facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 10 [100%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 10 [100%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 21:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 10 [100%] *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 10​ 

 

“หมายความว่ายังไงแทน” หญิงสาวสะบัดหน้ามองผมที่อึ้งแดรกไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ก่อนจะหันกลับไปมองไอ้พี่แทนอีกครั้ง คาดว่าได้ยินเสียงดังกร๊อบ แต่คุณเธอหาได้สนใจไม่ 

“จีบ...น้องคนนี้น่ะเหรอ อย่ามาล้อจีเล่นนะ” จีทำใจดียิ้มสู้เสือ แม้ในเวลานี้รอยยิ้มนั้นมันจะเหมือนแยกเขี้ยวก็ตาม ได้แต่นึกสงสารเธออยู่ในใจ คนเคยค้าม้าเคยขี่อยู่ๆ มันหันไปจีบผู้ชายเฉย เหวอไหมล่ะ 

“แทนไม่ได้ล้อเล่น อันที่จริงการที่แทนเงียบไป จีก็น่าจะรู้แล้วนะว่าหมายความว่ายังไง” 

หมายความว่าไงไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือพี่มันจะโอบไหล่ผมเพื่ออะไรวะ ไอ้ครั้นจะมาสะดีดสะดิ้งตอนนี้ก็เหมือนไม่รู้กาลเทศะ เพราะเขากำลังเครียดกันอยู่ เลยจำต้องปล่อยให้พี่มันหาเศษหาเลยไปก่อน 

“หมายความว่ายังไง? ไหนแทนบอกเองว่าแทนก็แค่ยุ่งๆ จีไม่ซีเรียสหรอก จีรอได้” 

จีรอได้ แต่จีก็แจ้นมาหาเขาถึงที่เลยนะจีนะ 

“แต่แทนไม่ได้บอกให้จีรอ” 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ” 

เออวุ้ย... แถจนเห็นแล้วสงสารเลย แต่จะดีกว่านี้มากถ้าเธอไม่เข้ามากระแซะเอานมเบียดอีกฝั่งหนึ่งของไอ้พี่แทนที่ว่างอยู่ เพราะฝั่งนี้มันโอบไหล่ผมเอาไว้ซะแน่น จนอดเหล่มองพี่มันไม่ได้จริงๆ 

กูโมโหหิวอยู่นะ...อย่าลืม 

“แทนไม่ได้เกรงใจ... แทนก็แค่ไม่ได้สนใจ” 

อึ้งแดก เงียบกันไปเป็นแถบๆ ครับ กับคำพูดคลุมเครือของพี่มัน ...ไม่ได้สนใจอะไรวะ 

“จีก็น่าจะรู้ ถ้าเราให้ความสำคัญกับใคร ยุ่งแค่ไหนเราก็ปลีกเวลาให้ได้ แต่นี่... ที่เราไม่ไปหา ไม่รับโทรศัพท์ หมายความว่าไงจีคงไม่ต้องให้แทนพูดเนอะ” 

มานงมาเนอะอะไรของมันวะ เป็นผมโดนพูดใส่ขนาดนี้คงหน้าชาไปทั้งแถบ แถมพูดต่อหน้าเพื่อนอีก มันต้องมีวางมวยกันบ้างแหละ สถานการณ์แบบนี้ดูก็รู้ว่าไปถึงไหนๆ กันแล้ว ไม่อย่างนั้นสาวเจ้าคงไม่มาตามถึงที่ 

“แทนจะเทจีเหรอ!?” 

“ไม่เทดิ เพราะไม่ได้ตักไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ก็แค่ชิม” 

เหยดดดด เจ็บจี๊ดเลย กูเนี่ย โดยสายตาจิกจนเลือดแทบไหลซิบออกอยู่แล้ว มองทางนู้นสิครับผม ผมยืนของผมอยู่เฉยๆ ไหงกลายเป็นคนผิดไปได้วะ 

หญิงสาวทำท่านับหนึ่งถึงสิบในใจอย่างอดกลั้น ก่อนใบหน้ายักษีจะจำแลงแปลงเป็นนางฟ้าผู้เลอโฉมอีกครั้ง แต่มันก็ไม่ทันแล้วเปล่าวะ แสดงออกมาซะขนาดนั้นแล้ว ผู้หญิงหนอผู้หญิง 

“ไม่เป็นไร แทนอาจจะยังแค่สับสน เดี๋ยวจีให้เวลาแทนอีกหน่อยแล้วกันเนอะ” เห็นแล้วเจ็บฟันแทนเลย กัดจนแทบหักป่นปี้ไปหมดแล้ว 

เมื่อเนอะกันเสร็จก็หันมาจิกสายตาใส่ผมอีกรอบ ...พรุนไปหมดแล้วกูเนี่ย อชิตะผิดอาร้ายยย 

“ไม่...” 

