ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : ) ฝากติดตามใน ReadAwrite ด้วยนะคะ https://www.readawrite.com/a/edfbe1afcf9246bb0d40eb4d8027d90f

บทที่ 22 : ความจริงที่เริ่มก่อตัว

ชื่อตอน : บทที่ 22 : ความจริงที่เริ่มก่อตัว

คำค้น : Yuri

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 223

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ส.ค. 2560 23:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 : ความจริงที่เริ่มก่อตัว
แบบอักษร

27 กันยายน 1940

เสียงฝีเท้าดังระงมไปทั่วกระทรวงตั้งแต่เช้า หลังจากคำสั่งบุกโจมตีกรุงลอนดอนเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เยอรมันก็ยังไม่สามารถยึดน่านฟ้าของอังกฤษได้ แถมยังโดนโจมตีกลับจนต้องถอยทัพไม่เป็นท่า

แต่ก็ยังมีเรื่องที่น่ายินดีสำหรับเยอรมันอยู่ไม่น้อย  เพราะวันนี้เป็นวันลงนามสนธิสัญญาไตรภาคีโดยมีตัวแทนจากเยอรมัน อิตาลีและญี่ปุ่นเข้าร่วม ฮิตเลอร์จึงเรียกประชุมด่วน ทำให้นายทหารและคณะรัฐมนตรีต้องรีบเดินทางมาร่วมประชุมกันอย่างเนื่องแน่น

“ให้ตายสิ... เรียกประชุมไม่เกรงใจคนอยู่ไกลอย่างเราเลย”

“ระวังคำพูดหน่อย”

“รู้แล้วน่า”

เออร์วินปรายตามองนายพลแกร์ดที่กำลังนั่งหน้าบอกบุญไม่รับ เพราะระยะทางที่ทั้งคู่เดินทางจากชายแดนมายังเมืองหลวงไม่ใช่สั้นๆ ขนาดมีเครื่องบินมารับก็ต้องใช้เวลาเดินทางข้ามวันข้ามคืนเลยทีเดียว นอกจากจะไม่ได้พักแล้ว ยังต้องมาประชุมแต่เช้า ทั้งๆที่พวกเขาพึ่งถึงเบอร์ลินได้ไม่ถึง 10 นาที!

“จะพูดอะไรก็ต้องระวัง ตอนนี้เราไม่สามารถไว้ใจใครได้แล้วนะ อย่าลืมสิ”

“ระแวงพวกเดียว.... เฮ้อ ทั้งชีวิตฉันไม่เคยรู้สึกอึดอัดแบบนี้มาก่อน”

“สงครามก็แบบนี้แหละ มิตรภาพและการทรยศ เป็นของคู่กัน”

“เหอะ...”

แกร์ดอุทานเบาๆอย่างหงุดหงิด ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นชายหนุ่มผมทองร่างสูงโปร่งที่กำลังยืนอยู่ตรงประตูทางเข้า

“อ่ะ นั่น...ลูกชายแก”

“หื้อ?”

เออร์วินหันมองไปตามทิศที่นายพลแกร์ดชี้ ดวงตาคมมองเห็นลูกชายคนเดียวของตนยืนคุยกับนายทหารคนหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ

“ทหารที่คุยกับลูกนาย ถ้าฉันจำไม่ผิด... เป็นลูกชายของรัฐมนตรีกระทรวงคลังอาวุธนิ”

“รัฐมนตรีสเพียร์?”

“รู้สึกว่าลูกชายจะชื่อ อัลเบิร์ต จูเนียร์ สเพียร์

“ดูนายรอบรู้ซะเหลือเกินนะ”

“ขอบคุณสำหรับคำชม”

แกร์ดยกไหล่ ก่อนจะหันไปตั้งหน้าตั้งตาเตรียมฟังท่านผู้นำปราศรัย เออร์วินยังคงตีหน้านิ่ง แต่ในใจกลับว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก เพราะรู้จักนิสัยของลูกดี การที่แมนเฟร์ดจะเข้าหาใครจะต้องหวังผลประโยชน์ตอบแทนเสมอ และการผูกสัมพันธ์กับลูกชายรัฐมนตรีนั้นก็คงจะต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างแน่นอน

ผ่านไปประมาณ 5 นาที องค์ประชุมก็มากันครบถ้วนและตัวแทนจากต่างประเทศก็มาพร้อมที่จะประชุมแล้ว ทหารองค์รักษ์จึงเดินไปตามท่านผู้นำขึ้นประชุม ซึ่งตรงเวลาที่กำหนดไว้พอดิบพอดี

ท่านผู้นำวัยกลางคนผู้มีหนวดเป็นเอกลักษณ์เดินตรงมายังสเตเดียมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ถัดมาเป็นหญิงสาวร่างเพรียวผู้ที่ได้ฉายา เจ้าหญิงแห่งกองบิน ก็เดินตามท่านมาติดๆ ด้วยท่าทางที่สุขุมและสง่างามสมกับตำแหน่งเลขาส่วนตัวและผู้การแห่งกองบินพลเรือน ทำให้เออร์วินอดที่จะชื่นชมไม่ได้

แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ หญิงสาวร่างสูงที่เดินมายืนอยู่ข้างหลังผู้การสาวอย่างใกล้ชิด หญิงสาวผู้มีใบหน้าคมคายและทรงผมสั้นสีทองดำ แต่งกายด้วยชุดทหารเอสเอสเต็มยศ สร้างความสงสัยระคนแปลกใจให้แก่ทุกคนในที่ประชุมเป็นอย่างมาก รวมถึงสองนายพลด้วยเช่นกัน

“ลูก...”

“ถ้านายพูดอีกคำเดียว ฉันจะต่อยปากนาย”

แกร์ดทำท่าจะหันมาแซว แต่ก็โดนเออร์วินพูดคอได้ทัน อัศวินดำแห่งเยอรมันเลยจำใจต้องเบือนหน้าไปสนใจการประชุมต่ออย่างหมดอารมณ์

ถึงปากจะว่าเพื่อนไปแบบนั้น แต่ในใจเออร์วินกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ...

