facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 9 [100%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 9 [100%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.2k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2562 14:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 9 [100%] *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 9​ 

 

ตรงหน้าผมคือชายในชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยผม แต่ดูไม่ออกว่าคณะอะไรเพราะเขาไม่ได้ใส่เสื้อช็อป แต่ก็มีให้เดาอยู่ไม่กี่คณะหรอก เพราะคณะที่ไม่มีเสื้อช็อปก็มีแค่ศิลปศาสตร์ของผม บริหาร แล้วก็พวกการบัญชี แต่ผมเดาว่าหนุ่มหล่อมาดเนี๊ยบขนาดนี้คงไม่พ้นเด็กบริหาร 

ว่าแต่ไอ้พี่แทนมันทำอะไรของมันเนี่ย 

“มีอะไร” พี่แทนถามออกไปแบบนั้นพลางดึงผมไปยืนซ้อนหลังพี่มันไว้ อย่าถามถึงน้ำเสียงนะครับว่าแสดงความหาเรื่องมากเท่าไหร่ มีร้อยให้พันไปเลย 

“ผมมีเรื่องอยากคุยกับน้องคนข้างหลัง” 

“มึงมีอะไรก็คุยกับกูนี่” 

คนหนึ่งสุภาพเรียบร้อย ส่วนอีกคนก็สถุนไม่เกรงใจคำพูดเพราะๆ ของเขาเลย จนชายหนุ่มคนนั้นถึงกับผงะไปนิดในความเป็นกันเองเกินไปของไอ้พี่แทน 

“ผมไม่ได้มีธุระกับคุณ” ชายผู้สุภาพยังคงไม่ละความพยายาม จนผมที่อยากเดินออกไปถูกไอ้พี่แทนรั้งไว้อีกครั้ง 

“น้องมันก็ไม่มีธุระอะไรกับมึงเหมือนกัน หลบไปได้แล้ว พวกกูจะกลับ” 

“พี่ชื่อภพ อยู่บริหารปีสามครับ ไม่ทราบว่าน้องชื่ออะไร” ไอ้นี่ก็ไม่ได้สนใจหน้าโหดๆ ของไอ้พี่แทนเลยสักนิด ดันเอี้ยวตัวมองข้ามไอ้พี่แทนมาทางผม แถมแนะนำตัวเองเสร็จสรรพ 

ผมเดาถูกว่ะ เด็กบริหารจริงด้วย แต่พี่เขารู้ได้ยังไงวะว่าผมเป็นรุ่นน้อง 

“พี่เคยเจอเราที่ห้องชมรมภาษาญี่ปุ่นปีที่แล้ว พี่ไปเป็นเพื่อนเพื่อนที่ไปติว” 

“ขอโทษด้วยครับ แต่ผมจำไม่ได้” ตอนปีหนึ่งถ้ามีเหตุให้ต้องขึ้นห้องชมรมคงเพราะพวกรุ่นพี่ใช้ให้ขึ้นไปเอาของ เพราะตอนนั้นพวกผมยังไม่มีหน้าที่อะไร 

“ก็น่าจะจำไม่ได้หรอก เพราะเจอกันแค่แว๊บเดียวเอง แต่พี่จำเราได้นะ แม้จะไม่รู้ชื่อก็เถอะ” พี่ภพส่งยิ้มกว้างให้ผม ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะหายไปเพราะไอ้พี่แทนเขยิบเข้ามาบังผมไว้อีกครั้ง 

“เห็นหัวกูไหมเนี่ย” พี่มันเหลือบสายตามองผมแว่บหนึ่งอย่างดุๆ ก่อนจะหันไปจ้องหน้าพี่ภพ 

“แนะนำตัวเสร็จหรือยัง เสร็จแล้วก็หลบทางไห้พวกกูได้ละ” 

“แต่ผมยังไม่รู้ชื่อน้องเขาเลย” 

“ไม่ต้องรู้เว้ย! กูไม่ให้รู้ หลบ!” ไอ้พี่แทนตะโกนขึ้นเสียงดังจนคนแถวนั้นหันมามอง ก่อนจะดันไหล่พี่ภพให้หลบทางพลางลากผมให้รีบเดินตามไปด้วย 

