ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เลือดพล่าน ll < บทที่11 > 100%

ชื่อตอน : เลือดพล่าน ll < บทที่11 > 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.9k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2561 20:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เลือดพล่าน ll < บทที่11 > 100%
แบบอักษร

11



เป็นอีกวันที่ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดไปทั่วร่าง แต่ครั้งนี้พ่วงด้วยอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ผมแทบขยับลุกไม่ได้เลย มันเจ็บซะยิ่งกว่าครั้งแรกซะอีก เพราะเมื่อคืนบอสไม่ปรานีผมสักนิด เขารุนแรง ป่าเถื่อน แม้ว่าผมจะร้องขอแค่ไหนเขาก็ไม่ยอมหยุด เขาบอกว่าเป็นการลงโทษที่ผมดื้อกับเขา

“อ่ะ!” ผมเผลอร้องออกมาเมื่อพยายามขยับกายลุก แต่มันเจ็บ จนผมต้องนิ่วหน้าแล้วเลิกล้มความพยายามในการจะไปอาบน้ำแล้วทิ้งตัวลงนอนเหมือนเดิม

ปวดหัวชะมัด เหมือนมีคนเอาค้อนมาทุบอยู่ในหัวผมเลย

“เป็นยังไงบ้าง” บอสหันมาทางผมแล้วยกแขนขึ้นกอดทับผมไว้ ผมหันหน้าหนี ไม่อยากเจอหน้าเขา ไม่อยากพูดด้วย ไม่อยากได้ยินเสียง เมื่อวานเขาทำร้ายผมหนักมาก ไม่มีคำว่านุ่มนวลเลยสักนิด มีแต่ความป่าเถื่อนรุนแรง สมแล้วที่เป็นมาเฟีย ก่อนหน้านี้มันแค่ฉากบังหน้า นี่แหละธาตุแท้เขา มาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ไม่ยอมให้ใครมาขัดใจตัวเอง ถ้าดื้อหน่อยก็ถูกเล่นงาน พยศหน่อยก็โดนสั่งสอน

“โกรธหรือไง” บอสยกหัวขึ้นมามองผม แต่ผมหลับตาลง เปลือกตาหนักอึ้งมันร้อนผ่าวไม่รู้เพราะฤทธิ์ไข้ที่กำลังรุมเร้าอยู่ตอนนี้หรือเพราะผมกำลังจะร้องไห้

“เค” บอสเรียกชื่อผมเบาๆ ยกมือเกลี่ยน้ำตาที่ไหลออกจากหางตาของผมให้

“ผมอยากอยู่คนเดียว”

“นายไม่สบายนี่!” บอสจับหน้าผากผมแล้วมองผมตื่นๆ ผมสะบัดหน้าออก ไม่ยอมให้เขาสัมผัสนาน ผมไม่เป็นอะไร เดี๋ยวเดียวก็หาย

“ฉันจะตามหมอมาให้”

“อย่า...” ผมร้องห้ามแทบไม่ทัน เสียงแหบพร่าที่เปล่งออกมากระทันหันทำให้ผมเเสบคอจนไอสำลัก

“เค!”

“ผมไม่อยากให้ใครเห็นผมสภาพนี้”

“แต่นาย…” บอสดูตกใจจริงๆกับท่าทางอ่อนเพลียของผมที่หาดูได้ยาก ผมไม่ค่อยป่วย แต่ป่วยทีคือหนักมากจนแทบต้องหามเข้าโรงพยาบาล เคยเป็นอยู่ครั้งเดียวตอนทำงานกับคุณหนูเล็ก

“ขอพวกพี่ใหญ่ พวกพี่เขาเคยดูแลผมตอนป่วย เขารู้ดีว่าต้องทำยังไง”

“ได้” บอสลุกขึ้นต่อสายโทรศัพท์หาใครบางคนซึ่งผมไม่ได้ยินอะไรแล้ว ในหูมันวิ้งๆไปหมด รู้แค่ไม่นานบอสก็กลับมาที่เตียง ลูบเส้นผมที่ปกปิดใบหน้าของผมออกไปให้อย่างนุ่มนวล “ฉันขอโทษนะ”

“...” ผมไม่ได้ตอบอะไรเพราะตอนนี้ไม่มีแรงแล้ว บอสยังนั่งอยู่ข้างๆผม กุมมือผมไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างลูบหัวผมอย่างปลอบโยน