“งั้นเดี๋ยวจีไปก่อนนะคะ ว่างๆ จะแวะเข้ามาหาใหม่” 

ไอ้พี่แทนที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างต้องหยุดลง เพราะจียกนิ้วเรียวยาวของเธอแตะริมฝีปากพี่มันให้หยุด และชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มกว้างขวางเพื่อแผ่ไปยังเพื่อนอีกสามคน แต่ไม่ถึงผมหรอกครับ ถึงก็บ้าแล้ว พลางหมุนตัวสะบัดก้นเดินหนีออกไป ทิ้งให้ชายหนุ่มอีกห้าชีวิตที่เหลือมองตามไปด้วยความงุนงง 

“มาเร็วเคลมเร็ว” 

“เคลมเหี้ยอะไร จากไปแบบไม่ได้แดก” 

“แต่ของที่เคยแดกแล้วไม่อร่อย ใครจะอยากซ้ำวะ ใช่ไหมเพื่อน” 

บทสนทนาส้นตีนแบบนี้มีแต่ไอ้พี่บูมและไอ้พี่เปรมเท่านั้นแหละครับที่จะพูดออกมาได้ แถมยังหันมาถามความเห็นไอ้พี่แทนอีกต่างหาก ส่วนพี่ฟลุคคนดีศรีสยามทำได้เพียงส่ายหน้าช้าๆ และตบไหล่ไอ้พี่แทนอย่างให้กำลังใจ 

“ปล่อยไปเหอะ มึงพาน้องไปกินข้าวได้แล้ว เดี๋ยวจะปวดท้องกัน” 

พ่อคนดี... 

“อชิไม่ต้องคิดมากนะ ไอ้แทนมันไม่ได้จริงจังอะไรกับเขาหรอก แค่เคี้ยวเล่นๆ เบื่อก็คาย” ไอ้พี่บูมยังไม่วายหันกลับมาสำทับอีกรอบ 

แต่ถ้าขาวๆ สวยๆ แบบนั้นมันยังเบื่อง่าย แล้วผมล่ะวะ แบนเป็นไม้กระดานขนาดนี้ อยู่ๆ ความหิวที่มีมากมายเมื่อสักครู่มันก็ค่อยๆ น้อยลง 

“ปล่อยกูได้ละ” ผมสะบัดไหล่ออกจากการเกาะกุมของพี่มัน พลางยกมือไหว้พี่ๆ สามคนที่กำลังจะแยกย้ายกันไป 

“กลับก่อนนะครับ” 

“เออ ไว้เจอกันติวเตอร์” 

ผมเดินมาขึ้นรถที่ไอ้พี่แทนปลดล็อกเรียบร้อยโดยไม่ได้หันไปสนใจพี่มันอีก เพราะความคิดบางอย่างที่กำลังหนักหน่วงอยู่ในหัว 

“อยากกินไร” เสียงไอ้พี่แทนดังเข้าหูแว่วๆ แต่สมองยังไม่ประมวลว่าควรตอบอะไร เหมือนมันผ่านหูไปเฉยๆ ไม่ได้ผ่านสมองน่ะครับ 

“อชิ” 

“...” 

“ไอ้ชิ!” ชัดเลย มาชื่อนี้กูได้ยินชัดแจ๋วเลย 

“ชิพ่องสิ กูชื่ออชิ” 

“ก็เรียกอชิแล้วไม่หันอะ มึงเป็นอะไรเนี่ย ทำไมเหม่อ” 

“ไม่เป็นไร” เสียงอ่อยไปอีกกู 

“แล้วอยากกินอะไร จะได้พาไป” 

“อยากกลับห้อง” 

“อ้าว ไม่หิวแล้วเหรอ” 

“ไม่หิวแล้ว” 

“...” 

