ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 1 First Met (Rewrite)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 1 First Met (Rewrite)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 80.1k

ความคิดเห็น : 69

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2561 12:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 1 First Met (Rewrite)
แบบอักษร

การจัดกระเป๋าที่มีสัมภาระนิดเดียวไม่ใช่ปัญหาของตะวัน

แต่ปัญหาจริงๆมันคือวันที่ได้เจอตัวเป็นๆนายใหญ่หรือที่คุณสุวิทย์เรียกติดปากว่า 'ท่าน' จนตะวันจินตนาการภาพของคนคนนั้นไว้ในหัวไปแล้วเรียบร้อยต่างหาก!

ชายวัยกลางคนท่าทางใจดี ผมสีดอกเลา ไม่มีภรรยาและลูกเลยพาตัวเองปลีกวิเวกไกลเมืองที่วุ่นวาย อาจจะเป็นเพราะรักสันโดษและไม่ชอบออกสื่อเลยทำให้ไม่มีข้อมูลหรือรูปพอที่จะค้นหาได้ง่าย

ลืมไปเลย ลืมไปว่าทุกอย่างบนโลกนี้มันไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป! ไอ้ที่มโนไว้ในหัวส่วนมากมันจะห่างไกลกับความเป็นจริง แต่ก็ไม่น่าจะห่างจากที่คิดอย่างกับทะเลทรายซาฮาร่าอันร้อนระอุกับดินแดนอาคติกอันหนาวเหน็บขนาดนั้น

ต้นเหตุเพราะคนตรงหน้านี่คนเดียว

ชายหนุ่มหน้าคม ผมสีน้ำตาลเข้ม คิ้วหนานัยน์ตาคมที่บอกแววฉลาดเฉลียว จมูกโด่งตรงรับกับปากได้รูปกับกรามแข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยเคราเขียวครึ้มยังกับลืมโกนนั้นอีก บอกเลยว่าปากสีส้มซีดๆกำลังปิดสนิทไม่ได้แย้มยิ้มทักทายคนใหม่ให้ใจชื้นเลยสักนิด

ร่างสูงใหญ่กะคร่าวๆน่าจะประมาณร้อยแปดสิบกว่าเกือบร้อยเก้าสิบโน่นละมั้ง เพราะขนาดตะวันที่ถือว่าไม่เตี้ย(?)ยังต้องแหงนมองจนเริ่มเมื่อยคอ

ไหล่กว้างช่างรับกันดีกับเสื้อเชิ้ตตาหมากรุกยอดฮิตที่เห็นขายกันกลื่อน แต่กับคนตรงมันดูดีจนปฏิเสธไม่ลง คงเป็นเพราะอากาศที่อบอ้าวเกินทานไหวทำให้เจ้าตัวพับแขนเสื้อขึ้นจนเลยข้อศอกอวดลำแขนล่ำสีคล้ำแดดและไม่ยอมติดกระดุมเม็ดบนๆเอาซะเลย เป็นโอกาสให้สาวน้อยสาวใหญ่ที่เดินผ่านไปมามองกันตาปรอย อย่าว่าแต่สาวๆเลยขนาดผู้ชายด้วยกันเองยังมองจนเหลียวหลังเหอะ

ยีนส์สีซีดดูไม่ธรรมดาเลยสักนิดโดยเฉพาะเข็มขัดนั่น มองต่ำลงไปก็เห็นคอมแบทที่เต็มไปด้วยฝุ่น นี่ถ้ามีหมวกบนหัวอีกซักใบอีตานี่ต้องป็นคาวบอยแหงๆ

"ขึ้นรถ"

ว่าแล้วก็ออกเดินนำไปลิ่วปล่อยให้คนฟังกระพริบตา 'แค่เนี๊ยะ?' คนบ่นอุบอิบซอยเท้าตามจนขาแทบขวิด กลัวดอกพิกุลร่วงหรือไงนะ

"คุณครับ เดี๋ยวก่อนสิ...แฮ่ก.....คุณสายใจ ...บอก....เจ้านาย เจ้านาย......แฮ่ก.....จะมารับ......เอง .....ใช่ ......คุณ....ไหม?"

มันดูเป็นคำถามที่แสนจะธรรมดาก็จริงแต่สามารถทำให้ร่างสูงใหญ่ปานยักษ์ปักหลั่นหันขวับกลับมาทั้งตัวชนิดที่ทำให้คนวิ่งตามหลังมาตาเหลือก

“เหวอออ!”

ตะวันหลับตาปี๋เมื่อหน้าผากของตนประสานงาเข้ากับแผงอกกว้างของคนหยุดเดินเข้าอย่างจัง ทำให้หมวกแก็ปที่ใส่อยู่หลุดออกจากหัว หน้าหวานจึงรีบแหงนขึ้นมองดูปฏิกิริยาของสิบล้อที่เพิ่งโดนรถจักรยานชน

ตาคมกริบที่หลุบมองอยู่ก่อนแล้วทำให้ตะวันยิ้มแหย รู้สึกว่าตัวเองต้องรีบถอยออกโดยด่วนก่อนที่จะโดนหักคอจิ้มน้ำพริกตรงนี้

“ขอโทษครับ”

แต่ก็อีกนั่นแหละ เป้บนหลังหนักขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อตะวันพยายามถอยแบบไร้ทิศทาง และก็คงได้หงายลงไปจริงๆถ้าไม่มีมือของผู้หวังดีเกี่ยวเอวเอาไว้ซะก่อน

ความใกล้ที่ไม่คาดคิดชนิดที่ไม่มีช่องว่างให้มดซักตัวเดินผ่านตั้งแต่ช่วงขาลงไปทำให้แก้มขาวถึงกับร้อนวาบ และซับสีเลือดขึ้นต่อหน้าต่อตาคนมอง เกือบหลุดอุทานอย่างตกใจเมื่อเจ้านายใหม่ป้ายแดงโน้มหน้าเข้ามาจ่อจนเกือบชิดชนิดให้ลมหายใจปะทะกันเล่น เหตุเพราะฝ่ายหนึ่งอยากรู้ว่าทั้งหน้าทั้งคอที่กำลังแดงอยู่ตอนนี้มันใช่ของจริงหรือใช้อะไรทา เพราะช่างน่าสนใจสำหรับคนที่ไม่เคยเห็นใครหน้าแดงใส่ชนิดจะๆตามาก่อน

แต่มันใกล้เกินไปไหม!