พอขึ้นมาบนสเตเดียม ฮิตเลอร์ก็เริ่มปราศรัยทันที ส่วนฮันน่ากับโลเวลก็ยืนอยู่ด้านหลังถัดจากท่านผู้นำประมาณ 5 ก้าว

โลเวลมองซ้ายมองขวาด้วยความประหม่าเล็กน้อย ถึงจะเคยเข้าร่วมประชุมใหญ่แบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่สถานะมันต่างกัน ตอนนั้นเขาเป็นเพียงผู้มาแทนพันเอก แต่ครั้งนี้เขามาในฐานะ บอร์ดี้การ์ดส่วนตัวของเลขาท่านผู้นำ ซึ่งก็พ่วงตำแหน่งองค์รักษ์ท่านผู้นำไปด้วยนั่นเอง

ฮันน่าปรายตามองคนรักเล็กน้อย หญิงสาวแอบอมยิ้มอย่างมีความสุข ต่อไปนี้ไม่ว่าเธอจะไปไหนก็จะมีโลเวลติดตามเธอไปทุกที่ โดยที่ไม่มีใครสงสัยหรือถูกจับผิดใดๆ

มือสวยเอื้อมไปสะกิดมือของคนที่อยู่เยื้องหลังเธอไปนิดหนึ่ง จากที่มองซ้ายมองขวา โลเวลก็หันมาสนใจหญิงสาวตรงหน้าแทน และเขาก็สะกิดเธอตอบ ทั้งคู่อมยิ้มให้กันเล็กน้อย ก่อนจะผละออกจากกันเพื่อไม่ให้ใครเห็น

นัยน์ตามรกตมองไปรอบๆบริเวณ เพื่อสังเกตการณ์ และสายตาก็ดันไปสะดุดกับดวงตาคมคู่หนึ่งที่มีลักษณะเช่นเดียวกันจ้องมองกลับ

กลับมาตั้งแต่เมื่อไรกันนะ?

โลเวลมองสบตากับนายพลผู้ที่มีสายเลือดเดียวกัน เออร์วินเองก็มองกลับเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างมองตากันและกัน คนหนึ่งมองด้วยความโกรธแค้นและต้องการเอาชนะ แต่อีกคนกลับมองด้วยสายตาว่างเปล่า

โอหังสิ้นดี... เหมือนแม่มันไม่มีผิด!

ฮันน่ามองท่านผู้นำปราศรัยด้วยสายตาชื่นชม เธอรู้สึกภูมิใจแทนชาวเยอรมันที่มีท่านผู้นำที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ผู้นำที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ แม้กระทั่งสละทิ้งซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่ออุดมการณ์อันกล้าแกร่ง

เธอเชื่อว่า สักวันเยอรมันจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง... ด้วยฝีมือของคนที่ชื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

แต่ทว่า... ระหว่างกำลังเซ็นลงนามอยู่นั้น นัยน์ตาสีม่วงคู่สวยก็สังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติของคนสองกลุ่มที่นั่งห่างกันคนละฝั่ง แต่แสดงสีหน้าและปฏิกิริยาเหมือนกัน คือ ก้มหน้า

กลุ่มแรก คือ กลุ่มของรัฐมนตรีเก่าแก่บางคน

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มนายพลทหารดั้งเดิมที่ใกล้เกษียณจำนวนหนึ่ง

คนพวกนี้ไม่ได้สนใจการลงนามเลยสักนิด ถึงจะไม่แสดงออกมามาก แต่ก็ใช่ว่าสายตาอย่างเธอจะมองไม่เห็น ... เธอถูกสั่งสอนมามากมาย และผ่านอะไรมาเยอะแยะ แต่ก็ไม่คิดว่าจะต้องมาอยู่ในสภาวะระแวงพวกเดียวกันเองแบบนี้เช่นกัน

‘กองทัพมีหนอนบ่อนไส้’

คำพูดของคนรักดูท่าจะเป็นจริงทุกอย่าง โลเวลไม่เคยพูดอะไรแล้วไม่เป็นอย่างนั้น ทุกคำพูดของเขาจะถูกกลั่นกรองออกมาอย่างดี และนั่นมันทำให้เธอมั่นใจได้ว่า [b]คำพูดของโลเวลเชื่อถือได้เสมอ[/b]

นอกจากจะเห็นกลุ่มที่น่าสงสัยแล้ว ฮันน่ายังเห็นคนๆหนึ่งที่รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา ชายหนุ่มผมทองที่ยืนอยู่ข้างๆพันโทหนุ่มนาม แมนเฟร็ด พี่ชายคู่อริของคนรัก

ฮันน่าหรี่ตามองทหารหนุ่มคนนั้นไม่วางตา ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้

ทหารในบาร์เมื่อคืนนั้นนี่นา

อยู่หน่วยเดียวกับพี่ชายโลเวลหรอเนี่ย

ชักจะไม่ดีแล้วสิ

.

.

.

ตึก.... ตึก.... ตึก....

เสียงย่องเบาของคนสามคน ค่อยๆ เดินขะยุกๆ เข้าไปในห้องพักส่วนตัวของนายทหารชั้นนายพลคนหนึ่ง เนื่องจากวันนี้เป็นวันลงนามสนธิสัญญา ดังนั้นนายทหารหลายคนจึงไปประชุมกันเกือบหมด เหลือไว้แค่ทหารเฝ้ายามแค่ไม่กี่คน

ทำให้พวกเขาไม่ทันสังเกตว่ามีคนแปลกปลอมหลุดรอดเข้ามาถึงข้างในกระทรวงแล้ว

ร่างใหญ่สองในสามช่วยกันเหงมประตูออกทีละนิดๆ อย่างเบามือ จนพอเปิดช่องให้เข้าได้

“ดูต้นทางให้ด้วย”

“ครับ”

เจ้าของร่างโปร่งออกคำสั่งแก่คนของตน ก่อนจะรีบแทรกตัวเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ชายหนุ่มสองคนแสร้งยืนเป็นยามเฝ้าประตูเพื่อระวังภัยอย่างแนบเนียน เพราะชุดที่ใส่มาเป็นเครื่องแบบทหารเฝ้ายามนั่นเอง

พอเข้ามาในห้องได้แล้ว ร่างโปร่งก็ถอดหมวกออก เผยให้เห็นเรือนผมสีแดงเข้มที่บ่งบอกให้รู้ว่า ไม่ใช่คนเยอรมันแน่นอน

กึก ... พรึบ พรึบ

“อยู่ไหนนะ”

เกว็นเน็ธบ่นพึมพำ ขณะรื้อสิ่งของบนโต๊ะทำงานของนายพล เธอเข้ามาที่นี้เพื่อหาบางอย่างตามคำสั่ง ซึ่งของที่เธอหาคือเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับแผนการต่อไปของเยอรมัน  เพื่อจะได้ส่งข่าวกลับไปยังอังกฤษ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะนายพลคนนี้ดูจะเก็บของมิดชิดซะเหลือเกิน

“ฉันไม่ยอมมาเสียเที่ยวแน่”

สาวผมแดงยังคงตั้งหน้าตั้งตาหาต่อไปอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งไปเจอจดหมายซองหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ เธอจึงไม่รอช้า คว้ามันขึ้นมาเปิดอ่าน

คำสั่งส่งตัวไปแอฟริกา...

เกว็นเน็ธไล่อ่านคราวๆ เธอไม่ได้เก่งภาษาเยอรมัน แต่ก็บอกแปลออกได้บ้างเป็นบางตัว เธอจับใจความได้ประมาณว่า นายพลเจ้าของห้องนี้จะได้ไปบัญชาการทหารรบที่แอฟริกาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นอกนั้นเธอก็ไม่สามารถแปลออกได้ จึงตัดสินใจเก็บจดหมายนั้นไปด้วย

ตึกๆ

“หาเจอยังครับ”  เสียงคนของเธอเคาะประตูเตือน “ใกล้เวลาเปลี่ยนเวรยามแล้ว เกรงว่าเราจะออกไปไม่ทัน”

“รู้แล้วๆ ขออีก 1 นาที” เกว็นเน็ธกระซิบบอกเสียงเบา และตั้งหน้าตั้งตาหาต่อไป  

โธ่เอ้ย.... ขอเถอะ อะไรก็ได้ที่พอจะเป็นเบาะแสให้กองทัพ

เกว็นเน็ธภาวนาในใจ หวังจะให้พระเจ้าเมตตาช่วยเหลือเธอในครั้งนี้ และดูเหมือนคำขอจะสัมฤทธิ์ผลเร็วเกินคาด เมื่อดวงตาคมกล้าเหลือบไปเห็นกระดาษใบหนึ่งที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่ ปกติแล้วถ้าขยำแบบนี้ก็น่าจะทิ้งใส่ถังขยะ ไม่ก็เขวี้ยงไปไกลๆ  แต่มันกลับถูกวางอยู่บนโต๊ะทำงาน จะบอกว่าขยำแล้วลืมทิ้งก็มีความเป็นได้

“จะไม่ทันแล้วนะครับ” เสียงเตือนดังขึ้นอีกครั้ง

เกว็นเน็ธมีเวลาตัดสินใจแค่เสี้ยววินาที เธอคว้ากระดาษยูยี่แผ่นนั้นขึ้นมาสอดใส่ในเสื้อโค้ดทหารของเธอ ก่อนจะรีบแทรกตัวออกจากห้อง

“อีกไม่นานทหารลาดตระเวนจะผ่านตรงนี้ รีบไปกันเถอะ”

“รับทราบครับ”

ทั้งสามคนพยายามเดินให้กลมกลืนกับทหารคนอื่นๆอย่างแนบเนียน ต้องขอบคุณชุดทหารเยอรมันที่ได้มาจากองค์กรใต้ดินที่คุณหมอไปเข้าร่วม ไม่เช่นนั้นภารกิจคงไม่ง่ายแบบนี้

เมื่อพ้นสายตาของคนอื่น ทั้งสามคนก็รีบเดินออกจากกระทรวงทันที และพุ่งตรงไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในรถที่จอดหลบอยู่ไม่ไกลจากกระทรวง ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกและมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลทันที

.

.

.

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม สองทหารหนุ่มแห่งหน่วยรบโทเทนคอฟก็รีบเดินกลับไปยังห้องบัญชาการของหน่วยตัวเอง

แมนเฟร็ดทิ้งตัวนั่งบนเก้าทำงานตัวเอง ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายใจ ผิดกับชายหนุ่มอีกคนที่กำลังเดินกระสับกระส่าย

“นี่มันเรื่องบ้าอะไร... ทำไมคุณถึงไม่ยอมให้ผมบอกความจริงทั้งหมด!”

“ใจเย็นก่อนสิอัลเบิร์ต”

“ใจเย็นงั้นหรอ? ... คุณไม่เห็นหน้ายัยนั่นหรือไง มันกล้าเสนอหน้ามายืนเคียงข้างผู้การไรทซ์ของผมนะ!!!”

อัลเบิร์ตระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเก็บไม่อยู่ คราแรกที่เห็นโลเวลเดินตามผู้การไรทซ์ เขาก็แทบจะถลาเข้าไปลากยัยนั่นออกมาสั่งสอนที่กล้ามายุ่งกับผู้หญิงที่เขาหมายปอง แต่ก็โดนแมนเฟร์ดห้ามไว้ได้ทัน

“นายน่ะ มันอ่อนหัดเกินไป”

“นี่คุณหลอกด่าผมหรอ?!”

อัลเบิร์ตเอ่ยถามด้วยสายตาขุ่นเคือง แต่แมนเฟร์ดไม่ตอบ เขาเอาแต่ยกยิ้มอย่างมีความสุข ยิ่งเพิ่มความโมโหให้แก่อัลเบิร์ตเป็นอย่างมาก

“คุณตั้งใจกวนประสาทผมใช่ไหม!”