พี่มันเงียบเสียงลง แต่สังเกตได้จากทางหางตาว่ากำลังมองหน้าผมอยู่ ผมจึงจำต้องหันหนีมองไปนอกหน้าต่างแทน แม่งยิ่งแสนรู้เหมือนหมาพุดเดิ้ล 

“โกรธอะไรกูวะ” 

“...” 

“หรือโกรธที่กูบอกคนอื่นว่ากำลังจีบมึง” 

“...” 

“หรือมึงอายคนอื่นที่คนอย่างกูเข้ามาจีบ” 

คิดไปนู่นอีก ผิดประเด็นแล้วมึง ผมไม่ได้อายที่มันกล้าบอกคนอื่นได้เต็มปากว่ากำลังจีบผม จริงๆ แล้วแอบรู้สึกดีด้วยซ้ำ เพราะการที่มันป่าวประกาศออกไปแบบนั้น คิดว่าเจ้จีอะไรนั่นจะเก็บไว้รู้คนเดียวหรือไง อีกหน่อยคงได้ลือกันทั้งมหา'ลัย คะแนนพี่มันตกแน่ๆ พี่มันยังกล้า 

แต่ผมก็แค่...กลัว 

กลัวใจมัน 

แล้วที่สำคัญ...กลัวใจตัวเอง 

“กูไม่ได้โกรธ แล้วก็ไม่ได้อายด้วย” 

“แล้วมึงเป็นอะไร ก่อนหน้านี้ยังดีๆ อยู่เลย” 

“มึงทิ้งเขาแค่เพราะมึงเบื่อเหรอวะ” ผมหันกลับมาเผชิญหน้ากับพี่มันในที่สุด และเพราะตอนนี้เรากำลังติดไฟแดง ไอ้พี่แทนจึงมีเวลาหันมามองหน้าผมเช่นกัน 

“อืม” พี่มันตอบกลับมา หลังจากนิ่งคิดไปพักหนึ่ง 

“ง่ายๆ แบบนั้นเลยเหรอ” 

“มันก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก่อนที่เขาจะเข้าหากู เขาก็รู้เรื่องนี้ดี” 

“แต่กูไม่รู้” 

“...” 

“มึงอาจจะทิ้งเขาเพื่อมาจีบกู แล้วถ้ามึงไปเจอคนที่ชอบอีกล่ะ มึงก็จะทิ้งกูไปจีบเขาง่ายๆ เหมือนกันใช่ไหม” 

“...” 

พี่แม่งเงียบ แล้วจะให้ผมรู้สึกยังไงวะ เรื่องระหว่างเรามันไม่ได้เริ่มที่ความชอบด้วยซ้ำ พี่มันเริ่มเพราะความอยากเอาชนะเพื่อนมัน ส่วนผมก็ไม่ได้อยากแพ้ เราต่างคนต่างไม่ได้ชอบกัน แล้วความสัมพันธ์แบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้ยังไง 

“ที่สำคัญเขาเป็นผู้หญิง สวยขนาดนั้นมึงยังทิ้งได้ แล้วกูล่ะ กูที่เป็นผู้ชาย มีทุกอย่างเหมือนมึง ไม่ได้ขี้อ้อนช่างเอาใจ ไม่มีอะไรดีกว่าเขาสักอย่าง มึงยังจะบอกว่ามึงอยากจีบกูอยู่อีกเหรอวะ” 

“ทำไมวะ ถ้ากูชอบคนสวยกูจะมาจีบมึงทำไม ถ้ากูชอบนมใหญ่ๆ กูจะมาเทียวรับเทียวส่งนมแบนๆ แบบมึงเพื่อ” 

สัด อธิบายซะกูเห็นภาพเลย เล่นเอาหัวนมกูรู้สึกผิด แต่เดี๋ยวก่อน คนกำลังซีเรียส เสือกพาไหลตามน้ำไปอีก 

“มึงชอบกูจริงๆ หรือว่าหวังอะไรกันแน่วะ” 