****


“พวกมันรู้แล้วเหรอว่าของอยู่กับเค จัดการสกัดพวกมันซะ อย่าให้เข้าใกล้เขตร้านของเคได้” เสียงพูดทุ้มๆที่ฟังดูคุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆผม ผมย่นหน้า ในหัวปวดตุบๆราวกับจะระเบิด แขนขาหนักอึ้งจนไม่อยากขยับไปไหน

“งั้นเหรอ...แปลว่าไม่รู้ รู้แค่ว่าเคเป็นคนของฉัน ยังไงก็ตาม ห้ามให้พวกมันเข้าใกล้เขาเด็ดขาด ไม่งั้นคนซวยจะเป็นพวกนาย”

“บอส…” ผมเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว บอสคุยโทรศัพท์กับใครไม่รู้ แต่มีชื่อผมทุกประโยคเลย เรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับผมแน่

“เค!”

“เกิดอะไรขึ้น”

“ไม่มีอะไร นายพักผ่อนเถอะนะ ฉันจัดการเอง”

“น้องๆผมล่ะ” ผมได้ยินบอสพูดว่าร้าน ผมเป็นห่วงเด็กๆ กลัวจะถูกลูกหลงไปด้วย

“ไม่มีอะไร นอนซะ ไข้นายยังสูงอยู่” บอสทาบมือลงบนหน้าผากผมเพื่อวัดไข้ สายในโทรศัพท์ยังไม่วางแต่เขาหยุดคุยแล้วมาหาผมก่อน

“ผมเหนื่อย”

“ฉันรู้”

“เจ็บด้วย”

“ฉันขอโทษ” เขาเป็นต้นเหตุให้ผมเป็นแบบนี้ แต่เขาดีมาก ผมไม่รู้ว่าควรโกรธเขาดีไหม เพราะแม้ว่าบอสจะยุ่งแค่ไหนแต่เหมือนเขาให้ความสำคัญกับผมเป็นอันดับแรกเสมอ เรื่องเมื่อคืนเป็นเพราะความหึงหวงผมกับเฟรมเขาเลยต้องร้ายใส่

“พวกพี่ใหญ่ล่ะ” ผมถามเบาๆ ผมอยากให้พวกพี่ใหญ่อยู่กับผมตอนนี้ บอสบอกว่าจะให้พวกพี่ๆมาดูแลผม

“อยู่ข้างนอก ฉันให้พวกนั้นออกไปเพราะจะเช็ดตัวให้นาย”

“แต่บอสคุยธุระ”

“ไม่เป็นไร นายสำคัญกว่า” บอสตัดสายทิ้งทันทีที่พูดจบประโยค กะละมังน้ำอุ่นที่มีผ้าขนหนูพาดอยู่วางไว้ที่ข้างหัวเตียง บอสเก็บโทรศัพท์ หยิบผ้าขึ้นจุ่มน้ำแล้วค่อยๆเช็ดไปตามแขนผมอย่างเบามือ

“รู้ไหมว่าฉันไม่เคยต้องมาทำแบบนี้ให้ใครเลย แม้แต่ยัยหนูเล็กตอนป่วยฉันก็ไม่เคย”

“งั้นคุณให้คนอื่นมาทำเถอะ ผมเกรงใจ”

“ที่ฉันพูด คือฉันจะบอกว่านายพิเศษกว่าทุกคนมาก” เช็ดแขนข้างนี้เสร็จบอสก็ย้ายไปเช็ดอีกข้าง

“ฉันอยากดูแลนายในแบบที่คนรักทั่วไปเขาทำกัน ไม่ใช่ในฐานะมาเฟีย”

“บอส…” เมื่อไหร่เขาจะเลิกคิดว่าเรื่องของเรามันเป็นไปได้นะ เขาน่าจะเป็นคนที่เข้าใจความเสี่ยงดีที่สุดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเขามีความรัก

“ถอดเสื้อออกนะ” บอสไม่ได้ขอแต่บอกให้รู้ เพราะหลังพูดจบก็แกะกระดุมเสื้อผมออกเลยทีละเม็ด ทันทีที่ผ้าชุบน้ำแตะลงบนตัว ผมก็ซี้ดปากออกมาอย่างเจ็บแสบทันที

“บอสมันแสบ” รอยพวกนั้นที่เกิดจากการกัดของเขานั่นแหละสาเหตุ

“อดทน”

