email-icon facebook-icon Line-icon

เริ่ม รีไรท์ 25/12/63

บทที่ 3 : หม่อมฉันยินดีถอนหมั้นกับพระองค์เพคะ(ยิ้มอ่อน)(รีไรท์ 24/12/63)

ชื่อตอน : บทที่ 3 : หม่อมฉันยินดีถอนหมั้นกับพระองค์เพคะ(ยิ้มอ่อน)(รีไรท์ 24/12/63)

คำค้น : นิยายจีนโบราณ

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2563 23:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 : หม่อมฉันยินดีถอนหมั้นกับพระองค์เพคะ(ยิ้มอ่อน)(รีไรท์ 24/12/63)
แบบอักษร

"ถ้าข้าจะหนีกลับจวนตอนนี้จะดีหรือเปล่าน่ะ"นางหันไปถามความคิดเห็นกับบ่าวสาวคนสนิท ที่นางหิ้วปีกเข้ามาด้วย 

 

"ไม่ดีน่ะเจ้าค่ะ คุณหนู มันจะเป็นการเสียมารยาทนะเจ้าค่ะ" เสี่ยวอี้เอ่ยเตือนคุณหนูของตนพลางส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยกับความคิดของผู้เป็นนาย 

 

"แต่ข้าเบื่อ" นางบ่นออกมาอย่างหงุดหงิดใจ 

 

"โถ่ คุณหนู" เสี่ยวอี้รู้สึกสงสารคุณหนูของนางยิ่งนัก นางเลี้ยงคุณหนูมาตั้งแต่เล็กๆทำไมนางจะไม่รู้ล่ะว่าคุณหนูของนางรู้สึกเช่นไร แต่คนอย่างนางจะทำอะไรได้ นอกจากคอยดูแลคุณหนูของนางอย่างใกล้ชิด เพราะคุณหนูของนางจริงๆแล้วไม่ใช่คนที่แข็งกร้าว นางเป็นคนอ่อนโยนและมีนิสัยที่ร่าเริง แต่เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นที่ทำให้คุณหนูของนางต้องเปลี่ยนไป ฉะนั้นที่คุณหนูของนางกลายเป็นเช่นนี้ ก็เพียงแค่ต้องการที่จะปกป้องตัวเอง จากพวกคนเหล่านั้นที่จ้องแต่จะหาโอกาสกลั่นแกล้งคุณหนูของนางต่างๆนาๆ 

 

ทั้งๆที่เป็นบุตรสาวคนรองที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ แต่กับถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ถูกผู้เป็นประมุขของบ้าน หมางเมินไม่สนใจดูแล ทุกครั้งที่คุณหนูถูกคนเหล่านั้นรังแก หรือถูกใส่ร้าย ท่านแม่ทัพก็เอาปิดหูปิดตาๆไม่รับรู้และเลือกที่จะลงโทษคุณหนูอย่างหนักโดยไม่สนใจที่จะฟังเหตุผลใดๆก็ตาม แม้ว่าคุณหนูจะอธิบายยังไงก็ตาม 

 

ภาพที่คุณหนูทรุดลงนั่งร้องไห้อย่างหมดเรี่ยวแรงและกอดขาผู้เป็นบิดาเอาไว้แนบแน่น แต่ก็ถูกท่านแม่ทัพสะบัดออกจนหลุดและเดินจากไปอย่างไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคุณหนูจะเสียใจมากเพียงใด ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่า ท่านแม่ทัพมิได้รักคุณหนูของนางเลย แม้จะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่ท่านแม่ทัพก็เลือกที่จะเมินเฉยอยู่ดี แต่นางจะทำอะไรได้นอกจากคอยอยู่ข้างๆคุณหนูของนางก็แค่นั้นเองที่นางพอจะทำได้ 

 

 

 

"ใกล้ได้เวลางานเลี้ยงแล้ว ข้าคงต้องไปแล้วเจ้าเองก็รอข้าอยู่ที่นี้ล่ะ" ผิงเจียวเหม่ยพูดจบก็เดินเข้าไปในงานทิ้งให้เสี่ยวอี้มองตามไปอย่างเป็นห่วง ถ้าสิ่งคุณหนูเคยคิดไว้เป็นจริงขึ้นมา คุณหนูของนางจะทำเช่นไร และนางก็ได้แต่ภาวนาให้คุณหนูของนางผ่านเรื่องเลวร้ายพวกนี้ไปให้ได้ 

 

 

 

 

เสียงฮือฮาดังขึ้นเมื่อหนุ่มสาวคู่หนึ่งปรากฏกายขึ้นภายในงาน สายตานับสิบคู่จ้องมองไปยังทั้งคู่เป็นจุดเดียวกัน ร่างสูงสง่าที่เดินเคียงคู่มากับหญิงงามก่อนที่จะไปนั่งประจำที่ของตนเองโดยมีหญิงสาวนั่งลงอยู่ข้างๆ ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ผิงเจียวเฟ่ยจับจ้องมองคนรักด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ถึงแม้ว่านางจะมาที่หลังพี่สาวของนางก็ตาม แต่นางก็ได้ครอบครองหัวใจของท่านอ๋องผู้นี้ หัวใจของเขาเป็นของนางเพียงผู้เดียว 

 

แต่แล้วบรรยากาศโดยรอบงานเลี้ยงต่างเงียบสงัดลงไปถนัดตา ผู้คนทั้งหลายคล้ายตกอยู่ในภวังค์ราวกับต้องมนต์ เมื่อปรากฏร่างโฉมงามล่มแคว้นก้าวเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าสง่างาม 

 

ผิวพรรณผุดผ่องสีขาวนวลเนียนราวกับหิมะ ใบหน้าที่งามล้ำที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมบางเบา ไม่หนาเตอะเหมือนกาลก่อน เพียงแค่นัยตาหงส์คู่งามปรายตามองนิ่งๆพร้อมรอยยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย ก็สามารถตรึงสายตาของเหล่าบุรุษได้อย่างง่ายดาย ริมฝีปากอวบอิ่มที่ชาดด้วยสีแดงสดดูเย้ายวนและมีเสน่ห์น่าค้นหา ทำให้นางดูสง่างามราวกับภาพวาดก็มิปาน... 

 

 

นางเดินมานั่งประจำที่ของตนเองท่ามกลางสายตาของเหล่าบุรุษนับสิบที่จับจ้องมองนางแทบจะสิงร่างเลยก็ว่าได้ ทั้งๆที่นางไม่คิดที่จะเป็นจุดสนใจจากคนรอบข้างมากเท่าใดนัก แต่คงเพราะนางเป็นถึงนางร้ายละมั้ง เพียงแค่นางเดินเข้ามาก็เป็นจุดเด่นได้ไม่ยาก แต่นางก็มิได้สนใจใครมากนัก เพราะนางจะไปนั่งประจำที่และนั่งจิบชาร้อนๆเพื่อรอเวลางานเลี้ยงเริ่มก็แค่นั้น 

 

แต่แล้วสายตาของนางก็ดันไปสะดุดกับหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่จ้องมองนางด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ นางร้องหึอยู่ในใจ ก่อนจะชายตามองสำรวจท่านอ๋องไปด้วย สมกับเป็นทายาทมังกร ท่วงท่าองอาจ ดวงตาคมที่ผู้ใดพบเห็นเป็นต้องหลงใหล ใบหน้าที่งดงามดุจพระเอกในเทพนิยาย ไม่สิ!!! ต้องเรียกได้ว่างดงามยิ่งกว่าด้วยซ้ำ รอยยิ้มละมุนละไม แต่ทว่ารอยยิ้มนั้นกับไม่ถึงดวงตาคม ที่ฉายแววเย็นชาเมื่อพบหน้านาง ส่วนสตรีข้างกายของเขาก็คงมิพ้นแม่นางเอกแสนดี หรือน้องสาวต่างมารดาของนางที่นั่งก้มหน้านิ่ง มิกล้าสบตานาง คล้ายจะบ่งบอกว่านางเกรงกลัวพี่สาวมากเพียงใด 

