ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

บทนำ

บทนำ

*****‘*พ่อ วันนี้รีบกลับบ้านเร็วหน่อยนะ มีเรื่องจะคุยด้วย’

ข้อความสั้นๆ จากลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทำเอาผมแทบจะเด้งออกจากโต๊ะทำงานทันทีที่เสียงกริ่งบอกเวลาเลิกงานดังขึ้นราวกับมีกองไฟลูกใหญ่ลุกไหม้อยู่บนเบาะเก้าอี้

ผมขับรถบึ่งกลับบ้านด้วยความเร็วที่เกินกว่ากฎหมายหมายกำหนด ยอมควักเงินจ่ายค่าทางด่วนเพื่อที่จะได้ถึงจุดหมายปลายทางอันเป็นบ้านเดี่ยวหลังเล็กสองชั้นที่ตั้งอยู่ย่านชานเมืองได้เร็วที่สุด

ข้อความที่เพิ่งได้มาจากปัญญา ลิขิตชาญชัย ลูกชายอายุ 17 ปีซึ่งเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของผม ระยะหลังมานี่ดูเหมือนเจ้าตัวจะอยู่ในช่วง ‘วัยต่อต้าน’ อย่างที่ทุกคนเรียกกัน เป็นเหตุให้เราแทบไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันเลยช่วงนี้ วันๆ หนึ่งก็คุยกันแทบแนบคำได้ แล้วนี่... การที่ไอ้ปัน ลูกชายตัวแสบที่ไม่แม้แต่จะพูดทักทายพ่อมันตอนเจอหน้ากันส่งข้อความมาบอกแบบนี้…

ต้องมีเรื่องไม่ดี! ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ!

มือข้างหนึ่งของผมบังคับพวงมาลัย อีกข้างยกขึ้นก่ายหน้าผากไปตลอดทาง นึกไปว่ามันไปเกเรอะไรมา แล้วถึงขั้นจริงจังส่งข้อความมาบอกกันขนาดนี้ ต้องหนักหนาสาหัสจริงๆ แน่ ไม่งั้นแค่เลื่อนหาเบอร์โทรผมในโทรศัพท์ มันคงไม่ทำด้วยซ้ำ

หรือจะเป็นเรื่องข้อสอบที่โรงเรียน... ไอ้ปันมันอาจจะได้คะแนนแย่มากขนาดที่ต้องเรียนซ้ำชั้น หรืออาจจะไม่ต่อยตีกับเพื่อนจนเป็นเรื่องเข้า คู่กรณีอาจจะถึงขั้นหัวร้างข้างแตก หรือว่าจะเป็นเรื่องผู้หญิง? ไอ้ตัวแสบของผมดันหน้าตาดีเหมือนพ่อมันซะด้วย (นี่ไม่ได้หลงตัวเองนะครับ พูดความจริง) อาจจะมีผู้หญิงมาพัวพันจนเป็นเรื่อง…

แต่เดี๋ยวก่อน! นี่มันคงไม่ได้ทำผู้หญิงท้องหรอกใช่ไหม? เพราะถ้าใช่ขึ้นมา... ก็พูดได้คำเดียวเลยว่าชิบหาย ลูกชายต้องประสบพบเจอเหตุการณ์แบบเดียวกับผมแน่นอน ตอนที่ผมทำผู้หญิงท้องจนมีไอ้ปันออกมาก็อายุเท่ากับมันตอนนี้นี่แหละ แล้วผลออกมาเป็นไงล่ะ ก็ต้องนั่งเลี้ยงมันชดใช้กรรมกันไป แล้วนี่ถ้าไอ้ลูกบ้านี่จะมีหลานมาให้นั่งเลี้ยงอีกคน... ตายๆๆๆ วอดวายกันไปข้างแน่คราวนี้

และเพราะสารพัดจะกังวลไปตลอดทาง ทันทีที่รถจอดหน้าบ้าน ผมก็เดินโงนเงนเข้าไปอย่างหวาดเกรงทันที เปิดประตูเข้าไปในตัวบ้าน ปันกลับมาถึงบ้านก่อนแล้ว นั่งกินขนมขบเคี้ยวอยู่บนโซฟา ตามองทีวีที่เล่นแผ่นการ์ตูนสักเรื่องของมัน โตเป็นควายแล้วก็ยังไม่เลิกดูการ์ตูน เหมือนพ่อมันไม่มีผิด

"อ้าว พ่อ กลับมาแล้วเหรอ" ปัญญาเงยหน้าขึ้นมามองผม ปากเคี้ยวขนมตุ้ยๆ "บอกให้กลับมาเร็วๆ ก็จริง แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้แฮะ แล้วทำไมหน้าซีดแบบนั้นล่ะพ่อ"

ผมมองหน้าลูกชายที่ชุบเลี้ยงมากับมือตั้งแต่มันออกจากท้องแม่... นภัสสรหรือมิ้นต์ ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม แต่หล่อนเสียชีวิตหลังจากคลอดไอ้ปันได้ไม่กี่เดือนเท่านั้นเหตุการณ์ตอนนั้นมันหนักหนาและสะเทือนใจมากสำหรับผม แต่ถ้าเทียบกับความยากลำบากที่ต้องเลี้ยงลูกชายคนเดียวให้โตมาได้ขนาดนี้... บอกเลยว่าเทียบกันไม่ติด

“ว่าไง ไอ้ปัน” ผมทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวข้างมัน มือถอดเสื้อตัวนอกของบริษัทออก พาดไว้กับพนักโซฟา ในขณะที่ไอ้ตัวแสบยังคงกินขนมอย่างไม่รีบร้อน “มีเรื่องอะไรอยากคุย ไหนเล่าให้พ่อฟังซิ”

"นี่อย่าบอกนะว่าพ่อรีบกลับบ้านมาเร็วขนาดนี้เพื่อจะคุยกับผม"

อ้าว ลูกคนนี้นี่ยังไง ตัวเองเป็นคนส่งข้อความมาเองแท้ๆ

"อย่ามาลีลาน่า ปัน มีอะไรก็รีบๆ พูดมา"

"พ่อแน่ใจเหรอว่าอยากฟังเลย ไม่กินข้าว อาบน้ำ ดูทีวี ทำใจให้สบายก่อนแล้วค่อยคุยเหรอ"

คำพูดนั่นยิ่งทำให้ผมใจเต้นรัวขึ้นมาด้วยความหวาดหวั่น ลูกชายของผมกำลังจะเอาเรื่องชวนปวดหัวมาให้แล้ว ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากมุ่งหน้าเข้าไปรับมือกับมันตรงๆ

"อย่าโยกโย้ ปัญญา มีปัญหาอะไรก็รีบๆ พูดมา เราจะได้ช่วยกันแก้ไข"

ลูกชายผมขมวดคิ้ว สีหน้าแสดงถึงความไม่พอใจเล็กน้อย "ไม่ไว้ใจกันเลยนะพ่อ หาว่าผมเอาแต่สร้างปัญหาให้งั้นเหรอ"

"แล้วแกสร้างไหมล่ะ ส่งข้อความมาแบบนั้น จะให้ฉันคิดยังไงล่ะ"

ปัญญาเม้มริมฝีปากแน่นขึ้น ก่อนจะถอนหายใจอ่อนออกมาอย่างจำยอม ริมฝีปากเผยอขึ้นเตรียมสารภาพ ผมเกร็งตัวขึ้นเล็กน้อย ยอมรับชะตากรรมของตัวเองที่จะต้องเจอต่อจากนี้ ถ้าเกิดไอ้หมอนี่มันพลาดท่าทำผู้หญิงท้องจริงๆ... ผมจะติดต่อใครได้บ้างหนอ ป้าแหม่มที่เคยเลี้ยงไอ้ปันตอนเด็กๆ จะยังรับเลี้ยงอยู่ไหม แล้วครอบครัวฝ่ายหญิงจะว่ายังไง จะเรียกสินสอดเท่าไร แล้วผมจะมีปัญญาจ่ายให้มันไหม

"พ่อ ผมขอโทษ" โอ๊ย อย่าเพิ่งขอโทษ มีอะไรจะพูดก็รีบๆ พูดมาเท้อ "ผม... ผมว่าผมเป็นเกย์ล่ะ"

แล้วอยู่ๆ บรรยากาศทั้งห้องก็เงียบลง

ผมรู้สึกเหมือนมีก้อนน้ำแข็งยักษ์ฟาดที่หลังคอ ชาวาบไปทุกส่วนของร่างกาย มือชื้นไปด้วยเหงื่อ ปากอ้าค้างมองหน้าปันที่ก้มลงต่ำอย่างรู้สึกผิด

เดี๋ยวนะ นี่คือความจริงอย่างนั้นเหรอ? ไอ้ที่ลูกชายเพียงคนเดียวของผมบอกว่ามันเป็นเกย์นี่.. เรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ?

"ผมรู้ว่าผมทำให้พ่อผิดหวัง" เสียงนั้นเจื้อยแจ้วมาต่อ แต่ผมรู้สึกเหมือนมันลอยห่างออกไปเรื่อยๆ "แต่ผมไม่อยากโกหกอะไรพ่อ เราก็มีกันแค่สองคน ที่สำคัญ เราเคยสัญญากันแล้วใช่ไหมว่าเราจะไม่ปิดบังอะไรกัน"

เดี๋ยว! เดี๋ยวๆๆ ก่อนที่เอ็งจะเริ่มดราม่าอะไร ขอคนเป็นพ่อตั้งสติกับเรื่องที่เพิ่งได้ยินมาก่อนได้ไหม คือ... ไอ้ปัญญาเนี่ยนะเป็นเกย์!? ไอ้ปันลูกชายที่ผมแสนจะภาคภูมิใจผู้เป็นชายหนุ่มเจ้าของส่วนสูงกว่า 180 เซนติเมตร (เสือกสูงกว่าผมอีก ไอ้ลูกทรพี) ควบตำแหน่งนักกีฬาโรงเรียน ดีกรีเด็กเรียนดีเกียรตินิยม ใบหน้าหล่อคมขนาดทำให้ผู้หญิงแทบทั้งโรงเรียนปาหัวใจให้ นี่ยังไม่นับหุ่นล่ำๆ ของมันที่มาพร้อมกับการเล่นกีฬาอย่างหนักหน่วงของเจ้าตัวอีกนะ แล้ว... แล้วนี่อะไร มันบอกว่ามันเป็นเกย์เนี่ยนะ?

นี่ผมเลี้ยงมันมาผิดพลาดตรงไหน!?

"เป็นเกย์ได้ไง" ผมพึมพำราวกับคนสติหลุดออกจากร่าง "ก็... ก็แก..."

"เอ่อ พ่อ ใจเย็นนะ ให้ผมไปเอาน้ำมาให้ไหม หน้าพ่อซีดจนเหมือนจะเป็นลมได้อยู่แล้ว"

เสียงที่ถามอย่างห่วงใยนั่นมาไม่ถึงหูของผม ในหัวมีแต่คำสารภาพของไอ้ปันลอยวนเวียนไปมาในหัว ภาพลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนที่มันยังเป็นทารก จำได้ว่ามิ้นต์ประคบประหงมอย่างดี จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของผม ต้องคอยวิ่งเต้นหาพี่เลี้ยงมาคอยดูแลตอนที่ออกไปทำงานหาเงินมาเลี้ยงมัน สละเวลาเที่ยวเล่นและเพื่อนฝูงเพื่อกลับมาดูแลเจ้าบ้านี่เป็นบ้าเป็นหลัง วาดฝันไว้ว่าในอนาคตมันคงทำให้ผมภูมิใจด้วยการมีอาชีพมั่นคง แต่งงานกับผู้หญิงที่เหมาะสม สร้างครอบครัวอย่างถูกต้องแบบที่ใครๆ ในสังคมวาดฝัน

แล้วนี่อะไร... พัง พังหมด พังยับเยิน

ผมมีลูกชายเพียงคนเดียว และไม่คิดจะมีอีก แต่ไอ้ลูกบ้านี่กลับกำลังบอกผมว่าตัวเองเป็นเกย์เนี่ยนะ!? นี่คนบนฟ้าคิดจะกลั่นแกล้งชีวิตผมไปถึงไหนไม่ทราบ!

"ผมว่าพ่อนั่งพักเงียบๆ หน่อยเหอะ เดี๋ยวผมจัดการข้าวเย็นให้ ข้าวผัดได้ไหมพ่อ แล้วก็น้ำแกงอีกสักถุง ผมจะออกไปซื้อหน้าปากซอยมา"

"แกเป็นเกย์ไม่ได้นะ!"

น้ำเสียงผมงวดขึ้นด้วยอารามสติแตก ผมไม่เคยใช้โทนเสียงนี้กับลูกชายมาก่อน และปันเองก็เหมือนจะเข้าใจดี

ชายหนุ่มผู้มีความสูงมากกว่าผมค่อยๆ หันหน้ากลับมา ทีแรกผมนึกกังวลว่าเขาจะเสียใจหรือผิดหวัง แต่ตรงกันข้าม นัยน์ตาของเจ้าตัวเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ไม่พอใจ เข้าขั้นหน่ายเล็กๆ ขณะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอดทน

"แล้วพ่อจะให้ผมทำยังไง?"

"เอ๊ะ เอ่อ..." กลายเป็นว่าตอนนี้ผมเป็นฝ่ายที่ต้องอึกอักเสียเอง เดี๋ยวนะ ปกติแล้วมันต้องตรงข้ามกันไม่ใช่เหรอ ก็เรื่องที่ไอ้ตัวแสบมันบอกผมมามันเรื่องเล็กน้อยเสียเมื่อไหร่ การที่ผมจะโกรธ ผิดหวัง เสียใจ หรือโวยวายใส่มันก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ แล้วนี่มันมาเป็นฝ่ายโกรธผมแบบนี้ได้ไง!?

"นี่ พ่อครับ ผมจะบอกอะไรให้นะ… เรื่องที่ผมเป็นเกย์เนี่ย ใช่ว่าผมเป็นเพราะอยากเป็นนะพ่อ รู้ไหมว่าผมเองก็กลุ้มใจแทบตายกว่าจะยอมรับได้ว่าตัวเองเป็น แล้วกว่าที่จะตัดสินใจบอกพ่อได้เนี่ย ผมก็ใช้เวลาเตรียมใจตั้งนาน พ่อนึกไม่ออกหรอกว่าผมทรมานขนาดไหน อ้อ ใช่ แล้วก็อีกเรื่อง เป็นเกย์เนี่ย มันไม่เหมือนเป็นไข้หวัดนะพ่อที่กินยาแล้วจะรักษาได้ มันเป็นมันก็เป็นไปตลอดนั่นแหละ จะมาบอกให้ผมเลิกเป็นง่ายๆ แบบนั้นแล้วคิดว่าผมทำได้รึไง"

ฟังปัญญาร่ายยาวมาเป็นชุด ผมก็ได้แต่อึ้งรับประทานอยู่อย่างนั้น และเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัว เด็กหนุ่มก้าวถอยไปเล็กน้อย สงบอารมณ์ของตัวเองแล้วตั้งหลักใหม่ หันกลับมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงนิ่งขึ้น

"ผมขอโทษที่เสียงดังครับ แต่ผมอยากให้พ่อเข้าใจจริงๆ ว่าผมทำอะไรไม่ได้ ผมอยากให้พ่อยอมรับในตัวผม ยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น”

โอ้โห นี่ไอ้ลูกบ้านี่มันคิดว่าทุกอย่างจะง่ายแบบนี้เลยเหรอฟะ นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายเลยนะโว้ย ไม่ใช่เรื่องดินฟ้าอากาศหรืออาหารไม่ถูกปาก ใครจะไปทำใจกันได้ง่ายๆ

“เอาเป็นว่าผมขอตัวไปซื้อข้าวเย็นเข้ามาก่อนแล้วกัน พ่อดูทีวีไปก่อน ถ้าไม่อยากดูนารูโตะจะเปลี่ยนไปดูดราก้อนบอลแทนก็ได้ ผมเพิ่งใส่ตอนที่เรายังไม่ได้ดูกันมา”

แล้วไอ้ตัวแสบก็เผ่นแน่บออกจากบ้านไป ทิ้งผมไว้กับนารูโตะซีซั่นสองที่ดูไปแล้วไม่ต่ำกว่าสามรอบ

ผมซุกหน้าลงกับฝ่ามืออย่างเหนื่อยอ่อน เสียงจากโทรทัศน์ลอยเอื่อยๆ มาเป็นซาวด์ประกอบด้านหลัง เสียงสดใสพวกนั้นแม่งไม่ได้เข้ากับความทุกข์ทรมานใจของผมตอนนี้เลย

เอาจริงดิ

นี่ผมเลี้ยงลูกผิดพลาดไปอะไรยังไงตอนไหนวะเนี่ย!

---------------------------------------****

Talk: เอ่อ... ไม่รู้เหมือนค่ะว่าผีบ้าที่ไหนเข้าสิงแล้วออกมาเป็นเรื่องนี้ 555555 ไม่รู้จะได้มาอัพอีกเมื่อไหร่นะคะ เพราะผีบ้ามาก อาจจะมาเร็วๆ นี้หรือไม่ก็เก็บเข้าไหดองไปเลย //ผิด

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น