“เดี๋ยวสิ ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย” แต่พี่ภพยังคงไม่ละความพยายาม เดินตามมาดักหน้าอยู่อย่างนั้น จนผมได้ยินไอ้พี่แทนสบถขึ้นมาอย่างไม่พอใจ 

“มึงจะเอายังไงเนี่ย กูบอกให้หลบ! หรือว่ายากเจ็บตัววะ” พี่แทนใช้มือข้างที่ว่างดันไหล่พี่ภพแรงๆ จนเขาผงะถอยไปด้านหลัง แต่ยังดีที่ไม่ล้มลงไป ผมที่ถูกกระชากตามแรงไปด้วยมองพี่มันอย่างตกใจ เพราะไม่เคยเห็นพี่มันโมโหมากแบบนี้มาก่อน 

“มึงใจเย็นๆ ก่อนสิวะ เป็นอะไรของมึงเนี่ย พี่เขาก็แค่ถามดีๆ” ผมเอ่ยบอกออกไปพลางรั้งแขนกลับมาเพื่อดึงให้ไอ้พี่แทนถอยออกมาด้วย 

พี่มันแทนไม่ตอบ แต่กัดฟันกรอดพร้อมจ้องหน้าพี่ภพอย่างไม่พอใจ ทั้งที่พี่เขายังไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด จนผมต้องกระตุกแขนเบาๆ เพื่อเรียกสติพี่มันอีกครั้ง 

“ถ้ามึงไม่อยากให้กูอาละวาดมากกว่านี้ก็กลับไปกับกู ไม่ต้องคุยกับมัน มึงด้วย...ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” ไอ้พี่แทนพูดขึ้นเสียงเย็น ก่อนจะลากผมเดินออกมา 

“โอ๊ย กูเจ็บ เบาๆ หน่อยสิวะ” ผมพยายามบิดข้อมือออกจากมือพี่มันเพราะบีบแน่นจนเจ็บไปหมดแล้ว ไอ้พี่แทนจึงคลายแรงลงหน่อย แต่ไม่ยอมปล่อยมือ 

พี่มันก้าวจ้ำพรวดๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก จนไปถึงรถ ผมหันกลับไปมองก็ไม่เห็นพี่ภพเดินตามมาแล้ว ความจริงเขาอาจจะแค่อยากทักธรรมดาๆ ตามประสาคนเคยเห็นหน้ากันก็ได้ ไอ้พี่แทนมันจะโมโหอะไรนักหนาวะ ทำอย่างกับหึงผมอย่างนั้นแหละ 

“อาลัยอาวรณ์มันนักรึไง จะเดินตามมันกลับไปไหมล่ะ!” เสียงไม่สบอารมณ์ดังขึ้นจนผมต้องหันหน้ากลับมามองหน้าพี่มันอีกครั้ง พบเข้ากับสายตาเชือดเฉือนเข้าพอดี 

“มึงโมโหอะไรของมึงเนี่ย พี่เขาก็แค่เข้ามาทักรึเปล่าวะ!” 

“ก็กูไม่ชอบ” 

“เด็กฉิบหาย แค่เพราะไม่ชอบก็เลยหาเรื่องเขาเนี่ยนะ เขาก็พูดกับมึงดีๆ ไม่ใช่หรือไง เห็นมีแต่มึงนั่นแหละที่บ้า พูดจากวนตีนเขา” 

“ก็มันมองมึง!” 

“แล้วไง มองแล้วมันทำไม เขามองแล้วผิวกูมันจะหลุดลอกออกมารึไง หรือว่ากูจะป่วยตายถ้ามีใครมองมากๆ” 

พี่มันส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างไม่พอใจ แม้ตอนนี้เราจะยืนอยู่ข้างรถพี่มันแล้ว แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าใครจะขึ้นรถก่อนเลย ผมปล่อยให้ไอ้พี่แทนสงบจิตสงบใจตัวเองลงก่อน เพราะถ้าอารมณ์ร้อนอย่างนี้ พูดกันก็มีแต่ยิ่งเถียงกันไปใหญ่ แม้มือมันจะยังกุมแขนผมไว้หลวมๆ ก็เถอะ 