“เปล่า” แมนเฟร์ดพูดเสียงเรียบ พลางลุกขึ้นเต็มความสูง และเดินมาประจันหน้ากับอีกฝ่าย ทำให้อัลเบิร์ตผงะเล็กน้อยด้วยความยำเกรง

“ฉันไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมนายถึงไม่เคยเอาชนะโลเวลได้” แมนเฟร็ดพูด พร้อมกับส่งสายตาดูแคลน

“ว่าไงนะ!”

“นายคิดตื้อเกินไป ...จำไว้นะ จะจัดการใครสักคน ไม่จำเป็นต้องเปิดไผ่หมดตัก เราต้องปล่อยให้ทุกอย่างมันดำเนินไป เราแค่คอยคุมเกมส์อยู่เงียบๆ และมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความสะใจดีกว่า”

แมนเฟร็ดเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก พาให้คนฟังรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก อัลเบิร์ตตวัตตามองค้อนคนที่มียศสูงกว่า เขาเห็นแววตาคมกล้าที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์อย่างเห็นได้ชัด

“ถ้านายอยากได้ผู้การไรทซ์มาครอบครอง ... นายต้องฟังฉัน”

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น นายไม่เชื่อใจฉันหรือไง”

“เปล่าครับ” อัลเบิร์ตหลุบตาต่ำ “ผมแค่ไม่เข้าใจ...”

“ไม่ต้องห่วง เรามีศัตรูคนเดียวกัน ฉันไม่ทำให้นายผิดหวังแน่”

“แต่ยัยนั่นเป็นน้องสาวของคุณไม่ใช่หรอ”

แมนเฟร์ดหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของชายหนุ่มดังทุ้มราวกับมัจจุราช  ดวงตาคมสีน้ำทะเลแผดกร้าวด้วยความเคียดแค้นและแข็งกล้าอย่างน่ากลัว

“ก็เพราะเป็นน้องสาวไง ฉันถึงต้องกำจัดมันไปให้พ้นๆ”

“กำจัดสายเลือดวิปริตให้ออกไปจากวงศ์ตระกูล”

.

.

.

“ไม่ได้พบกันตั้งนาน สบายดีนะ”

เสียงอันทรงอำนาจเอ่ยทักสองนายพลแห่งกองทัพด้วยความสนิทสนม หลังจากที่การประชุมสนธิสัญญาเสร็จสิ้นและผ่านไปได้ด้วยดี เขาก็รีบเดินมาทักทายสองนายพลทันที โดยมีฮันน่าและบอร์ดี้การ์ดของเธอตามมาด้วย

“ไฮล์ ฮิตเลอร์!” สองนายพลกล่าวสดุดีท่านผู้นำเสียงดังฟังชัด

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านเป็นห่วงพวกเราสองคน”

นายพลเออร์วินกล่าวตอบ แต่ก็แอบปรายตามองสาวร่างสูงที่ยืนนิ่งอยู่ข้างหลังผู้การไรทซ์ ซึ่งคนที่ถูกมองเองก็รู้ตัว แถมยังจ้องมองกลับอย่างไม่กลัวเช่นกัน

“จะไม่ให้ห่วงได้ยังไง พวกนายคือกำลังสำคัญของกองทัพ ถ้าไม่มีพวกนาย เราคงมาถึงจุดนี้ไม่ได้”

ฮิตเลอร์พูดไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี เพราะการประชุมในวันนี้เป็นการเพิ่มกำลังของเยอรมันเป็นหลายเท่า และพร้อมที่จะต่อกรกับประเทศต่างๆที่เป็นปรปักษ์

“พวกท่านคงเหนื่อยกับการเดินทาง ดิฉันต้องขออภัยด้วยนะคะที่แจ้งเรื่องกระชั้นชิดเกินไป”

ฮันน่าโค้งตัวอย่างสุภาพให้สองนายพลมองด้วยความชื่นชม แม้จะมียศเป็นถึงผู้การ แต่เธอก็ยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อาวุโสกว่าเสมอ

“ไม่เป็นไร ผู้การ... พวกเราสบายมาก” นายพลแกร์ดตอบ “ว่าแต่ผู้หมวดมาทำอะไรที่นี้ด้วยล่ะ?”

โลเวลสะดุ้งเล็กน้อย เพราะมัวแต่จ้องมองนายพลอีกคน “ดิฉันรับหน้าที่เป็นบอร์ดี้การ์ดของผู้การไรท์ซค่ะ”

แกร์ดเลิกคิ้วมองหญิงสาวสองคนสลับไปมา ก่อนจะอมยิ้มเล็กๆที่มุมปาก ... เขาไม่รู้หรอกนะว่าระหว่างที่ไม่อยู่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่แน่ๆ มันคงเป็นเรื่องดีสำหรับหญิงสาวร่างเพรียวที่ยืนหน้าแดงอยู่ตรงหน้าเขา

“งั้นหรอ... ดีแล้วล่ะ หมวดเป็นคนเก่ง ท่านโชคดีมากเลยนะครับที่มีคนแบบนี้คอยติดตาม”

“ฉันก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”

ฮิตเลอร์หันไปยิ้มกับโลเวล มืออันทรงอำนาจจับบ่าของร่างสูงและออกแรงบีบเบาๆ โลเวลยืนตัวแข็งทื่อ ทำตัวไม่ถูก คำชมจากสองผู้ยิ่งใหญ่ทำให้ร่างสูงอดรู้สึกภูมิใจในตัวเองไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องถ่อมตนไว้ก่อน

“ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ... ดิฉันจะทำหน้าที่นี้ให้สุดความสามารถ”

“มันต้องอย่างนี้ ทหารของฉัน ... นี่เออร์วิน ลูกสาวของนายเนี่ยถูกใจฉันมากเลยนะ ฮ่าฮ่า”

นายพลแกร์ดและฮิตเลอร์ต่างหัวเราะชอบใจ เว้นก็แต่นายพลอีกคนที่เอาแต่นิ่งเงียบจนผิดสังเกต ฮันน่าจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“ท่านรอมเมลสีหน้าดูไม่ดีเลย ไปพักก่อนไหมคะ ดิฉันจะได้สั่งให้แม่บ้านเตรียมห้องพักให้”