“หนาว”

“แป๊บเดียว” บอสเร่งมือให้เพราะกลัวผมหนาวจนช็อก ไม่นานก็เช็ดเสร็จทั่วตัว เขาทิ้งผ้าขนหนูลงอ่างแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผมใหม่ ระหว่างนั้นสายตาก็เอาแต่จ้องสร้อยคอที่ห้อยอยู่บนคอผมอยู่ตลอด

ดูบอสจะสนใจสร้อยเส้นนี้เหลือเกิน ตั้งแต่วันนั้นแล้ว มีอะไรหรือเปล่านะ

“เสร็จแล้ว พักซะ ได้เวลากินข้าวกินยาแล้วฉันจะให้คนมาปลุก”

“ครับ” ผมอยากถามเรื่องที่สงสัยออกไป แต่พอได้ยินว่าพัก ร่างกายผมก็เตรียมปิดสวิทช์ตัวเองทันที นอนก่อนละกัน หายดีเมื่อไหร่อยากถามค่อยถาม


****


ร้อน...ร้อนเหมือนไฟไหม้เลย...ผมเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมา เห็นเปลวไฟแดงฉานลุกโชนอยู่รอบกายจนต้องเด้งตัวลุกขึ้นแทบลืมความเมื่อยล้า ไฟ...มาจากไหนกัน…

ผมมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้นนอกจากไฟที่ล้อมตัวผมไว้เป็นวงกลม ผมอยู่ที่ไหน มาทำอะไรที่นี่

“บอส!...พี่ใหญ่! มีใครอยู่ไหม”

“พี่นัท พี่โซ่ พี่ซิ่ว ใครก็ได้!”

ไม่มีเสียงตอบรับของใครสักคน ผมลุกขึ้นมา พยายามมองหาว่าที่นี่เป็นที่ไหนและจะออกไปได้ยังไงแต่ถูกกำแพงเพลิงที่สูงท่วมหัวบดบังทัศนียภาพไว้หมด

“เค” และแล้วเสียงของบอสก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ผมหันขวับกลับไปแทจะในทันที เจ้าของใหล่กว้างยืนยิ้มให้ผมอยู่อย่างอ่อนโยน

ฉึก!

ก่อนจะถูกมีดเสียบทะลุหัวใจจากด้านหลัง

“บอสส!!”

เฮือก!

“ไอ้เค!” ผมลืมตาโพล่ง หันไปมองรอบๆห้องอีกครั้ง ไม่มีไฟไหม้แล้ว มีแต่ห้องเงียบๆที่มีพวกพี่ๆของผมอยู่รายล้อมเตียง

ฝัน...เมื่อกี้แค่ฝันร้ายสินะ

“บอสล่ะ” ผมถามขึ้น ภาพเมื่อกี้ยังติดตาจนผมอดหวั่นไม่ได้ ใจมันหวิวๆยังไงชอบกล ความรู้สึกเหมือนจะต้องสูญเสียบอสไปจริงๆ

“บอสมีงานด่วน ห่วงตัวเองก่อนไหม แกไข้สูงมากเลยนะเว้ย เพ้อไม่หยุดจนต้องหามส่งโรงพยาบาลเนี่ย” พี่โซ่เป็นคนตอบ แล้วรินน้ำใส่แก้วส่งให้ผม ผมรับมาแล้วดื่มลงคออึกใหญ่เผื่อมันจะช่วยให้ผมได้สติขึ้นมาบ้าง

“ผมอยู่โรงพยาบาลเหรอ”

“อืม ตอนแรกว่าจะให้หมอไปดูแกที่บริษัทแหละ แต่กว่าจะไปรับหมอ กว่าจะพามาถึง เสียเวลา บอสกลัวแกตายก่อนเลยให้พาแกมาที่นี่เลย”

ผมพยักหน้ารับ แล้วทิ้งตัวลงนอนเหมือนเดิม อาการครั่นเนื้อครั่นตัวผมลดลงบ้างแล้ว ยังเหลือก็แต่ปวดเมื่อยตามตัวนี่แหละที่ทำให้ไม่มีแรงจะขยับเลย

“ถามจริงๆเถอะนะ” พี่ซิ่วมองผมขึ้นลง “แกกับบอสทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า เมื่อเช้าบอสเรียกไปดูแก สภาพแกแบบ…”