ใกล้เกินไปแล้ว ตะวันคิดพลางกลืนน้ำลายเอื๊อก ปากที่กำลังพะงาบนั้นอยากจะบอกว่า กรุณาถอยออกไปหน่อยครับก่อนที่หัวใจผมจะวาย! แต่กลับไม่อาจเปล่งคำพูดไดๆออกมา ทำได้แค่กลืนน้ำหล่อเลี้ยงลำคอที่แห้งผากกระทันหัน มือบางก็เผลอคว้าเอาบ่าหนาเพราะตกใจเกาะไว้อย่างนั้น และต่างก็ไม่รู้ว่าพากันนิ่งท่านั้นนานเท่าไหร่

"อ่าว สวัสดีครับคุณพจน์..."

เสียงที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้ทั้งคู่พากันหันไปมองอย่างพร้อมเพรียง หนึ่งในสองนั้นรู้จักคนทักเป็นอย่างดี แต่กับคนมาใหม่อย่างตะวันได้แต่มองชายวัยกลางคนที่กำลังยิ้มกว้างอวดฟันหลอตรงมุมปากโดยลืมไปสนิทว่าทั้งตนทั้งคนที่เข้ามากอดตนไว้กำลังค้างคากันอยู่ท่าไหน

" มา บขส. รับคนหรือครับ?”

“ก็ ครับ”

คำถามปิดตายเหมือนจะรู้อยู่แล้วทำให้พจน์ได้แต่รับสั้นๆ และก็คงจะช้าไปเพราะลุงแกได้แปลความหมายไปไกลสุดกู่ “ใช่แฟนหรือเปล่าครับ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วผมเห็นคุณพจน์กอดไว้ไม่ยอมปล่อยเลย ถ้าอย่างงั้นผมไม่รบกวนดีกว่า ไปก่อนนะนังหนู"

ห๊ะ?

ลุงแกเดินจากไปแล้ว จากไปพร้อมกับความเข้าใจอันผิดเพี้ยน

แต่เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้แกทักใครว่า........

“คุณคงไม่ใช่.......”

สาบานได้ไหมว่านั่นคือยิ้ม ทำไมมันดูร้ายกาจจนอยากเปลี่ยนใจกลับบ้านแบบนี้

“ไม่ได้ศึกษาข้อมูลอะไรมาเลยหรือไง? เจ้านายของตัวเองเป็นใคร เจ้านายของคุณสุวิทย์หน้าตาเป็นยังไง แต่เอาเถอะ เพราะถึงยังไงตั้งแต่นี้ไปฉันก็กำลังจะเป็นเจ้านายของนายใช่มั้ย ตะวัน!?"

บอกชัดขนาดนี้ไม่ผิดตัวแล้วละ

ใครจะไปคิดว่าเจ้านายจะออกมารับด้วยตัวเองจริงๆ

เสียงทุ้มที่กำลังยียวนนั้นยังช่วยเรียกสติของตะวันให้กลับเข้าร่างได้เกือบครบ ยกเว้นหัวใจที่ยังกระหน่ำรัว มือบางที่เกาะบ่าหนาไว้เป็นหลักจึงเปลี่ยนเป็นผลักในทันที แต่แทนที่จะได้ผลคนหน้าหวานกลับหน้านิ่วเพราะชักหายใจไม่ออก

“โอ๊ย! จะทำอะไร!?"

แขนแกร่งกระชับแขนจนเอวที่กิ่วอยู่แล้วแทบขาด กำปั้นขาวทุบบ่าหนาปึ๊กๆ แล้วเอนหน้าหนีจนสุดกำลังเมื่อใบหน้าหล่อร้ายจ่อเข้ามาใกล้ คราวนี้ใจดวงน้อยหล่นตุ๊บไปกองอยู่ตรงตาตุ่มจริงๆ

"ไป...ขึ้น...รถ ซักที!"

ลมหายใจร้อนผ่าวกระทบข้างแก้มพร้อมกับคำพูดทำให้คนที่กำลังหลับตาปี๋รู้สึกตัว พร้อมๆกับเอวบางก็ถูกปล่อยทันทีทันไดแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เล่นเอาคนที่ยังไม่ได้ทรงตัวถึงกับเซ กว่าจะตั้งหลักได้ก็เห็นแต่หลังกว้างเดินห่างไปไกลจนได้แต่ถอนหายใจเฮือก

เจอฤทธิ์เจ้านายใหม่วันแรก ซื้อตั๋วกลับบ้านยังทันไหมนะ! ถึงจะคิดอย่างนั้นสุดท้ายร่างบางก็ยังเดินตามแผ่นหลังที่เห็นอยู่ไวๆไปอยู่ดี

หือ?

ตอนซื้อหวยทำไมไม่ถูกอย่างนี้บ้างวะ อ้อ ขอ'ยกเว้นคนขับ' ไว้หน่อยหนึ่ง

ตะวันยืนมองออฟโรดสีดำคันใหญ่ที่กาลครั้งหนึ่งมันอาจจะเคย 'มันปล๊าบ' และ 'เงาวับ' จนเอาหน้าส่องแทนกระจกได้ ถ้าตอนนี้มันไม่ใช่ เลยไม่วายแอบชำเลืองไปมองคน

'รถก็เลอะ คนก็รก' แน่นอนว่าได้แต่คิด อย่าได้หลุดเป็นคำพูดออกไปเชียว

ตะวันปลดเป้ออกจากหลังแล้วกลืนน้ำลายอีก ก็พอจะรู้อยู่หรอกนะว่ารถรุ่นนี้มันสูง แต่นี่ไปอัพให้มันสูงขึ้นอีกหรือเปล่า(วะ!)เพราะขนาดยกเป้ขึ้นจนสุดแขนแล้วยังได้แค่แถสีข้างรถ ยักแย่ยักยันให้คนมองส่ายหน้าแล้วร่างสูงก็เดินมาแย่งเป้ที่ค่อนข้างหนักเอาการเหวี่ยงหวือขึ้นหลังรถให้แบบไม่พูดไม่จา

"ขอบคุณครั.......”

"ขึ้นรถ!"

รังแตนแถวนี้คงจะเยอะ คนคอหดแอบค่อนขอดในใจ ยิ้มหวานขอบคุณที่จะแจกให้ก็เป็นอันต้องจืดเจือนลงก่อนจะยักไหล่อย่างคนมองโลกในแง่ดี

สาบานเลยว่าตั้งแต่เจอหน้าเจ้านายใหม่หัวใจดวงน้อยก็กระตุกเป็นว่าเล่น อย่างเช่นคราวนี้ ทันทีที่ขึ้นมานั่งข้างปุ๊บคนขับที่ดูเหมือนจะอารมณ์เสียมาจากไหนก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ปั๊บ ทำเอาคนไม่ทันตั้งตัวนั่งแข็งทื่อเหมือนโดนสาปเป็นหิน

'กริ๊ก'

ตาหวานหลุบลงมองที่มาของเสียง และเมื่อเข้าใจว่าเป็นอะไรคนมารยาทดีก็หันไปหมายจะขอบคุณ

แต่.......

แก้มขาวที่เฉียดปลายจมูกโด่งของพจน์อย่างไม่ตั้งใจทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง แม้กระทั่งลมหายใจของทั้งคู่ ซ้ำจุดที่ฉิวเฉียดกันมันยังร้อนวาบซะจนทำให้ตะวันรีบผละหนี

ชะรอย......คนที่ประสบการณ์การเอาตัวรอดจากเรื่องแบบนี้เป็นศูนย์ดันลืมคำนวนไปว่าเนื้อที่อันจำกัดมันไม่อำนวยให้ทำอย่างนั้น พนักพิงหลังกลับซ้ำเติมเหมือนแกล้ง เพราะทันทีที่ตะวันเอนหลังลงไปแรงๆมันกลับดันให้ร่างบางเด้งไปข้างหน้าทำให้ปากนุ่มวิ่งไปชนแก้มสากของคนตรงหน้าเข้าเต็มๆจูบ

เงียบฉี่.......

คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ ผินใบหน้าหล่อเหลาที่มองเผินๆว่าหล่อร้ายแล้วหันมามองหน้าตะวันตรงๆ ซ้ำเติมคนกำลังตกใจให้กลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื๊อก และคราวนี้มันใกล้ยิ่งกว่าใกล้ คิดหรือว่าห้องโดยสารที่ทุกอย่างหยุดทุกการเคลื่อนไหวมันจะไม่ได้ยิน

ตะวันแทบยกมือขึ้นขยุมตรงอกด้านซ้ายที่มันกำลังเต้นโครมครามกระหน่ำรัว ภาวนาให้คนตัวสูงตรงหน้ารีบๆขยับหน้าออกไปเถอะครับ ก่อนที่ผมจะหัวใจวายตายต่อหน้าคุณ

ดูเหมือนคำภาวนาจะได้ผล มือหนาละจากสลักเข็มขัดนิรภัยแล้วหันไปสตาร์ทเครื่องยนต์ ไม่พูดถึงอุบัติเหตุเล็กๆเมื่อครู่ แต่พจน์ก็ไม่ลืมหันมามองหน้าหวานอีกอึดใจใหญ่

มองอะไรครับ? ไม่เคยเห็นคนหน้าแดงเหรอไง!

อยากตะโกนถามอยู่หรอก แต่กลัวอารมณ์พี่แกไม่เล่นด้วย

“หึๆ”

นั่นประไร เสียงที่ตามมายิ่งทำให้ตะวันตัวหด แต่ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเสียงทุ้มกำชับมาว่า

“ทีนี้ก็หาอะไรจับไว้แน่นๆล่ะ”

“หา?”

ยอมรับเลยว่า....'งง' จับทำไม? ไม่ได้ซ้อนท้ายมอไซส์ซะหน่อยจะได้หา “เหวอออ!!!!”

ยังไม่ทันจะคิดเสร็จมือบางรีบไขว่คว้าหาที่ยึดและก็ถึงบางอ้อกับสกิลการถอยรถออกจากซองของเจ้านายใหม่หมาดๆ และเมื่อตั้งตัวได้ก็เหลือบมองพลขับซึ่งทำหน้าทำตาเฉยเมยเมยผิดกับการกระทำอย่างต่างกันสุดขั้ว นี่ถ้าไม่ติดว่ามือต้องยึดอะไรไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองไถลไปตามแรงเหวี่ยงของรถละก็จะยกมือขึ้นท่วมหัวขอสาบานไว้ในใจเลยว่าคราวหน้าถ้าจะต้องนั่งรถที่อีตานี่ขับลูกขอเดินเอาดีกว่า

เกือบบ่าย

ตะวันนั่งหัวสั่นหัวคลอนไปกับเส้นทางที่ทั้งคดเคี้ยวและขลุขละเป็นหลุมเป็นบ่อ รถลงหลุมทีก็เหมือนมีใครมาจับเหวี่ยงเล่นเอาคอแทบหลุด อยากจะเอ่ยปากขอคนขับว่าให้ช่วยหยุดรถสักประเดี๋ยวได้ไหมเพราะของเก่ามันได้ไหลย้อนขึ้นมาจ่อถึงคอหอยแล้ว แต่ทุกครั้งที่หันไปสบตาคมปราบเย็นชา คำพูดคำจาจึงถูกกลืนลงคอไปพร้อมกับน้ำลายเหนียวๆ

'จะไหวไหมเรา?'

คนหน้าซีดถามตัวเอง พลางสูดหายใจเข้าปอดยาวๆใจเย็นเข้าไว้ อีกเดี๋ยวก็คงถึง(ละมั้ง?) อย่าเพิ่งเป็นอะไรตอนนี้ มองข้างทางเอาไว้ พยายามบอกตัวเองอย่างนั้นและมันก็ได้ผลเมื่อเห็นสีเขียวของต้นไม้ริมทาง มองไปเรื่อยเปื่อยจนแอบเห็นยิ้มร้ายของใครบางคน

ขำอะไร!?

ให้ตายเถอะ! เริ่มเข้าใจแล้วว่าพ่อเจ้าพระคุณเอาแต่ใจแค่ไหน ไล่ตะเพิดเลขาที่ส่งมากลับหมด ไม่ว่าจะเป็นสาวน้อยสาวใหญ่ก็สามัคคีบังคมลาแบบไม่เห็นฝุ่น เพราะพ่อคุณเล่นดิบเถื่อนไร้ความนุ่มนวลซะขนาดนี้ใครเขาจะอยากอยู่ใกล้

อีกนานไหมนะ?

พอดีกับที่คนขับหน้านิ่งก็ชะลอความเร็วรถลง เท่านั้นแหละคนนั่งผะอืดผะอมพลันเบิกตาโตกับภาพที่เริ่มแตกต่างไปจากสองข้างทางที่ผ่านมาราวกับอยู่คนละโลก รีบลดกระจกลงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยที่พ่อพาออกมาเที่ยวนอกบ้านครั้งแรก

ทุ่งหญ้าเขียวขจีและกว้างใหญ่ไพศาลกับแนวป่าไม้เขียวครึ้มเรียงเป็นระเบียบผิดกับทางก่อนหน้าลิบลับ ตลอดเส้นทางยางมะตอยรถจึงวิ่งเงียบราวกับเส้นทางสวรรค์ ออฟโรดคันใหญ่ตรงดิ่งไปยังจุดหมายที่ตั้งเด่นสง่าเห็นอยู่บนเนินลิบๆข้างหน้าทันใจคนรอคอย

ทันทีที่รถนิ่งสนิทตรงลานหน้าบ้าน มือขาวก็ควานหาล็อกประตูมือไม้สั่น พอเปิดได้เท่านั้นก็โหนตัวเองลงจากรถอย่างไม่กลัวหัวทิ่ม เล็งหาพื้นที่เหมาะได้ก็พุ่งตรงไปพร้อมกับจัดการโก่งคอคายของเก่าที่จ่อขึ้นมาจนถึงคอหอยออกมาให้เป็นปุ๋ยต้นไม้ข้างบ้านนั่นเอง

พักใหญ่หลังจากก้มหน้ามองดินและหญ้าจนแทบจะนับต้นมันได้ อาการผะอืดอะอมทั้งหมดที่มีก็หายไปทำให้ตะวันถอนหายใจเฮือก นึกดีใจที่อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำให้รถใครเลอะ

“อ๊ะ!” ตะวันสะดุ้งโหยงเมื่อบางอย่างเย็นเจี๊ยบทาบลงบนแก้ม หันไปตาก็ปะทะกับขวดน้ำเย็นที่คนหน้านิ่งส่งให้ และก็เกือบสำลักเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นลอยๆ

"คุณสุวิทย์คิดยังไงถึงได้ส่งนายมา" คนถามเปิดน้ำอีกขวดดื่มอักๆ มันคงเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบมั้งนะ เพราะตะวันก็ไม่รู้จะตอบยังไง ในหัวคิดได้อย่างเดียวตอนนี้คือ 'ขายขี้หน้า!' เกิดมายังไม่เคยขายหน้าขนาดนี้มาก่อนเลยบอกตรงๆ!

ยิ่งเมื่อเห็นตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับประเมินด้วยแล้ว ทำเอาตะวันอยากร้องให้ใส่หน้าหล่อๆแล้วตะโกนออกไปดังๆว่า ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น แต่ที่เห็นเป็นแบบนี้เพราะฝีมือตีนผีของคุณล้วนๆ

"ตามมา ฉันจะพานายไปดูห้อง เพราะอีกเดี๋ยวต้องออกไปทำงานต่อ"

เจ้านายเดินไปหยิบเป้หลังรถแล้วเหวี่ยงหวือขึ้นพาดบ่าก่อนจะเดินนำลิ่วเข้าสู่ตัวบ้าน ไม่หันมามองด้วยซ้ำว่าคนที่เดินตามมากำลังยืนตะลึงกับความมโหราฬของบ้านใหม่ที่สวยราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารบ้านและสวนยังไงอย่างงั้น

จะรีบไปไหนของเขานะ?

ตะวันได้แต่สงสัย แต่ก็เพียงเดี๋ยวเดียวเพราะเริ่มอึ้งอีกครั้งเมื่อเห็นถึงความเรียบแต่หรูที่ไม่ได้ต่างไปจากข้างนอกเลยสักนิด

พามาผิดห้องหรือเปล่าหว่า?

"ห้องนี้ของนาย ใช้ได้ตามสบาย ขาดเหลืออะไรก็บอก"

คนพูดโยนเป้ขึ้นไปวางกลางเตียงจนตะวันต้องยิ้มแหย นึกดีใจที่ไม่ได้ใส่อะไรที่มันแตกง่ายไว้ในนั้น

ผนังห้องและพื้นที่ยืนอยู่ทำจากไม้ขัดมันวาววับ หน้าต่างบานพับกึ่งๆโบราณผสมระหว่างไม้กับกระจกใสในแบบโมเดิร์นดูสวยแปลก ยิ่งมองไปที่เตียงนอนขนาดควีนไซส์ตาหวานก็พราวระยับอย่างไม่อาจปกปิดไว้ได้ อาบน้ำแล้วได้งีบสักนิดนี่สวรรค์ชัดๆเลยนะ

"อีกเดี๋ยวเราต้องรีบไป"

แป๊วววว!!

ความหวังพังครืนต่อหน้าต่อตา

“หรือนายอยากพัก มาเหนื่อยๆคงต้องพักก่อนละมั้ง”

“ไม่ครับ ผมไม่เป็น.... อ๊ะ!” คนพูดหน้าตื่นเป็นรอบที่ล้านแปดเมื่อจู่ๆต้นแขนขาวถูกอีกฝ่ายดึงเข้าไปใกล้ อารมณ์ตกใจทำให้เผลอดันอกแข็งพัลวัน รับรู้ถึงกล้ามเนื้อแกร่งที่กระตุกภายใต้ฝ่ามือ แต่ไม่ว่าตะวันจะทั้งผลักจะดันยังไงพจน์ก็ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิด บอกให้รู้ถึงแรงและกำลังที่ต่างกันเห็นๆ

“แต่ฉันว่าหน้านายดูซีดๆนะ คงต้องให้พักที่นี่คนเดียวไปก่อน”

“ผมไม่เป็นไรจริงๆครับ! ผมไปได้”

“ที่นี่ไม่มีผี”

"ไม่ใช่อย่างนั้นครับ"

ใจดวงน้อยรัวปานกลองเพลเพราะหน้าขาที่ปัดผ่านกันไปมาน่าหวาดเสียว ยิ่งเมื่อพจน์โน้มหน้าลงมาใกล้อีกนิดยิ่งทำให้ตะวันยืนแข็งทื่อ กลายเป็นโอกาสงามๆให้ตาคมมองพินิจใบหน้าเนียนสลับกับจ้องปากอิ่มเต็มสีระเรื่อที่เจ้าตัวทั้งขบทั้งเม้มเพราะความรู้สึกหลายอย่างปะเดปะดังเข้ามาแบบที่เจ้าตัวเองทำตัวไม่ถูก ให้ฝ่ายที่กำลังมองรู้สึกแปลกๆนับตั้งแต่เห็นมันครั้งแรก และมันก็รบกวนจิตใจพอควร

มันจะนุ่มไหมนะถ้าจะลองสัมผัสดู พจน์คิดและก็เริ่มรู้สึกว่าต้นแขนขาวที่ตนยึดไว้แน่นนั้นเริ่มสั่น หน้าซีดเป็นไก่ต้มเมื่อครู่ค่อยๆซับสีเลือดจนตอนนี้มันกระจายไปทั่วทั้งแก้มทั้งหูอย่างที่เจ้าตัวคงไม่มีทางรู้

"งั้นก็ไป"

ร่างสูงเดินออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้อีกคนมองตามอย่างไม่เข้าใจ อีกอย่างคือไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องทำตัวไม่ถูกและประหม่าทุกครั้งที่อยู่ใกล้ด้วย

อาจเป็นเพราะเพิ่งรู้จักกัน คงไม่มีอะไรมากกว่านั้น

แผ่นหลังที่เห็นอยู่เมื่อครู่หายไปจากสายตา คิดว่าอยู่ที่นั่นก็ไม่ใช่ มุดเข้าห้องนี้ก็ไม่มี จนนึกเคืองว่าอยู่บ้านป่าแท้ๆแต่ทำห้องไว้ทำไมเยอะแยะ ทำยังกับมีคนอยู่เป็นสิบอย่างนั้นละ

'อยู่ไหนนะ?'

ตะวันพึมพำ ไหนๆก็หาคนไม่เจอเลยถือโอกาสสำรวจที่อยู่ใหม่ของตัวเองซะเลย

สวยจริงๆด้วย ใครออกแบบนะ? เรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความหรูหราเน้นใช้งานได้จริงมากกว่าจะตั้งไว้โชว์อย่างเดียว เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นที่ทำขึ้นจากหวายและไม้เนื้อเนียนละเอียดนั่นสวยมาก ทุกอย่างลงตัวคล้ายกับคนจัดแต่งเอาใจใส่ทุกรายละเอียดไม่ใช่สักแต่จะเอามาประดับตั้งวางปนกันเฉยๆ

เพียงพักเดียวตะวันก็รู้สึกเหมือนหูได้ยินเสียงแปลกๆดังขึ้นอีกฝั่งของตัวบ้าน ร่างบางจึงรีบวิ่งเข้าไปหาที่มาของเสียง

'ม้า? ใช่ม้าจริงๆด้วย!'

คนหน้าหวานอมยิ้ม ยืนมองเจ้าของเสียงร้องแปลกหูอยู่ห่างๆ ก็อยากจะเป็นมิตรเดินเข้าไปทำความรู้จักกับมันหรอกนะ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยชอบใจนักที่เห็นตะวันเข้า แถมยังย่ำเท้ากุ๊บกั๊บถอยหนีจนพจน์ต้องคอยปลอบ

“ใจเย็นๆเด็กดี ส่วนนายมาใกล้ๆ”

หา เข้าไปทำไม?

คนฟังยืนลังเล จะให้เดินเข้าไปหาน่ะเลิกคิดไปได้เลยคุณเจ้านาย ยังไงก็ขอยืนมองอยู่ตรงนี้ดีกว่า

คำสั่งกรายๆยังถูกเพิกเฉยจนพจน์ต้องหันมามองคนก่อนจะหันกลับไปมองเจ้าอาปาเช่

คนกับม้าดื้อพอกัน

“มีอะไรครับ?”

ตะวันยืนแข็งทื่ออย่างน่าขันเมื่อเห็นพจน์จูงเจ้าม้าตัวใหญ่เดินเข้ามาหา ลืมไปว่าม้าไม่ใช่หมาที่พอวิ่งหนีแล้วมันวิ่งไล่กวด “เหวอออ จะ จะทำอะไร?” เสียงถามยิ่งสั่นอย่างไม่แน่ใจเมื่อพจน์จูงอาปาเช่มาจนชิดชนิดคนกับม้าแทบจะเอาหน้าชนกัน

“เจ้านี่มันไม่ชอบคนแปลกหน้า ไหนนายลองทักมันหน่อยซิ ลูบหัวมันเบาๆตรงนี้”

เสียงทุ้มบอกแล้วดึงมือขาวที่พยายามกระตุกหนีขึ้นไปวางแปะไว้บริเวณใบหน้าของเจ้าสัตว์ตัวใหญ่ทำให้มันทำเสียงฟึดฟาดสะบัดหน้าหนี

“ใจเย็นๆเด็กดี”

ไม่รู้ว่าพจน์จะปลอบม้าหรือตั้งใจชมคน ให้ตะวันแตะมันครั้งแล้วครั้งเล่าและคนหน้าหวานก็ทำตามอย่างกล้าๆกลัวๆ จนผ่านไปพักใหญ่และคงนานพอดูเพราะพอมองไปอีกทีก็ไม่เห็นพจน์ยืนอยู่ใกล้ๆแล้ว เพราะแบบนี้หรือเปล่าที่ทำให้ตะวันกล้าที่จะลูบหัวมันเองโดยที่ไม่มีใครคอยมอง ส่วนเจ้าม้าเองก็เริ่มนิ่งให้คนหน้าหวานลูบเบาๆราวกับเชื่อง เปลี่ยนจากคนแปลกหน้าให้คุ้นเคยกันทีละนิด

“เด็กดี”

ดูเหมือนมันจะถูกใจที่เสียงหวานเอ่ยชมมันบ้าง และไม่สะบัดหน้าหนีเหมือนครั้งแรกที่แตะมันทำให้นักเรียนใหม่ตาโตอย่างตื่นเต้น

“ดูสิครับมันนิ่งแล้ว”

ยิ้มหวานที่แจกให้ม้าจึงเผื่อแผ่ไปหาคนที่เพิ่งเดินเข้ามาอย่างลืมตัว แต่แล้วก็งงหุบยิ้มฉับเมื่อคนหน้านิ่งเดินมาใกล้ด้วยท่าทางไม่น่าไว้ใจจนต้องถาม

“อะไรครับ”

“รู้จักกันแล้วทีนี้ก็ไปกันได้ซักที”

“ไป? อ๋อ...ครับไปสิ ….ไปก่อนนะเจ้าตัวโต” ตะวันบอกลาเจ้าอาปาเช่แล้วตบหัวมันเบาๆ แต่คงได้เจอกันอีกละ

“จะไปไหน?” ดึงแขนอีกแล้ว ตะวันคิด ดึงอยู่ได้ที่เดิมเนี่ย ชักจะรู้สึกเจ็บๆแล้วนะ

“จะไปที่รถครับ”

“ฉันไม่ได้บอกเหรอว่าเราไม่ได้เอารถไป”

“ก็ไม่ได้บอกนะสิ? เอ๋ ไม่เอารถไปแล้วจะให้เดินไปเหรอครับ?”

“วิ่งไปต่างหาก”

หา?

ตาโตเบิกขึ้นอย่างน่าขัน แล้วคนหน้าหวานก็หันไปมองทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตาด้านหลัง ก่อนจะหันกลับมามองคนบอก มองหาวี่แววล้อเล่นในน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังแล้วผลที่ออกมาคือ

“ให้วิ่ง?” เสียงหวานถามดังลั่นอย่างลืมตัว “เจ้านายจะให้ผมวิ่งไปเหรอ ไกลขนาดนั้นเนี่ยนะ ทำไมไม่เอารถไปล่ะ....แล้ว.....” พจน์กรอกตาขึ้นฟ้ากับคำถามสารพัตรที่รัวถามออกมาเป็นต่อยหอย “จะวิ่งม้าไปต่างหาก ใช้เท้าเหยียบโกลนตรงนี้เร็วๆ”

“จะให้ผมขี่เจ้านี่เหรอ?”

“เออ”

“ไม้อ๊าววว! เหวออ!!....จะทำอะไรผม?”

พจน์ขี้เกียจพูดซ้ำ ย่อตัวลงแล้วรวบเอวตะวันยกขึ้นวางบนหลังม้า จากนั้นตัวเองก็โหนตามขึ้นไปนั่งซ้อนหลังแล้วสอดมือผ่านสีข้างคนโวยวายเข้าไปกุมบังเหียนไว้แน่นขังร่างบางไว้ในอ้อมแขนทำให้เสียงที่กำลังจะโวยกลายเป็นเสียงสั่นๆแทน

“ให้ผมลงนะ!”

“ลงแล้วจะไปยังไง?”

“ผมเดินก็ได้”

“เมื่อกี้นายเพิ่งจะบอกว่ามันไกล”

“ต แต่แบบนี้ไม่เอานะ เหวอ! มันกำลังจะเดิน มันจะเดินแล้วเห็นไหม!”

มือบางเขย่าแขนหนาที่โอบอยู่รอบตัว ลืมไปสนิทกับกิริยาสนิทสนมเกินพอดีเพราะการเคลื่อนไหวโยกเยกจากเจ้าม้าตัวใหญ่ทำให้คนกลัวตาเหลือกเกาะแขนอีกฝ่ายไว้แน่น

“มันก็ต้องเดินสิ อีกเดี๋ยวมันก็จะวิ่ง”

“ไม่เอานะ ให้ผมลงก่อน”

“ไม่ได้ ไปด้วยกันนี่ละ นี่ก็เสียเวลาไปมากแล้ว จุ๊!อย่าดิ้น เดี๋ยวก็ได้ตกลงไปคอหักตาย”

“ให้ผมลงเถอะครับ”

คนพูดไม่ได้รู้ตัวสักนิดเลยว่าตัวขาวๆนิ่มๆที่กำลังดิ้นอยู่นั้นมันกำลังสร้างความรู้สึกประหลาดจนพจน์รู้สึกหงุดหงิด ในจังหวะที่หน้าหวานจะผินไปโวยก็ประจวบเหมาะพอดีกับจมูกโด่งของคนกุมบังเหียนเข้าอย่างจัง ทำให้ตาหวานเบิกค้างอย่างนึกไม่ถึง แต่ไอ้ที่อึ้งกว่าจนพูดไม่ออกคือแทนที่พจน์จะรีบถอยจมูกตัวเองออกไป แต่ไหงกลับกระชับแขนรวบเอวบางไว้แน่น ทำให้อุบัติเหตุเล็กๆกลายเป็นสัมผัสที่ถนัดถนี่จนได้ยินเสียงดังฟอด

คลื่นความร้อนแล่นวาบจากจุดที่ประสานงาแล้วลามไปทั้งหน้าทั้งตัวราวกับโดนไฟช็อต

“ทีนี้ก็นั่งนิ่งๆได้ซักที”

เสียงเปรยไม่ได้ผ่านเข้าสู่โสตประสาท เพราะสติสัมปชัญญะทั้งหมดมันได้ปิดสวิตท์ลงไปเรียบร้อย

แต่เพียงพักเดียวหลังจากนั้นความกลัวก็เริ่มคืบคลานเข้ามาในใจ หมายความว่าต้องรีบหาอะไรยึดไว้แน่นและก็หนีไม่พ้นแขนแข็งๆของคนข้างหลังนั่นแหละ

“หัวใจนายเต้นแรงดี”

จากที่นั่งเกร็งแต่แรกเพราะไม่เคยขี่ม้าจึงค่อยๆเอนตัวพิงอีกฝ่ายอย่างลืมตัว สติที่บินหนีไปเมื่อครู่เริ่มกลับเข้าร่างทำให้หน้าหวานมุ่ยลง บวกกับแก้มขาวที่ร้อนจัดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังไม่หายดีก็ต้องร้อนขึ้นมาอีกอย่างห้ามไม่อยู่ มือบางเลยยกสัมผัสตรงอกด้านซ้ายของตัวเองเพราะมันกำลังกระหน่ำรัวตึ๊กๆสะเทือนจนคนอื่นรู้สึกได้จริงๆ

เจ้าอาปาเช่มันวิ่งเหยาะๆไม่กี่นาทีก็วิ่งเร็วขึ้น.... เร็วขึ้น.... และทะยานไปข้างหน้าอย่างปราดเปรียวราวกับรู้ใจนาย แต่ถ้าถามตะวันว่ายังตื่นเต้นอยู่ไหม ตอบได้เลยว่าแทบลืมหายใจเอาเลยทีเดียว

“เห็นไหม ไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิด”

เป็นเวลาหลายนาทีหลังจากนั้นพจน์ก็กระตุกบังเหียนให้เจ้าม้าลดความเร็วลงจนมันกลับมาวิ่งเหยาะๆและเปลี่ยนเป็นเดินนิ่มๆจนตะวันต้องหลุบตามองม้าอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วก็เกือบจะหันไปมองเจ้าของมันถ้าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่แว๊บเข้ามาในหัวซะก่อน

ไม่อยากจะบอกเลยว่าตั้งแต่เจอหน้าเจ้านายใหม่หัวใจไม่วายตายก็บุญแล้ว

เจ้าอาปาเช่มันเดินเรื่อยๆก็จริง แต่พอพ้นเนินเตี้ยๆตรงหน้าเท่านั้นแหละภาพที่ปรากฏทำให้คำพูดคำจาทั้งหมดของตะวันเป็นอันถูกลืมเลือนไปจากหัวทันที

จุดเล็กๆที่เห็นคือฝูงวัวนับพัน กับม้าที่เดินเล็มหญ้าอยู่ห่างๆ หลังคาบ้านที่ปลูกอยู่ล้อมรอบมองเห็นอยู่ไกลๆกับอะไรสักอย่างที่น่าจะเป็นคอกม้าหรือโรงเรือนอีกหลายหลัง แหงละ ที่กว้างขนาดนี้จะทำคนเดียวยังไงไหว ดีใจที่นอกจากคนหน้าดุข้างหลังยังมีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย

"ที่นี่มีคนงานอยู่เกือบห้าสิบคน บางคนมีรถก็ไปกลับ ส่วนมากจะกินนอนอยู่ที่นั่น"

เสียงทุ้มบอกพร้อมกับชี้นิ้วไปที่หลังคาที่เห็นเป็นหลังๆ "ด้านซ้ายเป็นคอกม้า ส่วนทางขวาไกลๆนั่นก็คอกวัว แต่ด้านหลังพ้นเขตแนวป่าไม้จะเป็นเขตหวงห้าม อย่าได้ไปแถวนั้นคนเดียวเด็ดขาดถ้าฉันไม่ไปด้วย"

"ทำไมเข้าไม่ได้ล่ะครับ?" ห้ามปากไม่ทันจริงๆ แล้วก็รู้สึกถึงแรงกระชับที่เอวบางพร้อมกับแก้มสากแนบมาใกล้อีก

"อยากรู้จริงเหรอ?" เสียงกระซิบหลอนๆทำเอาคนฟังขนลุกซู่ “ม ไม่อยากรู้ก็ได้”

“ถึงอยากรู้ตอนนี้ก็ไม่บอก หน้าที่นายทั้งหมดคุณสุวิทย์คงบอกแล้ว" พจน์กระตุกบังเหียนให้อาปาเช่หยุดเดิน

"แต่คราวนี้เป็นรายละเอียดบางอย่างที่คุณสุวิทย์ยังไม่รู้ ทุกวันนายต้องเข้าไปปลุกฉันพร้อมกับกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลตอนตีห้า ส่วนกับข้าวนายอยู่บ้านจะกินอะไรก็คิดเมนูเองและก็ทำเผื่อฉันด้วยแล้วกัน และที่สำคัญ"

เสียงทุ้มทิ้งท้ายไว้นานจนคนรอฟังต้องถามออกไป “อะไรครับ?”

“อย่าทำให้ฉันหิว”

ตะวันพยักหน้าแล้วแอบกลืนน้ำลายกับประโยคต่อมา “ตีห้าฉันจะตื่นออกกำลังกายแล้วจะเลยเข้าไร่โดยที่นายรออยู่ที่บ้านแล้วค่อยมาเจอกันอีกทีตอนเจ็ดโมง ส่วนงานเอกสารไว้ค่อยบอกอีกที”

คนพูดพยายามไม่มองแก้มเนียนที่แว๊บอยู่ใกล้เพราะเจ้าตัวกำลังพยักหน้าฟังอย่างตั้งใจ ….แต่ให้ตาย! แดดตอนบ่ายกำลังทำให้แก้มนวลเปล่งปลั่งอย่างน่าดู

“แล้วคนงาน......”

“คนที่กำลังขี่ม้ามาหาเราแกชื่อลุงสังข์ เป็นหัวหน้าคนงานที่นี่”

คนถูกพูดถึงยกมือรับไหว้แถมยังต่อด้วยคำถามที่ทำให้คนมาใหม่ใจชื้น

“ยินดีต้อนรับครับ เดินทางเป็นยังไงบ้างหนื่อยไหม?”

“คือ....”

จะตอบยังไงดีล่ะ บอกว่าเดินทางไม่เท่าไหร่ แต่เพิ่งมาเริ่มเหนื่อยใจก็อีตอนที่มาเจอหน้าเจ้านายนี่ละ

“นายยยยยย!!!!!” เสียงเรียกดังลั่นทำให้ลุงสังข์ถอนหายใจแล้วหันไปถามเสียงเข้ม “มึงเป็นอะไรไอ้ชิต เสียงดังทำไม!"

"นายมาพอดี! แฮ่ก อี อีมะลิ มันจะตกลูก ผมเลยมา.....”

เจ้าชิตอ้าปากค้างอยู่กับที่เพราะยังพูดไม่ทันจะจบดี ก็เห็นแต่บั้นท้ายม้าสองตัวที่พจน์กับลุงสังข์ควบลงเนินไปไกลลิบโน่นแล้ว

โรงเรือนหลังคาสูงจุแม่ม้าพันธุ์ดีไว้เป็นร้อย กลุ่มคนที่ยืนปรึกษาหารือพากันแหวกเป็นทางเมื่อพจน์ไปถึง “เป็นไงบ้าง” เสียงทุ้มถามออกไปก่อนที่ร่างสูงจะลงจากหลังม้า

“มันเดินวนอยู่พักใหญ่ ผมว่าคงใกล้แล้วละ”

“มานี่กันหมดแล้วทางนั้นเป็นยังไง?”

“เรียบร้อยแล้วครับนาย”

"ดี"

ร่างสูงขยับตัวลงจากหลังอาปาเช่อย่างคล่องแคล่วทำให้ตะวันเริ่มขยับตัวบ้าง และก็รีบปฏิเสธมือหนาที่ยื่นมาหมายจะช่วย

"ผมลงได้”

"แน่ใจนะ?”

คำถามเหมือนไม่เชื่อทำให้คนฟังเม้มปากแน่น 'แค่ลงจากหลังม้าไม่น่าจะมีอะไรยาก'

แต่การลงจากหลังม้าครั้งแรกในชีวิตก็แสนจะทุลักทุเลเอาการ ยิ่งมีตาคมจ้องมาชนิดที่ไม่เหลือบแลไปทางไหนบอกตรงๆเลยว่าไม่ชิน และนั่นก็ทำให้คนที่กำลังพยายามพลาดเอาเต็มๆ เมื่อโกลนม้าที่กำลังเหยียบอยู่จู่ๆก็คลอนไปมาจนทำให้เสียหลัก มือเลยเกาะป๊าบเข้าที่หลังอาปาเช่ห้อยตองแตงอย่างไปไม่เป็น เดือดร้อนคนยืนมองต้องเข้าไปรอบเอวบางยกไว้

“เป็นไรไหม?”

เสียงถามดังอยู่เหนือศีรษะนิดเดียวทำให้ใบหน้าซีดเผือดส่ายปฏิเสธ ตาเบิกโตเพราะตกใจ แต่ใครจะรู้ว่าใจดวงน้อยเกือบหยุดเต้นเหตุเพราะคนที่เข้ามาช่วยอุ้มนี่ละ

“ผมไม่เป็นไร”

“อยู่นิ่งๆ”

แล้วคนที่ต้องอยู่นิ่งๆก็นิ่งไปจริงๆเหมือนถูกสาป เพราะฝ่ามือหนาที่ยกขึ้นลูบไปที่หน้าผากขาวเหมือนจะช่วยเช็ดเหงื่อให้ แต่คุณเจ้านายจะรู้ไหมว่าทำแบบนั้นมันยิ่งทำให้หัวใจคุณเลขาทำงานหนัก เพราะนอกจากลำแขนล่ำที่รวบเอวบางไว้แน่นแล้วยังมีแผงอกแข็งๆที่ตะวันยืนพิงไว้อีกต่างหาก

คนงานรุ่นพี่พากันถามคนหน้าซีดว่าเป็นยังไงบ้างเพราะต่างก็เห็นท่าห้อยอานม้ากันถ้วนหน้า และก็ได้คำตอบว่าไม่เป็นไร

ซะที่ไหน!

แรงรัดที่เกินพอดีทำให้ตะวันต้องเบี่ยงตัวหนีแต่แทนที่พจน์จะปล่อยไหงกลายเป็นว่าตะวันโดนเอ็ดซะได้

“ผมไม่เป็นไรแล้ว จริงๆนะ”

นั่นแหละร่างบางก็ถูกปล่อยให้นั่งเพียงลำพังบนม้านั่งหินอ่อน ตาหวานเหลือบไปมองพจน์ที่ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางเหล่าคนงานพลางถอนหายใจเฮือกอย่างคิดไม่ตก

เมื่อกี้นี่มันอะไร?

มือบางเผลอยกขึ้นแตะลำคอตรงตำแหน่งที่เพิ่งเหมือนโดนเคลาแข็งๆครูดเอาเมื่อครู่ แก้มเนียนร้อนวาบขึ้นอีกจนต้องฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วก่นด่าตัวเอง บ้าแล้วตะวัน บ้า บ้า บ้า! จะเป็นไปไม่ได้ มีผู้ชายที่ไหนจะทำแบบนั้นกับผู้ชายด้วยกันเอง!

แต่ถ้าตะวันจะสังเกตุอีกสักนิดและมองออกอีกสักหน่อยก็จะไม่มานั่งโทษตัวเองที่คิดมาก เพราะตัวต้นเหตุในคราวนี้กำลังกอดอกยืนฟังลุงสังข์พูดอะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ แต่ใครจะไปคิดเล่าว่ารอยยิ้มร้ายๆกับตาคมที่กำลังพราวระยับอยู่นั่นไม่ได้คิดถึงเรื่องลูกม้าที่เกิดใหม่ แต่พจน์กำลังถูกใจอะไรบางอย่างมากไปก็เท่านั้นเอง



ความคิดเห็น