ผมจ้องตาพี่มันตรงๆ เพราะมีคนเคยบอกไว้ว่า แม้ปากจะโกหกได้เก่งแค่ไหน แต่ดวงตาไม่มีวันโกหก และเพราะผมต้องการความจริงจึงไม่อยากไว้ใจคำพูดของพี่มัน 

แต่โชคเสือกไม่เข้าข้างกูเสียอย่างนั้นเมื่อสัญญาณไฟจราจรกลับมาเขียวอีครั้ง ไอ้พี่แทนจึงต้องละสายตากลับไปที่ถนนแทน 

“พูดไปก็เท่านั้น ถ้ามึงไม่คิดจะเชื่อใจกู” 

เชื่อใจคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ แบบมึงเนี่ยนะ คำพูดพี่มันในคลิปวันนั้นยังติดหูผมอยู่เลย 

“แต่กูแค่อยากบอกให้มึงรู้ไว้ ว่าถ้ากูไม่ให้ความสำคัญ ...กูไม่อดทนมากขนาดนี้หรอก เด็กห่าอะไรด่าข้ามรุ่นไม่ดูอายุกูเลย” 

อ้าว เกือบดีอยู่แล้วเชียว แต่ตบท้ายด้วยการด่ากูไปอีก เกือบซึ้งอยู่แล้วนะเมื่อกี้ เกือบยกมือขึ้นปาดน้ำตาแล้ว ถุย! 

“ห่างแค่ปีเดียว อย่ามาทำทวง” 

“ถึงจะแค่ปีเดียวแต่กูก็เกิดก่อนป่ะล่ะ” 

“เกิดก่อนแล้วไง ถ้ามึงยังมีนิสัยชอบเอาชนะเหมือนเด็กๆ แถมเอาแต่ใจฉิบหาย หาข้าวแดกเองยังไม่ได้เลย” 

“มึงไม่อยากเอาชนะกูเลยยยย” 

“ก็ถึงได้บอกไงว่ามันก็พอๆ กันนั่นแหละ มึงกับกูอะ” 

“คู่สร้างคู่สมเนอะ” 

“เนอะห่าอะไรล่ะ เลยร้านข้าวแล้วเนี้ย กูจะกินร้านเจ้จู” พี่มันขับเลยร้านโปรดผมไปต่อหน้าต่อตา 

“ไหนบอกไม่หิว อยากกลับหอไม่ใช่รึไง” แบบนี้ล่ะกวนตีนขึ้นมาเลยนะครับ แต่ถึงปากจะพูดอย่างนั้นแต่ก็ยอมเปิดไฟขอทางเพื่อกลับรถอยู่ดี 

“เรื่องในอดีตมันผ่านไปแล้วมึงจะยึดติดทำไม มองปัจจุบันสิวะ เจ้าคิดเจ้าแค้นไปได้” 

“หึหึ” 

“ขำเหี้ยไร” 

“ไอ้ชิคนเดิมกลับมาละ บอกตรงๆ ตีหน้าเศร้าเล่าดราม่าไม่เหมาะกับมึงหรอกว่ะ” 

“ทำไม แล้วกูเหมาะอะไร” 

“เหมาะเป็นแฟนกู” 

“ไอ้เหี้ย! มองทางเหอะเดี๋ยวเลยร้านอีก!” 

“ด่ากูอีกแล้ว เขินแล้วแม่งเป็นงี้ตลอด แต่ก็น่ารักดี” 

เชี่ยยยยยย โว้ยยยยย คิดมากได้แค่แป๊บเดียวจริงๆ ไอ้อชิเอ๊ย ได้แต่นั่งบ่นทำปากขมุบขมิบด่าพี่มันไปตลอดทาง ผมไม่รู้หรอกว่าการที่ตัดสินเลือกทำแบบนี้ผลมันจะออกมาเป็นยังไง แต่ผมก็แค่คนธรรมดาป่ะวะ อาจจะเลือกผิดบ้างถูกบ้าง แต่ถ้าระหว่างทางมันทำให้มีความสุขได้ ...ก็ไม่เห็นผิดอะไร 

เดี๋ยวนะ พูดถึงเรื่องความผิด... ผมตวัดสายตามองคนข้างตัวทันที เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้สะสาง 

“ไอ้พี่แทน” 

“ครับผม” เป็นคำตอบรับอย่างสุภาพที่กวนตีนมาก 

“มึงรู้มาก่อนหรือเปล่า ว่าคนติวภาษาญี่ปุ่นวันนี้คือกู” 

“...” 

ชัดเลย พี่แม่งไม่ตอบ แถมเม้มปากแน่นอย่างคนกลั้นยิ้มอีกต่างหาก กูว่าแล้ว ทำไมผมโง่วะ ถึงผมจะไม่บอกแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพี่มันจะไม่รู้นี่หว่า อาจารย์เขาอาจจะบอกกันแล้วก็ได้ 

“ว่าไง! รู้หรือไม่รู้!?” 

“ก็...รู้” 

“ใครบอก” 

“จารย์บอก” 

ซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้มั่งวะ!! รู้แล้วเก็บเงียบเลยนะมึง ไม่มีบอกกันสักคำ ทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่มันก็อยู่กับผมแทบตลอด ยกเว้นเวลาเรียนกับบางวันที่ผมห้ามไม่ให้มันมากินข้าวกลางวันด้วย แค่นี้กูก็ขายไม่ออกแล้ว ตั้งแต่มีพี่มันมาคอยวนเวียน 

“แล้วทำไมไม่บอก!” 

“ถ้ามึงรู้ว่ากูไปเรียนมึงจะมาสอนไหมล่ะ เกิดมึงไม่ยอมมาสอนกูก็แย่สิ” 

“ถึงกูไม่ไป เดี๋ยวอาจารย์เขาก็หาคนอื่นไปสอนแทนได้อยู่ดี” 

“แต่กูอยากเรียนกับคุณครูน้องอชินี่ เรียนกับคนอื่นไม่ตั้งใจเท่าเรียนกับมึง” 

“ตั้งใจมากเลยสินะ กวนตีนกูตลอดการสอนน่ะ” 

“แต่มันก็ทำให้บรรยากาศการเรียนดีขึ้นไม่ใช่หรือไง คนอื่นหัวเราะการสอนก็ไม่เครียด” 

คนอื่นไม่เครียดแต่กูเครียดดด สมาธงสมาธิกระเจิงหมดตลอดสองชั่วโมง เหนื่อยยิ่งกว่าสอนเด็กอนุบาลอีก ห่า แต่ก็อย่างที่พี่มันว่านั่นแหละครับ เพราะมันเป็นสองชั่วโมงของการติวที่ไม่มีใครหลับเลย แถมทุกคนยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี 

...ร่วมมือกันแซวกูน่ะสิ 

“สอบชิงทุนกันเมื่อไหร่นะ” 

“เทอมหน้า” 

เทอมหน้า!! บ้าไปแล้ว แล้วมาเรียนภาษาญี่ปุ่นกันตอนนี้เนี่ยละ จะไปทันอะไรวะ ไม่ใช่อัจฉริยะข้ามเทอมนะเว้ย ไม่อย่างนั้นพวกผมจะเรียนกันเป็นปีๆ ทำไมกัน เหมือนพี่มันรู้ว่าผมคิดอะไร ถึงไขความข้องใจให้ 

“ข้อสอบมีหลายอย่าง อังกฤษ คณิต ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เน้นอังกฤษกับคณิตมากกว่า เพราะเขารู้กันอยู่แล้วว่าพวกกูไม่ใช่เด็กภาษา เวลาไปเรียนที่นู่นก็เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ แล้วเขาจะจัดคอร์สเสริมภาษาญี่ปุ่นให้” 

ดีไปอีก 

“อ่อ” 

“ป่ะ กินข้าวกัน” 

เมื่อถึงร้านอาหารก็พากันลงจากรถ ซึ่งมื้อนี้พี่มันก็เลี้ยงอีกตามเคย ทุกวันนี้ผมไม่ได้กลับบ้านกับไอ้ปั้นสักเท่าไหร่ เรียกว่าไม่เลยดีกว่า ไอ้ต้นก็เงียบหายไปแล้วเหมือนกัน ทำให้ผมเริ่มชินกับการมีพี่มันคอยวนเวียนอยู่แบบนี้ แต่ก็ไม่รู้จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่นะครับ 

และไม่รู้เหมือนกัน ว่าการเดิมพันครั้งนี้ใครจะชนะ 

 

 

TBC 

................................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว