facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 10 [50%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 10 [50%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 21:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 10 [50%] *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 10 

 

วันทุกวันผ่านไปโดยที่ผมมีไอ้พี่แทนคอยวนเวียนอยู่รอบๆ ชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวนี้พี่มันเข้านอกออกในห้องผมได้เหมือนเป็นห้องของตัวเองไปแล้ว จนบางครั้งผมก็สงสัยว่าสรุปนี่ห้องกูใช่ไหม ทำไมความเป็นส่วนตัวเริ่มหายไปทุกที อย่างเช่นตอนนี้... 

“มึงจะกลับห้องตอนไหนเนี่ย มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ” ผมใช้ปลายเท้าเขี่ยพี่มันที่กึ่งนั่งกึ่งนอน ดูบอลสบายใจอยู่บนเตียงอย่างเหลืออด มาใช้ไฟฟรีห้องกูเพลินเลยนะ 

“เดี๋ยวดิ เกือบจบแล้วเหลือทดเวลาเอง” 

“ห้องมึงไม่มีดูรึไงโทรทัศน์เนี่ย” 

“ห้องกูไม่มีช่องนี้” 

“ไม่มีเหี้ยอะไร สายเคเบิ้ลเดียวกัน กูมีอะไรมึงก็มีแบบนั้นแหละ” แถไม่ดูหน้าอินทร์หน้าพรหม พี่มันหันกลับไปดูบอลต่อหลังจากเหล่มองผมที่ยืนเท้าเอวอยู่ปลายเตียง ไม่ใช่อะไร มันดึกแล้วไง แล้วผมก็ง่วงมากด้วย คนมันอยากนอนน่ะครับเข้าใจไหมมมมม 

“ก็ที่ห้องไม่มีมึง”  

... 

เออ แม่ง กูไม่น่าหาเรื่องให้พี่มันเต๊าะเลย หมุนตัวหันกลับไปนั่งเล่นเกมต่อแทบไม่ทัน ไอ้พี่แทนก็ยังคงความเป็นไอ้พี่แทนครับ คงเส้นคงวาไม่มีเปลี่ยน หยอดผมยังไงก็ยังคงหยอดอยู่อย่างนั้น ไม่ทวงถามเรื่องสุขภาพหัวใจกันเลยสักนิด จนทุกวันนี้ผมยังคงสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นโรคหัวใจรั่ว 

ก็โดนยิงมุกเสี่ยวแม่งทุกวัน 

จนกระทั่งบอลจบ ไอ้คนไม่รู้เวล่ำเวลายังคงอิดออดไม่ยอมกลับห้องตัวเอง 

“มันดึกแล้ว กูนอนนี่ไม่ได้เหรอวะ เกิดกูเดินออกจากห้องไปค่ำๆ มืดๆ แบบนี้ ใครฉุดกูไปทำมิดีมิร้าย มึงจะรับผิดชอบกับพ่อแม่กูยังไง” 

“พูดเหมือนมึงอยู่ไกลเลยพี่ มึงแค่เดินขึ้นบันไดไปอีกชั้นแค่นี้เองมั้งได้ข่าว แถมไฟเปิดสว่างโร่ ใครเขาจะกล้าฉุดพี่มึงได้ลงคอวะ” 

“จะเรียกกูว่าพี่ทั้งที ก็ยังอุตส่าห์มีคำว่ามึงพ่วงมาด้วยเนอะ” 

“กูสะดวกแบบนี้” 

“จ้า สะดวกแบบนี้ งั้นกูขอสะดวกนอนห้องนี้บ้างได้เปล่าวะ” 

“กูไม่สะดวก!!” 

“สองมาตรฐาน!” 

“เออ! ทำไม กูสองมาตรฐานเพราะเป็นตาชั่งกูเอง กูจะเอนเอียงฝั่งไหนก็ได้ มึงอะ กลับห้องไปเลย กูจะนอน กูง่วงแล้ว เข้าใจไหมมม” หลังจากงอแงเป็นเด็กๆ ให้พี่มันส่ายหน้าอย่างระอาใจ ก็เดินไปเปิดประตูไล่แขกกลายๆ จนไอ้พี่แทนต้องเดินตามออกมาด้วย 

“กูไปแล้วก็อย่าเปิดประตูให้ใครอีกนะ ล็อกห้องดีๆ ด้วย ใครเรียกก็ไม่ต้องขาน” 