 

แต่ทว่านางกับนิ่งเฉยไม่พูด ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาและสิ่งที่นางกระทำคือการหยักไหล่น้อยๆ และเดินผ่านหน้าคนทั้งคู่ไปอย่างไม่สนใจคล้ายกับว่าคนทั้งคู่ไม่ได้มีค่าพอให้นางต้องสนใจอีกแล้ว อยากเล่นงิ้วก็เล่นไปคนเดียวเหอะ นางไม่สนใจหรอก ก็แค่ผู้ชายห่วยๆคนหนึ่ง มันไม่ได้มีค่ามากพอที่จะให้นางต้องไปแย่งชิงกับคนอื่นเขา การกระทำของนางทำให้เกิดเสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้ง  

 

"ผิงเจียวเหม่ยเป็นคู่หมั้นท่านอ๋องมิใช่หรือ ทำไมนางไปนั่งอยู่คนเดียว แล้วคนที่นั่งข้างท่านอ๋องนั้นก็คือ ผิงเจียวเฟ่ยน้องสาวของนางนิ ทำไมไปนั่งอยู่ตรงนั้น หรือข่าวที่ว่านางแย่งคนรักของพี่สาวนางจะเป็นเรื่องจริง" 

 

เสียงซุบซิบที่ดังขึ้น แม้จะเบาแค่ไหนแต่นางก็ยังได้ยิน นางชำเลืองมองไปทางน้องสาวของนาง ก็เห็นเอาแต่ก้มหน้านิ่ง 'คงอายซิน่ะ แต่คนอย่างนางไม่น่าอายหรอก กล้าทำเรื่องแบบนี้ได้ ก็ต้องกล้าที่จะยอมรับผลที่จะตามมาให้ได้ การเอาคืนเล็กๆน้อยๆของนางยังไม่นับว่าร้ายแรง แต่นับจากนี้ต่างหากล่ะ' นางยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะแสร้งยกน้ำชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์   

 

และเมื่อถึงเวลาฮ่องเต้และฮองเฮาก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้งสองพระองค์เดินมายังประทับที่นั่ง ฮ่องเต้หยางหรงเฟย แม้อยากจะตรัสถามสตรีที่นั่งเคียงข้างบุตรชาย แต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยคำใดออกมา แต่พระองค์ก็ทรงรู้ดีว่าบุตรชายของพระองค์คิดจะทำสิ่งใด เช่นเดียวกับฮองเฮาที่มองอยู่ก่อนแล้ว แต่พระนางก็มิได้เอ่ยคำใดออกมาเช่นเดียวกัน.... 

 

ทางด้านผิงเจียวเหม่ยเองนางรู้สึกตื่นเต้นมิใช่น้อย นางชื่นชอบฮองเฮามากที่สุดในเรื่องนี้ และไม่คิดไม่ฝันว่าตัวนางเองจะได้ย้อนยุคมาเจอกับฮองเฮาตัวเป็นๆ และพระองค์ก็ทรงงดงามสมคำล่ำลือจริงๆ 

 

นางก้มหน้านิ่งแม้จะพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ตื่นเต้น แต่นางก็อดไม่ได้ ที่จะชำเรืองตามองผู้ที่เป็นมารดาของแผ่นดิน นางรู้ดีว่าอย่างน้อยฮองเฮาก็ทรงรักและเอ็นดูผิงเจียวเหม่ยมากกว่าผู้ใด ถึงได้จัดการให้ลูกชายตัวดีของนางหมั้นหมายกับผิงเจียวเหม่ย เพราะคิดว่าไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปมากกว่านางอีกแล้ว นางไม่รู้ว่าฮองเฮารู้ลึกอะไรเกี่ยวกับตัวนาง แต่สายตาที่ฮองเฮามองมาที่นาง มันทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาดใจ  

 

"เชิญทุกคนตามสบายเถิด"สุรเสียงอ่อนหวานดังขึ้นทำให้ทุกคนนั่งลงตามปกติ ก่อนที่สายตาของฮองเฮาจะหันไปสบตากับหยางหมิงจื้อบุตรชายของนาง 

 

"ทำไมลูกถึงไม่มานั่งข้างเหม่ยเอ๋อร์ละ" พระนางเอ่ยถามบุตรชาย โดยที่ไม่แม้แต่จะชายตามองหญิงสาวที่นั่งข้างๆบุตรชายของตนเลยแม้แต่น้อย 

 

"เอ่อ...ลูก" 

 

"มิเป็นไรเพคะ ฮองเฮาหม่อมฉันชอบที่จะนั่งคนเดียวมากกว่า"น้ำเสียงเย็นชาขัดขึ้นเสียก่อนทำให้หยางหมิงจื้อชะงักค้างและรู้สึกปนประหลาดใจกับท่าทีที่เย็นชาและเอ่ยตัดบทอย่างไร้เยื่อใยแบบนี้ 

 

เพราะปกตินางจะต้องแกล้งบีบน้ำตาต่อหน้าพระพักตร์ แต่คราวนี้ทำไม... 

 

"งั้นรึ..ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้า เอาเถอะ....เริ่มงานได้" ฮองเฮายิ้มน้อยๆก่อนจะกล่าวเปิดงานเลี้ยง 

 

ก่อนที่พระนางจะชำเรืองมองไปที่ลูกชายตัวดีของพระนาง ทำไมพระนางจะมิรู้ว่าหญิงสาวข้างกายของลูกชายนางเป็นใคร และพระนางก็รู้ด้วยว่าเหม่ยเอ๋อร์รู้สึกเช่นไรกับลูกชายของพระนาง ถึงข่าวลือมากมายของว่าที่ลูกสะใภ้นางจะออกไปในทางที่ไม่ดี แต่พระนางก็เชื่อว่าผิงเจียวเหม่ยลึกๆแล้วเป็นคนเช่นไร และก็ไม่มีใครรู้เช่นกันว่า ผิงเซียวเหม่ย มารดาของเหม่ยเอ๋อร์คือพระสหายคนสนิทของพระนางตั้งแต่อยู่สำนักเดียวกัน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพระนางจะต้องปกป้องหญิงสาวเอาไว้ เพราะอย่างน้อยการได้อยู่ในตำแหน่งพระชายาเอกของลูกชายตัวดีก็สามารถปกป้องหญิงสาวได้ไม่มากก็น้อย แต่ดูท่าว่าคงจะไม่ง่าย ในเมื่อลูกชายของพระนางดันไปมีใจให้กับหญิงสาวนางหนึ่งและพยายามที่จะถอนหมั้นกับหญิงสาวที่พระนางเลือกให้ 

 

พระนางไม่อยากจะยอมรับได้ว่าลูกชายของตนโง่เขลาเพียงใด ที่กำลังจะปล่อยให้หยกเม็ดงามชิ้นนี้พลาดหลุดมือไป 

 

แต่เอาเถิดในเมื่อลูกชายของพระนางตัดสินใจแล้ว พระนางก็คงไม่ห้าม สงสารก็แต่หญิงสาวที่ปักใจรักลูกชายของพระนางอย่างหมดหัวใจ และมันก็ไม่แน่เพราะตั้งแต่ที่ฟื้นมาครานั้น ข่าวลือที่ว่านางเปลี่ยนไปใจเย็นและดูสุขุมมากกว่าแต่ก่อน คงเป็นเรื่องจริงสินะ 

 

การแสดงของหญิงสาวจากตะกูลต่างๆที่ออกมาทำการแสดงอย่างสุดความสามารถ เรียกรอยยิ้มให้กับทุกคนในงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนางที่นั่งมองการแสดง อย่างตื่นตาตื่นใจ บางคนก็ร่ายรำ บางคนก็ดีดพิณเจ็ดสาย ช่างสวยสดงดงามยิ่งนัก จนกระทั่งมาถึงการแสดงของผิงเจียวเฟ่ย น้องสาวของนาง นางแอบเบ้ปากเล็กน้อย พลางยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มอย่างเงียบๆ สายตาก็จ้องมองการแสดงร่ายรำของน้องสาวในท่วงท่าที่สวยงาม จนการแสดงจบลง เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างไม่ขาดสายเจียวเหม่ยเอง ก็เผลอลืมตัวปรบมือด้วยเช่นกัน 

 

แต่ความซวยก็ดันมาเยือนนางด้วยเช่นกันเมื่ออยู่ๆน้องสาวต่างมารดาก็เอ่ยขึ้นเล่นเอานางถึงกับสำลักน้ำชาไอ แค่กๆ กันเลยทีเดียว 

 

"ท่านพี่เจ้าค่ะ ต่อไปเป็นการแสดงของท่านพี่แล้วนะเจ้าคะ" เสียงอ่อนหวานแต่ทว่ากับแฝงไว้ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย 

 

 

ผิงเจียวเหม่ยตวัดหางตามองน้องสาวต่างมารดาด้วยสายตาเรียบเฉย มิได้ตื่นตระหนกแต่อย่างไร แต่ก็ทำให้ผิงเจียวเฟ่ยรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก  

 

 

 

"เหม่ยเอ๋อร์ เจ้ามีการแสดงอันใดจะมาแสดงให้ข้าดูงั้นรึ" ฮองเฮานึกสนุกจึงหันไปถามผิงเจียวเหม่ยด้วยความอยากรู้ว่านางจะแก้สถานการณ์นี้ยังไง 

 

 

"หามิได้เพคะ หม่อมฉันต้องขอทูลตามตรงว่า หม่อมฉันมิได้เตรียมการมาแต่อย่างไร เนื่องจากอาการป่วยของหม่อมฉัน ทำให้ร่างกายของหม่อมฉันในเวลานี้อ่อนแอเหลือเกินเพคะ"   

 

 

 

 นางจงใจใช้คำว่า'ป่วย' ขึ้นมาเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงที่จะแสดง จริงอยู่ที่ในความเป็นจริงนางต้องออกไปแสดงต่อหน้าพระพักตร์ แต่ในเวลานี้นางยังมิพร้อมจริงๆ อีกอย่างต่อให้นางมีการแสดงขึ้นมาจริงๆมันคงไม่ดีแน่ เพราะการแสดงของนาง ค่อนข้างที่จะดูไม่ดีนัก เพราะในยุคนี้คงไม่เหมาะแน่ถ้าจะให้นางไปฉีกแข็งฉีกขา กระโดดต่อยแตะผู้ชายต่อหน้าคนหมู่มาก และอีกอย่างนางมิอยากไปแข่งขันกับใคร นางอยากอยู่แบบเงียบ ตามวิถีชีวิตของนาง 

 

 

"เปิ่นกง เข้าใจเจ้า เช่นนั้นมิเป็นไร "  

 

 

 

"ขอบพระทัยเพคะ"  

 

 

 

"มิน่าเชื่อว่าคนอย่างเจ้าจะอ่อนแอเช่นนี้" หยางหมิงจื้อเอ่ยขึ้น 

 

 

" ถ้าพระองค์ใส่ใจหม่อมฉันสักนิด พระองค์จะมิทรงพูดกับหม่อมฉันเช่นนี้เลยเพคะ" นางตอบกลับพร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้แต่ทว่าเต็มไปด้วยคำพูดประชดประชัน 

 

 

"เสด็จแม่ ลูกมีเรื่องอยากจะทูลขอ" หยางหมิงจื้อได้โอกาสที่จะถอนหมั้นกับหญิงสาวก่อนที่งานเลี้ยงดื่มชาจะจบลง เขาไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้ 

 

 

"เจ้าจะขออันใดรึ" ฮองเฮาทรงทราบดีว่าลูกชายตัวดีจะเอ่ยขออะไรแต่พระนางก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ 

 

"ลูกจะขอถอนหมั้นกับผิงเจียวเหม่ยพ่ะย่ะค่ะ" 

 

 

"เจ้าคิดดีแล้วใช่มั้ย?" 

 

 

"ลูกคิดดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ เสด็จแม่" เขาทูลตอบ...สายตาก็ยังจับจ้องมองไปยังใบหน้าหวานที่วันนี้นางแต่งตัวจนดูแปลกตา แต่ทว่ากับน่ามองจนไม่อยากละสายตา แต่เพราะนางร้ายกาจจนเกินไป เขามิอาจรับได้ตรงกันข้ามกับผิงเจียวเฟ่ยที่ดูอ่อนหวาน และน่าถนุถนอมจนเขามิอาจหักห้ามใจมิให้รักนางได้ 

 

 

"ถ้าเจ้าคิดดีแล้ว...แม่ก็จะไม่ห้ามเจ้า แต่.." 

 

 

"หม่อมฉันยินดีและเต็มใจที่จะถอนหมั้นเพคะ" ยังไม่ทันที่ฮองเฮาจะทันได้ตรัสอะไร นางที่รอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว รีบเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าจะดูแหวกแนวไปหน่อยก็ตาม 

 

 

"เจ้าคิดดีแล้วรึ เหม่ยเอ๋อร์" พระนางทรงตรัสถามอีกครั้งเพราะพระนางก็คงแปลกใจเช่นกัน ทำไมหญิงสาวถึงไม่ปฏิเสธ เหมือนเช่นทุกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีความลังเลเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา 

 

 

"เพคะ หม่อมฉันคิดดีแล้ว ในเมื่อท่านอ๋องมิได้มีใจให้กับหม่อมฉันมาตั้งแต่ต้น ตรงกันข้ามกับพยายามที่จะถอนหมั้นกับหม่อมฉันอยู่หลายครั้งหลายครา ทำให้หม่อมฉันคิดได้ว่า ถ้าหม่อมฉันยอมที่จะปล่อยพระองค์ให้เป็นอิสระ มันจะดีต่อทั้งสองฝ่ายเพคะ ตอนนี้หม่อมฉันคิดได้แล้วว่าสิ่งที่หม่อมฉันเคยทำมาทั้งหมดมันเลวร้ายเกินกว่าที่ตัวหม่อมฉันเองจะรับไหว ก็เลยตัดใจจากท่านอ๋องได้มิยากเพคะ" 

 

 

"......" 

 

 

"และหม่อมฉันก็ได้รู้มาตลอดว่า พระองค์ทรงมีใจรักอยู่กับน้องสาวของหม่อมฉัน ถึงแม้น้องสาวของหม่อมฉันจะมาที่หลังก็ตาม แต่หม่อมฉันก็พร้อมที่จะยอมเสียสละเพื่อให้พวกเขาทั้งสองคนได้หมั้นหมายกันแทนหม่อมฉัน หม่อมฉันเป็นพี่สาวย่อมเสียสละบุรุษที่รักยิ่งให้กับน้องสาวอันเป็นที่รักได้ หม่อมฉันยอมเพคะ" น้ำเสียงที่เจือปนเศร้าของหญิงสาว สร้างความรู้สึกสงสารให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดี แต่ไหนใครจะรู้ ว่าภายใต้ใบหน้าที่ดูเศร้าเสียใจนั้นกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง งานแสดงละครลิงของนางมันได้ผล ใครจะไปยอมเล่นตามบทนิยายกันเล่า 

 

 

นางปรายตามองอดีตว่าที่คู่หมั้นกับน้องสาวของตนที่นั่งตกตะลึง จ้องมาทางตนเหมือนกัน นางส่งยิ้มอ่อนหวานชวนมองไปให้ แต่หยางหมิงจื้อกับผิงเจียวเฟ่ยกับรู้สึกได้ว่ารอยยิ้มนั้นอาบและเคลือบไปด้วยยาพิษ นางกำลังสนุกพวกเขาดูออก สายตาเช่นนั้นพวกเขายอมรับว่า ไม่เคยเห็นมาก่อนสายตาที่คาดเดาได้ยากและว่างเปล่าจนน่าใจหาย 

 

 

นางจ้องมองกับเข้าไปในแววตาเย็นชานั้นพร้อมกับรอยยิ้มของผู้ชนะ บ่งบอกให้อีกฝ่ายได้รู้ว่า นางหมดสิ้นในรักครั้งนี้แล้วและนางก็ไม่จำเป็นต้องอาลัยอาวรณ์กับผู้ชายใจโลเลเช่นเขา 

 

 

แตกต่างจากหยางหมิงจื้อที่มองหญิงสาวที่กำลังจะกลายเป็นอดีตคู่หมั้นอย่างไม่เข้าใจ สายตาที่เคยตัดเพ้อและผิดหวังเสียใจ ยามที่เขาทำร้ายจิตใจนาง ผลักไสนางให้ไปพ้นตัว ขอถอนหมั้นนางทุกครั้งที่เจอหน้า แต่นางก็ยังอดทนและปฏิเสธที่จะถอนหมั้นกับเขามาโดยตลอด จนกระทั่งวันนี้ที่เขากล้าเอ่ยปากขอถอนหมั้นต่อหน้าทุกคน เพื่อป้องกันมิให้นางได้ปฏิเสธได้อีก แต่ทว่านางกับยินยอมถอนหมั้นกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม คล้ายกับว่านางรู้แผนการของเขาอยู่แล้ว รอยยิ้มที่หวานแต่กับอาบไปด้วยยาพิษ สายตาที่เย็นชาและแข็งกระด้างทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจอย่างบอกไม่ถูก เขาควรที่จะยินดีที่นางยินยอมถอนหมั้น เพราะคนที่เขาเลือกเป็นพระชายาก็คือผิงเจียวเฟ่ย สตรีที่อ่อนโยน บอบบางและน่าถนุถนอม สตรีที่เขารักและอยากดูแล แต่ทว่าทำไมเขาถึงรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ หรือข่าวลือที่ว่านางเปลี่ยนไปเป็นเรื่องจริง นางในตอนนี้ เงียบขรึม และดูโตเป็นผู้ใหญ่เสียจนเขาเองยังรู้สึกได้ แววตาที่มองมาทางเขา ส่อแววเกลียดชังได้อย่างชัดเจน นี้เขาพลาดอะไรไปงั้นหรือ ดูท่าเขาคงปล่อยนางไปมิได้เสียแล้ว... 

 

 

"เดี๋ยวก่อนผิงเจียวเหม่ย เจ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่าเปิ่นหวางอยากจะถอนหมั้นกับเจ้าจริงๆ" 

 

 

!!!!!!!!!!! 

 

 

ผิงเจียวเหม่ยถึงกับสำลักน้ำชาเมื่อฉินอ๋องเอ่ยประโยคนั้นออกมา นี้มันบ้าชัดๆ อิตานี้คิดจะซ้อนแผนของนาง นี้นางคิดตื้นเกินไปรึ สมกับเป็นพระเอกของเรื่อง​ปฏิภาณไหวพริบดียิ่งนัก 

 

 

แต่..ก็ยังอ่อนหัดอยู่ดีในความคิดของนาง ถ้าคิดจะมาไม้นี้นางก็จะจัดให้อย่างสาสมกับตำแหน่งของท่าน มาดูกันซิว่า ใครจะเหนือกว่ากัน 

 

 

 

​............................... 

 

*แก้ไข 24/12/63 

 

 

ตอนนี้ไรท์ต้องขออนุญาตตัดฉากที่นางเอกของเรา แสดงแม่มวยไทยออกทั้งหมดน่ะค่ะ จริงๆไรท์ก็ชอบน่ะค่ะ และเป็นฉากที่แต่งยากมากสำหรับไรท์ แต่อย่างที่รีดเดอร์บางคนพูดถูก มันดูไม่สมเหตุสมผล จริงๆไรท์ก็คิดอยู่นานว่าจะไปตาเดิมหรือจะเปลี่ยนดี 

 

แต่สุดท้ายเราคิดว่า ไรท์ตัดออกยังดีเสียกว่า อย่าน้อยมันก็ดูสมเหตุสมผลมากกว่า ที่นางเอกของเรา จะไปกระโดดถีบผู้ชายต่อหน้าคนอื่น มันดูมิงามเลย ฮ่าๆๆๆ 

ความคิดเห็น