“ไม่เป็นไร ฉันแค่ปวดหัวนิดหน่อย” เออร์วินตอบปัดๆ

“จริงสิ ... พวกนายเดินมาทางไกลคงจะเหนื่อยน่าดู ไปพักซะก่อนแล้วเราค่อยมาคุยกันใหม่ตอนมื้อเที่ยงล่ะกัน ฮันน่าฝากจัดการห้องพักด้วยนะ”

“รับทราบค่ะ”

ฮันน่าขานรับ ก่อนจะรีบไปดำเนินการตามคำสั่ง โลเวลทำท่าจะไปด้วยแต่ฮันน่าสั่งให้ดูแลท่านผู้นำอยู่ตรงนี้ เพราะเธอไปแป๊ปเดียว ร่างสูงทำน้าเซ็ง เพราะไม่อยากอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เกลียด แต่ก็ต้องจำใจทำตามคำสั่ง

“แล้วสถานการณ์ที่ชายแดนล่ะ”  เมื่อฮันน่าหายไป ฮิตเลอร์ก็รีบเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาทันที

“ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนครับ เพียงแต่...”

“แต่อะไรรึ ท่านนายพล”

นายพลแกร์ดทำสีหน้าลังเลเล็กน้อย “มีชาวฝรั่งเศสบางกลุ่มรวมตัวกันเพื่อต่อต้านเราครับ”

“ว่าไงนะ! … พวกมันยังไม่ยอมแพ้อีกรึไง”

จากที่กำลังอารมณ์ดีๆ สีหน้าของอิตเลอร์ก็เปลี่ยนไปฉับพลัน โลเวลยืนฟังอยู่เงียบๆก็แอบรู้สึกตกใจกับอารมณ์ที่แปรปรวนของท่านผู้นำ

“แล้วพวกมันเอากำลังมาจากไหน ฉันมั่นใจว่ามันต้องมีคนสนับสนุน”

“เรายังไม่แน่ใจเท่าไรครับ แต่คาดว่าน่าจะเป็นอังกฤษ”

“อังกฤษอีกแล้ว!!!”  ฮิตเลอร์กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ “จะอยู่เป็นเสี้ยนหนามกับฉันอีกนานเท่าไรกัน”

ทุกคนเองก็คิดไม่ตกเหมือนกัน สหราชอาณาจักรเริ่มเข้ามามีบทบาทกับสงครามขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกที่เอาแต่นิ่งดูดายปล่อยให้พันธมิตรถูกยึดประเทศ คงเป็นเพราะการทิ้งระเบิดถล่มกรุงลอนดอนจึงเป็นชนวนให้ชาวผู้ดีอย่างอังกฤษลดตัวลงมาจับอาวุธขึ้นสู้อีกครั้ง

“ที่แย่ไปกว่านั้นคือ คนพวกนั้นรวมตัวกันจนสามารถตั้งเป็นกองทัพขนาดย่อมภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลเดอ โกล รัฐบุรุษแห่งกองทัพฝรั่งเศสครับ” เออร์วินตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“กองทัพขนาดย่อม?”

“พวกเขาเรียกตัวเองว่า กองทัพเสรีฝรั่งเศส

“คิดจะปลดปล่อยประเทศตัวเองสินะ แล้วทางรัฐฝรั่งเศสว่ายังไรบ้าง” ฮิตเลอร์เอ่ยถามถึง รัฐบาลเฉพาะกลางชั่วคราวที่ปกครองประเทศฝรั่งเศสในขณะนี้ ซึ่งถูกจัดตั้งโดยระบอบของนาซีเยอรมัน

“คงพอทราบอยู่บ้าง แต่คงไม่ได้สนใจเท่าไร เพราะทางอเมริกาให้การยอมรับรัฐบาลวิชีของเรามากกว่า”

นายพลแกร์ดตอบเสียงเรียบ “เราสืบทราบมาอีกว่า ตอนนี้นายพลเดอ โกล ลี้ภัยอยู่ที่อังกฤษ แถมยังได้รับการต้อนรับอย่างดีจากรัฐบาลชองวินสตัน เชอร์ชิลล์ เป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าอังกฤษเลือกฝ่ายใด”

“หึ พวกดื้อด้าน... จะไปได้สักกี่น้ำกันเชียว” ฮิตเลอร์แสยะยิ้มอย่างเย่อหยิ่ง

“แต่ท่านคะ ถึงจะเป็นกองทัพเล็กๆ แต่เราก็ไม่ควรประมาทนะคะ ถ้าเราชะล้าใจเกินไป เราอาจจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบซะเอง”

โลเวลเอ่ยทักท้วง หลังจากที่ยืนนิ่งเงียบมาสักพักใหญ่ ทุกคนที่ยืนอยู่หันมามองหญิงสาวร่างสูงเป็นตาเดียวด้วยความสงสัย

“เธอไม่มีสิทธิพูดจากับท่านผู้นำแบบนั้น!” เออร์วินพูดเสียงกร้าว “หัดรู้จักที่ต่ำที่สูงซะบ้าง”

“ถึงดิฉันจะเป็นแค่ร้อยตรี แต่ดิฉันก็รู้จักว่าอะไรควรไม่ควร และการแสดงความคิดเห็นก็ไม่ได้เป็นการเสียมารยาทแต่อย่างใด”

โลเวลสวนกลับ ดวงตาคมค้อนใส่นายพลร่วมนามสกุลเดียวกันอย่างเอาเรื่อง นายพลแกร์ดเริ่มเห็นท่าไม่ดี จึงรีบพยายามไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองคนพูดคุยกันดีๆ

“เอาน่าเออร์วิน เธอแค่แสดงความคิดเอง อย่าถือสาเลย”

“ก็ดูสิ่งที่เธอพูดสิ แกร์ด”

“แต่ดิฉันพูดความจริงนะคะ กองทัพเสรีฝรั่งเศส คงไม่ได้มีแค่แนวร่วมของคนฝรั่งเศสอย่างเดียวแน่ คนชาติอื่นที่มีความแค้นกับเยอรมันก็สามารถเข้าร่วมได้ จากกองทัพขนาดเล็กไม่กี่ร้อยคนก็อาจเพิ่มเป็นหลายแสนคนหรือหลักล้านได้ไม่ยาก”

โลเวลยังคงยืนกรานต่อไป เพราะเชื่อว่ากองทัพเสรีฝรั่งเศสที่ว่านั่นจะต้องเป็นอุปสรรคสำคัญที่กีดขวางทางสู่ความสำเร็จของเยอรมันในอนาคตแน่นอน

“คราวที่แล้วเธอบอกให้ฉันระวังฝรั่งเศส ฉันก็ทำตามเธอ ซึ่งผลที่ตามมาคือ ชัยชนะ ดังนั้นคราวนี้ฉันจะลองเชื่อเธอดูอีกสักครั้ง”

ฮิตเลอร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางการทะเลาะกันทางสายตาของสองพ่อลูกแห่งตระกูลรอมเมล ทำเอานายพลเออร์วินตวัดตามองท่านผู้นำด้วยความไม่พอใจอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติเพื่อกลบเกลื่อนความโทสะในใจที่กำลังร้อนระอุจากการถูกหักหน้าของคนที่เป็น ลูกสาว ซึ่งยืนทำนิ่งมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“แต่ว่า... ตอนนี้เรายังทำอะไรมากไม่ได้ เดี๋ยวไก่จะตื่นซะก่อน เรื่องนี้ฉันขอมอบหมายให้นายพลแกร์ดจัดการ ส่วนนายพลเออร์วินก็ไปจัดการตามที่ฉันออกคำสั่งไปล่ะกันนะ”

“รับทราบครับ / ครับ” แกร์ดขานรับเสียงแข็งขัน ผิดกับเออร์วินที่ตอบรับเสียงแผ่วเบา

ขณะเดียวกันผู้การสาวแห่งกองบินพลเรือนก็เดินกลับมาพอดีพร้อมกับแม่บ้านสองคน หลังจากที่หายไปจัดการเรื่องที่พักครู่หนึ่ง

“ห้องพักพร้อมแล้วค่ะ เชิญท่านทั้งสองพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย”

“งั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับ”

“ตามสบาย” สองนายพลกล่าวสดุดีอีกครั้ง ก่อนจะเดินตามแม่บ้านไปยังห้องพักที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้

และแล้ววงสนทนาขนาดย่อมก็ยุติลง โดยฮิตเลอร์เดินกลับไปพักที่ห้องตัวเอง โดยมีฮันน่าคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ส่วนโลเวลซึ่งยืนเฝ้าอยู่ประตู

ร่างสูงรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูกเกี่ยวกับเรื่องโจรขโมยโค้ดอีนิกม่าและเรื่องไส้ศึกในกองทัพ

ทางฝรั่งเศสดูท่าจะไม่ยอมจำนนต่อเยอรมันง่ายๆ ถึงจะแพ้การรบ แต่ก็ยังไม่แพ้สงคราม และคงจะเป็นเรื่องยากลำบากที่จะต่อกรกับคนกลุ่มนี้

สิ่งที่น่ากลัวไม่ได้อยู่ที่ขนาดของกองทัพหรือยุทโธปกรณ์ แต่มันอยู่กลวิธีของผู้บังคับบัญชา ว่าจะเอาชนะศัตรูอย่างไรให้เปลืองทรัพยากรหรือทหารน้อยที่สุด

และนั่นคือ สิ่งที่เยอรมัน ไม่สิ... ท่านผู้นำมองข้าม

เยอรมันทุ่มสุดตัวเพื่อจะทำลายอังกฤษ พยายามอย่างยิ่งที่จะยึดน่านฟ้า โดยไม่ทันคิดเลยว่า กำลังเดินหมากไปตามเกมส์ของสหราชอาณาจักร ... กองบินอังกฤษฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะการเปลี่ยนเป้าหมายโจมตีไปยังกรุงลอนดอนตามคำสั่งของฮิตเลอร์

เป็นสาเหตุให้กองบินเยอรมันไม่สามารถเอาชนะกองบินอังกฤษได้จนถึงขณะนี้

ในทางกลับกัน ถ้ากองทัพเสรีของฝรั่งเศสไม่ได้ทุ่มเทกำลังพล เพื่อมาต่อสู้กับเยอรมันโดยตรง ไม่ได้ยกรถถังที่พังแล้วมาสู้ต่อ หรือจับอาวุธที่แทบจะไม่มีเหลือแล้วมายิงขึ้นมาล่ะ?

ถ้าเกิดว่ากองทัพเสรีนั้น พุ่งเป้าเป็นอย่างอื่นที่ไม่ได้ใช้กำลังในการทำสงครามขึ้นมา?

ไหนจะเรื่องสายลับของอังกฤษคนนั้นที่เข้ามาอยู่ในเยอรมันโดยไม่ถูกจับกุมนั่นอีก!

ทุกอย่างมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ... มันดูชัดเจนจนน่าใจหาย

ว่าทำไม กองทัพเยอรมันถึงไม่เคยรู้ตัวเลยว่ากำลังโดนสายลับจากนานาประเทศแฝงตัวเข้ามาปะปนกับประชาชนตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะได้รับความช่วยเหลือจากคนในกองทัพซะเอง

ไม่ได้การแล้ว ต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับนายพล!

แต่จะให้ออกไปยังไงล่ะ ในเมื่อตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

“โอ๊ย!”

ร่างสูงทรุดลงกับพื้น พร้อมกับร้องเสียงโอดโอย ทำเอาฮันน่าซึ่งกำลังเสิร์ฟกาแฟให้ท่านผู้นำอยู่ตกใจ และรีบวิ่งมาดูอาการอย่างรวดเร็ว

“โล... เอ่อ ผู้หมวด เกิดอะไรขึ้น?” ฮันน่าถามอยางร้อนรน

“ไม่ทราบค่ะ จู่ๆก็รู้สึกปวดท้อง” โลเวลพูดเสียงแหบ มือหนากุมที่ท้องแน่น

“หมวดเป็นอะไร คุณไรท์ซ”

ฮิตเลอร์เอ่ยถามสีหน้าตกใจไม่แพ้ฮันน่า เพราะทหารคนนี้เป็นคนมีฝีมือเก่งกาจมาก เกิดเป็นอะไรขึ้นมา เสียดายแย่

“เห็นว่าปวดท้องหนักมาก” ฮันน่าหันมาตอบผู้บังคับบัญชา

“รีบพาไปห้องพยาบาลก่อนล่ะกัน”

“ค่ะ .... ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามานี้ที”

ทหารองค์รักษ์สองนายรีบเปิดประตูเข้ามา ฮันน่าจึงสั่งให้ทั้งสองนายพาร่างของหมวดรอมเมลไปห้องพยาบาลให้เร็วที่สุด

นัยน์ตาสีม่วงมองแผ่นหลังของคนรัก ที่ถูกหามด้วยนายทหารเดินจากไปด้วยสีหน้าเป็นกังวล คราแรกเธอว่าจะพาโลเวลไปเอง แต่ครั้นจะทำเกินหน้าที่ไปเดี๋ยวจะผิดสังเกต ยิ่งเมื่อกี้ก็เกือบหลุดเรียกชื่อเต็มออกไปแล้วด้วย

.

.

.

"ไข้ลดลงแล้วนะคะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ... คิดว่าพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วค่ะ”

“ขอบคุณนะคะ คุณหมอ”

เบลินด้ายิ้มรับกับคำขอบคุณของคนไข้สาวคนหนึ่งที่อยู่ในความดูแลของเธอ ร่างบางเดินไล่เช็คอาการคนไข้ในเวรของตนด้วยความขยันขันแข็ง แม้รูปลักษณ์ตอนนี้จะเป็นคุณหมอผู้ใจดีเปรียบเสมือนนางฟ้า แต่เบื้องหลังกลับช่างตรงข้ามกับสิ่งที่ทุกคนเห็น

ใครจะเชื่อ ... ว่า คุณหมอคนนี้ คือ ตัวการสำคัญของการก่อการร้าย

เบลินด้าพาร่างตัวเองกลับมายังห้องพัก ซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารทางการแพทย์มากมายกายกอง ชนิดที่ว่าถ้ามีงูหลงมาในนี้สักตัว เธอคงไม่มีทางรู้ได้แน่ และคงโดนกัดตายไปนานแล้วด้วย

หญิงสาวนั่งลงกับเก้าอี้ทำงานตัวโปรด พลางถอดแว่นตาวางบนโต๊ะ นิ้วเรียวนวดขมับตาเพื่อคลายความเครียด หลังจากเข้าร่วมการประชุมลับคราวนั้น ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์กับแมนเฟร็ดบุตรชายของนายพลชื่อดัง เพื่อหวังจะสืบข้อมูลทางการทหารของหน่วยเอสเอสไปบอกแก่สมาคม

แม้ว่าเธอจะรู้อยู่แก่ใจ ว่าคนที่เธอกำลังเข้าไปยุ่ง คือ บุคคลอันตรายชนิดที่เรียกได้ว่า โหดตัวพ่อ เลยก็ว่าได้ แถมยังเป็นถึง พี่ชาย ต่างมารดาของใครบางคนอีกด้วย ...

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา โลเวลก็ไม่มาเยี่ยมเธออีกเลย ที่จริงมันก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว เธอจะได้ไม่ต้องเห็นสีหน้าเจ็บปวดของเขาอีก สีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามมากมายเกี่ยวกับเรื่องเธอกับพี่ชายเขา ซึ่งเธอเองก็ไม่สามารถพูดความจริงออกไปได้ นอกจากทำใจแข็งและนิ่งเงียบต่อไป

พยายามสร้างระยะห่างและกำแพงในใจให้สูงขึ้น ยิ่งกันเขาออกไปได้เท่าไร เธอก็จะทำภารกิจนั้นได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เธอเดินมาไกลแล้สำหรับเส้นทางนี้ ฉะนั้นเธอจะไม่มีวันให้มันสูญเปล่าเด็ดขาด

“คุณหมอ”

เสียงที่คุ้นเคยของร่างโปร่ง เรียกสติให้ร่างบางกลับมา เบลินด้าหันไปตามเสียงเรียกก็พบกับ เกว็นเน็ธยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงานของเธอ

“เข้ามาก่อนสิ ... อย่าลืมล็อคประตูด้วย”

เกว็นเน็ธทำตามอย่างว่าง่าย ร่างโปร่งปิดประตูและกดล็อคที่ลูกบิด ก่อนจะเดินมายื่นซองจดหมายสองซองให้ถึงมือคุณหมอแสนสวย

เบลินด้ามองสิ่งที่อยู่ในมือด้วยแปลกใจ เธอเงยหน้ามองคนที่เอามาให้อย่างสงสัย “ได้มาแค่นี้?”

“ฉันพยายามเต็มที่แล้ว ห้องนายพลที่ฉันเข้าไป ไม่มีเอกสารสำคัญอะไรเลยนอกจากจดหมายพวกนี้”

เกว็นเน็ธตอบเสียงเบา เพราะรู้สึกผิดที่ไม่สามารถหาข้อมูลมาให้คุณหมอได้มากกว่านี้ “ขอโทษ”

“หวังว่ามันจะช่วยให้ฉันและเธอรอดพ้นจากข้อกล่าวหานะ” เบลินด้าพูดเสียงเข้ม

ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา กรุงลอนดอนโดนโจมตีอย่างหนัก ทางกองทัพอังกฤษจึงเร่งให้เธอพยายามหาข้อมูลไปให้มากกว่านี้ ลำพังแค่โค้ดอีนิกม่าที่ได้ไป ขนาดมีทีมนักคณิตศาสตร์ที่เก่งกาจ ก็ยังไม่สามารถไขปริศนาของมันได้ ต้องมีข้อมูลประกอบมากกว่านี้

ซึ่งภาระทุกอย่างจึงตกมาอยู่ที่เธอและเกว็นเน็ธ โดยที่มีคำขู่ตามมาด้วยว่า ถ้าไม่สามารถหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้แก่กองทัพได้ จะถูกปลดจากตำแหน่งและตัวเธอเองจะมีโทษข้อหาละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งๆที่ความจริงแล้ว กองทัพอังกฤษแค่ไม่มันใจในความภักดีของเธอก็เท่านั้น

พวกนั้นกลัว... ว่าเธอจะไม่สามารถทำลายเยอรมันได้ตามที่ตั้งใจไว้

“ฉันทำตามคำสั่งของสมาคมทุกอย่างแล้วนะ แต่ห้องที่ฉันเข้าไป มีเท่านี้จริงๆ” เกว็นเน็ธพูดอย่างหัวเสีย

นอกจากกองทัพอังกฤษที่ไม่ไหวใจคุณหมอเบลของเธอแล้ว ยังมีสมาคมลับของเยอรมันร่วมมาด้วยอีก พวกนั้นยังไม่ยอมรับพวกเธอเท่าไร การลอบเข้าไปขโมยข้อมูลจากห้องนายพล จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ใช้ทดสอบความสามารถของพวกเธอ

“ฉันล่ะไม่อยากจะเชื่อ พวกเขากล้าดียังไงถึงมาระแวงพวกเรา”

“พวกเขาแค่กำลังทดสอบฉัน” เบลินด้าเอ่ย “และฉันต้องทำให้พวกเขามั่นใจในตัวฉันมากกว่านี้”

คุณหมอสาวเปิดซองจดหมายอันแรก อ่านเนื้อหาข้างในทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ร่างบางอมยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย พาให้เกว็นเน็ธใจชื้นขึ้นมาบ้าง แสดงว่าของที่ตนนำมาเป็นที่น่าพอใจสำหรับคุณหมอ

แต่เมื่อนัยน์ตาสีฟ้าใส อ่านมาจนถึงรายชื่อของเจ้าของจดหมาย ปากเรียวก็หุบยิ้มทันที

‘นายพลเออร์วิน รอมเมล’

“เธอรู้หรือเปล่าว่า ห้องที่เธอเข้าไปเป็นห้องของใคร”

“ไม่รู้หรอก ฉันเข้าไปตามพิกัดที่ทางสมาคมส่งมา” เกว็นเน็ธไว้ไหล่ “แต่เท่าที่เห็นนะ เจ้าของห้องเป็นคนที่เจ้าระเบียบพอตัวเลยล่ะ เก็บของมิดชิดมาก ไม่มีเอกสารเกลื่อนกลาดเหมือนห้องคุณสักนิด”

เบลินด้าตวัดตามองค้อน “พูดแบบนี้ อยากโดนดีหรือไง”

ร่างโปร่งยกมือขึ้นยอมแพ้ เธอไม่คิดที่จะสู้กับร่างบางที่นั่งหน้าบึ้งตรงหน้าหรอกนะ เพราะคุณหมอเบลน่ะเก่งเรื่องการต่อสู้ระยะประชิดมาก ชนิดหาตัวจับยากเลยล่ะ ยิ่งตอนที่สายลับอังกฤษหน่วยอื่นบุกเข้ามาโจมตีคุณหมอสาวเพราะความเข้าใจผิดถึงในตัวบ้านครานั้น ก็การันตีความสามารถของหญิงสาวคนนี้ได้เป็นอย่างดี

ค่ายเมเดลฝึกเด็กสาวให้กลายเป็นหญิงสาวที่แข็งแกร่งได้ยอดเยี่ยมจริงๆ 

“เยอรมันจะทำสงครามที่แอฟริกา ... ข้อมูลสำคัญใช่ได้เลยนะ” เกว็นเน็ธพูดตามที่จำได้

“ใช่...  และคนที่จะไปบัญชาการรบที่นั่น คือ นายพลเออร์วิน รอมเมล ซะด้วย”

“รอมเมล? พ่อของแมนเฟร็ดนิ นายพลชื่อดังด้วย” เกว็นเน็ธถามขึ้น “พระเจ้า! ถ้าเราส่งข้อมูลนี้ไป อังกฤษจะต้องไว้ใจคุณมากขึ้นแน่ๆ”

เบลินด้าทำหน้าคิดหนักกับข้อควานในจดหมาย ถ้าเธอส่งข้อมูลนี้ให้กับทางกองทัพอังกฤษ ทางฝ่ายนั้นก็จะเตรียมกองกำลังมาตั้งรับอย่างแน่นอน และมันก็เป็นข้อมูลชั้นยอดที่จะทำให้เธอและเกว็นเน็ธรอดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวง แต่ว่า...

“เขา คือ พ่อของคนรักฉัน”

“เรื่องนั้นฉันรู้แล้ว”

“ไม่ใช่... ไม่ใช่แมนเฟร็ด” เบลินด้าพูดเสียงสั่นเครือ

“คนรักของฉัน คือ โลเวล อูเก้น รอมเมล”

###################################

Talk :

ช่วงนี้ต้องขออภัยอย่างสูงนะคะที่อัพช้า เราพึ่งจะก้าวสู่วัยทำงานและพึ่งผ่านโปรเมื่อไม่นานมานี้เอง ขอขอบคุณทุกกำลังใจและคอมเม้นท์ทุกคนนะคะ ชื่นใจมากเลย :D

ภาพประกอบ :

​หน้าลงนามและลงตราประทับรับรอง ของสนธิสัญญาไตรภาคี

ซึ่งเป็นการกำเนิด ฝ่ายอักษะ อย่างเป็นทางการ โดยมี

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ , กาลีอาซโซ ซิอาโน (อิตาลี) และซะบุโร คุรุซุ (ญี่ปุ่น)

เป็นผู้ลงนาม วันที่ 27 กันยายน 1940

ความคิดเห็น