เวลาผ่านไปสักพักจนพี่มันถอนหายใจออกมาดังเฮือก 

“เย็นลงบ้างหรือยัง” ผมตัดสินใจถามออกไปในที่สุด 

“อืม” แต่พี่มันยังคงตอบกลับมาห้วนๆ แล้วมันเรื่องอะไรที่ผมต้องมานั่งง้อมันด้วยวะ 

“แค่กูยอมให้มึงจีบ ไม่ได้หมายความว่ามึงจะมาทำท่าทางหวงกูแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นได้นะ กูไม่ใช่แฟนมึง” ผมพยายามทำเสียงปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอธิบายออกไปอย่างใจเย็น รู้ว่าร้อนไปก็มีแต่จะเพิ่มเชื้อไฟให้มากขึ้นเท่านั้น 

“แต่กูจีบมึงอยู่ กูก็ไม่อยากให้ใครเข้ามาจีบมึงเหมือน” ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะอย่างน้อยพี่มันก็ลดน้ำเสียงลงบ้างแล้ว 

“แล้วมึงหวงกูในฐานะอะไร แฟนกูก็ไม่ใช่” 

“ย้ำจัง” พี่มันพึมพำเบาๆ แต่ผมก็ได้ยินอยู่ดี 

ผมดึงข้อมือตัวเองกลับมาซึ่งครั้งนี้พี่มันยอมปล่อยแต่โดยดี พลางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อให้มันรู้ว่าผมเองก็มีพื้นที่ส่วนตัวของผม การที่ผมยอมให้พี่มันเข้ามาป้วนเปี้ยนวุ่นวายในชีวิตขนาดนี้ได้ก็ถือว่ามากพอแล้วนะ มันยังจำได้อยู่ใช่ไหมว่าเราเพิ่งรู้จึงกันแค่ไม่นานเท่าไหร่เอง 

“กูอนุญาตให้มึงเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของกูได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามึงจะเข้ามาทำลายความเป็นส่วนตัวของกู ชีวิตกูยังเป็นของกู กูอยากรู้จักหรือทำความรู้จักกับใครมันก็เรื่องของกู มึงไม่มีสิทธิ์ห้าม เข้าใจที่กูพูดไหม?” 

“...” พี่มันไม่ตอบและไม่ยอมมองหน้าผมตรงๆ เอาแต่เสมองไปทางอื่นอย่างนั้น แต่ผมรู้ว่ามันเข้าใจสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อ 

“มึงควรควบคุมตัวเองให้ได้มากกว่านี้หน่อย คงไม่อยากให้กูอึดอัดจนต้องถอยออกมาหรอกนะ” 

“แต่มึงเพิ่งให้โอกาสกูเองนะ” พี่มันแย้งขึ้นมาทันควัน ก่อนก้าวเข้าหาผมอีกก้าวจนระยะห่างของเราเท่าเดิม 

“แล้วมึงก็กำลังจะทำพังตั้งแต่วันแรกนี่ไง” 

ที่ผมพูด ที่ผมอธิบาย นั่นเพราะผมอยากให้เราเข้าใจตรงกัน ไม่ว่าพี่มันหรือผมจะต่างคนต่างมีแผนการอะไรอยู่ แต่ในเมื่อพี่มันยืนยันจะมาเจอผมทั้งเช้าสายบ่ายเย็นนั่นเท่ากับว่า เราจำเป็นต้องมีขีดจำกัดของกันและกันด้วย ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ทำตามใจตัวเองไปซะหมด 

ไอ้พี่แทนถอนหายใจออกมาหนักๆ ก่อนจะยอมหันกลับมาสบตาผมในที่สุด 

“กู...ขอโทษ” 

แค่นี้แหละครับที่ผมอยากได้ยิน แค่ให้รู้ว่าตัวเองผิดและยอมรับให้ได้ ไม่ใช่ใช้แต่อารมณ์ตันสินใจ 

“ครั้งต่อไปกูจะเป็นคนตัดสินใจเอง ว่ากูจะบอกชื่อใครได้บ้าง โอเคไหม?” 

“...อืม” หงอยเป็นหมาเหงาไปเลย ผมรู้ว่ามันไม่เต็มใจกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ แต่มันจะทำอะไรได้ล่ะครับ ผมถือไผ่เหนือกว่าอยู่เห็นๆ 

“กูแค่บอกชื่อ ไม่ได้บอกเบอร์โทร เบอร์ห้องสักหน่อย มึงคิดว่าเขารู้แค่ชื่อแล้วเขาจะทำอะไรได้วะ” คำพูดของผมทำเอาไอ้พี่แทนดวงตาเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อสักครู่ยังตีหน้าเศร้าอยู่หยกๆ ไอ้ผมที่เห็นพี่มันหูตั้งหางกระดิกก็พลอยเบาใจไปด้วย 

อย่างน้อยก็ไม่ต้องทะเลาะล่ะนะ 

“มึงไม่ได้สนใจเขาใช่ไหม” 

“สนใจบ้าอะไรล่ะ หน้าเขากูยังจำไม่ได้เลย ถ้าเขาไม่แนะนำตัวเอง” ผมคิดแบบนั้นจริงๆ อีกอย่างผมเป็นผู้ชาย ให้สนใจผู้ชายด้วยกันได้ยังไง... 

ไอ้พี่แทนยิ้มกว้างออกมาอีกครั้งก่อนจะปลดล็อกรถและเปิดประตูให้ผมขึ้นไปพร้อมปิดประตูให้เสร็จสรรพ และเดินไปนั่งประจำที่ของตัวเอง ได้แต่ถอนหายใจกับอารมณ์แปรปรวนของพี่มัน ผมยกข้อมือข้างที่โดนบีบขึ้นมองก็พบว่ามีรอยแดงจางๆ เกิดขึ้น บีบมาได้ไม่เบาแรงเลย หวังว่ามันคงไม่ช้ำหรอกนะ 

ไอ้พี่แทนคงสังเกตได้จากทางหางตาว่าผมลูบแขนข้างที่มันบีบอยู่ จึงเอื้อมมือข้างที่ว่างมาจับแขนผมยกขึ้นเข้าไปจ่อใกล้ๆ ปากของมันเอง และเป่าออกมาเบาๆ 

“เจ็บไหม...ขอโทษนะ” 

บริเวณข้อแขนที่ถูกพี่มันเป่าร้อนผ่าวขึ้นมาทันควัน ไม่ต่างอะไรจากใบหน้าของผมสักนิด มันทำบ้าอะไรของมันวะ ทำเหมือนผมเป็นเด็ก คิดว่าเป่าแล้วรอยแดงจะหายไปได้หรือไง 

แม่ง... แล้วผมจะใจเต้นแรงทำไมเนี่ย 

ผมที่กำลังชักมือกลับถูกพี่มันขืนเอาไว้ และประทับริมฝีปากลงตามมา ความอ่อนนุ่มที่สัมผัสทำเอาผมถึงกับลมหายใจสะดุดกึก หันมองการกระทำของพี่มันอย่างตกใจ แต่ไอ้พี่แทนยังคงมองไปยังถนนและยิ้มอ่อนออกมาเท่านั้น 

“กูก็แค่กลัว... มันหล่อ แถมยังสุภาพ ท่าทางนิสัยก็ดี แตกต่างจากกูลิบลับ ถ้ามึงเกิดไปชอบมันแล้วกูจะทำยังไง” อยู่ๆ พี่มันก็อธิบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ขึ้นมาทั้งที่ยังจับมือผมแนบปากมันค้างอยู่อย่างนั้น 

“กูรู้ว่ากูกวนตีน อารมณ์ร้อน นิสัยเสีย แถมยังปากไม่ดีอีก ถ้ามึงเจอคนที่ดีกว่าแล้วถอดใจกับกูกูคงแย่ กูถึงไม่อยากให้ใครเข้าใกล้มึง ไม่ว่ามันจะมาดีหรือมาร้าย จะแค่อยากรู้จักหรืออยากมากกว่านั้นกูก็ไม่ชอบ ไม่อยากให้มึงคุยกับผู้ชายคนไหน ถ้าเป็นไปได้กูยากจะขังมึงเอาไว้ในห้องคนเดียวจริงๆ นะ” 

ทุกครั้งที่พี่มันพูด ปากพี่มันจะขยับและสัมผัสกับหลังมือผมไปด้วย ถามว่าตายไหมครับ ...ผมเนี่ยตายไหม หัวใจกำลังจะวายอยู่แล้ว ยิ่งคำพูดที่ชวนให้คิดไปไกลนั่นอีก นับเป็นประโยคยาวๆ ประโยคแรกที่ผมได้ฟังจากพี่มันก็ว่าได้ แถมเป็นประโยคที่ทำให้หัวใจทำงานหนักจนเกินไปอีกแล้ว 

“กูไม่ใช่นักโทษ จะมาขังกันได้ไง” ผมอ้อมแอ้มตอบกลับไปเสียงเบา 

“ก็กูหวง” 

“...” 

“แค่ไอ้ต้นคนเดียวก็พอแล้ว นี่ยังมีไอ้ภพห่าเหวอะไรเพิ่มขึ้นมาอีก เชื่อเถอะว่าถ้าวันนี้มันได้รู้ชื่อ มันต้องตามมึงไปถึงคณะแน่ๆ” 

“มึงนี่ก็ขี้มโนเนอะ เพ้อเจ้อเก่งไปแล้ว เลิกคุยเรื่องนี้เหอะว่ะ” พูดจบพลางดึงมือตัวเองกลับมากุมไว้ตามดิม พลางลูบหลังมือตรงที่พี่มันจูบ หวังให้ความร้อนวูบวาบหายไปเร็วๆ ไอ้พี่แทนที่กำลังขับรถหันหน้ามามองผมยิ้มๆ 

“เขินอะดิ” 

ไม่เขินก็บ้าแล้ว! เล่นพูดออกมาซะขนาดนี้ แต่เรื่องอะไรที่ผมจะบอกให้พี่มันเหลิงเล่นๆ ล่ะ จึงเสหน้ามองออกไปด้านนอกโดยไม่ตอบอะไร แต่ก็ยังอุตส่าห์เห็นเงาสะท้อนใบหน้ายิ้มกริ่มของพี่มันอยู่ดี ดูเอาเถอะครับ เมื่อกี้ยังโมโหผมหัวฟัดหัวเหวี่ยง ทีตอนนี้ล่ะยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิง ใครจะไปตามอารมณ์พี่มันทัน 

เมื่อถึงหอไอ้พี่แทนก็เดินมาส่งผมจนถึงหน้าห้อง พลางบอกว่าเอกสารต่างๆ ที่ฝากไว้เดี๋ยวพี่มันเอาลงมาให้วันพรุ่งนี้ตอนลงมารับ ใช่ครับ มันจะมารับผมที่หน้าห้องเพื่อไปเรียนพร้อมกัน จนผมต้องโทรไปหาไอ้ปั้นว่าจะไปเรียนพร้อมพี่มัน ไม่พ้นโดนไอ้เพื่อนเวรล้อกลับมาอีก มันซักไซร้ไล่เรียงเรื่องราวต่างๆ ของผมกับไอ้พี่แทน ซึ่งผมก็เล่ารายละเอียดทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้มันฟังด้วย เพราะไอ้ปั้นเป็นเพื่อนสนิทที่ผมไว้ใจมากที่สุด 

(“สรุปว่าไอ้ต้นอกหัก”) ไอ้ปั้นพูดขึ้นขำๆ 

“กูเห็นมันเป็นแค่เพื่อน มึงก็รู้ ถึงไม่มีเรื่องไอ้พี่แทนเข้ามากูก็มองมันเหมือนเดิม” 

(“แล้วมึงมองไอ้พี่แทนในฐานะพิเศษกว่านั้นว่างั้น”) 

“...เห้อ ไม่รู้วะ กูเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำแบบนี้เพื่ออะไร เพื่อเอาชนะเหรอวะ แล้วถ้ากูชนะกูจะได้อะไร แค่ความสะใจเท่านั้นเหรอ” 

(“ถามกูแล้วกูจะตอบได้ยังไง ถามใจตัวมึงเองดีกว่า”) 

“กูสับสนว่ะ ถ้ากูแค่อยากเอาชนะ แล้วกูจำเป็นต้องใจเต้นแรงทุกครั้งกับทุกอย่างที่มันทำให้ด้วยเหรอวะ” 

(“กูถึงบอกไงว่าให้มึงระวังตัว แล้วการที่มึงไปจูบมันก่อนแบบนั้นก็เข้าทางมันเลยสิ ต่อไปนี้มันรุกมึงหนักแน่ๆ แล้วที่นี้ใครล่ะจะหวั่นไหวก่อนถ้าไม่ใช่มึง”) 

“โว้ยยย กูไม่รู้!” 

ใช่ว่าผมไม่หงุดหงิดตัวเองนะครับ ทั้งที่อยากทำให้ทุกอย่างมันชัดเจน แต่กลับกลายเป็นยิ่งคลุมเครือมากขึ้นไปอีก ทั้งที่คิดว่าควบคุมหัวใจตัวเองได้ ...แต่กลับไม่เลย 

(“เออๆ ไม่ต้องคิดมาก นอนเอาแรงก่อน พรุ่งนี้ค่อยมานั่งคิดว่าจะสู้กับพี่มันยังไงต่อดี”) 

“อืม เจอกันที่คณะนะมึง” 

(“อืม”) 

ไอ้ปั้นรับคำก่อนจะวางสายไป ได้คุยได้ระบายกับมันก็ทำให้พอสบายใจขึ้นได้บ้าง อย่างน้อยก็มีมันนี่ละครับที่คอยรับฟังผมทุกอย่าง สนิทกันมากจนบางครั้งเพื่อนๆ ยังล้อว่ามันกับผมเป็นแฟนกัน แต่ถุยเถอะ! แค่คิดก็ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว 

ผมอาบน้ำแต่งชุดนอนเรียบร้อย ล้มตัวลงนอนบนเตีลงพลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทั้งหมด ทุกคำพูดที่ไอ้พี่แทนบอกกับผม ผมไม่รู้ว่ามันออกมาจากใจจริงๆ หรือเพราะว่ารองเท้าพวกนั้นกันแน่ แต่ถามว่าฐานะอย่างพี่มันรองเท้าแค่ไม่กี่คู่ซื้อใส่เองไม่ได้หรือไง ทำไมต้องมาคอยพยายามอะไรมากมายเพื่อให้ผมชอบพี่มันด้วย 

แค่เพราะความสะใจเท่านั้นเหรอ 

หรือว่าพี่มันชอบผมจริงๆ ...? 

ถ้าลองคิดแบบเข้าข้างตัวเอง แล้วเหตุผลอะไรล่ะที่จะทำให้พี่มันชอบผมได้ พี่มันชอบผู้หญิงแถมกิตติศัพท์ที่ได้ยินจากบรรดาสาวๆ ที่เอาแต่พร่ำเพ้อถึงมันก็ไม่ใช่ธรรมดา คนที่ฟันหญิงมาเป็นสิบจะลงเอยกับผู้ชายได้ยังไง ผมมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลย 

ถ้าผมมีนม หุ่นดี สวย แบบมิสทิฟฟานี่ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่คือชิตะนะเว้ย ชายทั้งแท่งห่างไกลจากความน่ารักแบบนั้นไกลลิบ ส่วนเว้าส่วนโค้งอะไรก็ไม่มี แล้วอะไรที่ดึงดูดให้พี่มันชอบผมได้วะ 

จากเหตุผลที่คิดได้ทั้งหมดทั้งมวลนี่สรุปได้ว่ามันไม่มีทางชอบผมแน่ๆ 

จริงไหม? 

โว้ยยย ปวดหัว 

เลิกคิด 

ปล่อยให้เรื่องที่ยังไม่เกิดมันเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ไปก่อนก็แล้ว ผมก็แค่...ดูแลหัวใจตัวเองให้ดีก็พอ 

 

 

 

TBC 

................................... 

ไม่ชอบความคลุมเครือแบบนี้เลยเนอะ แต่ทำยังไงได้ล่ะ 

อ่านใจคนก็ไม่ได้ด้วยสิ 

สู้ๆ นะจ๊ะ เด็กน้อย 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว