email-icon facebook-icon Line-icon

เริ่ม รีไรท์ 25/12/63

บทที่ 4: อย่าคิดเล่นสงครามประสาทกับข้าเพราะท่านจะไม่มีวันชนะ(25/12/63)

ชื่อตอน : บทที่ 4: อย่าคิดเล่นสงครามประสาทกับข้าเพราะท่านจะไม่มีวันชนะ(25/12/63)

คำค้น : นิยายจีน ย้อนยุค

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.2k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธ.ค. 2563 17:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4: อย่าคิดเล่นสงครามประสาทกับข้าเพราะท่านจะไม่มีวันชนะ(25/12/63)
แบบอักษร

 

 

​"เมื่อกี้พระองค์ทรงพูดว่าอะไรน่ะเพคะ หม่อมฉันได้ยินไม่ถนัด" 

 

​"เปิ่นหวางไม่มีวันถอนหมั้นกับเจ้า" 

 

ผิงเจียวเหม่ยได้ยินมันเต็มสองหู โอ๊ยนางอยากจะเป็นลม อะไรกันเนี้ย ทำไมเหตุการณ์มันถึงได้กับตาลปัตรลงแบบนี้ ก่อนที่นางจะนึกขึ้นได้ว่า เนื้อเรื่องของนิยายกำลังเปลี่ยนแปลงไป เพราะการมีตัวตนของนาง ทำให้บทบาทของแต่ละคนก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยและถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ นางคงต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่นางจะนึกอะไรดีๆออก   

 

โบราณได้เคยกล่าวไว้ว่า เปิดก่อนย่อมได้เปรียบเสมอ ส่วนท่านฉินอ๋องก็สมกับเป็นพระเอกจริงๆปฏิภาณไหวพริบช่างยอดเยี่ยม เห็นทีนางคงจะประมาทมิได้แล้ว 

 

แต่คนอย่างนางจะไม่มีวันจนมุม มาคอยดูกันว่าระหว่างนางกับเขาใครจะชนะ และขอบอกไว้ก่อนเลยว่า 

 

'อย่าคิดเล่นสงครามประสาทกับข้า เพราะท่านจะไม่มีวันชนะ' 

 

โอกาสมีเพียงครั้งเดียวถ้าพลาดคือจบ ชีวิตนางได้ติดเหงกอยู่ในจวนท่านอ๋องตลอดชีวิตแน่ และนางก็จะไม่มีวันยอมให้เป็นเช่นนั้น  

 

ผิงเจียวเหม่ยรีบปรับสีหน้าให้กับมาเรียบเฉย นางกำลังวางท่าเป็นพี่สาวที่แสนดี ที่คิดเสียสละเพื่อน้องสาวอันเป็นที่รัก พลางยกน้ำชาขึ้นมาจิบด้วยท่วงท่าที่งดงามและเรียบร้อยที่สุด ก่อนจะใช้หางตาเหลือบไปมองน้องสาวที่แอบมองพระพักตร์ของคนรักด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด 

 

'หึ!! ให้มันได้อย่างนี้ซิ' 

 

"พระองค์ทรงคิดที่จะถอนหมั้นหม่อมฉันอยู่นานแล้วมิใช่หรือเพคะ เหตุใดถึงกับคำพูดเช่นนี้ล่ะเพคะหรือว่าพระองค์เกิดนึกเสียดายหม่อมฉันขึ้นมาเสียแล้ว"  

 

หยางหมิงจื้อรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเข้าอย่างจังจริงอย่างที่นางว่า เขาคิดที่จะถอนหมั้นนางมาโดยตลอด แต่พอเอาเข้าจริงๆเขากับรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่เขาก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองมิได้อยู่ดี 

 

"ทำไมเจ้าถึงคิดว่าเปิ่นหวางต้องนึกเสียดายเจ้ากันล่ะ" 

 

"ถ้าเช่นนั้นก็ทรงทำตามเจตนาเดิมซิเพคะ พระองค์ทรงรอโอกาสที่จะได้แต่งน้องสาวของหม่อมฉันเข้าจวนอ๋องมานานแล้วนิเพคะ เหตุใดถึงไม่ทำตามเจตนาเดิมของพระองค์ " นางยกยิ้มพร้อมกับจ้องมองเข้าไปในดวงตาคมของคู่หมั้นอย่างตรงไปตรงมา สุดท้ายกับกลายเป็นท่านอ๋องเสียเองที่หลบตานาง 

 

