ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 กลับบ้าน

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 กลับบ้าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2560 19:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 กลับบ้าน
แบบอักษร


หวังเสี่ยวหลง เปิดอ่านตำราวิชากระบี่บัญชาสวรรค์

“กระบี่บัญชาสวรรค์ มี 10 ชั้น การฝึกแต่ละชั้นต้องมีระดับขอบเขตลมปราณที่กำหนด คือชั้น 1 ต้องมีลมปราณพื้นฐาน ขั้น 1-9, ชั้น 2 ต้องมีลมปราณก่อเกิดขั้น 1-9,ชั้น 3 ต้องมีลมปราณวิญญาณ ขั้น 1-9, ชั้น 4 ต้องมีลมปราณเที่ยงแท้ ขั้น 1-9, ชั้น 5 ต้องมีลมปราณสร้างแกนหลัก ขั้น 1-9, ชั้น 6 ต้องมีลมปราณสวรรค์ ขั้น 1-9, ชั้น 7 ต้องมีลมปราณศักดิ์สิทธิ์ ขั้น 1-9, ชั้น 8 ต้องมีลมปราณเทวะ ขั้น 1-9, ชั้น 9 ตั้งมีลมปราณเซียน ขั้น 1-9, และชั้น 10 ต้องมีลมปราณเซียนเหนือเซียน ขั้น 1-9...”

  ขอบเขตลมปราณผู้ฝึกยุทธมี 11 ระดับ ได้แก่ พื้นฐาน, ก่อเกิด, วิญญาณ, เที่ยงแท้, สร้างแกนหลัก, สวรรค์, ศักดิ์สิทธิ์, เทวะ, เซียน, เซียนเหนือเซียน, และเทพนิรันดร แต่ละขอบเขตจะแบ่งเป็น 9 ขั้น ยกเว้นระดับเทพนิรันดร ซึ่งจะไม่มีการแบ่งขั้น

วิชาอีก 4 วิชา ก็มี 10 ชั้น และกำหนดขอบเขตลมปราณที่จะต้องมีก่อนเช่นเดียวกับวิชากระบี่บัญชาสวรรค์ และแต่ละวิชาก็มีบอกวิธีฝึกลมปราณไว้ด้วย ความยากของวิชาจึงไม่ได้อยู่ที่ท่าร่าง แต่เป็นการทำความเข้าใจเคล็ดลมปราณและการฝึกลมปราณ เพราะแต่ละวิชาจะมีวิชาลมปราณที่มีวิถีโคจรไม่เหมือนกัน

แม้ว่าจะมีร่างเทวะ ที่ชีพจรเชื่อมต่อสมบูรณ์แบบ แต่ก็ยังต้องมีความแดทนและความเพียรอย่างยากลำบากจากการฝึกลมปราณ เพื่อที่จะให้บรรลุในแต่ละขั้นตอน และแต่ละขั้นต้องก็ต้องปรับร่างกายให้สามารถรองรับลมปราณที่เพิ่มมากขึ้นได้ด้วย ดังนั้นผู้ฝึกตนจึงต้องมียาโอสถวิเศษเพื่อช่วยในการฝึกลมปราณ

หวังเสี่ยวหลงที่มีร่างเทวะแล้วก็ไม่อาจมีข้อยกเว้นได้ แต่เขาก็ไม่ได้ต้องกังวล เพราะในหอโอสถนั้นมียาโอสถวิเศษมากมายที่ใช้ในการฝึกลมปราณ เขาได้กินยาโอสถแล้วหลายชนิด แต่การกินยาโอสถวิเศษก็มีขีดจำกัดของเวลาเช่นกัน เพราะหากกินเกินปริมาณ ก็จะไม่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นแต่อาจมีโทษตามมาได้ เพราะอาจทำให้มีลมปราณมากเกินกว่าที่ร่างกายจะปรับสภาพได้ทัน นั้นจะส่งผลให้เกิดอันตรายร่างกายแตกระเบิดได้ แม้ว่าจะมีร่างเทวะก็มีอาจใช่งานเกินขีดจำกัดของร่างกายได้

