ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : เลิกโง่ (100%)

คำค้น : กลรักวีมาร์ค กลรักรุ่นพี่ วีมาร์ค ดราม่า วายมหาลัย love Mechanics

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 444.3k

ความคิดเห็น : 510

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ธ.ค. 2560 23:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เลิกโง่ (100%)
แบบอักษร

-****17-

เลิกโง่

[Vee Vivis]




          เช้าที่ควรจะสดใสแต่มันกลับไม่ใช่สำหรับผม เรื่องตัวเองยังไปไม่ถึงไหนเพื่อนตัวดีก็วิ่งมาหาแล้วบอกว่าทะเลาะกับแฟน เมื่อวานผมปลอบไอ้บาร์ไปนาน กล่อมมันให้นอนอยู่พักใหญ่ รอทศกัณฐ์กลับมาแต่ก็ไม่มีวี่แววของไอ้เด็กหน้าหล่อ เมื่อคืนผมเลยได้นอนเป็นเพื่อนไอ้บาร์

          ผมตื่นก่อนมันและตอนนี้กำลังเดินไปห้องที่ทะเลาะกับมาร์คเมื่อวาน พอได้อยู่เงียบๆ คนเดียวแล้วก็รู้ตัวแหละว่าตอนนั้นผมก็ร้อนเกินไป ความจริงแล้วผมไม่มีสิทธิ์ไปหวงมันด้วยซ้ำ แต่ผมก็ทำพลาดไป การเห็นมันกอดมันซบกับไอ้เหนือแบบนั้นมันทำให้ผมเก็บอาการไม่อยู่ ยิ่งมองไปทางไหนเห็นแต่ไอ้เหนือเดินตามมาร์คต้อยๆ ผมยิ่งอยากไปกระชากมันออกมาเดี๋ยวนั้น

          “กูต้องไปดูเรื่องยาช่วยรุ่นพี่ มึงก็นอนอีกสักหน่อย เมื่อคืนไม่ได้นอน” ผมหยุดยืนทันทีที่เห็นทศกัณฐ์เดินออกจากห้องมาร์ค หลายความรู้สึกมันตีขึ้นมาจนผมไม่สามารถแยกมันออก สิ่งที่ไม่ควรคิดผมก็กำลังคิด และคิดหนัก

          “มึงก็ไม่ต่างไหมวะ”? ผมได้ยินแค่เสียงของมาร์คเพราะตัวของกัณฐ์บังไว้ อีกอย่างเด็กนั่นมันก็อยู่ในห้อง

          “แต่มึงตัวร้อนนะ ลงไปแล้วไปเอายาด้วย” ถ้ารู้ว่าตัวร้อนนี่คือต้องแตะตัวกันแล้ว ถูกไหม?

          “กูขอนอนก่อน”

          “เออ…เก็บเสื้อไว้ให้กูด้วย”

          “อือ”

          ประตูถูกปิดด้วยมือของคนที่อยู่ข้างใน ทศกัณฐ์เดินมาทางนี้และผมเองก็ไม่ได้หลบ เห็นเสื้อที่มันใส่อยู่ก็รู้เลยว่าเป็นของเด็กนั่น มือผมกำเข้าหากันแน่น อยากจะเข้าไปกระชากคอไอ้เดือนแพทย์นี่มาปล่อยหมัดใส่สักที เมื่อคืนพวกมึงมาอยู่ด้วยกันแล้วปล่อยพวกกูไว้แบบนั้นอ่ะนะ ทศกัณฐ์เลิกคิ้วขึ้นเมื่อมองเห็นผม เด็กตัวสูงไม่ต่างจากผมค้อมตัวให้นิดหน่อย มันมองผมก่อนจะยิ้มบางๆ มาให้เหมือนที่เคยทำ ทุกทีผมเอ็นดูมันแต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่

          “เดี๋ยว!” ผมเรียกก่อนที่มันจะเดินผ่านไป กัณฐ์หยุดเดินแล้วมองมาที่ผม

          “ครับ?” ผมรู้ว่ามันรู้ คนฉลาดอย่างมันเรื่องแบบนี้น่าจะรู้ และไอ้เด็กในห้องนั่นก็คงจะบอก แต่ที่ผมไม่รู้คือมันรู้มากแค่ไหน ผมไม่รู้ว่ามันคุยอะไรกันบ้าง

          “มึงทะเลาะกับเพื่อนกูแล้วมานอนกับมันนี่นะ” ผมว่าแล้วชี้ไปทางห้องที่มันเพิ่งเดินออกมา

          “เพื่อนพี่รู้ว่าผมมานอนกับมาร์ค แล้วคำว่านอนของผมไม่ใช่แบบพี่ที่นอนกับมัน” มันว่าก่อนจะทำหน้าหงุดหงิด “เลิกมองผมอย่างนั้นสักทีเถอะพี่วี พี่คิดว่าผมกับมาร์คจะอะไรกัน ผมรักพี่บาร์จะตายอยู่แล้ว แล้วไอ้นั่นก็คิดถึงแต่พี่ทั้งคืนจนไม่ได้นอน”  ทศกัณฐ์ว่าแล้วชี้ไปที่ห้องมาร์ค…ที่เด็กนั่นไม่ได้นอนเพราะคิดถึงผมเหรอ?

          “ก็มึงออกจากห้องมัน…”

          “พี่อย่าคิดว่ามันง่ายขนาดนั้นสิ มันก็คนนะพี่  พี่อย่าเชื่อแค่เพราะพี่เห็นสิครับพี่ควรฟังมันพูดด้วย” มันบอกผม ผมเบือนหน้าหนีจากเด็กรุ่นน้องที่ตอนนี้กำลังยืนว่าผมปาวๆ เหมือนกับมันโกรธแทนมาร์คอย่างนั้นแหละ

          “กูจะฟังแต่กูก็โมโหก่อนทุกที แม่ง…” ผมพูดแล้วเสยผมที่ปรกหน้านิดหน่อยไปด้านหลังเพื่อระบายอารมณ์

          “พี่กับมันก็ผู้ชายทั้งคู่ ก็ไม่มีใครยอมใครใช่ไหมล่ะ? พี่ก็ต้องเปลี่ยนนะ ถ้าพี่จะจริงจังกับมันจริงๆ มันไม่เหมือนกับพี่คบกับผู้หญิงนะ มันเป็นผู้ชายมันก็ต้องสนิทกับผู้ชายได้พี่เข้าใจใช่ไหม?”

          “ทำมาเป็นสอนกู มึงไปเอาเรื่องของมึงให้รอดไป” ผมว่าเมื่อมันพูดอะไรตอนนี้ก็ถูกไปหมด

          “ผมจะไปอยู่แล้ว” มันว่าแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองผม “แต่ผมไม่กล้าสู้หน้าพี่บาร์อ่ะพี่วี” สายตาที่ส่งมาเหมือนลูกหมาขอคำปรึกษาทำให้ผมกระตุกยิ้ม

          “เรื่องของมึง เมื่อวานมันร้องไห้หนักมาก” ผมว่าแล้วตบไหล่มันสองสามที ไอ้กัณฐ์มองค้อนผมก่อนจะพึมพำว่าขอให้ไอ้มาร์คโกรธผมนานๆ   ผมไม่ได้สนใจคำอวยพรนั่นเพราะตอนนี้ผมเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของมาร์คแล้ว

          ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

          ผมเคาะห้องสามครั้งเพื่อเรียกคนที่อยู่ด้านใน ไม่มีเสียงเรียกชื่อหรือบอกว่าตัวเองเป็นใครทั้งสิ้น

          “ลืมอะไรเหรอ…” หน้าตาง่วงๆ กับเสียงงัวเงียนั่นทำให้ผมขมวดคิ้วไม่ชอบใจ แล้วทำให้ผมหัวเสียเข้าไปอีกเมื่อเห็นมันอยู่ในเสื้อตัวบางยาวๆ ที่เห็นกางเกงขาสั้นโผล่ออกมานิดเดียว ถึงมันจะหล่อ ถึงมันจะสูง ถึงหน้ามันจะไม่ได้หวานแต่มันก็ชอบผู้ชายไม่ใช่เหรอ แล้วเมื่อคืนแม่งก็อยู่ด้วยกันทั้งคืน…คิ้วผมกระตุกก่อนที่ปากจะกระตุกตามเมื่อสำรวจมันเสร็จ มองคนที่ยืนอึ้งอยู่ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปหามันแล้วพูดเบาๆ

          “ลืมเมีย”

          “ไอ้...อื้อ!...” ผมประกบปากลงบนปากบางๆ นั่นก่อนที่มันจะใช้ด่าผม ไม่สนว่าคนตรงหน้าจะตกใจแค่ไหน ผมกดจูบลงไปซ้ำๆ แล้ดูดกลีบปากมันเบาๆ คนเด็กกว่าทุบหลังผมและพยายามจะขืนตัวออก แต่ขอโทษเถอะ…ผมจะไม่ยอมปล่อยมันไปไหนอีกแล้ว

          ผมก้าวขาต้อนมาร์คให้เข้าไปในห้องทั้งๆ ที่ปากเราไม่ได้ห่างกันไปไหน ผมเอื้อมมือไปปิดห้อง มันก้าวถอยหลังตามที่ผมบังคับ จนตอนนี้เรายืนอยู่กลางห้อง

          ผลั่ก!

          “พี่เป็นบ้าหรือไงวะ!” มันผลักผมออกสำเร็จ ตัวผมเซจะล้มเล็กน้อยแต่ก็ยังทรงตัวอยู่ได้ ผมยืนตัวตรงดีๆ แล้วมองคนที่กำลังโมโหอยู่ เดินเข้าไปใกล้มันมากขึ้นแล้วเงยหน้ามองมัน

          “มาขอโทษ…” มาร์คอ้าปากค้างกับคำที่ผมพูด มันอยู่อย่างนั้นหลายวินาทีก่อนจะตั้งสติได้แล้วส่งเสียงเหอะในลำคอ

          “พี่คิดว่าผมง่ายเหรอ?” ผมชาทันทีที่ได้ยินคำนั้น ผมไม่ชอบให้มันดูถูกตัวเอง ไม่ชอบให้มันทำร้ายตัวเอง แต่ผมกลับเป็นคนทำมันเอง

          “ขอโทษ…” ผมว่าก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือมันแต่มันชักมือกลับ มือที่ชะงักค้างของผมไม่เท่าใจที่ค้างคาตอนนี้

          “พี่คิดว่าพี่เป็นใคร พี่คิดว่าผมเป็นใคร คิดว่าผมชอบพี่แล้วพี่จะทำอะไรกับผมก็ได้อย่างนั้นเหรอ อยากด่าตอนไหนอยากดูถูกยังไงก็ได้ จะทำร้ายผมยังไงก็ได้อย่างนั้นเหรอ?” มันว่านิ่งๆ พร้อมกับยิ้มเหยียดๆ ที่ผมไม่เคยเห็นจากมันมาก่อน

          “ก็ขอโทษ…ตอนนั้นกูโมโห ก็กูเห็นมึงกับไอ้เหนือตลอด รูปแม่งก็ฟ้องขนาดนั้น นี่มึงยังมาอะไรกับไอ้กัณฐ์อีก”

          “อะไรของพี่คืออะไร?” มันตวัดสายตาแล้วถามเสียงขุ่น

          “กู…รู้ว่าไม่มีอะไร กูเพิ่งคุยกับไอ้กัณฐ์เมื่อกี้” ผมตอบเสียงอ่อน

          “แล้วพี่ทำไมไม่คุยกับพี่เหนือด้วยล่ะ หรือเมื่อวานนี้คุยกับพี่พลอยทั้งวันทั้งคืน”

          “กูไม่ได้คุยกับพลอย แล้วกูก็ไม่คุยกับไอ้เหนือเพราะมันบอกว่ามันชอบมึง” ผมตอบมันกลับ

          “แล้วพี่มาคุยกับผมทำไม”

          “มาร์ค…” เสียงผมเริ่มจะเข้มขึ้น “พี่ขอโทษ” และผมเองก็พยายามที่จะห้ามอารมณ์ให้มากขึ้นเหมือนกัน

          “ผมไม่รู้จะพูดยังไงแล้วว่ะ อึดอัดจะตายอยู่แล้ว ผมคิดเรื่องพี่ทั้งคืนแต่ผมก็ไม่อยากเจอหน้าพี่ ไม่อยากได้ยินเสียงพี่ ไม่อยากฟังว่าพี่จะกลับไปคบกับเขา” มันว่าแล้วมองมาที่ผม ดวงตาที่สั่นระริกนั่นทำให้ใจผมกระตุก ก้อนเนื้อนิ่มๆ ข้างซ้ายนี้บีบตัวจนผมปวดไปหมด

          “กูไม่ได้คุยกับเขา…” ผมว่าแล้วเดินเข้าไปหามัน “กูยอมรับว่าคิดถึงเขา แต่กูคิดถึงมึงมากกว่า” ผมว่าแล้วมองตามัน ตาเรียวรีนั่นก็หันมาสบกับผม แววตาวูบไหวกับริมฝีปากที่ขบเข้าหากันทำให้ผมรู้สึกเจ็บแทน

          “เมื่อไหร่จะเลิกรักเขาสักที” มันว่าก่อนที่ตาเรียวนั่นจะปล่อยน้ำใสๆ ออกมา ผมไม่ชอบเลย…ไม่ชอบเวลาที่มันร้องไห้ ไม่อยากเห็นมันอ่อนแอ แต่ก็เป็นผมอีกแหละที่ทำให้มันเป็นแบบนั้น “เลิกรักเขาไม่ได้เลยเหรอ? พี่จะมีทั้งเขาทั้งผมพร้อมกันไม่ได้นะ ฮึก! มันเจ็บนะ”

          “มาร์ค…” ผมครางเรียกชื่อมันก่อนจะดึงมันเข้ามากอด ยกมือข้างหนึ่งขึ้นกดหัวมันซบลงไหล่ของผมส่วนอีกข้างสอดเข้าไปกอดที่เอวเพื่อดึงมันให้ขยับเข้ามาใกล้

          “…” ไม่มีเสียงตอบกลับ ไม่มีสัมผัสตอบรับ มาร์คมันไม่ได้กอดผมตอบแต่มันก็ไม่ได้ผลักผมออก

          “ตอนนี้มีแค่เราได้ไหม…” ผมกระชับวงแขนเข้าอีก “กลับไปกูจะคุยกับเขาแต่ตอนนี้ขอแค่กูกับมึงได้หรือเปล่า ถ้าจะขอเห็นแก่ตัวอีกสักครั้งมึงจะว่าอะไรกูหรือเปล่า…” ผมถามจบก็ดึงมันออกจากอ้อมกอดเพื่อที่จะมองสบตา ตาเรียวนั่นบวมขึ้นมานิดหน่อยแต่มันก็มองสบตากับผม

          “พี่มันคนเลว…” มันว่าแล้วเดินเข้ามาชิด ทิ้งน้ำหนักตัวลงมาที่ผมแล้ววางหัวไว้บนไหล่ผมอีกครั้ง “เลวที่สุดเลย”

          “กูยอมรับ” ผมตอบมันแล้วยกมือขึ้นกอดคนที่กำลังต่อว่าผมอยู่ ขยำกลุ่มผมที่ท้ายทอยมันเบาๆ แทนคำพูดปลอบเพื่อให้มันหยุดร้อง

          “พี่มันคนเห็นแก่ตัว” คำพูดเบาๆ ของมันยังดังอยู่ไม่ไกลจากหูผม

          “กูยอมรับทุกอย่าง…” ยอมทุกอย่าง ตอนนี้แค่ได้อยู่กับมันผมยอมทุกอย่าง

          ผมรู้สึกถึงแรงขยับตัวของอีกคนที่สูงไม่ต่างกัน มาร์คค่อยๆ ผละออกจากอ้อมกอดของผมหลังจากเรายืนกอดกันแบบนั้นอยู่นาน มันมองหน้าผมก่อนจะค่อยๆ พูดออกมาเบาๆ

          “พี่เหนือชอบผม” มันบอกสิ่งที่ผมรู้อยู่แล้ว “ผมบอกพี่เขาว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่พี่เขาจะรอ”

          “รออะไร” ผมบอกตรงๆ ว่าผมไม่เข้าใจไอ้เหนือ ทั้งๆ ที่เด็กตรงหน้าบอกชัดเจนแล้วแต่มันยังวอแวไม่เลิก

          “ถ้าผมได้คบกับคนคนนั้นเขาจะเลิก แต่ถ้าผมไม่ได้คบเขาขอให้ผมไปหาเขา” มันบอกแล้วมองมาที่ผม มองเหมือนจะถามอะไรสักอย่าง มองเหมือนอยากให้ผมพูดอะไรออกไป ผมกระตุกยิ้มหล่อๆ ก่อนจะเดินเข้าไปกระซิบข้างหูแดงๆ เพราะเจ้าตัวร้องไห้หนักเกินไป

          “มึงไม่มีวันได้ไปหามันหรอก” คนที่ได้ยินหันมามองและนั่นทำให้หน้าเราอยู่ใกล้กัน “กูไม่ยอมหรอกนะ” ผมว่าแล้วกดจมูกลงบนแก้มชื้นๆ ของมันอย่างแผ่วเบา

          “แล้วผมไม่ยอมให้พี่กลับไปหาเขาได้หรือเปล่า” มันผละออกแล้วถาม

          “ตอนนี้กูก็มีแค่มึง”

          “ตอนต่อไปล่ะ?” เสียงแหบถามพร้อมกับสายตาที่รอคำตอบ

          “แค่มึง” ผมว่าก่อนจะกดจูบลงบนริมฝีปากบวมแดงนั่น ดูดกลีบปากนั่นเบาๆ ก่อนจะใช้ลิ้นเลียตามรอยแยกเพื่อขอเข้าไป มาร์คมันนิ่งในตอนแรกแต่พอผมกระชับกอดเข้ามามันก็ยอมเปิดปากและจูบตอบ เราจูบกันอยู่อย่างนั้นนานหลายนาที จูบที่บอกความรู้สึกและระบายความอัดอั้นต่างๆ จูบที่เหมือนเป็นคำสัญญา

          ผมสัญญาว่าทุกอย่างจะชัดเจนกว่าเดิม…

          ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราสองคนล้มตัวลงบนเตียงนอน ดูเหมือนว่านั่นจะไม่น่าสนใจเท่ากับปากหวานๆ ที่ผมกำลังคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง ผมยังคงบดปากเข้ากับปากบางนั่นและมาร์คยังคงจูบตอบผม ลิ้นเราเกี่ยวพันกันมั่ว น้ำลายไหลเยิ้มจนผมต้องผละออกมากดซับมุมปากมัน คลอเคลียอยู่แถวนั้นก่อนจะขยับขึ้นไปกดจมูกลงแก้มใสๆ

          “ผะ…ผมต้องไปทำกิจกรรม” เสียงแหบบอกหอบๆ ให้ผมได้ยิ้ม พยุงตัวมองหน้ามันที่เอียงหนีสายตาผมก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ

          “ไม่ทำหรอก มึงไม่อยากให้ทำกูก็ไม่ทำ” ผมว่าแล้วพาดมือผ่านเอวมัน ขยับเข้าไปใกล้จนหน้าติดกับแขนแข็งๆ ของมาร์คแล้วจูบมัดกล้ามที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อตัวบาง

          “ผมบอกว่าต้องไปทำกิจกรรมไง” มันว่าก่อนจะขยับแขนหนี ถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงโทรออกหาเพื่อนคนสนิท

          “ยี่หวา” ผมเรียกชื่อมันทันทีที่เสียงรอสายหายไป

          [อะไร ไม่รอให้กูทักก่อนอ่ะ] เสียงหวานของเพื่อนถามกลับ

          “หลานมึงไม่สบาย” ผมว่าก่อนจะหันหน้าเข้าหามาร์ค ยกมือขึ้นแตะซอกคอมันเบาๆ แต่อีกคนก็สะดุ้ง “ตัวร้อนมาก หายใจหอบด้วย” ผมว่ายิ้มๆ มองหน้ามาร์คแล้วก็ต้องกลั้นขำ สายตามันไม่พอใจแต่หน้ามันก็แดง

          [เป็นอะไรมากไหมวะ ให้กูเรียกหมอไหม?]

          “ไม่ต้อง กูแค่จะบอกว่ากูกับมันไม่เขาภาคเช้า จะไปอีกทีตอนรับเกียร์” ผมบอกเพื่อนนิ่งๆ

          [เดี๋ยวก่อน…กูรู้สึกว่ามันแปลกๆ]

          “กูไม่ได้โทรมาบอกเพื่อให้มึงสงสัย กูโทรหามึงเพื่อให้มึงรู้ไว้ แค่นี้นะ” ผมว่าแล้วกดตัดสายก่อนที่ยี่หวาจะโวยวาย ยักคิ้วให้มาร์คหนึ่งทีมันก็เบะปากกลับมาให้

          “นิสัยไม่ดี” มันว่าเบาๆ ส่วนผมก็ยิ้มรับ

          “มึงบอกเองว่ากูคนเลว” ผมว่าแล้วยกมือขยี้ผมมัน มันหันมาตีหน้ายุ่งใส่ผมแต่สุดท้ายก็เบือนหน้าหนี

          ผมมองมาร์คที่นอนหันหน้าไปทางหน้าต่างแล้วขยับเข้าไปใกล้มัน ถดตัวลงนอนซบกับแขนแกร่งนั่นก่อนจะพาดแขนผ่านเอวมัน มันไม่ได้ยกมือขึ้นมาโอบรอบคอหรือลูบหัวผมแต่มันตัวแข็ง คนที่เพิ่งร้องไห้ไปหมาดๆ หันมามองก่อนจะชะงักเมื่อผมช้อนตาขึ้นมอง

          “ดีกันแล้วนะ” ผมว่าเสียงอ้อนๆ หน้าของอีกคนก็ค่อยๆ แดงขึ้นก่อนที่ดวงตาคู่เรียวนั่นจะมองไปทางอื่น ผมไม่เคยอ้อนมัน เหมือนที่มันไม่ค่อยจะอ้อนผมนั่นแหละ

          “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากคนตัวสูงข้างๆ มาร์คมันแค่ขยับตัวนิดหน่อยแต่ผมกลับดึงมันเข้ามาหาไม่ให้มันขยับได้

          “ดีกันแล้วไง เมื่อกี้ก็จูบง้อแล้วอ่ะ” ผมว่าต่อ มันเลยก้มลงมามองผม ผมผงกหัวขึ้นก่อนจะดึงแขนยาวๆ ของมันให้วางแนบไปกับเตียงแล้วค่อยนอนลงใหม่ให้ผมได้นอนทับแขนมัน มันมองอึ้งๆ แต่ก็ไม่ได้ขยับหนี

          “พี่…”

          “ดีเถอะ อ้อนขนาดนี้แล้ว” ผมว่าแล้วยิ้มอ้อนมัน คนที่หน้าแดงอยู่แล้วกระตุกยิ้มขำก่อนจะบอกออกมาเบาๆ

          “คิดว่าทำแล้วน่ารักเหรอ” คำที่มันพูดออกมาทำเอาความมั่นใจของผมหายไปหมด หน้าที่เคยอ้อนเมื่อกี้เปลี่ยนเป็นบู้บี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

          “ก็…มึงบอกว่าชอบแบบนี้กูเลย…” เสียงของผมหายไปเมื่ออีกคนก้มลงมาจูบที่ริมฝีปากเบาๆ มาร์คมันค้างไว้อย่างนั้นนานนับนาทีก่อนจะดูดกลีบปากผมแล้วผละออก

          “ชอบจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว…” มันว่าให้ผมได้ระบายยิ้มเต็มใบหน้า

          “กูก็เหมือนกำลังตกลงไปเลย” ผมว่าเขินๆ ก่อนจะตะแคงข้างเข้าหามัน ขยับเข้าใกล้อีกคนมากกว่าเดิมมันก็ทำตาม หน้าผมซุกเข้ากับซอกคอหอมๆ ของมัน มาร์คเองก็ก้มลงมาจนคางแหลมนั่นวางอยู่บนหัวผม

          “ผมชอบแบบนี้มากเลยพี่วี” ผมซุกเข้าหามันอีกครั้งเพื่อที่จะบอกว่า ผมเองก็ชอบแบบนี้มากๆ เหมือนกัน

          ผมนอนกอดมาร์คอยู่ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ที่รู้สึกตัวนี่ไม่ใช่เพราะหายง่วงแต่เป็นเพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของอีกคนต่างหาก ขยับออกจากมันนิดหน่อยแล้วหันไปมองนาฬิกา เก้าโมงกว่าๆ คือเวลาที่ควรจะกินข้าวเช้าได้แล้ว

          ผมลงมาหาข้าวให้มาร์ค ได้ข้าวต้มปลาให้มัน ก่อนจะขึ้นไปก็เดินไปหาพวกเด็กแพทย์ขอยาลดไข้มาอีกชุด มองหาไอ้กัณฐ์กับไอ้บาร์แต่ก็ไม่เจอ เอาเถอะ…ปล่อยให้พวกมันเคลียร์กันไปเถอะ ผมไม่สนใจแล้วล่ะ คนที่นอนตัวร้อนบนห้องน่าสนใจกว่าเยอะ

          “ถ้าเจ็บคอก็ดื่มน้ำอุ่นนะครับ แต่พี่ก็อยากให้งดน้ำเย็น เช็ดตัวแทนการอาบน้ำนะครับ กินข้าวแล้วกินยาตามนี้นะ” ว่าที่คุณหมอตัวขาวๆ บอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอายาให้ผม

          “ขอบคุณครับ” ผมตอบกลับแบบสุภาพ

          “พี่ขอวัดไข้ได้ไหม?” เขาหยิบปรอทมาก่อนจะมองผผมเหมือนขออนุญาต

          “ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ รุ่นน้องน่ะ” ผมตอบยิ้มๆ พี่เขาพยักหน้าเข้าใจก่อนจะอธิบายเรื่องการเช็ดตัวให้ฟังแล้วค่อยขอตัวออกไป

          ผมกลับมาบนห้องพร้อมกับถาดข้าวต้มและยา วางไว้โต๊ะข้างเตียงก่อนจะเดินเข้าไปหาอีกคน ยกมือขึ้นแตะหน้าผากมันเบาๆ รู้สึกว่าร้อนไม่มากแต่ก็ควรจะกินยา ผมเดินเข้าไปรองน้ำอุ่นก่อนจะกลับมานั่งข้างมันเหมือนเดิม ใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดจนหมาดเหมือนที่ว่าที่คุณหมอบอก เอาไปซับที่หน้ามันเบาๆ ก่อนจะเช็ดลงมาที่คอ มาร์คขยับยุกยิกและเอียงคอหนีเมื่อรับรู้ถึงสิ่งรบกวนก่อนที่จะลืมตาขึ้นมามองผมงงๆ

          “เช็ดตัวไง มึงตัวร้อน” ผมบอกมันทั้งๆ ที่มันยังไม่ถาม มันเลยพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งแล้ว…

          พรึ่บ!

          ถอดเสื้อออกหน้าตาเฉย หันมามองผมด้วยตาปรือๆ ของมันให้ผมได้ถือผ้าค้างแล้วกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ไอ้เด็กเวร...ถึงจะผู้ชายด้วยกันแต่มันก็รู้ป่ะวะว่าผมก็หวั่นไหวกับมันเหมือนที่มันเองก็หวั่นไหวกับผม แล้วถอดเสื้อออกอวดหุ่นแน่นๆ แบบนี้จะให้ผมคิดว่ายังไง

          “เช็ดหลังด้วย เหนียวตัวจะตายอยู่แล้ว” มันว่าแล้วนอนคว่ำลง  ส่วนผมนี่กลืนน้ำลายอีกรอบ

          มาร์คหันหน้าไปอีกทางซึ่งมันดีต่อสายตาผม ตอนนี้ผมเลือกที่จะไม่สนใจเนื้อแน่นๆ ที่แผ่นหลังนั่นหรือเอวสวยๆ ที่ผมเคยจับมาก่อน ผมพยายามที่จะไม่มองก้นงอนๆ ที่ถูกปิดด้วยกางเกงตัวบางๆ นั่น แต่มันก็มีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว ผู้ชายนี่มันก้นแน่นได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ?

          “เช็ดสิ” มันหันกลับมามองและเสียงของมันทำให้ผมได้สติ ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดและบอกกับใจว่าให้อดทน มองผ้าผืนเล็กที่อยู่ในมือแล้วเกิดอิจฉามันนิดหน่อย ถ้าไม่มีผ้ากั้นระหว่างมือผมกับแผ่นหลังของมันแล้วล่ะก็นะ*…*

          “พี่เช็ดตรงนั้นนานไปแล้วนะ” มันเอี้ยวตัวกลับมามองส่วนผมก็แค่เลิกคิ้วขึ้นมองตอบ

          กูจะเช็ดแม่งทั้งวันอ่ะ

          หลังจากที่ผมเช็ดตัวให้มาร์คเสร็จก็บอกให้มันกินข้าวกินยา ซึ่งมันเองก็ทำตามอย่างว่าง่ายไม่มีงอแง ต่างจากไอ้บาร์ที่งอแงทุกครั้งที่มันป่วย เพื่อนคนอื่นไม่เข้าใกล้หรอกครับมีแต่ผมนี่แหละที่เป็นหน่วยกล้าตายทุกที ผมปล่อยมาร์คให้นอนต่อและตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนบ่ายสี่โมงตามที่มันบอก ความจริงแล้วผมไม่อยากให้มันลงไปทำกิจกรรมหรอกนะแต่นั่นมันเป็นกิจกรรมหลักที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ และมันเองก็อยากไป

          ผมเข้าไปก่อกวนไอ้บาร์กับเด็กแพทย์หลังจากที่ออกจากนอนมองมาร์คหลับจนพอใจแล้ว ผมกะจะไปบอกมันว่าที่มานี่คือมามอบเกียร์ให้น้องนะกรุณาออกไปเป็นสักขีพยายานด้วย มันก็อยู่ด้วยกันกับเด็กมันนั่นแหละ ไม่รู้ไปง้อกันท่าไหนเพื่อนผมตาบวมและเพิ่งตื่นนอนตอนพวกผมไปหานี่เอง เอ่ยแซวมันสองสามประโยคแต่โดนมันตอกกลับมาเพียงแค่ประโยคเดียวด้วยคำว่า ได้แล้วจะพูดอะไรให้เยอะล่ะ

          กูก็ได้กันแล้วนะ ไม่เห็นจะพูดน้อยเหมือนพวกมึงเลย

          กิจกรรมการบูมถูกจัดขึ้นที่หาดแห่งนี้ วงล้อมใหญ่ๆ ตีกว้างจนกินพื้นที่ไปเยอะนั่นทำให้ต้องนั่งซ้อนกันเป็นวงกลมหลายแถว พวกพี่ว้ากที่นำทีมโดยไอ้ปอนด์ก็ยืนเก๊กเอามือขัดหลังแล้วมองน้องนิ่งๆ อยากจะเดินเข้าไปเอามีดเฉาะหัวเพื่อนตัวเอง มันหมดเวลาเก๊กตั้งแต่มึงชวนน้องไปกินเหล้าแล้วครับ อยากตะโกนบอกมันอย่างนี้แต่ก็ทำได้แค่เดินลงไปดูกับพวกมัน

          เด็กปีหนึ่งมองมาที่ผมแล้วซุบซิบกันใหญ่ หลายคนทำหน้าเพ้อฝันและมีบ้างที่ผมได้ยินคำว่า อดีตเดือนโสดแล้ว อยากจีบพี่เขาจัง หรือแม้แต่เรื่องที่ผมอัพรูปบุคคลปริศนาลงเฟซบุ๊กเมื่อหลายวันก่อน มองไปที่คนคนนั้นแล้วก็ยิ้มให้มันบางๆ มันทำหน้านิ่งของมันนั่นแหละ อาจจะไม่สบายตัวเพราะตัวร้อนด้วย ผมเดินเลียบๆ เคียงๆ ไปทางนั้นจนไอ้ฟิวส์เลิกคิ้วขึ้นมอง ผมเลยกระตุกยิ้มเท่ๆ ตอบมัน

          มันนี่แหละสายสืบของผม

          “เสียงดังอะไรกันครับ แล้วมองทำไม! ถึงนี่จะเป็นกิจกรรมสบายๆ แต่ตอนนี้ผมไม่สบายนะครับ” ไอ้ปอนด์มันว่าอย่างนั้น

          “ทำไมไม่สบายวะ เมื่อเช้ากูยังเห็นพี่เขายิ้มร่าอยู่เลย” ผมหลุดหัวเราะจนไอ้ปอนด์มองมาเมื่อได้ยินคำผานกระซิบกับฟิวส์ คนหล่อที่ได้ชื่อว่าเดือนคณะแอบตบหัวเพื่อนตัวเองหนึ่งทีแล้วมองตรงไปข้างหน้าเหมือนเดิม

          “กิจกรรมต่อไปนี้จะเป็นการบูมเพื่อรับเกียร์แล้วก็เพื่อให้รุ่นพี่ในสายยอมรับนะครับ ดังนั้นให้นักศึกษาใหม่ออกมาบูมทีละคนตามรายชื่อที่รุ่นพี่ประกาศนะครับ”

          หลังจากนั้นพวกมันก็เริ่มสั่งให้น้องบูมและรายงานตัวกับสายรหัสโดยท่องชื่อจริงและชื่อเล่นของพี่ในสายให้ครบทุกคน เด็กปีหนึ่งคนอื่นก็นั่งมองเพื่อนที่บูมอยู่ตรงกลาง ข้างหน้าน้องมันประมาณสามสิบก้าวมีสายรหัสถือเกียร์ไว้รออยู่ คนแล้วคนเล่าที่ผ่านไปแต่ไอ้ปอนด์กับไอ้ปินมันยังเล่นบทโหด แกล้งน้องให้รายงานสองรอบบ้าง แกล้งว่าน้องรายงานชื่อพี่ไม่ถูกบ้าง แม้แต่รอเรือไม่ชัดมันยังแกล้งให้น้องพูดใหม่เลย

          “ต่อไปรหัสxxxxxxxxxx” รหัสสิบตัวถูกประกาศออกมาสองครั้ง ไอ้เด็กตัวสูงที่ผมรู้จักดีค่อยๆ ลุกขึ้นจากที่นั่งตัวเองแล้วเดินไปที่กลางวง หวิดจะล้มหรือสะดุดขาตัวเองไปบ้างแต่มันก็บูมได้เสียงดัง ทุกครั้งที่มันขยับตัวขึ้นลงผมไม่สามารถละสายตาจากมันได้ ตาเรียวรีมองไปที่เกียร์พร้อมกับเสียงแหบทุ้มที่ค่อยๆ เอ่ยชื่อสายรหัสทีละคนอย่างไม่ผิดพลาดตั้งแต่ต้นจนจบ

          “อีกรอบครับ! ผมไม่ได้ยิน!” ผมหันขวับไปมองไอ้ปอนด์เหมือนกับที่ไอ้มาร์คทำ แต่เด็กมันก็พูดอะไรไม่ได้ก้มลงบูมต่อยังไม่ถึงครึ่งเสียงไอ้ปินก็ดังขึ้นขัดสั่งให้มันบูมใหม่ เพื่อนแม่งแกล้งมันทำไมวะ

          ผมมองไปที่ยี่หวามันก็มองมาร์คอย่างลุ้นๆ ไม่ใช่ลุ้นว่ามันจะทำผิดแต่ลุ้นว่ามันจะล้มลงตรงนั้นไหมนั่นแหละ หน้ามันเริ่มซีดจนผมเองทนไม่ไหวเดินไปกระซิบกับไอ้ปอนด์ที่ยืนอยู่ข้างหลังว่ามาร์คมันไม่สบาย

          “เด็กมันไม่สบายไอ้เวร” เพื่อนผมทำหน้าเหรอหราแล้วมองมาที่ผมเหมือนกับจะถามซ้ำว่าจริงหรือเปล่า ผมเลยมองกลับดุๆ

          “ขอโทษเว้ย ก็นั่นเด็กไอ้เหนือกูเลยอยากแกล้ง” อยากยกเท้าถีบเพื่อนสักครั้งแล้วพูดดังๆ ว่านั่นเด็กกู

          มาร์ครายงานรอบที่สี่ก่อนจะค่อยๆ เดินไปเอาเกียร์ เด็กปีสองคล้องให้มันส่วนยี่หวาก็เดินเข้าไปกอดปลอบแล้วพากันเดินออกจากวง ไอ้พี่เทคที่ชื่อทิศเหนือก็เดินเข้าไปหาก่อนจะยกมือขึ้นแตะหน้าผากมัน มาร์คมันยิ้มกลับไปให้แล้วเดินกลับมานั่งกับเพื่อมันเหมือนเดิม ตอนเดินผ่านผมเด็กนั่นเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะพูดไม่มีเสียงว่า โอเคผมเลยบอกมันกลับไปว่า เก่งมาก

          กิจกรรมการบูมเอาเกียร์ยังดำเนินต่อไปจนถึงคนสุดท้ายคือสายรหัสของไอ้บาร์หรือไอ้ฟิวส์เดือนคนปัจจุบันของคณะ เด็กนี่มันโดนแกล้งหนักหน่อยเพราะเป็นสายรหัสของไอ้บาร์ ไอ้ปอนด์ที่หมั่นไส้ไอ้บาร์มาตั้งแต่บ่ายกับไอ้ปินที่หมั่นไส้ฟิวส์เพราะฟิวส์มันหล่อกำลังรวมหัวแกล้งมัน ซึ่งผมก็อดไม่ได้ที่จะสนุกไปด้วยจนไอ้บาร์มันต้องออกโรงปกป้องหลานมัน

          “ที่ไม่มีเกียร์ก็เพราะกูเป็นเมียหมอไง!” ไอ้บาร์ตะโกนอย่างทนไม่ไหวหลังจากที่พวกผมรุมแกล้งมันอยู่นาน มันหน้าดำหน้าแดงพูดออกมาก่อนจะล้วงเข้าไปที่คอเสื้อทศกัณฐ์เพื่ออวดเกียร์ที่คอของเด็กหมอ เสียงโห่แซวดังขึ้นจนเพื่อนผมอายม้วนแต่แฟนเพื่อนกลับไม่

          “เกียร์ของวิศวะอันนี้อยู่ที่หมอ” กัณฐ์ว่าอย่างนั้นแล้วจับเกียร์กับบาร์ “ผู้ชายของวิศวะคนนี้ก็ของหมอ…ชัดนะครับ” เสียงแซวดังขึ้นอีกรอบจนผมทนฟังไม่ไหว เดินไปหาไอ้มาร์คก่อนจะค่อยๆ พามันออกจากวง

          “อย่าให้กูได้เปิดตัวนะแม่ง…” ผมพูดขณะเดินกลับเข้าที่พัก

          “พี่จะเปิดตัวอะไร” มาร์คมันถาม ผมเลยหยุดอยู่ตรงบันไดก่อนที่มันจะหยุดตาม

          “เปิดตัวเมียเหมือนที่มันเปิดตัวไอ้กัณฐ์ไง” ผมบอก

          “กัณฐ์ไม่ใช่เมียพี่บาร์นะ” มันตอบกลับมา

          “หรือมึงจะประกาศว่าเป็นเมียกูเหมือนที่ไอ้บาร์ประกาศล่ะ…แบบนั้นก็ได้นะกูไม่ถือ” ผมว่าแล้วกระตุกยิ้ม ไอ้เด็กตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็อ้าปากพะงาบๆ

          “ทะ...ทำไมผมต้องพูดแบบนั้นล่ะ?” มันถามตะกุกตะกักแล้วเดินต่อ ปล่อยผมให้หัวเราะเบาๆ อยู่คนเดียว