ผิงเจียวเหม่ยที่เห็นหยางหมิงจื้อเงียบไป นางก็กระตุกยิ้มมุมปากอย่างชอบอกชอบใจ หารู้มิว่าการกระทำของนางตกอยู่ในสายตาของฮ่องเต้และฮองเฮามาโดยตลอด ทั้งสองพระองค์นั่งชมละครของนางอย่างเงียบๆ ทั้งๆที่ในใจรู้สึกขบขันยิ่งนัก ที่เห็นบุตรชายของตนถึงกับเสียหลักไปมิเป็นเมื่อเจอความเจ้าเล่ห์ของหญิงสาว 

 

'มาดูซิว่านางจะมาไม้ไหนอีก' 

 

"หรือพระองค์จะทรงลืมไปแล้วเพคะ ว่าในวันที่พระองค์ไปหาหม่อมฉันถึงในจวน เพียงเพื่อไปขอถอนหมั้นหม่อมฉัน ขนาดหม่อมฉันร้องไห้แทบขาดใจจนรู้สึกแน่นน่าอก พระองค์ยังไม่แม้แต่จะชายตามองหม่อมฉันเสียด้วยซ้ำ" ผิงเจียวเหม่ยยิ้มเยาะให้กับตัวเอง เมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ใช่เหตุการณ์ที่ทำให้นางหลุดเข้ามาอยู่ในร่างนี้ แทนผิงเจียวเหม่ยคนเดิมที่จากไปแล้ว 

 

"...." 

 

"ตอนนี้หม่อมฉันคิดได้แล้วเพคะ หม่อมฉันอยากจะใช้ชีวิตให้คุ้มหลังจากที่ผ่านความตายมาอย่างฉิวเชียดในวันนั้น มันทำให้หม่อมฉันตาสว่าง" 

 

วาจาที่เอ่ยออกมาชั่งฉะฉานและตรงไปตรงมาของนาง สร้างความแปลกใจให้กับเหล่าแม่ทัพและเหล่าขุนนางมิใช่น้อย เหตุใดสตรีนางนี้ถึงได้กล้าต่อปากต่อคำกับองค์ชายห้าเช่นนี้ 

 

ช่างเป็นสตรีที่ร้ายกาจจริงๆ 

 

"และถ้าพระองค์จะทรงยืนยันที่จะไม่ถอนหมั้นกับหม่อมฉันก็ไม่เป็นไรหรอกเพคะ แต่หม่อมฉันมีข้อแลกเปลี่ยน " ผิงเจียวเหม่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นเล็กน้อย พร้อมกับไหล่บางที่สั่นไหวจากแรงสะอื้น ทั้งๆที่ภายในใจของนางกำลังสะใจ มาดูกันซิว่าละครเรื่องนี้จะจบลงเช่นใด 

 

"แลกเปลี่ยนสิ่งใด" ครานี้ไม่ใช่เสียงขององค์ชายห้า แต่กับเป็นเสียงของฮองเฮาแทน 

 

"ท่านอ๋องต้องตัดสิ้นเยื่อใยกับน้องสาวของหม่อมฉันเพราะหม่อมฉันไม่นิยมที่จะใช้พระสวามีร่วมกับน้องสาวของตัวเองเพคะ" เจียวเหม่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและหนักแน่น 

 

"ท่านพี่" ผิวเจียวเฟ่ยถึงกับผวา หัวใจของนางแทบทรุด นี้มันอะไรกัน ไหนพระองค์บอกจะถอนหมั้นกับพี่สาวของนาง แต่ทำไมเรื่องกลับกลายเป็นเช่นนี้เล่า นางเงยหน้ามองคนรักที่นิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจาใดๆ นางก็ยิ่งใจหาย ถ้าเกิดพระองค์ทรงทำตามข้อแลกเปลี่ยน ตำแหน่งพระชายาเอกนางคงมิได้เป็น ไม่นางไม่ยอม ของๆนาง นางจะไม่มีวันยอม หญิงสาวกำหมัดแน่นอย่างลืมตัว ถึงแม้จะไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ผิงเจียวเหม่ยสังเกตเห็นและดูเหมือนว่าแผนการของนางน่าจะสำเร็จ มันก็เหมือนการที่วิ่งไล่จับคนร้าย เมื่อต้อนคนร้ายให้จนมุม จนหนีไปไหนไม่รอด ก็เป็นอันเสร็จสิ้นคดี 

 