“อย่าพูดถึงมันเลยพี่” ผมกุมขมับแล้วนวดคลึงไปมาเบาๆเพื่อบรรเทาอาการปวดหัว พี่ใหญ่มองผมอย่างเคร่งเครียดก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เค ถ้าบอสทำร้ายแกหรือขืนใจแก...จะหนีก็ได้นะ พวกฉันจะช่วย”

“ถึงแม้ว่าต้องตายก็ตาม” พี่โซ่เสริมท้าย

โอ้โห คือพูดมาขนาดนี้ใครจะกล้าให้พี่ตายกันล่ะ

“ไม่มีอะไรหรอกพี่ใหญ่ บอสไม่ทำแบบนั้นหรอก” ...มั้ง เรื่องเมื่อคืนเข้าข่ายขืนใจไหม ก็ไม่เชิงอ่ะ เพียงแต่บอสรุนแรเกินไปหน่อยเท่านั้น เอาเป็นว่าถ้าผมไม่ขัดใจบอสมันก็คงไม่เกิดขึ้นอีก

“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ยังไงแกก็น้องฉัน ฉันไม่มีวันเห็นคนอื่นดีกว่าน้องอยู่แล้วแม้จะเป็นบอสก็ตาม”

“ขอบคุณครับพี่ใหญ่”

“พักเถอะ” พี่ใหญ่เลื่อนผ้าห่มมาคลุมอกผมไว้แล้วเดินไปนั่งที่โซฟาข้างๆ หญิงหนังสือขึ้นมาอ่านรอ ส่วนพี่ๆคนอื่นก็แยกกันไปตามที่นั่งเปิดทีวีดู นั่งเล่นโทรศัพท์ หรือหาอะไรกิน ตามอัธยาศัย


****


 “ตรวจดูแล้วไม่มีอะไรเสียหายครับ แต่มีอะไรหายไปบ้างเรายังไม่แน่ใจ ต้องให้คุณเคมายืนยันด้วยตัวเอง” ทางด้านหัวหน้าใหญ่แก๊งมาเฟีย หลังได้รับโทรศัพท์ว่าทั้งร้านและห้องพักของเคถูกบุกรุก ข้าวของถูกรื้อกระจายก็รีบบึ่งมาทันที คนของเรารายงานมาว่าเป็นพวกของไบรอัน ไม่รู้ว่ามันต้องกรอะไรแต่ในเมื่อมันเกี่ยวกับเคโดยตรงเขาเลยมาดูไว้ก่อน

“ทำงานกันประสาอะไรถึงปล่อยให้มันเข้ามาถึงนี่ได้” หอพักนี้ มีคนของเขาอยู่เต็มไปหมด แต่สะเพร่า ปล่อยศัตรูเข้ามาเหยียบจมูกถึงที่ นี่ถ้าวันนี้เคไม่ได้อยู่กับเขาแต่อยู่ที่นี่ เขานึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ลูกน้องแต่ละคนเย็นวาบไปตามแผ่นหลัง ขึ้นชื่อว่าบอส ลองได้พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแบบนี้แล้วแปลว่าพายุใหญ่กำลังจะมา

“ขะ ขอโทษครับบอส!”

“ที่ร้านล่ะ”

“เหมือนกันครับ ไม่มีอะไรเสียหายเป็นพิเศษ เหมือนพวกมันรื้อหาอะไรบางอย่าง” ลูกน้องที่ไปตรวจร้านอาหารรายงาน

รื้อหาอะไรบางอย่าง?...แต่เขาตรวจสอบดูแล้ว พวกมันไม่น่าจะรู้ว่า ’ของสำคัญ’ ชิ้นนั้นอยู่ที่เค แต่ถ้าไม่แล้วพวกมันกำลังหาอะไร

“บอส! โรงพยาบาลโดนบุกครับ”

“อะไรนะ!”

“พวกเรากำลังต้านไว้อยู่แต่พวกมันมีกันเยอะมาก ไม่รู้ว่า…”

“ไป!” ไม่ต้องรอให้ลูกน้องรายงานจบ เสียงเข้มสั่งคำเดียวทุกคนก็พุ่งขึ้นรถของตัวเองแล้วบึ่งออกจากที่นี่ทันที พวกมันไม่ได้หาอะไร...เป็นแผนของไบรอัน มันรู้ว่าเคสำคัญกับเขามากเลยสร้างสถานการณ์ดึงตัวเขาออกห่างจากเค เพื่อจะได้ไปที่นั่น เพื่อจะไปเอาตัวคนของเขาไป!


