ผมนอนอยู่กับที่พักหนึ่งพอให้ตัวเองตั้งสติได้จึงค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ห้องตอนนี้เงียบสนิทจนได้ยินแค่เสียงหายใจของตัวเอง ได้ยินเสียงความคิดของตัวเอง ผมเอนตัวพิงกับผนังห้อง มองหาทางรอดที่ไม่แม้แต่จะมีเลยสักทาง


หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ผมถูกขังอยู่ในห้องๆนี้ ไม่ได้เจอหน้าผู้คนเลยสักนิด มีแค่เด็กผู้หญิงคนนั้นแหละที่เข้ามาส่งข้าวให้วันละครั้งแล้วกลับออกไปแบบไม่มองหน้าผม ไบรอันหายไปไหน ผมไม่เจอเขาเลยตั้งแต่วันที่เขาพาผมมาที่นี่ และที่สำคัญ...ไม่มีวี่แววว่าบอสจะมาช่วยผมเลย

แกร่กๆ

เสียงประตูห้องเปิดออกเป็นครั้งที่สองของวันซึ่งนั่นสร้างความแปลกใจให้ผมเป็นอย่างมาก เด็กผู้หญิงคนนั้นเอาข้าวมาให้ผมแล้วในตอนเช้า เป็นไปไม่ได้ที่จะเอามาให้อีก

“คุณไบรอันต้องการพบนาย” เจ้าของร่างที่เข้ามาคือลูกน้องไบรอัน สองคนที่เป็นคนคุมตัวผมมาไว้ในห้องนี้ตอนมาถึงครั้งแรก

“แล้วทำไมเขาไม่มาเอง” ถึงปากจะว่าอย่างน้ันแต่ผมก็ลุกออกจากเตียงเดินไปหาพวกเขาอยู่ดี เอาตรงๆต่อให้ขัดขืนก็ใช่ว่าจะรอด ไบรอันก็เหมือนกับบอส จะต่างกันก็แค่ลุค กับสไตล์เท่านั้น

ถ้าพี่ใหญ่อยู่ที่นี่คงจะบอกให้ผมยอมๆไปก่อน แล้วค่อยหาทางทีหลัง


ผมเดินตามพวกนี้ไปยังห้องๆหนึ่ง เป็นห้องที่มีจอขนาดใหญ่ติดผนังอยู่แล้วมีโซฟากับโต๊ะเตี้ยๆอยู่ใกล้ๆ เหมือนห้องดูหนัง แต่มาเฟียแบบไบรอันมีโมเม้นนี้ด้วยเหรอ

“มาแล้วครับคุณไบรอัน”

“อืม” น้เสียงเรียบเย็นของไบรอันดังขึ้นพร้อมกับสายตาคมกริบจ้องนิ่งมาที่ผม เขานั่งอยู่ที่โซฟาดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดีแฮะ ผมถอยตอนนี้ทันไหม

“ไปเอากล้องมา”

“ครับ”

ผมเริ่มรู้สึกไม่ดีแล้ว บรรยากาศในห้องมาคุๆ ยังไงชอบกล แถมไบรอันเหมือนจะอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ควรยุ่งด้วยเป็นอย่างยิ่ง

“คุณมีอะไรกับผมหรือเปล่า”

“มีสิ มีแน่” สิ้นเสียงไบรอันลูกน้องที่วิ่งกลับไปเอากล้องก็วิ่งกลับมา ผมที่เสียเวลาหันไปมองลูกน้องคนนั้นไม่กี่วินาทีถูกกระชากเข้าหาตัวไบรอัน มาเฟียอังกฤษกอดไหล่ผมไว้ด้วยมือข้างหนึ่งอีกมือจับไว้ที่คางผมแล้วหันไปพูดกับลูกน้องตัวเองทั้งที่ยังมองหน้าผมอยู่

“ถ่ายไว้ให้หมด ถ่ายชัดๆให้เห็นทุกมุม”

“อื้อ!” พูดจบไบรอันก็บดปากลงมากับปากผม ผมพยายามหันหน้าหนีและดิ้นออกแต่ถูกกอดไหล่ไว้แน่น มือไบรอันล็อกคางผมไว้ไม่ให้หันหน้าหนี

รสจูบดุดันและรุนแรงจนผมรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดในปาก ไบรอันกัดริมฝีปากล่างผมเพื่อให้ผมเปิดปากให้เขาได้สอดลิ้นเข้าไปข้างใน ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดพรากอากาศหายใจผมไปทีละนิดจนเริ่มรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย

เขาจะทำบ้าอะไรวะเนี่ย หายไปเป็นอาทิตย์กลับมาก็มาทำอะไรบ้าๆแบบนี้

“ไบรอัน...อื้อ” ปล่อยเวลาให้ผมหายใจเพียงเสี้ยวเดียวมาเฟียอังกฤษตรงหน้าก็รุกต่อ ผมทั้งกำหมัดทุบ ทั้งผลักดันกายใหญ่ออกห่างจากตัวแต่ไม่มีวิธีไหนได้ผลเลย

“พะ พอ ไบรอันพอ!” เมื่อเบนหน้าหนีจนพูดได้ไม่ทันจบประโยคเขาก็จับหน้าผมหันไปรับจูบต่ออีก จูบจนปากผมเริ่มร้อน จนปากผมบวมเห่อ จนหมดแรงดิ้นรนขัดขืน กว่าไบรอันจะยอมหยุด ผมก็ยืนนิ่งสนองความต้องการของเขาไปแล้ว

ผลัก!

ผมผลักกายใหญ่ออกห่างจากตัวแล้วใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำที่เลอะข้างริมฝีปาก จ้องไบรอันด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่เขาทำอะไรจาบจ้วงแบบนี้

ไบรอันใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยริมฝีปากตัวเองเบาๆพรางมองผมอย่างพอใจ มือหนาแบออกไปทางลูกน้องเพื่อรับกล้องถ่ายรูปมาเปิดดู กล้องนั่นใช้ถ่ายตอนเขาจูบผมแน่

ผมพุ่งตัวไปเพื่อแย่งกล้องในมือไบรอัน แต่เขายกขึ้นสูงและโยนเปลี่ยนมือไปมาไม่ยอมให้ผมได้ไปง่ายๆ

ไบรอันจับข้อมือผมที่ยื่นไปแย่งกล้องไว้ จับบิดไพร่หลังแล้วใช้มืออีกข้างล็อกคอผมไว้

“ต้องขอบใจนายที่ทำให้ฉันอารมณ์ดีขึ้นได้” สำเนียงไทยแปล่งๆกระซิบเบาๆข้างหูผมจนผมต้องย่นคอหนี “อร่อยแบบนี้นี่เอง เฉินถึงได้ติดใจนัก”

“ปล่อย” ผมดิ้นเบาๆเมื่อไบรอันเอาริมฝีปากมาไล่เกลี่ยบนพวงแก้มผม

“คนรักของนายเล่นงานแก๊งฉันที่อังกฤษ คนของฉันตายไปหลายคน ฉันขาดทุนไปเกือบล้านปอนด์เพราะมัน” คนรักของผม? หรือจะหมายถึงบอส!

“ตอนแรกฉันโมโหมาก กะว่าจะฆ่านายแล้วส่งศพไปให้มันดู แต่คิดอีกทีแบบนี้สนุกกว่าเยอะ”

“คุณจะทำอะไร” ผมพยายามนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว ไบรอันโยนกล้องให้ลูกน้อง พยักหน้าให้หนึ่งทีลูกน้องคนนั้นก็เดินออกจากห้องไป

“ส่งคลิปฉันจูบกับนายไปให้มัน มันต้องดิ้นเร่าๆแน่”

“ผมไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ แต่ทำแบบนี้ก็ไม่ได้อะไรหรอก”

“ก็รอดูกันว่าจะได้หรือไม่ได้ ถ้ามันยังไม่หยุดลอบกัดแล้วมาหาฉันตรงๆ...ครั้งหน้า…” คนข้างหลังผมเว้นช่วงไว้นิดหนึ่งแล้วเกลี่ยนิ้วไปมาบนแก้มผมก่อนจะกระซิบเสียงพร่าข้างๆหู “มันอาจจะไม่จบแค่จูบ”

“...!!!”

...............................................................................................

ความคิดเห็น