          ตอนกลางคืนพวกเราลงมาดื่มกันทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ล้อมวงได้สามวงใหญ่ๆ แล้วก็นั่งคุยนั่งกิน เดินไปวงนั้นวงนี้เพื่อคุยกันไปเรื่อย เมื่อก่อนหลานรหัสก็นั่งอยู่ข้างผมแต่ตอนนี้แพมขอตัวไปหาเพื่อนที่นั่งอยู่อีกวงแล้ว ข้างผมเลยกลายเป็นหลานรหัสของยี่หวาหรือมาร์ค…เด็กปีหนึ่งที่ผมอยากใกล้ชิดที่สุด

          “ทำไมเวลากินเหล้ามาร์คต้องนั่งข้างไอ้วีทุกทีวะ” เสียงไม่พอใจจากเหนือทำให้ผมเลิกคิ้วมองมันแล้วขยับเข้าใกล้มาร์คมากกว่าเดิม

          “ทำไม?” ผมเลิกคิ้วถามเพื่อนแล้วพาดแขนกับคอมาร์ค เด็กมันหันมามองผมเหมือนกับที่คนอื่นๆ มองมา

          “เมาเหรอ?” เสียงแหบของคนที่ดูเหมือนจะเมาแล้วเอ่ยถามผม

          “ไม่เหอะ มึงแหละเมาแล้วเนี่ย” ผมว่าแล้วดึงแก้วเหล้าออกจากมือมาร์ค

          “ขออีกนิดนะ” มันว่าแล้วปรือตามองผม

          “ตามึงจะปิดแล้ว แล้ววันนี้ก็ไม่สบายด้วยไง” ผมบอกดุๆ

          “อือ…” มันตอบรับในลำคอง่ายๆ จนผมอดเลิกคิ้วสงสัยไม่ได้

          “เป็นอะไร?” ยี่หวายื่นหน้าเข้ามาถาม

          “ทำไมหลานรหัสมึงพูดง่าย…” ผมถามเพื่อนแต่ตามองไอ้เด็กที่นั่งข้างๆ

          “ก็ไม่อยากให้เป็นห่วง” คนตอบไม่ใช่ยี่หวาแต่เป็นมาร์ค คำตอบที่ทำเอายี่หวาอ้าปากค้างแล้วเอื้อมมือมาตบไหล่ผมจนสะดุ้ง

          “ถึงไหนกันแล้วเนี่ย ทำไมมาร์คไม่บอกพี่เลย” เสียงหวานกระซิบถามเบาๆ ให้พอได้ยินกันแค่สามคน

          “พี่ยี่หวารู้อยู่แล้วนี่” เด็กมันตอบเขินๆ ก่อนจะก้มลงไปกินหมูที่เพิ่งคีบมา ผมยิ้มให้มันทั้งๆ ที่มันไม่ได้มองก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ผมมันอีกที มันเงยหน้าขึ้นมามองเขินๆ ก่อนจะก้มกลับไปกินเหมือนเดิม

          “ไม่กลัวคนอื่นมองหรือไง…” มาร์คมันว่าเบาๆ ผมเลยเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน ไม่มีใครสนใจเราเพราะตอนนี้คู่ทศรากำลังเป็นที่น่าสนใจ ไม่มีใครมองมาทางนี้นอกจากเพื่อนสนิทอีกคนของผม

          เพื่อนสนิทที่ชอบไอ้มาร์คของผม

          “ความสาวอะไร ดลใจให้อ้อนผัวครับ!” ผมละสายตาจากไอ้เหนือแล้วชูโทรศัพท์ขึ้นก่อนจะถามไอ้บาร์ คอมเมนต์ของมันเด้งขึ้นพอดี เพื่อนทั้งวงก็โห่แซวมันเลยตะโกนกลับมาบอกว่าทศกัณฐ์เป็นคนทำ

          พวกผมล้อมันต่อจนมันอายม้วนและสุดท้ายก็ทวงการจูบที่มันเคยบอกไว้ว่าจะทำ ตอนแรกเพื่อนผมก็อิดออดไม่กล้าจูบกัณฐ์ต่อหน้าพวกผม แต่สุดท้ายเด็กเดือนแพทย์มันก็จับไอ้บาร์มาจูบ ซึ่งลีลาการจูบนี่คือแทบจะละลายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันตรงนั้น พวกมันโดนแซวหลังจากผละจูบออก แซวจนไอ้บาร์มันมุดเข้าอกเด็กมันอีกครั้งเพื่อนก็ยังไม่หยุดแซว ผมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะยกมือขึ้นกอดคอมาร์คแล้วดึงมันเข้ามาใกล้

          “กูกับกัณฐ์ใครจูบเก่งกว่ากันวะ” ผมถามคนข้างๆ เมื่อเพื่อนกำลังพูดถึงลีลาการขยับปากของเดือนคณะแพทย์

          “ถามบ้าอะไรไม่เคยจูบกับมัน” มาร์คมันตอบกลับมา มุมปากผมโค้งขึ้นบ่งบอกว่าผมรู้สึกดีจนอดหัวเราะเบาๆ ในลำคอไม่ได้

          “ก็จากการดูไง” ผมถามต่อ

          “พี่ต้องถามว่าผมชอบแบบไหน”  มาร์คว่าอย่างนั้น แต่ผมกลับส่ายหน้าแล้วก้มลงไปจนชิดหูมัน

          “มึงชอบจูบของกูไหม…” ผมกระซิบถามเบาๆ ก่อนจะผละออกมาเพื่อรอคำตอบ

          “อย่าโง่…” มันตอบกลับมาแค่นั้นแล้วหันไปสนใจอาหารแต่ผมกลับยิ้มจนออกนอกหน้า ยี่หวามันสะกิดบอกว่าเหนือมองอีกแล้ว แต่ผมก็ไม่สนใจ  ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ว่ามันมองหรือไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ว่ามันชอบมาร์คแค่ไหน ผมแค่เลือกที่จะไม่สนใจมันต่างหาก ชอบแค่ไหนแล้วไง? มาร์คมันชอบผมและตอนนี้ผมไม่โง่แล้ว…





#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น