****


“เค...ตื่นก่อน เร็ว” น้ำเสียงร้อนรนกระซิบเบาๆ ปลุกเรียกผมให้ค่อยๆลืมตาขึ้นมาจากการหลับไหล

“พี่ใหญ่” พี่ใหญ่หน้าตาเคร่งเครียดมาก มือข้านหนึ่งจับแขนผมไว้ อีกข้างกำลังถือ...ปืน!

“เกิดอะไรขึ้นครับ” ผมยันตัวลุกขึ้นนั่ง รอบๆห้อง พวกพี่ๆทุกคนถือปืนไว้ในมือ สายตาเคร่งเครียดจ้องไปยังประตูด้วยท่าทางหวาดระแวง ผมเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ มันแปลว่าตอนนี้มีศัตรูกำลังใกล้เข้ามาแล้ว

ผมถอดสายน้ำเกลือออกจากแขน ลุกออกจากเตียงมายืนข้างๆพี่ใหญ่

“ใครครับ”

“ไบรอัน” ทันทีที่ได้ยินชื่อร่างกายผมก็สะท้านเฮือกขึ้นมา ไบรอัน...ผู้ชายอันตรายที่จ้องเล่นงานบอสอยู่ มันรู้ตัวแล้วสินะว่าผมกับบอสเป็นอะไรกัน มันคงจะมาเอาตัวผมไปจากบอสเพื่อต่อรองอะไรสักอย่าง

“มีปืนอีกไหม ผมจะช่วยด้วย”

“แกต้องหนี เป้าหมายครั้งนี้คือแก”

เสียงอึกทึกดังขึ้นจากด้านนอก มีการต่อสู้กันเกิดขึ้น ร่างของบอดี้การ์ดกระเด็นผ่านกระจกห้องที่พวกผมอยู่ ใกล้เข้ามาแล้ว...อีกไม่กี่วินาทีพวกมันจะเข้ามาแล้ว

พี่ใหญ่ดันตัวผมไปไว้ด้านหลัง กระชับปืนแน่น บรรยากาศกดดันจนเหงื่อแต่ละคนแตกซ่าน

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น…”

“ให้หนีเป็นอันดับแรก” ผมต่อประโยคที่พี่ใหญ่กำลังจะพูด มันเป็นประโยคเดียวกับที่ใช้มาตลอดสามปีของการเป็นบอดี้การ์ด ผิดกันตรงที่ตอนนั้นพวกเราเป็นคนพูดกับคุณหนูเล็ก ทุกครั้งที่เกิดเรื่องคุุณหนูเล็กจะเอาแต่เป็นห่วงเราจนไม่ยอมหนี ทำให้ประโยคนี้เป็นประโยคคลาสสิกที่ต้องพูดย้ำกันทุกครั้ง

“นับสามแล้วพุ่งเลย” พี่ซิ่วว่า “หนึ่ง...สอง...สาม!”

โครม!

ประตูห้องถูกกระแทกเปิดออก พวกมันโผล่เข้ามา ปืนในมือรุ่นพี่ผมสาดกระสุนออกไปแทบจะในทันที เมื่อร่างพวกมันล้มลงพวกเราก็วิ่งข้ามออกจากห้อง พี่ใหญ่นำทางอยู่ข้างหน้ากับพี่โซ่ ผมอยู่ตรงกลาง มีพี่นัทกับพี่ซิ่วคอยระวังหลังให้

เสียงปืนดังอยู่ตลอดเวลา โถงทางเดินเต็มไปด้วยเลือด ทั้งของพวกมัน พวกเรา และของคนบริสุทธิ์ที่อยู่ในเหตุการณ์ แม้แต่คนที่คุ้ยชินกับกลิ่นคาวเลือดอย่างผมยังอดรู้สึกพะอืดพะอมไม่ได้

“ติดต่อฮ.ไว้แล้ว รีบขึ้นไปบนดาดฟ้ากันก่อน ป่านนี้พวกมันคงดักไว้เต็มด้านล่างแล้ว” พี่ใหญ่บอกแล้วพาพวกผมไปที่บันไดหนีไฟ เพียงแค่เห็นระยะทางขึ้นไปข้างบนผมก็แทบขาอ่อน บอกตรงๆแบบไม่อายเลยนะ ผมยังเจ็บก้นอยู่นะเฟ้ย

“พี่ ขึ้นลิฟต์ไม่ได้เหรอ” ผมรั้งแขนพี่ใหญ่ไว้ก่อนพี่แกจะพาวิ่งขึ้นไปจริงๆ

“เสี่ยงเกินไป ถ้าพวกมันดักหน้าลิฟต์ไว้ทักชั้นเราจะไม่มีทางรอด”

“ไหวไหมเค หน้าแกซีดมาก” พี่นัทถามอย่างเป็นห่วง เป็นที่รู้ๆกันว่าเวลาผมป่วยผมจะหายใจไม่ค่อยทัน ถ้าต้องใช้แรงหรือออกกำลังกายผมจะเหนื่อยเร็วเป็นพิเศษ ผมว่าไม่เฉพาะกับผมหรอก คนป่วยที่ไหนก็เหนื่อยเร็วกันทั้งนั้น

“คงต้องไหวแหละ” เอาก็เอา ตายเป็นตาย ดีกว่าถูกพวกนั้นจับไป

พี่ใหญ่พยักหน้าให้ทุกคนเตรียมพร้อมอีกครั้งก่อนจะนำขึ้นไป แต่ละก้าวหนักอึ้งยิ่งกว่าอะไร โดยเฉพาะหลังจากมีเสียงปืนดังไล่หลังพวกเรามาเรื่อยๆ พี่นัทกับพี่โซ่ทำหน้าที่คุ้มกันด้านหลังได้ดีมาก ไม่ว่าใครโผล่หน้าออกมาก็ถูกสะกัดไว้หมด ไม่มีใครวิ่งตามเราขึ้นมาได้ทัน จะมีก็แต่พวกที่มาทางอื่นแล้วโผล่มาดักหน้า แต่พวกนั้นก็จะถูกพี่ใหญ่กับพี่ซิ่ว จัดการจนร่วงกราวเป็นใบไม้ร่วง

ไม่นานเราก็มาถึงดาดฟ้า พี่ใหญ่เปิดประตูแล้วปิดทันทีที่พวกเราขึ้นมาหมด เหล็กแถวนั้นถูกเอามาคั่นประตูไว้ไม่ให้เปิดออก

“ไอ้เค! ไหมไหมวะ” พี่ซิ่วพุ่งมาหาผมทันทีที่เห็นผมพิงกำแพงข้างๆประตูแล้วยืนโก่งตัวหอบหายใจอยู่ ผมพยักหน้าเบาๆให้พี่เขาสองสามที ไม่มีเรี่ยวแรงจะส่งเสียงตอบ แรงยืนยังแทบจะไม่มี ภาพข้างหน้าผมเป็นวิ้งๆเหมือนจะเป็นลม

“พักก่อนๆ” พี่ซิ่งประคองผมนั่งลงกับพื้น ผมพยายามเงยหน้าสูดหายใจลึกๆเพื่อตั้งสติและเรียกเรี่ยวแรง ผมจะมาล้มตอนนี้ไม่ได้ ยังเป็นอะไรไม่ได้จนกว่าจะรอดจากเหตุหการณ์นี้

“ฮ.ถึงไหนแล้วพี่ใหญ่!” พี่โซ่หันไปถามพี่ใหญ่เมื่อเห็นว่าบนฟ้าเงียบสนิท ไม่มีวี่แววของฮ.ที่ว่าเลย

“ไม่รู้”

ปัง! ปัง!

ประตูดาดฟ้าถูกกระแทกดังลั่น ผมสะดุ้งเฮือก ลุกขึ้นไปยืนรวมกับพวกพี่มองประตูอย่างหวาดระแวง

“พี่เหลือกระสุนเท่าไหร่” พี่ซิ่วถามขึ้น

“สองนัด” พี่ใหญ่ตอบ

“นัดเดียว” พี่โซ่ว่า

“ไม่เหลือ” พี่นัทต่อ

“ผมก็ไม่เหลือ” สีหน้าสิ้นหวังของพวกพี่ๆทำเอากำลังใจผมหดหาย

“พี่...ถ้าเกิดว่า…” ถ้าเกิดพวกมันขึ้นมาได้จริงๆ ผมจะยอมไปกับพวกมัน แล้วฝากบอกบอสว่าไม่ว่ามันจะต่อรองอะไรห้ามตกลงเด็ดขาด