กลัวปอบจะมาลักกูไปมั้ง แล้วใครจะมาเรียกผมในยามวิกาลแบบนี้วะ นอกจากพี่มันนั่นแหละที่ชอบมาไม่ดูเวล่ำเวลา ไร้ซึ่งความเกรงใจ พอให้อิสระเข้าหน่อยชักเหิมเกริมใหญ่ แต่ด้วยความที่ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด 

“...อืม” 

ตอบไปได้แค่นั้นแหละครับ ไอ้ที่บ่นพล่ามมาในใจนั่นก็ลืมๆ มันไปเถอะ 

“พรุ่งนี้เช้ารอไปมหาลัยพร้อมกูนะ” 

สั่งจริงสั่งจัง มันก็เป็นอย่างนั้นมาทุกวันแล้วหรือเปล่าวะ จะต้องมานั่งพูดนั่งบอกอีกทำไม แต่ก็นั่นแหละครับ 

“เออๆ” บอกแล้วผมไม่อยากขัด 

“งั้น... ฝันดีนะครับ” พี่มันพูดประโยคเดิมซ้ำๆ เหมือนอย่างที่พูดทุกวันก่อนแยกตัวไปนอน และไม่วายวางมือแหม่ะลงบนหัวผมและโยกไปมาเบาๆ 

“อืม ฝันดี รีบไปเลยมึงอะ เบื่อขี้หน้าจะแย่แล้ว” 

“ให้มันจริง” หลังจากยักคิ้วส่งให้ผมอย่างกวนตีนอีกจึ๊กสองจึ๊กก็ยอมล่าถอยกลับห้องตัวเองไปในที่สุด 

เออ จริงด้วยว่ะ ผมยังไม่ได้บอกมันเรื่องวันพรุ่งนี้เลยนี่หว่า ยังจำที่อาจารย์มณีรัตน์แกขอให้ผมช่วยไปติวให้บรรดาเด็กชิงทุนวิศวะได้ไหมครับ กำหนดการมันคือวันพรุ่งนี้ แต่...ฉิบหาย ผมยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรสักอย่าง ก็เพราะไอ้พี่แทนนั่นแหละ ตามติดชีวิตอย่างกับเงา! ไม่ได้บอกมันก็ดีแล้วครับ เดี๋ยวเข้ามาวุ่นวายไม่เป็นอันสอนกันอีก 

สาธุ 

ขออย่าให้เจอพี่มันเลย 

.. 

 

“ห้องติวอยู่ทางนี้จ้ะ ...แหม่ ต้องขอบคุณอาจารย์มณีรัตน์หน่อยแล้วล่ะ จัดติวเตอร์ส่งมาให้กันถึงที่ขนาดนี้” อาจารย์ดาราณีประจำภาควิชาวิศวะ เอ่ยชมเปาะตั้งแต่ผมมาถึงคณะวิศวกรรมศาสตร์ แถมยังอุตส่าห์เดินมาส่งถึงหน้าห้องเรียนอีกต่างหาก 

“คนไม่เยอะมากหรอก ไม่ต้องเกร็งนะ ติดปัญหาอะไรบอกอาจารย์ได้เลย” 

“ขอบคุณครับ” 

ผมยกมือไหว้แกไปที ก่อนที่แกจะตบบ่าผมปุๆ และเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนเคว้งคว้างอยู่หน้าห้องแลคเชอร์เพียงลำพัง ถามว่าพร้อมไหม คำตอบคือไม่ครับ เพราะกว่าจะเตรียมเนื้อหาที่จะสอนจริงๆ ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว ง่วงก็ง่วง เลยเอาประสบการณ์อันน้อยนิดที่เคยสอนๆ นั่นแหละครับมาใช้ 

คิดถึงไอ้ปั้นขึ้นมาตงิดๆ มันดันเสือกมีธุระกะทันหัน ไอ้ที่ตกลงกันไว้ว่าจะมานั่งเป็นเพื่อนจึงอันตรธานหายไป 

ยืนสูดหายใจเรียกสติสตังและกอบโกยความรู้ต่างๆ นานา ก่อนจะดันบานประตูและก้าวเข้าไป ในเมื่ออาจารย์แกบอกว่าคนเรียนไม่กี่คนก็ไม่ต้องกังวลอะไร 

แต่แล้ว... 

ฉิบหาย ไม่กี่คนของอาจารย์นี่มัน... 

สายตาของชาวคณะวิศวะนับร้อยกำลังจ้องมายังผม ขอย้ำ...นับร้อย นับร้อยยยยย! ขากูนี่สั่นเลยแม่ง ความรู้ที่รวบรวมมาเมื่อกี้กระเด้งกระดอนหายไปเป็นเมล็ดเป๊าะแป๊ะโดนน้ำเลยกู แถมไอ้ที่นั่งอยู่หน้าสุดนั่นมันหน้าคุ้นๆ วะ เหมือนว่ามันเพิ่งมาส่งผมเมื่อเช้านี้เอง... 

ไอ้เหี้ยพี่แทน! ไอ้สัด จบแล้วชีวิตกู 

“อ้าวววว คุณครูน้องอชิ~~” 

น้องอชิพ่องงง ไอ้พี่แทนแม่งตะโกนเสียงดังลั่นห้องเลยครับ ตามมาด้วยเสียงวี๊ดวิ้วของบรรดาพวกปากเปราะทั้งหลายในแก๊ง นี่มันสามแยกปากหมาชัดๆ แต่ก็ทำให้ทั้งห้องรู้จักชื่อผมกันแล้วล่ะนะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องแนะนำตัวให้เสียเวลา ลุย! 

“ถ้าอยากเริ่มเรียนก็เงียบๆ กันหน่อย” มาครับ สวมบทบาทครูไหวใจร้าย ใครแซวกูจะด่าแม่ง 

“อูยยยย” ยังไม่วายร้องระงมกันตอบกลับมา แต่ก็ควักชีทขึ้นมาเรียนกัน เออ เตรียมตัวกันมาดีแบบนี้ค่อยน่าโล่งใจหน่อย แล้วว่าแต่เอกสารอะไรของมันวะ ผมไม่ได้เตรียมอะไรมาแจกเลยนะ 

แต่ช่างมันละกัน ผมก็สอนอย่างที่เคยๆ เริ่มที่ง่ายๆ ก่อนเลย เรื่องตัวอักษร เพราะมันเบสิคที่สุดแล้ว 

“ขอโทษครับครูน้องอชิ แต่ตัวอักษรพวกเราเรียนกันมาแล้ว เข้าประโยคเลยดีกว่า” หนึ่งในแก๊งห้อยโหนที่กูเพิ่งตั้งชื่อให้เมื่อกี้ตะโกนขึ้น แล้วใครเป็นคนสอนพวกมันวะ ทำไมไม่สอนต่ออออ ทำไมต้องเป็นกูวววว 

“จำกันได้แล้วเหรอ งั้นมาทดสอบกันหน่อยว่าจำได้จริงไหม” 

“จัดไป!” 

ไอ้เหี้ยพี่แทนอีกแล้ว ผมรู้ว่ามันจำได้ ก็เพราะผมสอนมันเองกับมือไงครับ แต่คนอื่นๆ ล่ะ จำได้หรือเปล่า เดี๋ยวรู้กัน 

ผมเริ่มด้วยการเขียนตัวอักษรลงกระดานและเรียกตอบ ซึ่งส่วนใหญ่ตอบได้หมด งั้นก็ไม่ใช่ปัญหา ผมจึงเริ่มสอนเรื่องคำศัพท์และประโยคง่ายๆ ต่อเลย ซึ่งเขาก็ให้ความร่วมมือกันดี แต่จะมีแค่บางคนที่วอนมือวอนเท้าผมอยู่เรื่อยๆ 

“แล้วถ้าอยากบอกรักต้องพูดว่ายังไงครับครูน้องอชิ” 

กูเกลียดไอ้ห่านี่ฉิบหาย สมาธงสมาธิกูกระเจิดกระเจิงหมด นึกอยากเขวี้ยงแปรงลบกระดานใส่หัวพี่มันรำไร แต่ยังไม่อยากมีปัญหาข้ามคณะ 

“อย่าข้ามขั้นครับ ท่องตัวเลขได้ให้ครบก่อน ค่อยคิดเรื่องอยากบอกรักคนอื่น” 

“ทำไงได้ ก็ใจมันอยากบอกรักเธอ” 

“ฮิ้ววววววว” ลูกคู่แม่งมาเป็นนกแก้ว นกขุนทอง 

ไอ้สัด ผมทดไว้ในใจเลย คอยดูนะ วันนี้กลับไปเมื่อไหร่ผมเอาเรื่องพี่มันแน่ แถมบรรดาไอ้ห้อยไอ้โหนทั้งหลายนั้นอีก ขอให้มันสอบไม่ผ่าน!! 

นับหนึ่งถึงสิบในใจ ก็หันหน้าเข้ากระดานอีกครั้งเพื่อสอนเรื่องแต่งประโยคขั้นพื้นฐานต่อ ทำจิตใจให้สงบไม่สนใจพวกมารผจญ ตลอดจนจบคลาสเรียนพิเศษจำเป็นของวันนี้ ถามว่าเหนื่อยแค่ไหน ...ก็แค่เหนื่อยและสูญเสียพลังงานไปมากชนิดที่ว่าผมต้องแดรกช้างม้าวัวควายทั้งฟาร์มเพื่อทดแทนนั่นแหละครับ มันจะดีกว่านี้มากถ้าไม่มีไอ้พี่แทนคอยกวนใจ คนอื่นเขาก็ตั้งใจเรียนกันดีอยู่หรอก มีแต่มันนั่นแหละที่คอยหยอดคอยเต๊าะทุกครั้งเมื่อมีโอกาส 

คนอื่นๆ พากันออกจากห้อง พลางขอบคุณและกล่าวลาผมเป็นระยะ ก็เป็นมิตรกันดีอยู่หรอกครับ แต่จะดีกว่านี้ถ้าไม่แซวกู 

“กลับก่อนนะครับครูน้องอชิ วันนี้ตั้งใจเรียนเป็นพิเศษเลยไม่รู้ทำไม” 

มาอีกตัวแล้ว 

“ครับ ขอบคุณครับ” ผมก็ตอบได้เท่านี้แหละ อดทนข่มกลั้นกันไป 

ผมส่งยิ้มให้ทุกคนเป็นระยะจนถึงไอ้กลุ่มสุดท้าย 

“เรียนวันนี้สนุกมาก อชิสอนเก่งมากเลย” สุภาพชนคนกันเองแบบนี้มีแต่พี่ฟลุคคนเดียวเท่านั้น ใช่สิ ขึ้นห้องชมรมทุกครั้งทิ้งให้ผมสอนไอ้พี่แทนอยู่คนเดียว เลยต้องไปผจญการสอนกับไอ้ปั้น แล้วจะรู้ซึ้งถึงความเทพในการสอนของผมได้ยังไง 

“ทีนี้รู้ยังว่าควรมาเรียนกับผมดีกว่าให้ไอ้ปั้นสอน” 

“อูยยยย ไม่ได้หรอกครับ ไอ้แทนมันไม่ยอมให้พวกพี่ไปขัดความสุขมันหรอก” ไอ้พี่แทนหันไปแท็กทีมตีมือกับพี่บูมเมื่อได้ยินคำพูดถูกใจ 

“พูดแบบนี้เดี๋ยวเลี้ยงหนม” 

“เอาเลย์ห่อใหญ่ๆ” 

สาด ดูไม่ออกเลยว่าเป็นบทสนทนาของชายฉกรรจ์ตัวเป้งสองคน มุ้งมิ้งฉิบหาย อชิตะจะไม่ยุ่งครับ สายตาเลยไปสบกับไอ้พี่เปรมที่กำลังยกยิ้มยักคิ้วส่งมาให้ 

“สาวๆ ข้างหลังกูชมกันเปาะ บอกครูน้องอชิน่ารักอย่างงั้นอย่างงี้ ไอ้แทนทนไม่ไหวเลยยิงมุกไปหลายดอก ไม่ว่ากันเนอะ” 

ไอ้ผมก็ได้แต่กัดฟันส่งรอยยิ้มพริมใจให้พี่เปรมไป แต่เมื่อสายตาเลื่อนไปสบกับไอ้พี่แทนอีกครั้ง พี่มันก็จำต้องยิ้มค้างเมื่อรอยยิ้มของผมจางหาย แทนที่ด้วยการแสยะแยกเขี้ยวแทน 

กลับไปวันนี้มึงตายแน่...ไอ้พี่แทน 

“แล้วอชิกลับยังไง” พี่ฟลุคคนดีศรีสยามถามผมขึ้นมาอีกครั้ง เพราะตอนนี้ด้านนอกเริ่มมืดแล้ว 

“กลับกับกูสิ จะให้กลับกับใคร” แล้วคิดว่าใครเป็นคนตอบล่ะครับ 

พวกผมเดินออกมาเรื่อยๆ จนถึงลานจอดรถของคณะที่คนพลุกพล่านฉิบหาย ป่านนี้ถ้าเป็นคณะผม หลังรับน้องเสร็จก็คงมีแต่หมาเดินกันให้ควั่กนั่นแหละ วังเวงยิ่งกว่าป่าช้าหลังวัดดอน ต่างจากที่นี่ลิบลับ คึกคักถึงขนาดมีเซเว่นเป็นของตัวเอง 

เออ ไอ้ลูกเมียหลวง! 

“งั้นพวกกูขอตัวก่อนนะ เจอกัน...” 

“แทน” 

บรรดาแก๊งของไอ้พี่แทนยังล่ำลากันไม่ทันจบประโยคดี ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาทางด้านหลัง พวกเราทั้งห้าชีวิตจึงหันกลับไปมองเจ้าของเสียงหวานนั้น ...ว้าว 

ขาว สวย หมวย เอ็กซ์ ...ครบสูตร 

“เปรี้ยง” เสียงพี่บูมพูดขึ้นเบาๆ บ่งบอกถึงอะไรบางอย่างที่กำลังชนกัน คลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะเป็นเสียงรถไฟ 

“เชรด หายไปนานว่ะ แจ่มลืม...” แม้กระทั่งพี่เปรมยังต้องอุทานออกมา แต่ยังไม่มีใครไขความข้องใจให้ผมว่าสาวสวยตรงหน้านี่ใคร 

ผมว่าสถานการณ์มันคุ้นๆ ว่ะ 

“จี” ไอ้พี่แทนเรียกชื่อเธอคนนั้นอย่างแปลกใจ จะว่ายังไงดีล่ะ เหมือนตกใจระคนแปลกใจน่ะครับ เหมือนไม่คิดว่าจะเจอที่นี่ แต่ก็ไม่รู้ว่าดีใจหรือเสียใจที่เจอเธอ 

งงไหม ...เอองง 

จี ที่ว่าเดินเข้ามาหาไอ้พี่แทนด้วยรอยยิ้ม พลางหันไปทักบรรดาชาวแก๊งของพี่มันอย่างคนที่รู้จักกันดี โดยมองข้ามกูไปเสียฉิบ ทำไมทำอย่างนั้นล่ะครับคนสวย คนหล่อยืนอยู่ตรงนี้อีกทั้งคน แต่เธอก็หาได้สนใจผมไม่ เพราะสายตาเธอมีไว้มองแค่คนเดียวเท่านั้น 

...ไอ้พี่แทน 

“พอดีพวกแฟ้มบอกว่าแทนมีติวเลิกค่ำๆ จีเลยมานั่งรอ” 

แฟ้มเฟิ้มไหนกูไม่รู้จัก รู้แต่ว่าตอนนี้หิวมาก ไม่มีอารมณ์มาฟังใครทักใครทั้งนั้น ยิ่งเห็นสายตาเยิ้มๆ ที่มองไอ้พี่แทนของเธอคนนี้ยิ่งกระตุ้นความหิวของผมไปใหญ่ หิวโว้ยยยยย พาลลล 

“มานั่งรอแทนทำไม จีมีอะไรหรือเปล่า” 

หืมมมม เรียกแทนตัวเองด้วยชื่อ ดูท่าจะสนิทกันมากมั้ง สนิทกันขนาดนั้นทำไมไม่ลากกันไปคุยสองคนที่อื่นเลยวะ หาห้องเปิดเลยดีไหม ถ้าจะตาเชื่อมมองกันขนาดนั้น โมโหหิว! 

“ช่วงนี้แทนไม่ค่อยรับสายจีเลย เลยจะมาถามว่าโทรศัพท์เป็นอะไรหรือเปล่า จีเป็นห่วง” 

ถุย ถึกทึนแบบนี้มีอะไรให้น่าห่วงตรงไหนวะ ถ้าอย่างพี่มันดูแลตัวเองไม่ได้ แล้วเอวบางๆ อย่างเธอจะช่วยอะไรมันได้ครับ นอกจากช่วยให้สบายตัว คิดแล้วมันจี๊ด 

“ช่วงนี้แทนยุ่งๆ” 

ยุ่งเหี้ยอะไร มีเวลาไปคลุกอยู่กับผมเป็นวันๆ ไม่เห็นยุ่งตรงไหน 

“ยุ่งมากขนาดไม่มีเวลาให้จีบ้างเลยเหรอ จีเหงานะ” 

เย็กครก! คลื่นเหงาสาวข้างบ้านหรือเปล่า อะไรคือการมายืนบิดไปมาพร้อมบอกว่าเหงาท่ามกลางผู้ชายสี่ห้าคน ถึงแม้ว่าพวกผมจะไม่อยู่ในสายตาเธอเลยก็เถอะ 

“คือ...” 