หวังเสี่ยวหลงใช้เวลา 7 วันที่เหลือฝึก ฝึกและฝึกตลอดเวลา

วันแรก วันที่สองและวันที่สาม เขาใช้ยารวมปราณ 10 เม็ด ยาขยายชีพจร 3 เม็ด ยาเสริมความแข็งแรงของร่างกาย 9 เม็ด ยาพิษโลหิตไฟ 11 เม็ด ยาพิษน้ำแข็งอสนีบาต 12 เม็ด เพื่อฝึกลมปราณพื้นฐานของวิชาทั้ง 5 วิชา จนสำเร็จถึงระดับขอบเขตลมปราณพื้นฐาน ขั้น 9

วันที่ 4 จึงได้ฝึกวิชากระบี่บัญชาสวรรค์ ชั้น 1 ได้สำเร็จ และฝึกวิชามหาบุรุษเทพ ชั้น 1 ได้สำเร็จ

วันที่ 5 ฝึกวิชาบัวน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ ชั้น 1 ได้สำเร็จ และฝึกวิชาเพลิงสวรรค์พิโรธ ชั้น 1ได้สำเร็จ

วันที่ 6 ฝึกวิชาศรอสนีบาต ชั้น 1 ได้สำเร็จ  

 วันที่ 7 เขาใช้เวลาไปกับการล่าสัตว์อสูร เพื่อทดสอบวิชาทั้ง 5 ที่ฝึกได้

ที่ภูเขาลูกที่สาม

“ฟิ้ว เปรี้ยง”

ศรอสนีบาต ถูกปล่อยออกมาพุ่งเข้าโจมตีหมูป่าอสูรเลือด สัตว์อสูรระดับ 2 ที่มีลำตัวใหญ่ถึง 3 เมตรกว่า หนังที่หนาทนทานต่อการโจมตีด้วยอาวุธมีคมเหล็กกล้า ก็ถูกศรอสนีบาตเจาะเข้ากลางลำตัว พร้อมกับสายฟ้าที่ระเบิดร่างกายของมันกระจุย

“อานุภาพ ศรอสนีบาตนี้รุนแรงมาก เพียงชั้น 1 เท่านั้น ก็ระเบิดร่างของสัตว์อสูรระดับ 2 หมูป่าอสูรเลือดจนกระจุยเลย กระว่าจะเอาเนื้อมันมาทำอาหารกินชะหน่อย, ดันเละชะแล้ว ครั้งต่อไปคงต้องปรับความรุนแรงลงอีก วิชาอื่นๆก็เหมือนกัน กระบี่บัญชาสวรรค์ ก็ฟันหมาป่าอสูรเงิน ระดับ 3 จนเละ พอใช้บัวน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ ชั้น 1 ก็แช่แข็งงูอสูรหางเพลิง ระดับ 3 จนเป็นระติมากรรมน้ำแข็งเลย พอใช้เพลิงสวรรค์พิโรธ ชั้น 1 เพื่อจะละลายมันก็เผามันซะเป็นขี้เถ้ากระจายไปตามลมเลย ขนาดใช้หมัดล้วนๆจากวิชามหาบุรุษเทพ ชั้น 1 กับเสือเขี้ยวดาบ ระดับ 2 ก็ซัดมันจนหัวระเบิดเพียงหมัดเดียว ดีที่ส่วนอื่นๆไม่ได้รับความเสียหาย”

หวังเสี่ยวหลงบ่นพร้อมกับเดินไปเก็บเอาผลึกพลัง ระดับ 2 ของหมูป่าอสูรเลือด            

เย่หลิงฟง ยังติดตามเขาอยู่ตลอดเวลา กล่าวเตือนขึ้นว่า

“อีก 30 นาทีจะครบ 30 วันที่เข้ามาอยู่ในนี้แล้ว เจ้าต้องเตรียมตัวออกไปแล้ว”

“จะครบ 30 วันแล้วหรือเร็วจัง ภายนอกคงจะผ่านไปเพียง 3 วันสินะ เอาละข้าจะไปแล้ว”

“ยังมีเวลา อีก 30 นาที ไม่ต้องรีบก็ได้ เจ้าควรจะไปที่หอคลังสมบัติ เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ ที่หอนั้นมีเสื้อผ้าชายและหญิง ที่หรูหรากว่าชุดที่เจ้าสวมอยู่นี้มากและยังมีอ็อปชั่นเสริมอีกด้วย”

“อ้า ข้าลืมไปเลย ขอบคุณที่เตือนนะ”

“ด้วยด้วยที่ ข้าต้องดูแลเจ้านายข้าจึงต้องเตือนอยู่แล้ว ท่านน่าจะอาบน้ำด้วยเลย จะดีมาก น้ำในทะเลสาบในดินแดนนี้ มีประโยชน์ในการชำระล้างสิ่งสกปรกได้ดี และยังฟื้นฟูลมปราณได้ด้วย”

หวังเสี่ยวหลงพยักหน้ารับ เพราะรับรู้นิสัยเย่หลิงฟงแล้ว เขาหลับตากำหนดสถานที่และใช้การเคลื่อนย้ายด้วยจิตไปยัง หน้าตำหนักหอคลังสมบัติทันที เมื่อลืมตาขึ้นเขาก็ยืนอยู่ที่หน้าหอคลังสมบัติแล้ว

หอคลังสมบัติ มี 12 ชั้น แต่ละชั้นมี 9 ห้อง เขาไม่มีเวลาทีจะสำรวจทั้งหมดว่ามีอะไรบ้าง เขาคิดว่าเมื่อเข้ามาครั้งต่อไปค่อยมาสำรวจก็ได้ จึงตรงไปที่ชั้น 12 ซึ่งเป็นชั้นเก็บชุดเสื้อผ้าและชุดเกราะ  เขาถูกใจชุดเสื้อผ้าไหมลายมังกรสีฟ้ามาก เย่หลิงฟงบอกว่า

“ชุดนี้เป็นชุดมังกรฟ้าเหินเวหา เสริมความเร็วและเหินบนเวหาได้ ความเร็วและระยะเวลาที่เหินบนเวหาขึ้นอยู่กับลมปราณผู้ที่สวมใส่ชุดด้วย”

นอกจากนี้ ที่ชั้นนี้ยังมีกระเป๋ามิติเก็บของด้วย เพื่อเก็บสิ่งของไว้ใช้ที่ภายนอก เขาจึงนำชุดอื่นๆอีก 10 ชุดเก็บไว้ในกระเป๋ามิติ เงินทองอัญญะมณี ผลึกพลังสัตว์อสูร ยาโอสถฟื้นฟูลมปราณ และเนื้อเสือเขี้ยวดาบ เก็บไว้ในกระเป๋ามิติด้วย

เขาใช้เวลาเลือกสิ่งของ ประมาณ 20 นาที เหลืออีก 10 นาทีก็ไปที่ทะเลสาบ และอาบน้ำ เสร็จแล้วก็สวมเสื้อผ้าชุดมังกรฟ้าเหินเวหา จากนั้นก็ออกมาจากดินแดนมิติกระบี่สวรรค์

กระบี่สวรรค์ยังปักอยู่ที่ก้อนหินใหญ่ หวังเสี่ยวหลงไม่ได้ใช้แรงมากก็ดึงออกมาได้ กระบี่สวรรค์หายเข้าไปในร่างของหวังเสี่ยวหลงและหลอมรวมกับร่างกายของเขา

“เมื่อกระบี่สวรรค์ยอมรับเจ้านายมันจะหลอมรวมเข้ากับร่างกาย และเมื่อจะใช้ก็เรียกมันออกมา” เย่หลิงฟงได้บอกหวังเสี่ยวหลงไว้แล้วก่อนหน้านี้

หวังเสี่ยวหลงทดสอบเรียกกระบี่สวรรค์ออกมาจากร่างกาย และเรียกมันเข้าไปในร่างกาย  3 ครั้ง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย จากนั้นเขาก็เดินทางออกจากป่าสัตว์อสูร

ป่าสัตว์อสูรมีขนาดใหญ่ ปกคลุมพื้นที่นับ 1 ล้านตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่กลางทวีป ล้อมรอบป่าสัตว์อสูรเป็นอาณาจักร 16 อาณาจักร ได้แก่ ชินอู่, ชิง, หวังตี้, หวง, จิน, สุ่ยเซียง, เป่ย, ซ่ง, โฮ้ง, เฟิง, หลิง, อารยัน, เฉิน, ซาง, หยาง, และอิง

ตระกูลหวังของหวังเสี่ยวหลงตั้งอยู่เขตอาณาจักรสุ่ยเซียง เป็นตระกูลหวังสาขาที่แยกออกมาจากราชวงศ์หวังตี้เมื่อ 1,000 ปีก่อน

หวังฉิน เป็นพ่อของหวังเสี่ยวหลง และเป็นผู้นำรุ่นที่ 5 ของตระตระกูลหวัง มีภรรยา 3 คน (ไม่นับรวมแม่ของหวังเสี่ยวหลงด้วย)  มีบุตร 8 คน เป็นชาย 6 คน หญิง 5 คน

ด้วยหวังฉินมีบุตรมากจึงไม่อาจให้ความรักใส่ใจบุตรทุกคนได้ บุตรแต่ละคนจึงถูกได้ความรักความสนใจจากเขาแตกต่างกัน

คนที่ไร้ประโยชน์เช่นหวังเสี่ยวหลง จึงถูกละเลยจากหวังฉินไปนานแล้ว

การหายตัวไปของหวังเสี่ยวหลง มีเพียงคนที่ก่อเหตุเท่านั้นที่รู้เห็น

หญิงรับใช้ที่เลี้ยงหวังเสี่ยวหลง ชื่อว่าหวังเจียวอี้ ตอนนี้อายุ 45 ปี นางไม่เห็นหวังเสี่ยวหลงกลับมาบ้าน 5 วันแล้ว นางกังวลมาก แม้ว่าหวังเสี้ยวหลงจะไม่ใช่ลูกของนาง แต่นางก็เลี้ยงเขามาตั้งแต่ยังเป็นทารก จึงมีความผูกพันอยู่มาก นางได้สอบถามและติดตามหาหวังเสี่ยวหลงตามที่ต่างๆที่เขาเคยไป เพราะคิดว่าเขาคงไปซ่อนตัวอ่านตำราที่ไหนสักแห่ง แต่นี้ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ปกติเขาจะหลบซ่อนตัวนานสุดก็ 3 วันเท่านั้น ไม่เคยนานถึง 5 วันมาก่อน  นางถามพวกคนรับใช้ ทุกคนก็จะส่ายหัวบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ทราบ และยังพูดประชดว่า

“เขาคงหาที่ลับตาคนไปหลบซ่อนตัว หรือแอบไปฆ่าตัวตายที่ไหนสักแห่งแล้วมั่ง”

ช่วงนี้ตระกูลหวังก็มีปัญหายุ่งยากมากมาย พวกเขาจึงไม่สนใจที่จะตามหาหวังเสี่ยวหลงอย่างจริงจัง หวังฉินก็ยังไม่รู้เรื่องที่หวังเสี่ยวหลงหายตัวไป เพราะหวังเจียวอี้ยังไม่ได้แจ้งรายงานแก่เขา

หวังจงเสียน ลูกชายคนโตของหวังฉินกำลังจะแต่งงาน พวกเขาจึงต้องเตรียมงานและเตรียมสถานที่จัดงานแต่งงาน

และอีก 4 เดือนก็จะมี ประเพณีประลองยุทธประจำทุก 5 ปีครั้ง โดยเป็นการประลองยุทธของรุ่นหก รุ่นเจ็ด และรุ่นแปด เพื่อจัดลำดับและชิงรางวัล ซึ่งลำดับจะมีผลต่อตำแหน่ง เงินเดือนและงานภารกิจที่จะได้รับมอบหมายจากสภาตระกูลด้วย

เช้าวันนี้เป็นวันสำคัญ วันแต่งงานของหวังจงเสียน เจ้าสาวของเขาเป็นธิดาคนเล็กขององค์ชายสุ่ยตี้ ซึ่งเป็นรัชทายาทราชวงศ์สุ่ยเซียง         

หวังจงเสียนเป็นอัจฉริยะของตระกูลหวัง เขาอายุ 25 ปีนี้ และเขาสามารถฝึกถึงระดับขอบเขตปราณเที่ยงแท้ขั้น 7 ได้รับเป็นสาวกหลักของนิกายแสงม่วง

นิกายแสงม่วงเป็นนิกายที่สนับสนุนราชวงศ์สุ่ยมานานนับ 1,300 ปี เป็นนิกายอันดับ 3 ในอาณาจักรสุ่ยเซียง ซึ่งเป็นรองนิกายกระบี่เซียน และนิกายมหายุทธ  

นอกจาก 3 นิกายนี้แล้วอาณาจักรสุ่ยเซียงยังมีนิกายใหญ่อีก 3 นิกาย คือนิกายบัญชาสวรรค์ นิกายหมื่นโอสถ และนิกายบุบผาเซียน

นอกจาก 6 นิกายแล้วยังมีตระกูลใหญ่ อีก 7 ตระกูล คือ สุ่ย, กัง, อั่ง,หวัง ,ยัง, หลัน และหวิน

แขกรับเชิญจาก 6 นิกายและ 7 ตระกูลใหญ่ ต่างเดินทางมาร่วมพิธีแต่งงานของหวังจงเสียนกับสุ่ยเว่ยถิง

คนรับใช้ต่างมีงานล้นมือ

หวังเสี่ยวหลงได้ออกจากป่ามา และได้พบกับขบวนเดินทางหนึ่งเข้า เป็นหญิงสาวจำนวน 7 คน พวกเธอคือสาวกหลักนิกายบุบผาเซียน พวกเธอกำลังเดินทางไปร่วมพิธีแต่งงานของหวังจงเสียนและสุ่ยเว่ยถิง

“ศิษย์น้องเว่ยถิงโชคดีมากที่ได้แต่งงานกับอัจฉริยะตระกูลหวัง เขาทั้งหล่อและเป็นถึงศิษย์สาวกหลักนิกายแสงม่วงเชียวนะ ข้าอิจฉาจังเลย” หนึ่งในพวกเธอเอ่ยขึ้น

“ศิษย์น้องหลิน(หลินฉือ) เจ้านะมีคู่หมั่นแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าขยะหวังเสี่ยวหลงนั้นไง ละ ฮา ฮา ฮาๆ”

“ศิษย์พี่ยัง(ยังเชี่ยหง)ล้อข้าอีกแล้ว ข้าไม่ได้หมั้นกับเจ้าขยะหวังเสี่ยวหลงซักหน่อย นั้นเป็นเรื่องก่อนที่ข้าจะเกิด เพียงเพราะแม่ข้าและแม่ที่ตายแล้วของหวังเสี่ยวหลงเคยรับปากกันไว้ก็จริง แต่ท่านพ่อข้าไม่ได้เห็นชอบด้วย และท่านพ่อก็ได้ยกเลิกการหมั่นนั้นไปตั้งนานแล้วด้วย ยังจะเอาเรื่องนี้มาพูดอีกทำไมกัน”

“ข้าได้ยินว่าหวังเสี่ยวหลงก็หล่อเหลาอยู่นะ เจ้าไม่ลองพิจารณาดูหน่อยหรือ หลินฉือ” หญิงสาวอีกนางหนึ่งพูด

“หลันซวง หากเจ้าพูดถึงอีกข้าจะโกรธเจ้าแล้วนะ” หลินฉือหันไปพูดกับหลันซวงด้วยเสียงสูง

หวังเสี่ยวหลงอยู่ห่างไกลจากพวกนางถึง 1 กิโลเมตร แต่เขาก็ได้ยินคำสนทนาของพวกนางชัดเจน  จากความทรงจำของร่างนี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเคยมีคู่หมั่นที่แม่เขาได้หมั่นไว้ให้แต่ยังเป็นทารก และไม่เคยรู้เลยว่าเขาถูกฝ่ายหญิงขอยกเลิกการหมั้น แต่ถ้าเขารู้ก็คงทำอะไรไม่ได้ในตอนนั้น เพราะเขาเป็นขยะไร้ค่าจริงๆ ใครจะอยากได้สามีที่มีชีพจรพิการไม่อาจฝึกลมปราณวิชายุทธได้กันละ เมื่อนึกแล้วเขาก็ไม่ได้โกรธเคืองฝ่ายหญิงแต่อย่างใด

แต่เขาเกิดความคิดขึ้นว่าในเมื่อแม่เขาได้หมั่นหมายเขากับนางไว้แล้ว เขาก็ควรจะทำตามเจตนารมณ์ของแม่และเพื่อให้วิญญาณหวังเสี่ยวหลงได้สมหวังในปรโลก เขาก็จะให้ร่างกายนี้ได้ครอบครองหลินฉือให้ได้ แม้ว่าจะนางจะถอนหมั่นแล้วก็ตาม

เขาแสร้งเป็นคุณชายที่มาร่วมงาน เคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วเข้าหากลุ่มหญิงสาว และพูดเสียงดังไปว่า

“นี้ พวกท่านรอข้าก่อน พวกท่านใช่จะไปร่วมงานแต่งงานที่ตระกูลหวังใช่หรือไม่ ข้าขอร่วมเดินทางด้วยได้หรือไม่”

หญิงสาวทั้งหก เหลียวหลังกลับมา พบว่าผู้ที่เรียกพวกนางเป็นคุณชายรูปหล่อ แม้พวกนางจะพูดถึงหวังเสี่ยวหลง แต่พวกนางก็ไม่เคยพบเห็นหวังเสี่ยวหลงมาก่อน พวกนางจึงไม่รู้ว่าคุณชายที่เข้ามาหาพวกนางคือหวังเสี่ยวหลง เมื่อหวังเสี่ยวหลงมาถึงใกล้ๆแล้ว หญิงสาวคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า

“ใช่เราจะไปงานแต่งงานที่ตระกูลหวัง เจ้าสาวเป็นสาวกนิกายบุบผาเซียนของพวกเรา คุณชายก็จะไปร่วมงานด้วยสินะ คุณชายมาจากตระกูลหรือนิกายใดหรือ”

“ข้า ชื่อหวังเสี่ยวหลง ข้าหลงทางนะ หาทางกลับบ้านไม่ถูก” หวังเสี่ยวหลงตัดสินใจตอบตามจริง และพูดต่อว่า

“ข้าจะขอร่วมทางด้วยได้หรือไม่”

“ท่าน คือหวังเสี่ยวหลง หรือ ข้าได้ข่าวลือว่า หวังเสี่ยวหลงมีชีพจรพิการไม่อาจฝึกลมปราณและวิชายุทธได้ไม่ใช่หรือ” หลันซวงถามตรงๆ

“พวกท่านไม่ได้เห็นว่าข้ามีวิทยายุทธหรอกหรือ ข่าวลือบางครั้งก็เชื่อถือไม่ได้ ข้าปกติดี”

“ท่าน หลงทางได้อย่างไร”

“เรื่องมันยาว เอาเป็นว่าจู่ๆข้าก็ถูกซ้อมจนสลบ จากนั้นก็ถูกนำไปทิ้งในป่าสัตว์อสูร พอข้าฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในป่าสัตว์อสูร ข้าหลงทางในป่าหลายวัน จนในที่สุดก็หาทางออกมามาได้ และก็มาพบพวกท่านนี้แหละ”

“อ้อ, งั้น ก็เชิญร่วมทางกับพวกเราก็ได้ ข้าชื่ออั่งหยี่”

“ข้าหลันซวง”

“ข้าหลินฉือ”

“ข้ายังเซี่ยหง”

“ข้ากังเสี่ยวฮุ้ย”

“ข้ากังเสี่ยวยื่อ”

“ข้ายู่ฉิง”

พวกนางต่างแนะนำชื่อตัวเอง หวังเสี่ยวหลงจึงได้ร่วมเดินทางมาพร้อมกับพวกนาง

ระหว่างทางพวกนางจงใจใช้วิชาตัวเบา เพื่อทดสอบหวังเสี่ยวหลง แต่หวังเสี่ยวหลงกลับติดตามได้อย่างสบายๆ สร้างความตื่นตระหนกแก่พวกนางมาก เนื่องจากพวกนางได้ใช้วิชาชั้นสูงของนิกาย ปละพวกนางแต่ละคนก็มีระดับลมปราณวิญญาณ ขั้น 2 ถึงขึ้น 5 แล้ว การที่หวังเสี่ยวหลงติดตามความเร็วพวกนางได้นับว่าเกิดความคาดคิดของพวกนางมาก

การเดินทางใช้เวลา 1 ชั่วยามก็ถึงตระกูลหวัง

พวกคนรับใช้ที่นำหวังเสี่ยวหลงไปทิ้งป่า พอเห็นหวังเสี่ยวหลงก็ตกใจมาก และคนหนึ่งก็รีบวิ่งไปบอกหวังเสี่ยวหมิงทันที

“หา ว่าไงนะ, เจ้าว่าหวังเสี่ยวหลงยังไม่ตาย และได้กลับมาที่ตระกูลแล้วอย่างนั้นหรือ แต่ข้าได้ตรวจดูอย่างละเอียดแล้วว่า เขาไม่หายใจชัดๆนี้”

“ใช่นายน้อยห้า หวังเสี่ยวหลงยังไม่ตายจริงๆ ข้าเห็นกับตาว่าเขาเข้าประตูมาพร้อมกับ 7 ธิดาบุบผาเซียน”

“งั้นก็แสดงว่ามันแกล้งตายตบตาข้า มาพาข้าไป ข้าจะซ้อมมันโทษฐาน ทำให้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับมาตั้งหลายวัน เพราะกลัวว่าท่านพ่อจะรู้ว่าข้าฆ่าพี่น้องจองตนเอง”

“นายน้อยห้า วันนี้เป็นงานแต่งนายน้อยต้นหวังจงเสียน พี่ชายของท่านข้าว่าวันนี้ควรระเว้นมันสักวันจะดีกว่า ไว้พ้นงานแล้วท่านค่อยจัดการสั่งสอนมันก็ยังไม่สายนะ ท่านเตรียมแรงไว้แสดงฝีมือในงานประลองจะดีกว่านะ”

ข้ารับใช้ในตระกูลหวังไม่เคยเรียกหวังเสี่ยวหลงเป็นนายน้อยสักคน ต่างเรียกชื่อเขาตรงๆทั้งนั้น

งานแต่งงานในอาณาจักรสุ่ยเซียง จะมีประเพณีประลองยุทธระหว่างฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวและแขกผู้มาร่วมงานด้วย เพื่อเสริมสร้างความปรองดองสามัคคีและสร้างความบันเทิงแก่แขกผู้มาร่วมงานด้วย

จบตอนที่ 2

ความคิดเห็น