email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Look Like 03

คำค้น : Look Like รักเราใกล้กัน nana nanaกะหอยทาก ลุงอิน อินทร น้องพู่ พู่กัน เบาสมอง น่ารัก หวานมุ้งมิ้ง อบอุ่น เป็นผู้ใหญ่ ไร่ส้มไร่องุ่น ใส่ใจ ดูแล ดราม่านิดหน่อย ฟิน หวานละมุน นิยาย ไม่ติดเหรียญ

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.8k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2560 19:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Look Like 03
แบบอักษร


Look Like 03​




เสียงซุบซิบที่ดังจากด้านหลังทำให้ฉันเขินจนต้องก้มหน้าซ่อนความอาย หลังจากทานข้าวเสร็จพี่อินก็พาไปที่ไร่องุ่นกับสวนส้มซึ่งอยู่กันคนละฝั่ง เหล่าคนงานกำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตหลายคนชะเง้อมองเมื่อเห็นรถพี่อินขับเข้ามาในไร่ พี่อินขับไปจอดที่หน้าออฟฟิตที่เขาใช้ทำงานถัดไปไม่ไกลเป็นโถงโล่งกว้างๆมีเก้าอี้มีโต๊ะวางอยู่เรียงราย

“ตอนเที่ยงคนงานถึงจะเข้ามาทานข้าว แต่ถ้าเราหิวก็บอกพี่นะจะให้คนทำมาให้”

“ปกติพี่ทานกับคนงานไหม” ฉันถามเขาพร้อมกับเดินไปยังโรงอาหารโดยข้างๆก็ยังมีพี่อินเดินมาด้วย กลุ่มคนงานผู้หญิงกำลังนำอาหารมาวาง พวกเขามองฉันกับพี่อินสลับกันไปมาพร้อมกับรอยยิ้มดีใจ

“ปกติพี่ก็ทานพร้อมคนงานนี่แหละ”

“ถ้าพี่ทานกับคนงานได้พู่ก็ทานได้”

“แน่ใจนะ”

“แน่ใจสิคะ”

“ตอนนี้สิบเอ็ดโมงครึ่งแล้วเดี๋ยวเข้าไปที่ออฟฟิตพี่ก่อนค่อยออกมาทานข้าวอีกรอบ” พี่อินจับมือฉันและพาเดินย้อนกลับมาที่ออฟฟิตที่เขาพูดถึง

“แต่พู่เพิ่งทานข้าวมานะ แบบนี้มันจะไม่น่าเกลียดเหรอ”

“หึหึ ไม่หรอกเดี๋ยวก็ย่อยเชื่อสิขอพี่ดูเอกสารแปบหนึ่งเดี๋ยวจะพาไปทานข้าวแล้วไปดูไร่กัน รอได้ไหม”

“ได้ค่ะ” ฉันตอบพี่อินอย่างสนุก แค่คิดว่าจะได้เก็บส้มเก็บองุ่นมันก็ตื่นเต้นแล้วอ่ะแต่เจ้าของไร่ยังไม่ได้บอกหรอกนะว่าจะให้ทำหรือเปล่า ฉันคิดเองน่ะฮ่าๆๆๆ

“ทุกคนครับนี่พู่กันนะครับ ภรรยาผมเอง”

“คะ?” ฉันเงยหน้ามองคนข้างๆทันที ภรรยาเลยเหรอยังไม่แต่งงานนะ แต่พอกำลังจะโวยสายตาฉันก็เหลือบมองเห็นพนักงานเกือบสิบคนที่มองมายังฉันอยู่

“สะ สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้ทุกๆคนแม้กระทั่งแม่บ้านที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามา แล้วก็เช่นเคยทุกคนรับไหว้แทบไม่ทันพร้อมกับบอกว่าไม่ต้องไหว้แถมยังเรียกฉันว่านายหญิงอีก

“ถ้ายังไงผมขอพาเมียเข้าไปข้างในก่อนนะครับ” เมียอย่างนั้นเหรอ?

ทันทีที่พี่อินพาเดินเข้าไปในห้องทำงานเขาและประตูปิดลงฉันก็ตีมือไปที่แขนเขาทันทีทำให้คนตัวโตร้องโอดโอยมาแต่ไม่นานเขาก็หัวเราะร่าแทนซะงั้นยิ่งฉันหงุดหงิดหรือเขินมากเท่าไหร่ดูๆแล้วเขายิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น หมั่นไส้!

“โอ๊ย! ฮ่าๆๆๆ พู่ๆใจเย็นๆ โอ๊ยฮ่าๆๆๆ”

ฉันวิ่งไล่ตีเขาจนเหนื่อยไปหมดแล้วตอนนี้ยังดีที่ในห้องเปิดแอร์ไว้ไม่อย่างนั้นเหงื่อคงโทรมกายแน่ พี่อินอาศัยความเร็วเปลี่ยนมารวบตัวฉันไว้แน่นเมื่อฉันไม่ยอมหยุดตีเขา

“พี่มันบ้าที่สุดเลย ไปบอกว่าเมียได้ไงกันฮื่อ!” ฉันปล่อยโฮออกมาอย่างกับเด็กๆ พี่อินกอดฉันแน่นขึ้นก่อนจะจับไหล่ให้ฉันมองไปที่เขาแล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เบาๆพรางส่งรอยยิ้มเอ็นดูมาให้

“พวกเขาจะได้รู้ไงว่าเราเป็นอะไรกัน พี่อยากให้พวกเขารู้นะ”

“แต่พู่...”

“เราจะแต่งกันแล้วนะ อีกอย่างพวกเขาก็รู้ว่าพี่กำลังจะแต่งงานกับเราพี่แนะนำแบบนั้นดีที่สุดแล้วนะ”

“ก็ได้ เมื่อกี้เจ็บไหมขอโทษนะคะ”

ฉันเงยหน้ามองพี่อินอย่างอ้อนๆ คนตัวโตหน้าแดงและฉันสามารถรับรู้ถึงจังหวะหัวใจของเขาที่เต้นแรงและเร็วอีกด้วย แบบนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ

“ใจเต้นแรง” ฉันพูดขึ้นพร้อมๆกับพี่อินก้มหน้าลงมาจนใบหน้าเราชิดกันริมฝีปากร้อนฉกจูบที่ริมฝีปากฉันเบาๆ ฉันได้แต่ลืมตาโพลงมองพี่อินมือร้อนของพี่อินยกขึ้นประคองใบหน้าฉันไว้จากนั้นเขาก็จูบฉันอย่างนุ่มนวลไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเผลอไผลไปกับรสจูบของเขานานแค่ไหน ฉันเพียงแค่เผยริมฝีปากรับจูบเขาเท่านั้นก็คนมันจูบไม่เป็นนี่นานี่จูบแรกเลยนะ

จุ๊บ!

พี่อินถอยหน้าออกห่างเล็กน้อยและโน้มเข้ามาจุ๊บจนเกิดเสียง จากนั้นก็รั้งฉันเข้าไปกอดแนบอกเขาไว้พรางโยกตัวไปมาราวกับกำลังปลอบเด็กน้อยที่กำลังตื่นกลัวอะไรสักอย่าง

“ขอบคุณนะ ขอบคุณที่แต่งงานกับพี่”

“...”

“พี่สัญญาพี่จะดูแลเราให้ดีที่สุด รักเรานะ” พี่อินกระซิบบอกก่อนจะจูบลงขมับแล้วแช่ไว้อย่างนั้น

ตอนนี้ฉันร้อนไปหมดทั้งหน้าแล้วและเหมือนพี่อินจะรู้ว่าฉันกำลังรู้สึกยังไงเพราะเขาไม่ได้ล้อหรือแกล้งอะไรให้ได้เขินไปกว่านี้

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

“นายครับเที่ยงแล้วนะครับ”

“เดี๋ยวออกไป”

พี่อินตะโกนบอกเจ้าของเสียงที่เอ่ยเรียกเสียงดัง เขาผละออกห่างก่อนจะมองฉันยิ้มๆร่างสูงกดจูบที่หน้าผากเบาๆก่อนจะจัดผมที่มันยุ่งให้ดูเข้าที่แล้วพาเดินออกจากห้องทำงานของเขา ทั้งที่เขาบอกจะดูเอกสารแต่ก็ไม่ได้ดูเพราะ...

“เดี๋ยวพาออกไปแนะนำกับคนงานข้างนอก อาจจะร้อนหน่อยนะ”

“ไม่เป็นไรน่า ไปเหอะหิวอีกแล้ว” ฉันบอกเขายิ้มๆ

“ฮะ? หิวอีกแล้วเหรอ” พี่อินมองฉันอย่างตกใจก่อนจะหลุดขำออกมาเมื่อเห็นฉันทำแก้มป่องงอนๆ

“ฮ่าๆๆ ไม่งอนน่าเดี๋ยวพาไปทานข้าว” พี่อินบอกระหว่างที่จับมือฉันเดินผ่านพนักงานออกไปยังที่ทานข้าว ระหว่างเดินก็มีสายตาของคนงานมองมาและหันไปซุบซิบกัน

“นายหญิง!” ผู้ชายคนหนึ่งร้องเรียกเสียงดังพร้อมกับวิ่งมายืนหอบตรงหน้าฉันพร้อมกับยกมือไหว้ ฉันยกมือรับไหว้ทันทีเพราะเกรงใจที่พี่เขามายกมือไหว้แบบนี้

“สวัสดีครับนายหญิง”

“ไม่ต้องไหว้ก็ได้ค่ะ ไม่ต้องไหว้” ฉันบอกคนตรงหน้าอย่างเว้าวอน และพอเห็นพี่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าไหว้ฉันคนอื่นๆก็ยกมือไหว้ตาม

“พี่อิน ช่วยบอกหน่อยสิ” ฉันหันไปบอกพี่อินที่ยังยืนอยู่ข้างๆ

“เราห้ามเขาไม่ได้หรอก เอาล่ะทุกคนไปทานข้าวได้แล้ว ไปๆ” พี่อินร้องบอกทุกคนพอคนงานเดินไปตักข้าวตักอาหารพี่อินก็พาเดินไปนั่งที่ม้าหินอ่อนลมเย็นๆพัดมายังที่ๆฉันนั่ง วิวรอบๆก็สวยมาจริงๆจุดที่นั่งอยู่ๆบนเนินเขาเตี้ยๆทำให้มองเห็นทั้งไร่องุ่นและสวนส้มบางส่วนจากตรงนี้สามารถมองเห็นบ้านหลังใหญ่ของพี่อินที่อยู่ถัดไกลออกไปอีกด้วย

“นายครับ นายหญิงจะทานได้เหรอ? คือ”

“ทานได้ค่ะ” ฉันยิ้มให้พี่คนที่ยกมือไหว้ฉันคนแรก พอเห็นฉันยืนยันเขาก็เอนกลับไปจากนั้นก็กลับมาพร้อมจานอาหารสามสี่อย่าง พี่อินมองฉันแต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร

“นายหญิงจะรับอะไรเพิ่มไหมครับ”

“อ้อ ไม่ค่ะขอบคุณนะคะ”

“นายทานข้าวเถอะ”

“ครับนาย”

“ทานข้าวได้แล้วมัวแต่มองนู่นมองนี่”พี่อินดุมา มือก็ตักอาหารมาใส่จานให้แต่ว่า...

“พู่ไม่ชอบเต้าหู้อ่ะ”

“หือ? อ่าทำไมล่ะ” แม้จะถามแต่พี่อินก็ตักเต้าหู้ออกจากจานข้าวให้ เขาตักไปใส่จานตัวเองแล้วทานเงียบๆ

“พี่อิน พี่อิน”

“...”

“ลุงอิน” พอเรียกนานเข้าแล้วเขายังไม่ตอบฉันเลยลองเรียกเขาว่าลุง

“เรียกลุงอีกแล้วนะ”

“ก็เรียกแล้วไม่ฟังนี่นา ต่อไปจะเรียกว่าลุงคอยดูสิ”

“ดื้อจริง ทานข้าวได้แล้ว”

“นายครับ ตอนบ่ายนายจะลงไร่ไหมครับ” พี่คนเดิมถามขึ้น พี่เขานั่งอยู่โต๊ะข้างๆนี่เอง

“ว่าจะพาพู่เดินดูไร่อยู่ ทำไม?”

“อ้อ ผมถามเฉยๆครับนาย”

“อะไรของมันกัน” เสียงบ่นดังจากคนข้างๆ ฉันไม่สนใจเขาเท่าไหร่เพราะความสนใจฉันไปอยู่ที่อาหารตรงหน้าหมดแล้ว หลังจากทานข้าวเสร็จพี่อินก็ลุกออกไปจากโต๊ะก่อนจะกลับมาพร้อมกับผลไม้พอบอกว่าอิ่มแล้วเขาก็มองมาดุๆจนฉันต้องทานผลไม้นั่นแหละ บ่ายโมงนิดๆพี่อินถึงได้ยอมพาเดินไปดูสวนของเขาที่แรกเขาพาไปดูไร่องุ่นที่มีคนงานกำลังตัดองุ่นเพื่อส่งให้ลูกค้า

“ขอลองตัดได้ไหมคะ” ฉันมองพี่อินอ้อนๆ อยากลองตัดบ้างอ่ะ

“ระวังกรรไกรด้วยล่ะ”

“ค่ะ!” ฉันแบมือไปตรงหน้าเพื่อรับกรรไกรจากที่อินจากนั้นคนตัวสูงก็ขยับเข้ามาใกล้เพื่อสอนวิธีการตัดองุ่นให้

“ได้แล้ว เก่งไหม?” ฉันชูพวงองุ่นในมือไปให้พี่อินดู คนตัวโตยืนยิ้มขำอยู่ข้างๆ

“ครับเก่ง อยากตัดต่อไหมหรือจะเดินไปไร่ส้มกับพี่” พี่อินถามพรางหรี่ตามองอย่างจับผิด

“ขออยู่นี่ก่อนได้ไหมคะ เดี๋ยวตามไป”

“ได้ อือ ถ้าจะไปหาให้พี่อรพาเดินไปก็ได้ พี่อรฝากด้วยนะครับ” พี่อินหันไปบอกคนงานที่ยืนตัดองุ่นอยู่ไม่ไกลจากฉันเท่าไหร่

“ได้ค่ะนาย”

“อย่าซนล่ะ รีบตามมานะ พี่ขอไปดูไร่ส้มก่อน”

“ไม่ซนหรอกน่า” ฉันแอบเถียงเบาๆก่อนจะหันกลับไปตัดองุ่นต่อ พี่ที่พี่อินเรียกว่าพี่อรเดินเข้ามาชวนฉันคุยและหนึ่งในเรื่องที่คุยก็คือเรื่องพี่อิน

“นายหญิงเชื่อไหมคะว่าวันนี้เป็นครั้งแรกที่นายยิ้มและหัวเราะ” พี่อรบอก ฉันได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย แอบไม่เชื่อกับสิ่งที่เธอพูด มันจะมีเหรอคนที่ไม่ยิ้มหรือหัวเราะเลยน่ะ

“ไม่ต้องเรียกว่านายหญิงหรอกค่ะ เรียกว่าพู่เฉยๆก็ได้ค่ะ” และนี่ก็เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่ฉันบอกให้พวกเขาเลิกเรียกนายหญิง

“เอ่อ ไม่ได้หรอกค่ะ”

“งั้นเรียกว่าคุณพู่ก็ได้ค่ะ อย่าเรียกนายหญิงเลยพู่ไม่ชินยังไงไม่รู้ค่ะ”

“เอ่อ ค่ะ คุณพู่”

“ขอบคุณค่ะ”

“นายหญิง อะเอ่อ คุณพู่คะ”

“คะ?” ฉันมองพี่อรอย่างสงสัยมือก็เก็บกรรไกรตัดองุ่นเพราะตอนนี้บ่ายแก่ๆแล้วฉันยังไม่ได้ตามพี่อินไปเลยไม่รู้ไปอยู่ตรงไหนแล้ว

“เอ่อ ไปหานายกันดีกว่าค่ะ คุณพู่อยู่นี่นานแล้วเดี๋ยวนายเป็นห่วง”

“อ๋อ ค่ะพี่อรเดินนำเลยค่ะ”

ฉันยิ้มให้พี่อรจากนั้นฉันก็เดินตามพี่อรไปฝั่งไร่ส้มคนงานกำลังขะมักเขม้นเก็บส้มแต่ตั้งแต่มาถึงฉันยังมองไม่เห็นพี่อินเลยล่ะ ฉันได้แต่มองซ้ายขวาเพราะไม่รู้จะหาพี่อินเจอได้ยังไง

“นายอยู่ตรงท้ายไร่ครับ” เสียงพี่ที่ชอบเรียกฉันว่านายหญิงเอ่ยบอก ฉันขอบคุณพี่เขาก่อนจะเดินตามทางที่พี่เขาชี้นิ้วบอกส่วนพี่อรก็ช่วยพี่ๆกลุ่มนั้นเก็บส้มต่อ ฉันเดินลึกเข้าไปเรื่อยกระทั่งเห็นที่อินยืนอยู่ล็อคถัดไปจากทางที่ฉันเดินอยู่ ฉันเดินเข้าใกล้เขาเรื่อยๆจังหวะที่กำลังจะส่งเสียงเรียกก็ต้องเงียบเสียงไปเมื่อพบว่าพี่อินไม่ได้อยู่คนเดียว

“ฟ้า ผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้องตามมาที่นี่” เท้าฉันชะงักค้างเมื่อได้ยินพี่อินพูดแบบนั้น ฟ้าอย่างนั้นเหรอแสดงว่าเป็นผู้หญิงสินะ และสิ่งที่ฉันคิดก็ท่าจะจริงเมื่อฉันก้าวเข้าไปเรื่อยๆก็พบว่าคนที่เขาเป็นผู้หญิงและฉันก็คุ้นหน้าเธอเช่นกัน

“ฟ้าอยากอยู่ใกล้คุณนี่คะ คุณไปกรุงเทพตั้งหลายวันเราไม่ได้...” ฉันงะชักเท้าไปเมื่อพบว่าผู้หญิงคนนั้นยกมือลูบแผ่นอกพี่อินพร้อมกับส่งสายตายั่วยวนไปให้

“ฟ้า! เดี๋ยวมีใครมาเห็นปล่อยผมได้แล้ว” พี่อินบอกแต่เขาก็ไม่ได้ผลักผู้หญิงคนนั้นออก เขายืนนิ่งปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นลูบไล้ร่างเขา

“คุณรู้ไหมตอนที่คุณบอกกับทุกคนว่ายัยนั่นเป็นเมียน่ะ ฉันเสียใจมากแค่ไหนทั้งที่ฟ้าต่างหากที่เป็นเมียคุณ!”

ฉันกำมือจนแน่นไม่ได้รู้สึกเจ็บเลยสักนิดที่เล็บจิกลงกลางฝ่ามือแต่ที่เจ็บคือฉันเจ็บใจมากกว่า

“ฟ้า! เลิกพูดแบบนี้สักที เดี๋ยวมีใครมาได้ยินมันจะเข้าใจ...”

“ทำไมคะ? ฟ้าพูดผิดตรงไหนฟ้าเป็นเมียคุณ คุณบอกเองว่าแต่งงานกับยัยนั่นเพราะบริษัทยัยนั่นกำลังจะล้มละลาย แต่งเพราะผู้ใหญ่บังคับ แล้วคุณยังบอกอีกว่าสามเดือนหลังจากแต่งงานคุณจะหย่า!”

ฮึก แบบนี้เองเหรอ

ฉันยกมือปาดน้ำตาออกจากใบหน้าก่อนจะเดินกลับทางเดิมเงียบๆ น่าสมเพชสิ้นดี ฉันลืมไปได้ยังไงนะว่าบริษัทพ่อกำลังจะล้มละลายที่ต้องแต่งงานเพราะต้องการหลักค้ำในทางธุรกิจ เขาจะมาคิดอะไรกับแกน่ะยัยพู่กัน ทุกอย่างที่เขาทำมันไม่มีอะไรจริงเลยสินะ ทุกอย่างล้วนแต่หลอกลวง...


========================-----------------===================


หลบระเบิดก่อนนะบร้ายยยยยยยยยยย

ปล.ฝากติดตามแฟนเพจด้วยนะคะ nanaกะหอยทาก ค่ะ

ความคิดเห็น