“ถ้าเกิดว่ามันขึ้นมาได้พวกฉันจะถ่วงเวลาไว้ให้ ยังไงก็ต้องหนีไปให้สุด เข้าใจไหมเค” พี่ใหญ่เหมือนจะเดาความคิดผมออก เขารู้ว่าถ้าเกิดสถานการณ์ย่ำแย่จนถึงขั้นสุดแล้วล่ะก็ผมจะยอมไปกับพวกมันแน่ๆเพื่อให้พวกเขาปลอดภัย

“แต่พวกพี่…”

“ถ้านายถูกจับได้น่ะสิพวกฉันจะไม่รอด”

“บอสเอาพวกฉันตายแน่”

“เข้าใจความสำคัญของชีวิตตัวเองแล้วนะ เอานี่ไป ถึงมันจะเหลือแค่สองนัดแต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย” พี่ใหญ่ยัดปืนของตัวเองใส่มือผม ผมหันไปมองพี่ๆทุกคนที่ตอนนี้พร้อมจะสละทุกอย่างเพื่อช่วยให้ผมรอด

ขนาดนี้แล้วผมจะปล่อยให้พี่ๆตายฟรีได้ยังไง

“ครับพี่” ผมกระชับปืนในมือแน่น ถ้ามันจะไม่รอดจริงๆ ก็ขอให้เป็นการถูกจับที่ผมสู้เต็มที่แล้วล่ะกัน

“ไปหลบหลังประตู พอพวกมันพังเข้าพวกฉันจะล่อไปที่อื่น แกหาโอกาสหลบออกไปตอนนั้นละกัน”

“ครับพี่ใหญ่” ผมทำตามที่บอกทันที เสียงกระแทกประตูดังขึ้นเรื่อยๆจนเหล็กที่ใช้งัดประตูเริ่มงอ หัวใจผมเต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ มือกำปืนแน่นจนชื้นเหงื่อไปหมด

โครม!

ประตูเปิดออก พวกนั้นกรูกันออกมาเล็งปืนไปที่พวกพี่ใหญ่ พวกพี่ๆแม้จะจำนวนน้อยกว่าก็ไม่ได้มีท่าทางหวาดกลัวเลย แต่ละคนจ้องศัตรูอย่างกล้าหาญ ปืนที่เหลือกระสุนอยู่น้อยนิดเล็งไปที่พวกมันทั้งๆที่รู้ว่ายังไงก็สู้ไม่ได้

ไม่มีคนขวางทางผมแล้ว ขอพระเจ้าอวยพรให้พวกพี่ๆผมรอดด้วยเถอะ

ผมพุ่งออกจากที่ซ่อนไปทางบันได วิ่งลงด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ขาทั้งสองจะทำได้ เสียงฝีเท้าจากด้านล่างไล่ขึ้นมาบ่งบอกว่ามีพวกมันอีกกลุ่มกำลังตรงมาทางนี้ ผมรีบหาทางหนี เปิดประตูที่อยู่ข้างๆออกแล้วเข้าไปในนั้นทันที

แกรกๆ

ใครจะรู้ ทันทีที่เข้ามาได้ สิ่งที่เห็นกลับแย่กว่าที่คิด

“ไบรอัน…”

“เจอกันอีกแล้วนะ” ผมยกปืนเล็งใส่มาเฟียอังกฤษที่ยืนอยู่ตรงหน้าทันที ลูกน้องอีกสองคนด้านหลังของไบรอันขี้ปืนมาที่ผมบ้าง แต่คนเป็นหัวหน้ากลับยกมือห้าม

“อย่ารังแกเขาสิ เขาตัวคนเดียวนะ”

ฉับพลัน เสียงปืนก็ดังลั่นขึ้นมาจากบนดาดฟ้าที่ผมจากมา หัวใจผมหล่นวูบ มือสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ห่ากระสุนขนาดนั้นไม่มีทางเป็นของพวกพี่ๆแน่

“แก…” ปืนในมือผมสั่นสะท้าน ทั้งโกรธแค้น ทั้งเสียใจ แล้วก็จนมุม ไม่นานลูกน้องของไบรอันที่วิ่งขึ้นมาจากด้านล่างก็มาถึงตัวผม เล็งปืนเข้าหาผมอย่างพร้อมเพรียง

“มากับฉันดีๆดีกว่านะ นายคงไม่อยากเจ็บตัวเท่าไหร่”

“ต้องการอะไร”

“ไว้เราไปคุยกันทีหลัง”

“ไม่!” ผมกระชับปืนแน่น ถอยห่างเมื่อไบรอันทำท่าจะเดินมาหา “เข้ามาอีกก้าวฉันยิงจริงๆ”

“พยศอย่างกับลูกหมาป่า ดี! แบบนี้แหละฉันชอบ” ไบรอันกระตุกยิ้มชอบใจ มองผมด้วยดวงตาเป็นประกายเหมือนเจอของเล่นใหม่ที่ท้าทาย

“อย่าเข้ามานะ!” ผมร้องบอกอีกครั้งทั้งที่ขาก้าวถอยหนี ไบรอันตรงมาหาผมเหมือนไม่เกรงกลัวปืนในมือผมเลยสักนิด ผมง้างนก เล็งไปที่มาเฟียตรงหน้า นิ้วแตะไกเตรียมพร้อม

ผมเคยยิงคน ผมไม่กลัวที่จะฆ่าคนตายโดยเฉพาะศัตรู แต่กับคนตรงหน้าไม่ใช่ เขาทำให้ผมรู้สึกกลัว กลัวว่าถ้ายิงไปแล้วเขาไม่ตายคนที่จะเจ็บหนักคือตัวผมเอง

ปัง!

นัดแรกผมยิงออกไป มือสั่นจนวิถีกระสุนเบนออกนอกเส้นทางไม่โดนเป้าหมาย

“หึๆๆ” ไบรอันหัวเราะขำ ขายังคงก้าวเข้าหาผมช้าๆราวกับจะเล่นสงครามประสาท

ปัง!

นัดที่สองครั้งนี้โดน ไบรอันเซถอยไปเพราะแรงกระแทกที่หัวไหล่ซ้าย เลือดสีแดงไหล่ออกมาจากปากแผลแต่คนถูกยิงไม่สะทกสะท้านใดๆทั้งสิ้น

“บ้าไปแล้ว…” ไบรอันก้าวมายืนตรงหน้าผม ปัดปืนไร้กระสุนกระเด็นไปไกลแล้วสะบัดมือตบหน้าผมจนหน้าหัน ตามด้วยคว้าควับที่ลำคอผมแล้วยกขึ้น

ใบหน้าซีกขวาผมชาดิก รู้สึกถึงเลือดขมฝาดในปาก แถมยังหายใจไม่ออก ขาผมลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ทำให้ทรงตัวไม่อยู่

“หมดทางหนีแล้ว ลูกหมาป่า”

“อึก!” ผมตะเกียกตะกายหาทางรอด เล็บมือจิกข่วนไปตามแขนไบรอันที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลย “ปะ ปล่อย”

ผมเค้นเสียงบอก ไบรอันกระตุกยิ้มครั้งหนึ่งก่อนจะปล่อยมือออกจากคอผมทำผมร่วงลงไปไอโครกๆกับพื้น

“แค่กๆๆๆ”

“เอาตัวไป” พวกลูกน้องพวกนั้นเข้ามาจับแขนผมดึงขึ้น ผมสะบัดออกแล้วต่อยกลับ ขาถีบพวกที่เข้ามาไม่หยุด สู้ราวกับสุนัขจนตรอก ไม่ว่าใครหน้าไหนเข้าใกล้ทำอะไรได้ผมใส่ไม่ยั้ง

ปัง!

ไบรอันยิงปืนขึ้นฟ้า หยุดทุกการกระทำของทุกคนในที่นี้รวมถึงผม เขาส่งปืนคืนให้ลูกน้องข้างๆแล้วตรงเข้ามาหาผมอีกครั้ง

ตุบ!

“อึก!” ไบรอันกำหมัดต่อยกระแทกท้องผมอย่างแรงจนจุก ร่างผมอ่อนยวบ ทรุดลงไปกองกับพื้น ผมจ้องไบรอันอย่างเคียดแค้น สาบานได้ว่าถ้าผมมีโอกาสเมื่อไหร่ล่ะก็ผมฆ่าเขาแน่

“หลับให้สบายล่ะ” ไบรอันพูดต่อก่อนจะมีบางอย่างกระแทกคอผมที่ท้ายทอยจนผมสลบไป

ผลัก!


.................................................................................................


ความคิดเห็น