คำพูดของผิงเจียวเหม่ยที่เอ่ยขึ้นทำให้ทั้งสองพระองค์ต่างมองหน้ากันอย่างขบขัน นางชั่งเจ้าเหล่ห์จริงๆ แต่ก่อนที่เรื่องจะดูวุ่นวายมากไปกว่านี้ คงต้องจัดการเสียก่อนไม่งั้นคงไม่จบง่ายๆแน่ 

 

"เอาล่ะๆ เปิ่นกงเข้าใจแล้ว ในเมื่อเจ้าอยากที่จะถอนหมั้นกับลูกชายของเปิ่นกง เปิ่นกงก็พร้อมจะสนับสนุนเจ้า" ฮองเฮาเอ่ยขึ้นเพราะพระนางคิดว่าขืนปล่อยให้ต่อปากต่อคำกันต่อไป มีหวังไม่จบไม่สิ้นเป็นแน่ ถึงแม้จะสุดแสนเสียดายสตรีที่งดงามทั้งกายและใจเช่นนาง ถ้าให้บุตรชายของนางเป็นฝ่ายวิ่งตามบ้างดูท่าจะสนุกดีมิใช่น้อย เพราะพระนางก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าตอนจบใครจะเป็นคนได้หัวใจของนางไปครอบครอง แต่ดูท่าแล้วบุตรชายของนางคนนี้คงหมดสิทธิ์เสียแล้ว 

 

หึ แต่เอาเถอะ นิสัยตรงไปตรงมาของเหม่ยเอ๋อร์ก็ทำให้พระนางหมดห่วงแล้วเช่นกัน 

 

"เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะลูก.." 

 

"ฉินอ๋องเจ้าควรจะดีใจมิใช่หรือ ที่นางยอมถอนหมั้นกับเจ้าง่ายๆ ข้าเองก็รู้อยู่แล้ว ถ้าเจ้าอยากจะหมั้นกับสตรีที่เจ้ารัก ข้าก็มิอาจขัดใจเจ้า"ฮองเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน พลางจ้องมองบุตรชายของตน แววตาที่นิ่งสงบ ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์กำลังคิดเช่นใด 

 

"ขอบพระทัยเพคะฮองเฮา" 

 

ผิงเจียวเหม่ยมองหน้าองค์ชายห้าอดีตคู่หมันของตนพร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้ หึ คิดจะหักหน้าข้ายังเร็วไปอีกสิบชาติหนุ่มน้อย 

 

"ทูลฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องที่อยากจะขอจากพระองค์อีกเรื่องได้หรือไม่เพคะ" ผิงเจียวเหม่ยหลังจากที่นั่งตัดสินใจอยู่นานได้พูดขึ้น 

 

"เจ้ามีเรื่องอันใดที่อยากจะขอ ถ้าข้าให้เจ้าได้ข้าก็จะให้" 

 

"หม่อนฉันอยากจะขอประทานอนุญาตออกไปฝึกวรยุทธเพคะ หม่อมฉันอยากเป็นทหารเยี่ยงชายชาตรีเหมือนกับท่านพี่ของหม่อมฉันเพคะ" ผิงเจียวเหม่ยแจ้งความประสงค์ของตัวเองที่ตั้งใจไว้แล้ว นางอยากกลับมารับใช้แผ่นดิน เหมือนชาติภพที่แล้ว และก็ไม่มีใครจะที่จะขัดความตั้งใจของนางได้ 

 

"ไม่ได้!! เจ้าเป็นเพียงสตรีจะไปจับดาบ จับอาวุธได้เช่นใดกัน" เสียงตวาดลั่นของท่านแม่ทัพผิง เรียกร้องความสนใจให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดี ผิงเจียวเหม่ยปรายตามองบิดาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก 

 

"ท่านพ่อ ข้าโตแล้ว ข้าขอเลือกทางเดินชีวิตของข้าเอง ท่านพ่อเอาเวลาไปดูแลเหล่าบรรดาลูกรักของท่านพ่อเถิดเจ้าคะ ปล่อยให้ลูกอย่างข้าได้ไปตามทางที่ข้าได้ตัดสินใจเลือกแล้วด้วยเถิดเจ้าคะ" ผิงเจียวเหม่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ นางตั้งใจแล้วที่จะทำเช่นนี้ นางเตรียมแผนการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่รอเวลา 

 

ผิงอี้หลงนิ่งอึ้งกับสิ่งที่บุตรสาวคนรองพดออกมา นี้เขาทำพลาดหนักหนาเสียแล้ว เขาปล่อยปะละเลยบุตรสาวคนรอง ไม่เคยสนใจ ดูแล ไม่แม้แต่จะชายตาแลมองด้วยซ้ำว่าบุตรสาวคนรองของเขาเป็นเช่นไร และรู้สึกเช่นไร มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่บุตรสาวได้เอ่ยตัดเยื่อใยจากเขาเสียแล้ว เขาคงเป็นบิดาที่แย่มาก สนใจบุตรโดยเท่าเทียมกัน ยกเว้นบุตรสาวคนรอง ตอนนี้กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว ลูกสาวของเขาโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว อย่างน้อยถ้าเขาปล่อยไป มันอาจจะเป็นการชดเชยให้ได้บ้างไม่มากก็น้อย 

 

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจิ้นมิเคยเจอสตรีเช่นเจ้ามาก่อนช่างกล้าหาญยิ่งนักได้ ถ้าเจ้ากล้าขอ เปิ่นหวางก็กล้าให้ แต่มีข้อแม้ เจ้าจะต้องกลับมาหาเจิ้นในอีกสามปีให้หลัง ในตำแหน่งรองแม่ทัพหญิง เจ้าทำได้รึไม่" ฮ่องเต้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจ 

 

"ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันทำได้" ผิงเจียวเหม่ยคุกเข่าน้อมรับคำสั่ง ใบหน้าของนางเปื้อนยิ้มอย่างมีความหวัง นางจะไม่ทำให้ผิดหวัง นางจะเป็นนางร้ายที่พลิกบทบาทและสร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเอง จุดจบของนางคือความตายจากบุรุษอันเป็นที่รัก แต่ครานี้นางจะขอตายเยี่ยงทหารที่ปกป้องบ้านเมือง  

 

 

หลังจากวันนั้นผิงเจียวเหม่ยก็กลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก็คงจะมีเรื่องปวดหัวไม่ใช่น้อย เพราะเหล่าบรรดาอนุของท่านพ่อ หาเรื่องกลั้นแกล้งนางหนักกว่าครั้งก่อนๆนั้นก็คือ การส่งของเหลือที่กินแล้วจากเรือนใหญ่มาให้นาง ทั้งผักเน่าๆ นี้อีก โอ๊ยชีวิตชั่งบัดซบยิ่งนัก แถมเบี้ยหวัดจากที่โดนหักแถบจะไม่เหลือใช้อยู่แล้ว นี้ยังจะโดนอีกงั้นหรือ  มันจะเกินไปแล้วนะโว้ยยยย! และครั้งนี้นางก็จะไม่ยอมอยู่เฉยแน่ ไหนๆก็ต้องไปอยู่แล้ว สู้อาละวาดให้เละเป็นการส่งท้ายกันไปเลย 

 

รู้จักข้าน้อยเกินไปแล้ว 

 

ผิงเจียวเหม่ยเดินเข้ามาในเรือนใหญ่โดยไม่สนใจเสียงร้องห้ามของเหล่าสาวใช้ สำหรับนางตาต่อตาฟันต่อฟันเท่านั้น ใครดีมานางดีกับ ใครร้ายมานางก็จะร้ายให้มากกว่าสองเท่า ยุคนี้สตรีต้องรู้จักเก็บอารมณ์ แต่สำหรับยุคของนางมันไม่จำเป็น 

 

ถ้าวันนี้นางไม่ได้เล่นงานพวกเหล่าอนุของทานพ่อ นางจะอาละวาดให้เละไปทั้งจวนเลย 

 

และวันนี้ถ้านางจำไม่ผิด พวกบรรดาอนุภรรยาและเหล่าลูกๆของนางจะมาร่วมรับประทานอาหารที่เรือนใหญ่ในช่วงยามอิ่ว(17:00-18:59) เพื่อพบปะพูดคุยภายในครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น 

 

เดี๋ยวก็รู้ในเมื่อนางอยู่ในร่างของนางร้าย นางก็จะร้ายให้สมบทบาท บังอาจกล้าวางยาพิษนางมันเกินไปแล้ว 

 

ผิงเจียวเหม่ยเดินเข้ามาเรือนใหญ่ด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง แต่ในขณะที่นางกำลังจะเดินเข้าไป ก็ถูกบรรดาบ่าวไพร่ของเหล่าอนุทั้งหลายมาขวางทางให้นางไว้ สายตาที่บ่าวไพร่ที่มองนางตั้งแต่ศรีษะจดเท้า ก่อนจะปรายตามองนางด้วยสายตาเย้ยหยัน 

 

นี้ข้าต่ำต้อยถึงขนาดพวกบ่าวไพร่พากันเย้ยหยันข้าถึงเพียงนี้เชียวรึ นี้ข้าเป็นบุตรสาวของฮูหยินใหญ่เชียวนะ 

 

มันเกินไปแล้วโว้ยย! 

 

"ข้ามาขอพบท่านพ่อ" เจียวเหม่ยเอ่ยเสียงเรียบ 

 

"ไม่ได้เจ้าคะ ท่านแม่ทัพกำลังรับประทานอาหารพร้อมหน้ากับครอบครัว ข้าคงให้คุณหนูเข้าไปมิได้" น้ำเสียงเย้ยหยันของสาวใช้ทำให้นางคิ้วกระตุกใบหน้ามืดครึ้มลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "เจ้าคงลืมไปแล้วซิน่ะว่าข้าเองก็เป็นลูกของท่านพ่อเช่นเดียวกัน เจ้าเป็นแค่บ่าวรับใช้ ไม่ได้มีสิทธิ์ถึงขนาดมาไล่ข้าไม่ให้เข้าพบท่านพ่อของข้า และจงจำใจสมองของเจ้าไว้ด้วยนะว่า ถ้าข้าคิดจะขายเจ้าเข้าหอนางโลม เจ้านายของเจ้าก็ไม่อาจช่วยเจ้าได้" ผิงเจียวเหม่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นพลางสาวเท้าเข้าไปไปใกล้สาวใช้ที่แสดงกิริยาผยองใส่นางอย่างช้าๆ สาวใช้ที่รู้ตัวว่าพลาดพลั้งก็ถอยห่างอย่างหวาดผวา แต่ดูเหมือนจะไม่ทัน เพราะร่างระหงคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนก่อนจะออกแรงบีบและพลิกข้อแขนอย่างแรงจนมันเกิดเสียงดังก๊อก ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดของสาวใช้ปากพล่อยนางนั้น นางกวาดตามองไปยังบ่าวไพร่ที่เหลือ ทั้งชายและหญิงอย่างช้าๆ  

 

"ใครหน้าไหนกล้าขวางข้าอีกก็เข้ามา คราวนี้จะมิใช่แค่หักแขน แต่ข้าจะหักคอพวกเจ้าแทน" น้ำเสียงข่มขู่ของนางทำเอาบ่าวไพร่ถึงกับลอบกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ พร้อมกับยกมือขึ้นมากุมคอตัวเองเอาไว้แทบจะทันที 

 

แค่นี้ก็เรียบร้อย คิดจะเชือดไก่ให้ลิงดู ก็คงต้องสวมรอยเป็นนางร้าย 

 

ผิงเจียวเหม่ยเปิดประตูเข้าไปในเรือนใหญ่โดยมีพ่อบ้านเฟ่ยออกมายืนต้อนรับนาง ก็ถือว่ายังดีที่เห็นนางเป็นลูกท่านพ่อ 

 

"น่าสนุกดีนะเจ้าคะ ที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมกันเช่นนี้" น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยินดียินร้าย แต่กลับสร้างความตกตะลึงๆให้กับเหล่าบรรดาอนุและบุตรคนอื่นๆไม่น้อย ยกเว้นแม่ทัพผิงที่ยังคงตีสีหน้าเรียบเฉยพลางยกชาขึ้นจิบไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆทั้งสินที่เห็นบุตรสาวคนรองบุกมาถึงเรือนใหญ่ 

 

"นี้เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงบุกมาถึงเรือนใหญ่" อนุสี่ตวาดลั่นทั้งๆที่ในใจหวาดระแวงกับบางสิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้ เช่นเดียวกับอนุคนอื่นๆก็โวยวายอย่างไม่ยอมเช่นกัน แต่มีเหรอที่คนอย่างผิงเจียวเหม่ยจะยอม ในเมื่อไม่มีใครเห็นหัวนาง นางก็จะไม่ยอมเห็นหัวใครเช่นกัน 

 

"ทำไมข้าจะเข้ามามิได้ ในเมื่อที่นี้เป็นเรือนของท่านพ่อและท่านแม่ของข้า ทำไมข้าจะไม่มีสิทธิ์ไหนพวกท่านลองว่ามาซิ " ผิงเจียวเหม่ยขมวดคิ้วเป็นปมกวาดตามองบรรดาอนุทั้งหลายด้วยแววตาที่เรียบเฉย แต่ทว่าแรงกดดันกับเพิ่มขึ้นจนพวกเหล่าอนุและบุตรของนางพอกันหนาวสั่นอย่างไม่มีสาเหตุ 

 

"เจ้าลืมไปแล้วรึไงว่าท่านพ่อของเจ้า มิได้สนใจเจ้าและแม่ของเจ้าอยู่แล้ว ต่อให้เจ้ามาถามหาสิทธิ์ก็ใช่ว่าจะได้ง่ายๆ" อนุสามเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและมองผิวเจียวเหม่ยด้วยแววตาที่เหนือกว่า เพราะบิดาของนางปล่อยปะละเลยบุตรสาวของฮูหยินใหญ่ที่ตายไป ทำให้พวกนางสามารถกลั่นแกล้งลูกเลี้ยงได้ตามใจชอบ แต่มาวันนี้นางดูแปลกไป ทำไมช่างดูใจเย็นและเยือกเย็นจนรู้สึกถึงความหวาดหวั่น แต่มันก็คงเป็นข้อสันนิษฐานเท่านั้น 

 

"งั้นรึ ก็ยังดีกว่าเจ้าล่ะกัน อยากเป็นเมียของพ่อข้าจนตัวสั่น ถึงขนาดแอบลักลอบเข้าห้องพ่อข้าในยามวิกาล แถมยังใช้ยาปลุกกำหนัดกับพ่อข้าอีก ทำตัวอย่างกับสตรีหอนางโลม ทั้งๆที่แม่ของข้าอุตส่าห์รักเจ้าเปรียบเสมือนน้องสาวแท้ๆ แต่เจ้ากับทรยศแม่ข้าได้อย่างไร้อย่างอาย" 

 

"นะ นี่เจ้ากล้ากล่าวหาข้า" 

 

"ข้าแค่พูดความจริงเจ้ารับมิได้รึ" ผิงเจียวเหม่ยปรายตามองอนุสามด้วยแววตาเย้ยหยัน มุมปากแสยะยิ้มเล็กน้อยที่ยั่วอารมณ์คนได้สำเร็จ 

 

"นี้เจ้า!!!" 

 

อนุสามจ้องมองผิงเจียวเหม่ยด้วยความโกรธแคน นางไม่คิดเลยว่าสตรีโง่งมขี้โวยวายเช่นนางจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงนี้ น้ำเสียงที่เยือกเย็นกับสงบนิ่งไม่เหมือนเช่นทุกครั้งที่ถูกพวกนางกลั้นแกล้ง 

 

"พอๆเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ข้าปวดหัว" เสียงเย็นชาเอ่ยขัดขึ้น 

 

"เจ้ามีอะไรถึงมาหาข้าในเวลานี้" แม่ทัพผิงเอ่ยถามบุตรสาวของตนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สร้างความรู้สึกแปลกๆภายในใจเจียวเหม่ยไม่น้อย 

 

"ท่านพ่อข้ายังเป็นลูกของท่านพ่ออยู่หรือไม่" ผิงเจียวเหม่ยเอ่ยถามขึ้นแววตาสีมนจ้องมองไปทางบิดาเพื่อตั้งการคำตอบ และคำตอบที่นางได้รับก็ทำให้นางรู้สึกดีอยู่มิใช่น้อย 

 

"เจ้าก็คือบุตรสาวของข้า" 

 

"แล้วทำไมท่านพ่อถึงได้เลี้ยงดูข้าเยี่ยงขอทานล่ะเจ้าคะ ส่งของที่เหลือกินแล้วจากเรือนใหญ่ส่งไปที่เรือนข้า แค่วันละมื้อ เบี้ยหวัดที่ถูกหักแล้วหักอีก ก็แทบไม่พอใช้ ไปจ่ายตลาดแค่เพียงครั้งเดียวก็หมดแล้ว แถมยังไม่พออีก ลูกเป็นถึงบุตรสาวคนรอง เป็นลูกที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ แต่กับถูกเลี้ยงดูเยี่ยงขอทาน" ผิงเจียวเหม่ยแกล้งบีบน้ำตาร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าท่านพ่อของนางเอง 

 

บางทีการแสร้งบีบน้ำตาเหมือนนางเอกก็ดีเหมอนกันนะ 

 

"แล้วไหนจะบ่าวไพร่ที่ไม่ยอมให้ข้าเข้ามาในเรือนใหญ่ พวกนางเห็นข้าไม่ใช่คนในครอบครัวตะกูลผิง ถึงได้เอ่ยปากไรข้าเยี่ยงหมูเยี่ยงหมาเช่นนี้ แล้วไหนจะสายตาเย้ยหยัยนั้นอีก ข้ารู้สึกเสียใจเจ้าคะ' 

 

 

ละครของนางปิดฉากลงอย่างสวยงาม ท่ามกลางแรงกดดันของท่านพ่อที่พุ่งตรงไปที่พวกนางร่วมถึงบ่าวไพร่ทั้งหลาย ดูเหมือนพายุลูกนี้คงจะใหญ่น่าดู ที่เหลือก็ให้ท่านพ่อของนางจัดการต่อไป เห็นสีหน้าของพวกนางแล้วก็รู้สึกสะใจแบบสุดๆ นี้ขนาดนางแค่หยอดนิดหยอดหน่อยเองนะ ยังดิ้นเป็นหมาถูกน้ำร้อนลวก ส่วนนางไม่อยากเจอฉากแสร้งบีบน้ำตาขอตัวเดินไปพักผ่อนที่เรือนยังดีเสียกว่า ส่วนสาวใช้รายนั้นก็รับกรรมไปแทนละกัน ชั่งน่าสงสาร รับใช้ผิดคน ก็ซวยไป เป็นแค่บ่าวไพร่แต่กับทำตัวต่ำก็สมควรแล้วที่นางจะทำโทษ ไม่ส่งไปขายก็ดีเท่าไหร่แล้ว 

 

นี้ถือว่านางก็ยังมีเมตตาอยู่บ้างนะ 

 

"คุณหนูเป็นไงบ้างเจ้าค่ะ พวกเขาทำอะไรคุณหนูหรือเปล่า" เสี่ยวอี้ที่เดินวนไปวนมา เมื่อเห็นคุณหนูของนางเดินเข้ามาก็ถลาวิ่งเข้าไปหาคุณหนูด้วยความเป็นห่วง 

 

"ข้าไม่เป็นไรเสี่ยวอี้ ขอบใจเจ้ามากที่อุตส่าห์เป็นห่วงข้า" เจียวเหม่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางเปรียบเสมือนน้องสาวของนางเสียจริง ถึงแม้ว่าในเวลานี้เสี่ยวอี้จะแก่กว่านางก็ตาม 

 

"เจ้าค่ะคุณหนู" 

 

"เสี่ยวอี้เจ้าอย่าลืมเก็บหนังสือของข้าลงหีบไปด้วยนะ เวลาว่างข้าจะได้นำออกมาอ่าน แล้วก็ไปเตรียมน้ำอาบให้ข้าด้วย" 

 

"เจ้าคะคุณหนู" 

 

ยามไฮ่(21:00-22:59) 

 

หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ ผิงเจียวเหม่ยก็สั่งให้เสี่ยวอี้ยกน้ำชากับขนมไปวางไว้ที่โต๊ะของนาง เพราะนางจะอ่านหนังสือที่นางสั่งให้สาวใช้ไปหาซื้อมาให้นาง นางยอมรับว่าหนังสือของยุคนี้น่าอ่านยิ่งนัก นางกำลังศึกษาเรื่องยาพิษ เพราะฉะนั้นในยามจื่อ(23:00-24:59)จนถึงยามโฉว่ (01:00-02:59) ของทุกวัน นางจะขลุกอยู่แต่ในห้องเพื่ออ่านหนังสือและศึกษาเรื่องยาพิษและยาถอนพิษ 

 

จนเวลาล่วงเลยผ่านไปมากพอสมควรร่างระหงก็ปดหนังสือเล่มหนาลง ก่อนจะหมุนร่างระหงเพื่อเตรียมเข้านอน 

 

ตุบ 

 

เสียงปริศนาดังขึ้นมาจากหน้าห้องทำให้นางรบเป่าเทียนให้ดับลง สัญชาตญาณความเป็นตำรวจของนางเมื่อชาติภพที่แล้ว ทำให้นางรู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะชักมีดพกขนาดเล็กที่แอบซ่อนไว้ใต้หมอนขึ้นมาจับไว้แน่น นางค่อยๆเคลื่อนย้ายตัวเองอย่างเงียบเชียบ และค่อยๆแง้มประตูให้เปิดออกช้าๆ ก่อนจะมองซ้ายมองขวากับไม่พบความปกติ นางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่อยู่ๆสายตาของนางก็ไปสะดุดกับร่างของใครบางคนที่นอนสลบเหมือดอยู่ในมุมมืด ในตาสีมนเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนที่นางจะรีบสาวเท้าเข้าไปดูใกล้ๆ และพลิกหงายเพื่อดูว่าเป็นใคร 

 

บุรุษผู้นี้เป็นใครกัน ทำไมถึงใส่ชุดดำอำพลางตัว นางคุ้นคิดอย่างพินิจ ก่อนที่สายตาของนายจะพบความผิดปกติ 

 

'เฮ้ย!!งานเข้าละไง เขาบาดเจ็บสาหัส เอาไงดีวะเนี้ย จะปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่ได้' 

 

เมื่อตัดสินใจได้ นางก็จัดการลากร่างบุรุษชุดดำเข้ามาในห้องด้วยความทุลักทุเล คนบ้าอะไรหนักชะมัด กว่านางจะลากร่างสูงขึ้นไปบนเตียงได้ ก็เล่นเอานางถึงกับหอบตัวโยงด้วยความเหนื่อย 

 

นางเดินหายไปเรียกสาวใช้ให้ไปเอากระมังกับผ้าชุบน้ำมาให้นาง ถึงแม้สาวใช้จะมีทีท่างงๆอยู่บ้างว่าจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไร แต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามจึงไปทำตามที่คุณหนูสั่ง เพียงเวลาไม่นาน นางก็เดินมาพร้อมกับกะละมังกับผ้าชุบน้ำขนาดเหมาะมือ เดินมาหยุดที่เตียง ก่อนจะค่อยๆสำรวจบาดแผลที่อยู่ตรงหัวไหล่ซ้าย 

 

"โห..ลึกเหมือนกันนี้หว่า ดูท่าจะเสียเลือดเยอะ" 

 

 

นางไม่รอช้า ฉีกเสื้อตรงหัวไหล่ข้างซ้ายออกอย่างชำนาญ ก่อนจะลงมือทำความสะอาดแผลอย่างเบามือที่สุด นางหยิบเข็มเย็บผ้าขึ้นมาจัดการเย็บปิดปากแผล ก็ถือว่ายังดีที่นางยังพอมีความรู้นิดๆหน่อยๆจากตอนที่ไปฝึกเรียนตำรวจ มันก็มีประโยชน์ตรงนี้ล่ะนะ เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย นางก็จัดท่านอนให้กับบุรุษชุดดำให้อยู่ในท่านอนที่สบายๆ ด้วยว่าเกินเวลานอนของนางมามากพอสมควร ทำให้นางก็เผลอฟุบหลับอยู่ข้างเตียงเข้าสู่ห้วงนินทรา 

 

"...." หนึ่งชั่วยามต่อมา บุรุษชุดดำที่นอนสลบอยู่ก็ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาจากความมืด ก่อนจะชะงักเมื่อมีคนนอนฟุบอยู่ข้างๆตัวเขา 

 

อืม ที่นี้ที่ไหน แล้วสตรีนางนี้เป็นใคร 

 

และเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เขาถูกลอบสังหารจนบาดเจ็บ จนตัวเองหลบหนีมาได้อย่างหวุดหวิดแต่เพราะบาดแผลที่เสียเลือดไปมาก ทำให้เขาสลบไปในที่สุด คงจะเป็นสตรีนางนี้ที่ช่วยเขาไว้ ดวงตารัติกาลจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างนึกขอบคุณ ก่อนจะอุ้มหญิงสาวขึ้นมานอนบนเตียงอย่างแผ่วเบา และเมื่อสำรวจดีๆถึงแม้ว่าจะมืดสักเพียงใด แต่เขาก็รู้สึกได้ว่า นางคงงดงามมิใช่น้อย 

 

"ขอบเจ้าใจมาก บุญคุณนี้ข้าจะไม่ลืมเจ้าเลย สักวันเราคงได้พบกัน" 

 

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกอนที่จะกระโดดหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว 

 

********************************** 

 

 

จบไปอีกตอน กว่าจะผ่านไปสักตอน ปรับเปลี่ยนเนื้อหา ก็เล่นทำไรท์รู้สึกว่ามันนานมาก พอแก้เนื้อหาตรงนี้เสร็จ ก็คิดในใจอยู่น่ะ ทำไมมันยาวจังวะ แต่สุดท้ายมันก็ผ่านไป หวังว่าอ่านแล้วคงรู้สึกว่ามันดีกว่าเดิมน่ะ  

ความคิดเห็น