“หิว!” ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมพูดแทรกออกไปแบบนั้น ไอ้พี่แทนที่กำลังอ้าปากพูดอะไรสักอย่างหันมองผมทันที จึงได้ฤกษ์ให้จีนี่จ๋าคนนี้หันมาเห็นหัวผมบ้าง 

“มึงหิวเหรอ” ถามโง่ๆ อีกแล้วครับ ก็บอกอยู่ว่าหิว! หิวก็คือหิวสิวะ จะถามซ้ำกลับมาทำเพื่อ? อชิตะโมโหเว้ย หิวแล้วพาล ใครจะทำไม 

“เออ เลิกเรียนก็ยังไม่ได้กินอะไร ต้องมาสอนลากยาวตั้งสองชั่วโมงอีก ใครอยากคุยกันก็คุยไป กูจะไปหาข้าวกิน” เหวี่ยงก็มาว่ะ จนไอ้พี่ชาวแก๊งอีกสามตัวแอบส่งยิ้มกริ่มให้กัน 

“เดี๋ยวกูพาไป งั้นจี... เดี๋ยวเราค่อยคุยกันใหม่เนอะ แทนจะพาน้องไปกินข้าว” 

อ้าวไอ้เหี้ย ทีแบบนี้ล่ะสถานะกูเปลี่ยน กลายเป็นน้องขึ้นมาเลย ทุกทีไม่เคยเห็นกูเป็นน้อง กวนตีนจนลืมไปแล้วว่าอายุมากกว่ากู แม่ง...โมโหหิว! 

“น้องแทนเหรอ” นี่ก็ขี้เสือกจริง (ผู้หญิงก็ไม่เว้นนะลูก) 

“อืม... รู้จักกัน” 

รู้จักกัน...? พี่มันพูดได้แค่นี้เหรอวะ ไหนบอกจีบกูไง ไหงตอนนี้กลายเป็นน้องที่รู้จักกันไปได้วะ แล้วทำไมใจผมต้องวูบไหวเพราะคำพูดแปลกๆ ของพี่มันอีกแล้ว 

“งั้นให้บูมฟลุคเปรมพาไปก็ได้นี่ จีอยากคุยกับแทน แทนพาจีไปทานข้าวหน่อยนะ” กระแซะเข้ามาจนนมจะชนแขนไอ้พี่แทนอยู่รอมร่อ 

ชอบเลยสิ เนื้อ นม ไข่ แบบนี้เนี่ย 

“...” ผมยืนกัดฟันกรอดรอฟังคำตอบของไอ้พี่แทนไปด้วย ไอ้ตัวปัญหายืนคิดพลางมองหน้าผมอยู่พักหนึ่ง ซึ่งผมไม่ได้มองมันให้เสียลูกตาหรอก มองทิ้งมองขว้างไปทางอื่น ตรงไหนก็ได้ที่ไม่ใช่พี่มัน ทำไมล่ะ ก็แค่น้องที่รู้จักนี่! 

“แทนพาจีไปไม่ได้หรอก แทนต้องพาอชิไปกินข้าวแล้วก็ไปส่งที่หอด้วย” 

“ทำไมต้องไปส่ง น้องกลับเองไม่ได้รึไง” ตอนนี้ยัยเนื้อนมไข่มันตวัดสายตามองผมอย่างติดจะไม่พอใจ เสียงอ่อนเสียงหวานเมื่อกี้ไปไหนแล้ววะ 

“กลับได้...” 

อ้าว ไอ้เหี้ยพี่แทน พูดแบบนี้จะทิ้งกันเหรอ ผมหันหน้ามองพี่มันเต็มๆ ตาทันที พอดีกับที่พี่มันพูดประโยคต่อมาที่ยังพูดไม่จบ 

“แต่เราจีบอชิอยู่ เลยอยากไปรับไปส่งด้วยตัวเอง” 

 

 

50% 

.......................................... 

คนเหวี่ยง 2017 

#โมโหหิว #เหรออออออออออออ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว