ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความอบอุ่นที่หายไป (100%)

ชื่อตอน : ความอบอุ่นที่หายไป (100%)

คำค้น : กลรักวีมาร์ค กลรักรุ่นพี่ วีมาร์ค ดราม่า วายมหาลัย love Mechanics

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 334.8k

ความคิดเห็น : 484

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ธ.ค. 2560 00:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความอบอุ่นที่หายไป (100%)
แบบอักษร

-****23-

ความอบอุ่นที่หายไป

[Vee Vivis]




          ผมฝันร้าย

          คืนหนึ่งผมฝันว่ามาร์คหนีไปจากผม ในฝันผมเหมือนจะตาย หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ มันอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ เพื่อนมันก็ไม่มีใครบอก ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลยแค่นั่งเจ็บปวดอยู่ในฝัน

          “น้องมันก็ไม่รับสายกูว่ะ” ผมยกมือขึ้นลูบหน้าเมื่อได้ยินคำตอบจากปากเพื่อน ผมมาหาเหนือที่หอและขอให้มันติดต่อมาร์คให้ หวังว่าถ้าเป็นไอ้เหนือเด็กนั่นมันจะยอมรับสายแต่สุดท้ายมันก็เป็นเหมือนเดิม

          ฝันร้ายปัญญาอ่อนที่เป็นจริง

          อีกไม่กี่วันก็จะเปิดเรียนแล้วแต่ผมยังไม่รู้ความเคลื่อนไหวของมาร์ค ไม่รู้ว่ามันไปอยู่ส่วนไหนของโลก ไม่รู้ว่ามันทำอะไรอยู่ ไม่รู้ว่าบ้านมันอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่ามันอยู่กับใคร ไม่รู้ว่ามันโกรธผมมากเท่าไหร่ ไม่รู้ห่าเหวอะไรเกี่ยวกับมันเลย

          ผมไม่เคยคิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ เพราะความมั่นคงของมาร์ค เพราะคำว่ารอของมันทำให้ผมประมาท ทำให้ผมเผลอคิดไปว่าอย่างไรมันก็จะรอ เด็กนั่นไม่มีวันทิ้งผม นั่นคือสิ่งที่ผมคิด...คิดโง่ๆ

          “กูไม่รู้จะทำยังไงแล้ว” ผมพูดหลังจากพ่นควันบุหรี่ออกมา ตอนนี้ผมอยู่ห้องไอ้เหนือ ไม่ได้รู้สึกดีหรอกที่บากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากมัน แต่มันคือเพื่อน มันคือคนที่รู้ทุกอย่างและน่าจะเข้าใจผมที่สุด โชคดีของผมที่มันไม่ซ้ำเติม

          “มึงทำไมไม่ถามไอ้เจมส์” เสียงทุ้มของเพื่อนดังขึ้น หน้าขาวของมันเบี่ยงมาทางผม สีหน้าที่แสดงออกมาก็ทุกข์ใจไม่น้อยไปกว่าผม

          “มันไม่บอกกู” เด็กเจมส์นั่นมันกวนสุดๆ ผมตั้งหลักอยู่บ้านแค่ไม่กี่ชั่วโมง กินข้าวเช้าเสร็จผมก็ไปหามาร์คที่หอ ห้องมันล็อค โทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ ผมนั่งรออยู่หลายชั่วโมงจนเจมส์มันเดินมา เด็กหน้าลูกครึ่งมันกระตุกยิ้มและปรายตามองผม ไขกุญแจและแตะคีย์การ์ดเข้าไปในห้อง ผมเดินมันเข้าไปสิ่งที่ผมเจอคือความมืด…ไม่เจอมาร์ค

          *“มันคงอยู่มองหน้ามึงหรอก”* เด็กนั่นมันพูดกับผมแบบนั้น มันเดินเข้าไปในห้องนอน ผมไม่สนว่ามันจะเดินเข้าไปเอาอะไร ผมแค่ตะโกนเรียกมาร์ค ตอนนั้นผมเดินหามันจนทั่ว ทั้งระเบียง โซนครัว  ห้องนอน ห้องน้ำหรือแม้แต่ตู้เสื้อผ้า แต่มันก็แค่นั้น ถ้ามันอยากให้ผมเจอมันก็คงจะอยู่

          เหตุการณ์นั้นมันผ่านมาเกือบสิบวันแล้ว แต่คำพูดของเจมส์ยังดังก้องอยู่ในหู มาร์คมันคงไม่อยากเจอผมจริงๆ เผลอๆ มันอาจจะเกลียดผมไปแล้วก็ได้ ผมแค่อยากให้มันฟังว่าวันนั้นมันเป็นอย่างไร ผมแค่อยากให้มันรู้ถึงมันจะไม่ให้อภัยแต่ก็ขอแค่ผมได้บอก มากไปกว่านั้นผมอยากพูดคำหนึ่งคำที่ตรงกับความรู้สึกของผม ถึงแม้ว่าจะเป็นคำบอกเล่าโง่ๆ แต่ผมก็อยากบอกออกไป

          “พรุ่งนี้ก็เปิดเรียนแล้ว มึงก็รอเจอมัน” นั่นคือสิ่งที่ผมคิด ผมคิดว่าถ้าช่วงนี้ยังหาไม่เจอผมจะรอวันเปิดเรียน อย่างน้อยๆ มันก็คงกลับมาเรียน

          “กูก็คิดแบบนั้น”

          “แล้วมึงจะทำหน้าอย่างนี้ทำไมวะ ไปกินข้าว” เหนือยื่นมือมาตบไหล่ผมแต่ผมกลับไม่ขยับ

          “กูคิดถึงมันว่ะเหนือ” ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเพื่อน “กูคิดถึงมาร์ค”

          “กูก็คิดถึง” ผมเงียบเมื่อเพื่อนตอบออกมาแบบนั้น มันเดินออกไปข้างนอกทิ้งให้ผมจมอยู่กับความคิดคนเดียว

          ผมเลื่อนนิ้วไปมา กลุ่มแชทไม่มีความเคลื่อนไหว เพื่อนผมไม่มีใครรู้ ข้อความล่าสุดคือข้อความชวนผมไปกินเหล้า เพื่อนมันไม่ได้ด่าผม มีแค่ยี่หวากับกล้าที่ตึงๆ ใส่ผมในช่วงแรก แต่ตอนนี้ก็ยี่หวานั่นแหละที่ช่วยตามหามาร์คอยู่ พวกมันจะผลัดกันมาหาผม คุยเล่นกับผม ผมเคยถามว่าทำไมไม่ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว พวกมันตอบว่าไม่อยากให้ผมเศร้าคนเดียว

          โชคดีที่ผมมีเพื่อนดี

          ผมก้มลงดูแจ้งเตือนของแชทกลุ่มที่นิ่งมานาน ยี่วาส่งรูปอะไรลงในกลุ่ม รูปนั้นถูกแคปมาจากเฟซบุ๊กของเจมส์ เป็นรูปผู้ชายสองคนนั่งตัวติดกัน คนตัวเล็ก ผิวขาว หน้าตาน่ารักกำลังป้อนไอศกรีมให้อีกคนที่นั่งยิ้มอ้าปากรออยู่ คนคนนั้นที่ทำให้ผมตัวชา กระบอกตามันร้อนทันทีที่ได้เห็น หัวใจมันปวดเหมือนถูกบีบแรงๆ ทันทีที่คิดว่าเขาเป็นอะไรกัน

               ผมกดออกจากหน้าต่างแชทโดยไม่ตอบอะไร หลังจากนั้นก็เข้าไปที่หน้าเฟซบุ๊กของเจมส์ รูปนั้นถูกแท็กเข้ามาและเปิดเป็นสาธารณะเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว

Pack Pakaraphon

1 hr

แฟนเก่าก็สำคัญนะครับ คิดถึงที่สุดเลยเว้ย เด็กๆ อีกสองตัวด้วย with วินนี่ เดอะพูห์ James อ่านว่าเจมส์ไม่ใช่จาเมส and Masa Mark

314 likes 23 comments

James อ่านว่าเจมส์ไม่ใช่จาเมส : เจอพี่แพ็คแล้วไม่ติดต่อกู เพื่อนเวร Masa Mark

วินนี่ เดอะพูห์ : มาร์คเหี้ย กูเป็นห่วง

Pack Pakarapon : ด่ามาร์คทำไม วินนี่ เดอะพูห์ James อ่านว่าเจมส์ไม่ใช่จาเมส

James อ่านว่าเจมส์ไม่ใช่จาเมส : หน้าระรื่นมาก คนทางนี้เหมือนจะตาย มันไม่บอกพี่?

Pack Pakarapon : รู้ทุกเรื่องและพร้อมปลอบมาร์คเสมอครับ ตั้งใจโพสต์สาธารณะด้วยครับ^^

นนท์ นนทวัฒน์ : พวกมึงกลับมาคบกัน?

Oh Anucha : กลับมาคบกันจริงดิ?

วินนี่ เดอะพูห์ : เดี๋ยวๆ ผมตามไม่ทัน กลับไปคบกันคืออะไร

          ตอนแรกผมก็คิดว่าสองคนนี้เป็นอะไรกัน แต่หลายคอมเมนต์ที่แสดงความอยากรู้อยากเห็นว่าสองคนนั้นกลับไปคบกันจริงๆ หรือเปล่ามันทำให้ผมต้องแค่นยิ้มโง่ๆ ให้ตัวเอง แฟนเก่าก็สำคัญอย่างนั้นเหรอ? ไม่ว่านั่นคือสิ่งที่มันทำประชดหรือทำเพื่อให้ผมรู้สึกเจ็บปวดก็ตาม ผมบอกเลยว่ามันทำสำเร็จ

          ผมกดโทรออกหามาร์คอีกครั้ง มันอาจจะเป็นครั้งที่ร้อยหรือกี่ร้อยแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่ผมรู้คือผมต้องโทร ผมต้องได้คุยกับมัน ใจผมเชื่อเกินครึ่งว่ามันแค่ประชดผม ผมมองตามาร์คผมรู้เลยว่ามันรู้สึกกับผมมากแค่ไหน ไม่มีทางที่มันจะเปลี่ยนใจเร็วขนาดนี้

          [สวัสดีครับ] หัวใจที่เคยเต้นแรงตอนสายที่ตัดไป ถูกแทนที่ด้วยอาการชาเมื่อเสียงที่ทักทายมาไม่ใช่เสียงของคนที่ผมรอ

          “ใคร?” ผมถามออกไปสั้นๆ

          [ตอนนี้มาร์คไปเข้าห้องน้ำอยู่ครับ เดี๋ยวผมให้น้องโทรกลับนะ] เสียงสดใสไม่ได้ตอบคำถามที่ผมต้องการนั่นยิ่งทำให้ผมหัวเสียมากกว่าเดิม

          “กูถามว่ามึงเป็นใคร!”

          [อ๊ะ! มาร์คมาแล้ว มาร์ค! คนชื่อวีโทรมา] เสียงใสยังไม่ทันได้ตอบคำถามผม ชื่อของคนที่ทำให้หัวใจผมเต้นแรงก็ดังออกจากปากมัน อยากพูดด้วย อยากถาม อยากจะว่ามันที่มันบังอาจไปกอดคอผู้ชายคนอื่น อยากขอโทษ อยากขอให้มันให้อภัยในสิ่งที่ผมเคยทำผิด อยากขอให้มันให้โอกาส อยากขอให้มันกลับมา อยาก…

          [กดวางเลยครับ…] อยากให้มันคุยกับผมสักคำ…

          เสียงแหบทุ้มที่ลอดเข้ามาในสายเบาๆ หายไปทันทีที่มันพูดจบ ผมไม่รู้ว่าพวกเขาทำอะไรต่อ ใจผมตอนนี้มันเจ็บเหลือเกิน มาร์คคงเกลียดผมจนแม้แต่ชื่อก็ไม่อยากได้ยิน ผมเฝ้ารอการได้ยินเสียงมาร์คมาตลอด แต่คำพูดที่ผมอยากได้ยินมันไม่ใช่คำนี้ คำที่บอกตัดเหมือนผมไม่ได้มีความหมายมากพอจะให้ใส่ใจ

          “วี!” ผมหันกลับไปหาเหนือทันทีที่มันพุ่งพรวดเข้ามา หน้าหล่อของเพื่อนฉายแววสงสัยเมื่อสบตากับผม “ร้องไห้ทำวะ” ร้องไห้เหรอ? ผมร้องไห้อีกแล้วอย่างนั้นเหรอ? ผมคิดว่าจะไม่ร้องตั้งแต่มาร์คมันหายไปได้สองวันแล้วนะ ผมตั้งใจว่าจะเป็นผู้เป็นคน ไม่ทำตัวโทรม ไม่ทรมานตัวเอง พยายามทำตัวให้มีค่า มันจะได้ไม่รู้สึกผิดหวังที่จะกลับมาหาผมอีกครั้ง

          “กู…”

          “มึงเห็นที่ยี่หวาส่งให้หรือยัง?” เสียงตื่นเต้นของเพื่อนไม่ได้ทำให้ผมอยากรู้อยากเห็นตาม มันไม่มีอะไรที่ผมต้องการอีกแล้ว

          “คืนนี้ไปกินเหล้ากัน”

          “มึงบ้าป่ะเนี่ย ได้ยินที่กูพูดไหม? กูบอกว่ามาร์ค…”

          “ช่างหัวมาร์คสิ!” อาจจะเป็นเพราะความโกรธหรือไม่ก็อาจจะเพราะความผิดหวัง สิ่งที่ผมพูดออกไปจึงทำให้เพื่อนอ้าปากค้าง ผมยกมือขึ้นเสยผมไปด้านหลัง ไม่รู้ว่าตัวเองมองเหนือด้วยสายตาแบบไหนแต่มันยังมองผมด้วยความตกใจเหมือนเดิม

          “มึง…”

          “มันไม่เอากูแล้ว” ผมถอนหายใจออกมาแล้วพูดเบาๆ

          “อย่าคิดไปเองสิ รอน้องรับโทรศัพท์…”

          “รับเหี้ยอะไร! เมื่อกี้แฟนเก่ามันเป็นคนรับ กูได้ยินกับหูเลยว่ามาร์คบอกให้วางสายกู คืออะไร? คือมันไม่อยากคุยกับกูไง!” ผมพูดจบก็เดินออกจากห้องไอ้เหนือ

          ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะรู้สึกอย่างไร ผมเข้าใจแล้วว่าการรอคอยมันทรมานแค่ไหน ผมเข้าใจแล้วว่าการรอด้วยความหวังแล้วมันไม่เป็นอย่างที่เราหวังมันเสียใจเท่าไหร่ ให้นับความเสียใจตอนนี้มันมากกว่าน้ำตาที่เสียไปรวมกันซะอีก

pVnn

just now

ขอบคุณที่ผ่านเข้ามา ขอโทษที่ไม่ได้รักษาไว้

          12 Likes

          ผมไม่ได้สนใจจะดูแจ้งเตือน สเตตัสของผมตอนนี้คือความรู้สึกทั้งหมดของผมตอนนี้ ผมเริ่มเกลียดโลกโซเชียลแล้วล่ะ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนคิดว่ามันมีประโยชน์ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนคิดว่าจะรู้สึกดีที่ได้ข่าวมาร์คจากช่องทางนี้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่

          ความรู้สึกตอนนี้คือสิ่งที่ผมไม่อยากรู้สึก

          เปิดเรียนวันแรกผมไม่ได้ไป ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปแต่ผมไม่สามารถงัดตัวเองออกจากเตียงได้จริงๆ มันทั้งหนักหัวทั้งปวดตัว ไม่รู้ว่าเพราะเมื่อคืนดื่มหนักหรือเพราะไข้ขึ้น ผมนอนอย่างนี้ทั้งวัน แม่เข้ามาหาและเก็บขวดเบียร์ออกไปทิ้งให้ ตอนที่แม่มองมาผมไม่กล้าสบตาแม่ ผมไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ ไม่ได้อยากให้แม่ผิดหวัง ผมแค่ต้องการระบาย

          “มึงเป็นยังไงบ้างเนี่ย” ผมลืมตาขึ้นมองยูที่เดินเข้ามาหาผม

          “มึงไม่ไปเรียน?” เสียงที่เปล่งออกมามันแหบแห้งจนต้องเบ้หน้า

          “ไปจนกลับมาแล้วเนี่ย บ่ายสามแล้ว” ยูมันตอบแล้วเดินเข้ามาแตะหน้าผากผม

          “เจอมันไหม?”

          “ตัวก็ไม่ร้อนแล้วนี่”

          “กูถามว่าเจอมันไหม?” ผมกดเสียงให้เข้มขึ้นเท่าที่จะทำได้ พยายามมองพี่ชายด้วยสายตาที่น่ากลัว อยากบอกมันว่าให้ตอบตามความจริง ยูมันอาจจะเจอมาร์คแล้วมาร์คอาจจะขอให้บอกผมว่าไม่ได้เจอกัน พวกมันอาจจะแอบคุยเรื่องผมเหมือนคราวที่แล้วก็ได้ ผมก็ขอแอบหวังอีกหน่อย ถึงมันไม่น่าจะไปหวังก็เถอะ

          “น้องมันคงมาให้กูถามแทนมึงหรอก” ยูนั่งลงที่เตียงแล้วตอบผม

          “กูนึกว่าพวกมึงจะคุยกัน…”

          “ขนาดไอ้เหนือน้องมันยังไม่คุยเลยวี” ยูบอกผมด้วยเสียงติดรำคาญ “เอาตรงๆ นะ ในพวกเรา…คนที่สำคัญที่สุดสำหรับมาร์คก็คือมึง มันไม่อยากคุยกับมึงก็แสดงว่ามันไม่อยากคุยกับใคร” คำพูดยาวเหยียดของยูทำให้ผมต้องเบือนหน้าไปอีกทาง

          “ก็เผื่อว่า…”

          “ถ้ามึงยังเป็นขนาดนี้ก็รีบหายแล้วไปหาเขาไป” ยูมันบอกตัดรำคาญแล้วลุกเดินออกไป

          ผมนอนซมๆ อยู่บ้านแค่วันเดียว สภาพร่างกายมันก็ยังไม่ดีเท่าไหร่หรอกแต่ใจมันอยากแล้ว อยากไปมหา'ลัย อยากให้มาร์คมันเห็นหน้า อยากเห็นหน้ามัน อยากให้มันรู้ว่าผมคิดถึง

          การที่ผมมาเรียนช้ามันไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม แค่วันเดียวซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดเรียน ผมไม่ห่วงเท่าไหร่ เพราะวันแรกๆ ก็เข้าไปพบอาจารย์ พูดคุยกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนานเท่านั้น

          "มาแล้วครับพ่อกู เมื่อวานอาจารย์สุดสวยถามหามึงด้วยแหละ" กล้าทักผมทันทีที่เดินเข้าห้องเรียน ผมมองมันหน่ายๆ  คิดถึงหน้าอาจารย์ที่ชอบเชียร์ผมกับพลอยตอนจีบกันใหม่ๆ แล้วเบะปาก

          "เรื่องของอาจารย์เถอะ" ผมตอบแค่นั้นแล้วนั่งลงข้างไอ้บาร์

          "ทำไมหน้าตาเป็นขนาดนี้วะ" บาร์หันมาสำรวจใบหน้าผม ตาสวยของเพื่อนกวาดมองทั่วใบหน้าก่อนจะถามออกมา

          "ก็บอกว่าไม่สบาย" ผมตอบเนือยๆ ไม่ได้อยากจะฝืนสังขารมาเรียนหรอก ที่มานี่เพราะอยากเจอล้วนๆ

          "แล้วก็ยังฝืนมา ตัวยังร้อนอยู่เลยเนี่ย" มันบอกพลางแตะที่หน้าผากผม ผมเอียงหน้าออกจากมือมันหันไปมองหน้าห้อง ไม่อยากจะคุยกับใคร

          "ใครมันจะไปเต็มใจมาเรียนเหมือนมึงล่ะเมียหมอ" ยี่หวายื่นหน้ามาหาแล้วแซวบาร์

          "อ้าว! ยุ่งอะไรกับกู มาดูเพื่อนมึงนี่ไหม?" บาร์ตอบกลับ

          "กูจะไม่ยุ่งค่ะ โง่เองก็หัดฉลาดเอง" คำพูดมันบาดใจแต่สายตามันกลับห่วงผม

          "แล้วเป็นยังไงบ้าง ถึงกับไข้ขึ้นเลยเหรอ?" แพนถาม

          "อื้อหือ...เขาเริงร่ากับแฟนเก่าขนาดนั้น เพื่อนเราที่รอจะไข้ขึ้นก็ไม่แปลก" กล้าว่าเยาะเย้ยผม

          "เงียบเถอะพวกมึง" ผมบอกช้าๆ แล้วเบือนหน้าหนีจากพวกมัน แต่พอหันออกมาอีกทางกลับเห็นไอ้เหนือที่เพิ่งเดินเข้ามา คิดถึงวันที่ตะคอกมันครั้งล่าสุดแล้วอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ ผมรู้ว่าเพื่อนทุกคนมันทั้งสมน้ำหน้าทั้งห่วง อย่างที่ยี่หวาบอก ทุกอย่างมันอยู่ที่ผมเอง

          ผมนั่งฟังอาจารย์บรรยายเกี่ยวกับเนื้อหาของการเรียนและแนวทางการสอนจนครบสามชั่วโมงของภาคเช้า เดินออกจากห้องเรียนด้วยสภาพที่ไม่น่าจะมาเรียนได้พลางสอดส่องสายตาไปทั่ว มาร์คไม่ได้อยู่แถวนี้หรือไง มันไม่อยู่นี่แล้วมันไปอยู่ไหน ผมไม่เคยคิดว่าคณะผมกว้างก็วันนี้แหละ เมื่อก่อนเดินไปทางไหนก็เจอ แต่พอตอนอยากเจอมองหาเท่าไหร่ก็ไม่เห็นมี

          ผมสอดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ในโรงอาหาร กลุ่มเพื่อนผมมันไปหาข้าวกินบ้างแล้ว แต่บาร์มันยังมองมาที่ผมอยู่ ผมเลิกคิ้วขึ้นมองเพื่อนรักคนสนิทแต่มันก็แค่เบะปากให้ผม

          “ไอ้หมอมันก็เป็นห่วงมึง” บาร์พูดขึ้นหลังจากที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปสักครู่

          “อือ” ผมไม่รู้จะตอบเพื่อนอย่างไรให้เพื่อนรู้สึกดี ผมที่ไม่มีความรู้สึกที่เรียกว่าดีเลย ตอนนี้ต้องตอบรับความหวังดีและคำห่วงใยของเพื่อนอย่างไร ผมอยากจะพูดให้มากกว่านี้ อยากอธิบายให้มากกว่านี้แต่พูดไปมันก็เหมือนแก้ตัว ผมจึงเลือกที่จะเงียบและส่งความรู้สึกให้พวกมันผ่านทางสายตา

          “มึงเห็นน้องมาร์คยังวะ” ผมหันขวับไปหากล้าทันทีที่มันถามจบ ไอ้บาร์เงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มองไปที่กล้าด้วยเหมือนกัน

           “มึงไปเจอน้องมันที่ไหน” บาร์ถาม

          “แถวการจัดการเนี่ย เดินอยู่กับใครก็ไม่รู้แต่น่ารักเหี้ยๆ”

          “อ้าวเฮ้ย! วี!”

          “มึงแหละตัวดี ตามมันไปเลย”

          ผมไม่รู้ว่าใครตามผมมาบ้าง แต่สิ่งที่ผมทำตอนนี้คือพยายามเดินไปยังทิศทางที่เพื่อนบอกกล่าว อยากจะเดินกลับไปเอารถแต่ใจผมมันรีบร้อนกว่านั้น ในหัวคิดถึงแต่หน้ายุ่งๆ ของเด็กนั่นที่วนเวียนไม่ห่าง ไม่ใช่แค่ไม่ห่าง แต่ไม่เคยหายไปไหนเลยต่างหาก

          ผมยอมรับว่าคิดจะถอดใจ ยอมรับว่าจะปล่อยเรื่องให้มันเป็นต่อไปแบบนี้ ไม่ต้องไปตาม ไม่ต้องไปง้อ ไม่ต้องรอให้มันหันกลับมา อยากจะหยุดทุกอย่างแล้วอยู่กับตัวเอง แต่ผมก็คิดเรื่องเหล่านี้ไม่มากพอ มันไม่มากเท่าที่ผมคิดถึงมัน

          แผ่นหลังของผู้ชายคนหนึ่งที่คุ้นตา อาจจะดูผอมบางลงกว่าเดิมแต่ผมมั่นใจว่านั่นคือคนที่ผมรอและมองหามาตลอดทั้งวัน ผมสาวเท้าให้เร็วกว่าเดิมเมื่อมองชัดๆ แล้วแน่ใจว่าไม่ผิด มันยืนหันหน้าเข้าหารถขายขนมข้างทาง ไหล่ข้างหนึ่งสะพายกระเป๋าใบสวยแล้วซุกมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แขนอีกข้างถูกเกาะกุมด้วยมือเล็กๆ ของใครสักคนที่ผมมองไม่เห็นหน้า

          ผมผ่อนฝีเท้าลง…

          ไม่รู้ว่าทำไมพอเข้าไปใกล้แล้วผมอยากเดินหนี *ข้างๆ มันคือใครกันนะ?* คนรักใหม่หรือเพื่อน หรือแค่คนที่กำลังคุยอยู่ *มันเจอผมแล้วมันจะทำหน้าอย่างไรนะ?* จะผิดหวัง เสียใจ โกรธ หรือดีใจที่ได้เจอผม

          “มาร์ค…พี่ขออันนี้อีกชิ้นหนึ่งสิ” เสียงของคนที่อยู่ข้างตัวมันดังขึ้น นั่นทำให้ผมรู้ว่าผมเดินเข้ามาใกล้สองคนนั้นขนาดไหน ใกล้พอที่จะเห็นว่าคนที่ยืนข้างมาร์คคือคนที่เพิ่งอัพรูปคู่กับมันไป คนที่เรียกตัวเองว่าแฟนเก่าที่สำคัญ

          “กินแล้วพี่ก็บ่นว่าอ้วน ผมเบื่อที่จะฟังพี่บ่นนะ” เสียงแหบทุ้มที่ผมไม่ได้ยินมานานทำให้ผมใจเต้นแรง ผมไม่สามารถบอกความรู้สึกตอนนี้ได้ มันอธิบายไม่ถูกเพราะมันหลากหลายเหลือเกิน

          “จะไม่บ่นเลย แล้วมาร์คต้องพาพี่ไปที่ร้านนั้นนะ ร้านผัดไทยที่มาร์คบอกว่าอร่อยอ่ะ” ร้านผัดไทยอย่างนั้นเหรอ? คนอย่างไอ้มาร์คมันจะรู้จักที่ไหนถ้าไม่ใช่ที่ที่ผมเคยพาไป

          ผมยังก้าวเข้าไปเรื่อยๆ จังหวะเท้ามันช้าลงเรื่อยๆ เหมือนกับระยะทางระหว่างเราที่มันลดน้อยลง ผมหยุดอยู่ไม่ไกลจากมาร์ค ระยะระหว่างเราน่าจะเป็นคนสักสองคนยืนกั้นกลางได้ เรียวปากบางนั่นคลี่ยิ้มและพูดคุยกับคนข้างกายไม่หยุด มือเล็กยกขึ้นเกาะแขนมาร์คแล้วพูดอ้อนให้มันพาไปเที่ยว

          “เถอะน่า…นะ พี่มาไกลขนาดนี้ทั้งที พาพี่ไปหน่อยสิ”

          “ช่วงนี้ผมก็ว่างนะ” เสียงเป็นเอกลักษณ์พูดช้าๆ ในแบบของมัน นั่นยิ่งทำให้คนข้างๆ ยิ้มออกมากว้างกว่าเดิม

          “งื้อ~ แสนดีที่สุดเลยอ่ะ แบบนี้รักตายเลยนะ” ผมกำมือเข้าหากันแน่น อยากจะเดินไปกระชากไอ้คนตัวบางนั่นออกจากมาร์ค อยากเหวี่ยงมันไปไกลๆ อยากดึงมาร์คมาซุกไว้ที่อกผม

          “ปากหวาน” คนพูดน้อยพูดแค่นั้น แต่วางมือบนหัวเล็กสวยที่คาดว่าจะอายุมากกว่า มันยีผมคนข้างๆ จนฟูฟ่อง ไอ้คนข้างมันก็โวยวายจนป้าคนขายอดจะแซวไม่ได้

          “สมัยนี้เด็กผู้ชายเล่นกันแบบนี้ก็น่ารักนะลูก” ป้าแกว่ายิ้มๆ พร้อมกับยื่นถุงขนมให้

          “ก็คงจะได้แค่เล่นนี่แหละครับ เด็กบ้านี่ไม่ยอมจริงจังสักที” *ไม่ยอมจริงจังสักที?* ผมไม่อยากคิดถึงความสัมพันธ์ของพวกมัน ไม่รู้ว่าพวกมันคบกันมาแบบไหน เคยเป็นแฟนกันนานเท่าไหร่หรือเลิกกันอย่างไร ผมไม่อยากคิดถึงเรื่องพวกนั้น ที่ผมคิดอยู่ตอนนี้มีเรื่องเดียว มาร์คมันจะกลับไปหาเขาไหม?

          นี่สินะความรู้สึกของมันที่เคยมีให้กับผม มันรู้สึกปวดๆ ที่หัวใจแบบนี้เองสินะ

          “หนูก็ยอมๆ พี่เขาไปเถอะ รักกันน่ะดีกว่าเกลียดนะลูก” ผมรู้สึกว่ามือเรียวที่กำลังจะรับอาถุงขนมชะงักค้าง มันไม่ได้ตอบอะไรแค่โค้งหัวให้ป้าแกน้อยๆ แล้วรับขนมจากมือคนขาย

          ผมก้าวถอยหลังครึ่งก้าวเมื่อฝ่ายนั้นหมุนตัวกลับมา มาร์คมองมาที่ผมแล้วหยุดค้างอยู่อย่างนั้น ไม่ต่างกันกับผมที่ยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนี้ โลกทั้งใบของผมมันหยุดนิ่ง เสียงเรียกของคนข้างตัวมาร์คมันเหมือนจะดังแว่วๆ จับใจความอะไรไม่ได้ สายตาเหมือนจะพร่ามัวไปชั่วขณะแต่ผมก็ยังพยายามสำรวจคนตรงหน้าที่ไม่ได้มองมาหลายวัน

          ใบหน้ามีเสน่ห์นั่นดูเล็กลงอย่างถนัดตา ปากบางที่ผมเคยทาบทับริมฝีปากลงไปเหยียดเป็นเส้นตรงไม่แสดงความรู้สึก แก้มมันตอบลงกว่าเดิมไม่มากเท่าไหร่ เพราะมาร์คไม่ใช่คนที่มีแก้มเยอะอยู่แล้ว คิ้วสวยไม่ได้ขมวดหรือแสดงอาการใดๆ ตาเรียวรีที่ผมชอบนั่นมองมานิ่งๆ แบบที่ทำให้ใจผมเจ็บปวด แววตามันสั่นระริกอยู่ครั้งหนึ่งแต่มันก็เพียงแค่ชั่วครู่เดียวก่อนจะกลับไปนิ่งและเย็นชาเหมือนเดิม

          “สวัสดีครับ” แขนผมยังวางอยู่ที่ขางลำตัวเหมือนเดิม ไม่สามารถยกมือขึ้นมารับไหว้จากรุ่นน้องได้ มันไม่มีแรงมากพอที่จะขยับมือหรือส่วนใดๆ ก็ตาม ขนาดแรงจะหายใจต่อตอนนี้ก็เหมือนมันจะหมดลงไปทันทีที่ได้สบสายตากับมัน

          “มาร์ค! พี่เป็นห่วงจะแย่” เสียงแหลมเล็กที่ผมจำได้ว่าเป็นเสียงของยี่หวาดังอยู่ข้างหูก่อนที่เจ้าตัวจะพุ่งเข้าไปกอดหลานรหัส มาร์คมันยกมือขึ้นกอดตอบเก้ๆ กังๆ  จนยี่หวาผละออกมา

          “ผมขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะครับ”

          “เด็กนิสัยไม่ดี!” ยี่หวาว่าและทุบที่ไหล่มาร์คเบาๆ ผมได้แต่ยืนกำมือมองภาพนั้น ภาพที่เพื่อนตัวเล็กสามารถกระโดดเข้ากอดเด็กคนนั้นได้ เด็กคนนั้นที่ผมเคยเรียกเต็มปากว่าเด็กผม เด็กคนนั้นที่ผมเคยกอดบ่อยกว่าใครทั้งหมด เด็กคนนั้นที่มีอิทธิพลต่อผม

          “นี่รุ่นพี่มาร์คเหรอ?” คนตัวเล็กข้างมาร์คเอียงคอถาม ยี่หวาที่เหมือนจะเพิ่งนึกได้ก็ยิ้มแหยๆ ก่อนจะหันกลับมามองที่ผม ผมยังอยู่ที่เดิม ข้างผมคือไอ้บาร์กับไอ้กล้า บาร์มันขยับไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้มาร์คกับคนข้างตัวมัน

          “ใช่ครับ เป็นรุ่นพี่ที่สนิทกับมาร์คน่ะ” บาร์ตอบก่อนที่มาร์คจะตอบ

          “สนิท? มาร์คสนิทกับใครเป็นด้วยเหรอ พี่ต้องตกใจหรือน้อยใจดี” คนตัวเล็กนั่นเงยหน้าขึ้นมองมาร์คก่อนจะยู่หน้านิดหน่อย

          “ไม่เอาน่าพี่แพ็ค…” อืม…ชื่อแพ็คสินะ

          “พี่จะไม่อะไรเลย ถ้าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แบบที่มาร์คชอบ” แพ็คว่าแล้วชี้ไปที่บาร์ มาร์คมันมองตามก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา

          “ผมเลิกชอบแล้ว”

          “เห็นไหม! เคยชอบเขาจริงๆ ด้วย” แพ็คตีที่ไหล่มาร์คเบาๆ แล้วพูดออกมา

          “แล้วนี่…เป็นอะไรกันเหรอครับ” กล้าที่ยืนอยู่ข้างผมพูดออกมานั่นทำให้คนทั้งหมดมองมาที่มัน ซึ่งมันก็เหมือนมองมาที่ผมด้วยนั่นแหละ ตาของเราสองคนสบกันอยู่ชั่วครู่ก่อนที่มันจะเลื่อนสายตาไปมองที่กล้า

          “ผมขอไม่ตอบได้ไหมครับ” เด็กนั่นมันว่ายิ้มๆ

          “ทำไมไม่ตอบไปล่ะว่าเคยคบกันน่ะ หรือกลัวใครไม่พอใจ?” แพ็คว่าดุๆ ตาสุกใสชวนมองนั่นปรายมามองผมขณะที่พูด นั่นทำให้ผมรู้ว่ามันรู้เรื่องของผมกับมาร์คแล้ว

          “ผมไม่มีใครทั้งนั้นแหละ” เด็กนั่นก้มลงไปพูดกับคนข้างตัว พูดจบก็ยิ้มบางๆ ให้ แล้วเงยหน้าขึ้นกลับมามอง

          ทุกการกระทำ ทุกคำพูดของมาร์คมันทำให้ผมตัวชา เรื่องมากมายที่อยากจะพูดออยากจะคุยกับมันไม่สามารถที่จะเค้นออกจากปากผมได้ ทุกความรู้สึก ทุกคำขอโทษผมก็ไม่สามารถส่งผ่านไปถึงมาร์คได้ มีเพียงแววตาของผมเท่านั้นที่มองมันอยู่ ไม่รู้ว่ามันจะยังรู้สึกได้จากการมองตาผมอยู่หรือเปล่า ถ้ามันยังรู้สึกแบบนั้นได้จริงๆ มันคงรู้ว่าตอนนี้ผมเสียใจ

          “ไปไหนต่อไหม? คืนนี้ไปนั่งคุยกับพวกพี่หน่อยสิ” ยี่หวาพูดขึ้นทำลายบรรยากาศหม่นๆ ของผม

          “ผมว่าจะพาพี่แพ็คไปดูรอบๆ แถวนี้น่ะครับ” มาร์คตอบกลับอย่างสุภาพ

          “สักสามสี่ทุ่มก็ค่อยเจอกันก็ได้นี่” แพ็คว่า

          “พี่แพ็ค…” คนหน้านิ่งกดเสียงต่ำ ก้มลงดุคนตัวเล็กที่พูดออกมาแบบนั้น

          “ทำไม? พี่ก็อยากไปนี่ แล้วก็อยากรู้ด้วยว่ารุ่นพี่ที่มาร์คสนิทน่ะ จะสนิทกันขนาดไหน” แพ็คบอกมาร์ค มาร์คมันถอนหายใจออกมาก่อนจะพยักหน้า

          “ถ้าผมจะพาพี่แพ็คไปด้วย พวกพี่จะว่าอะไรไหมครับ?” เด็กนั่นถาม เพื่อนผมยังไม่ได้ตอบมันทันทีแต่กลับมองมาที่ผมเหมือนขอคำตอบแทน

          “คือ…” กล้ามันก็อ้ำอึ้ง พลางมองมาที่ผม

          “วี มึงโอเคไหม” บาร์ถามผม

          “กู…”เสียงที่ออกจากปากเหมือนจะแหบแห้งแทบไม่ได้ยิน

          “ถ้าไม่สะดวกเดี๋ยวผมพาพี่แพ็คเที่ยวแถวนี้แล้วเราค่อยเจอกันก็ได้ครับ” ประโยคที่มันพูดไม่ได้มีความลังเลหรืออะไรใดๆ ทั้งสิ้น นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกปวดที่หัวใจมากกว่าเดิม

          “กูยังไม่ได้บอกให้มึงไปไหนเลย” ผมว่าก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าสบตาคนตรงข้าม “ทำไมมึงไปล่ะ” ผมถามเพื่อหวังให้มันตอบแววตาโง่ๆ ของผม สิ่งที่ส่งผ่านความรู้สึกลึกๆ ของผมให้มัน เพียงแค่มันเห็นใจผมสักนิดมันจะรู้…ว่าผมคิดถึงมันมากมายแค่ไหน





#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น