ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่เจ็ด: พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียก็ไม่ตาย (70%) -ครึ่งแรก-

ชื่อตอน : ตอนที่เจ็ด: พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียก็ไม่ตาย (70%) -ครึ่งแรก-

คำค้น : เยว่อ๋อง ลี่หมิง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ย. 2560 23:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่เจ็ด: พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียก็ไม่ตาย (70%) -ครึ่งแรก-
แบบอักษร

“ข้าเองยินดีที่ได้พบท่านเช่นกัน น่าเสียดายที่ตัวข้ายามนี้ล้าเกินกว่าจะประมือกับท่านได้อย่างเต็มกำลัง คงต้องเสียมารยาทแล้ว” ลี่หมิงสบตาคู่สนทนา เด็กหนุ่มเอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง ยกชายแขนเสื้อขึ้นบังรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดข้างมุมปาก

เรื่องอะไรข้าจะยอมเล่นตอนนี้! สู้เก็บโอกาสเอาไว้เผื่อชักชวนให้ท่านมาหาข้าที่ตำหนักแล้วนั่งเล่นกันสองต่อสองซะยังจะดีกว่า!!

“เยว่อ๋อง เรื่องของสุขภาพมิใช่เรื่องที่ต้องขอโทษขอโพยกันแต่อย่างใด ครั้งหน้าหากมีโอกาสท่านกับข้าค่อยมาประมือกันในยามไม่มีเสด็จพี่ของท่านคอยจ้องมองอยู่น่าจะเป็นการดีกับข้ามากกว่า” อวิ้นหยางปรายตามองไปยังองค์รัชทายาทพร้อมหัวเราะออกมาน้อยๆ

เจิดจ้า เจิดจ้าอะไรขนาดนี้ ไม่ผิดตัวแน่นอนยิ้มแล้วหล่อขนาดนี้ต้องเป็นพี่หยางของข้าแน่ๆ แต่ข้าขอร้อง พี่อย่ายิ้มให้มากนักเลย แค่นี้พี่ก็หล่อจนข้าแทบจะร้องขอชีวิตอยู่แล้ว

“อวิ้นหยาง” องค์รัชทายาทหรี่ตามองพระสหาย “ท่านคิดหาโอกาสรังแกน้องข้าหรือ?”

“หาเป็นเช่นนั้นไม่ ข้าเพียงเกรงว่าหากบังเอิญเดินหมากเป็นต่อพระอนุชาของท่าน จวนข้าอาจไฟลุกติดไม่มีสาเหตุก็เท่านั้น”

หวงไท่จื่อตบโต๊ะเสียงดังหัวเราะลั่น “อวิ้นหยาง มุขตลกของท่านช่างร้ายกาจนัก” คนแลดูขบขันหากแต่แววตากลับไม่บ่งบอกเช่นนั้น เว่ยเหวินหลงเอื้อมมือคว้าการินน้ำชาลงในถ้วยสหายสนิทข้างกาย ผายมือพยักเพยิดเป็นเชิงให้รีบยกดื่ม อู๋อวิ้นหยางรับไมตรีนั้นด้วยการยกถ้วยชาขึ้นแตะริมฝีปาก ยังไม่ทันได้ดื่มกลับเงยหน้าสบกับสายตาที่มีความนัยว่า ‘ดื่มชาแล้วหุบปากไปซะ’ ของสหายผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน จึงวางถ้วยชาลงเอ่ยตอบเสียงเบาพร้อมรอยยิ้มขำขัน

“...ข้าก็หวังว่ามันจะเป็นเพียงมุขตลกเท่านั้น”

พี่หยางอ่า จะไปหาเรื่องพี่ชายข้าทำไม ข้าอุตส่าห์ได้เจอพี่อีกที พี่อย่าเพิ่งหาเรื่องรีบตายจะได้ไหม

“เอาเถิดๆ อาหารก็มาเต็มโต๊ะแล้ว อย่ามัวนั่งคุยเสียเวลากันอีกเลย” เว่ยเหวินหลงเบนความสนใจจากสหายสนิทโดยสิ้นเชิง “มื้อนี้ข้าขอเป็นเจ้ามือเอง ถือว่าวันนี้เลี้ยงส่งน้องข้า หมิงเอ๋อร์ เจ้าเองก็ควรทานเข้าไปให้มากๆ ดูตัวเจ้าซูบซีดไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้จะคีบอะไรขึ้นได้อย่างไร มาให้พี่คีบป้อนเจ้าก็แล้วกัน”

เฮ้ย! จะบ้าเรอะ! ไม่เอา!

“เสด็จพี่ ข้า…” คนลนลานไม่มีโอกาสเอ่ยปากปฏิเสธเมื่อพระเชษฐาไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ ตวัดนิ้วจับตะเกียบคีบเนื้อคีบผักขึ้นมาว่องไวปานมีวรยุทธ์ มืออีกข้างเชยคางพระอนุชาบีบมุมปากให้เผยอออกจับยัดเนื้อยัดผักเข้าไปจนแก้มป่อง

“อื้อ! เอี๋…!!”

ไอ้เสด็จพี่! เดี๋ยวสิวะ! จะป้อนทำไม ข้าอายุยี่สิบสอง ไม่ใช่สองขวบ!! ยี่สิบสองได้ยินม้ายย!!!

“หมิงเอ๋อร์เคี้ยวดีๆ อย่าอมข้าวไว้ในปาก” เหวินหลงเอ็ดน้องชายเบาๆน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดูจนแทบปิดไม่มิด พระเชษฐาผู้ไม่ได้ยินเสียงโอดครวญในใจของพระอนุชายังคงคีบป้อนอาหารให้ลี่หมิงไม่ขาดสาย

“พ..พอแล้” บังคับข้ากินแล้วยังจะมาว่าข้าอีกนะ! ใครไปขอให้ท่านมาป้อนข้ากัน!! พอสักทีซิโว้ยยยย!!!

ส่วนไอ้คนรอบข้างนี่ก็รู้เห็นเป็นใจกันเสียจริง ชอบเห็นผู้ชายตัวโตโดนป้อนอาหารเป็นนกเป็นไก่กันมากนักหรืออย่างไร! เห็นข้าโดนทำถึงขนาดนี้ยังนั่งอมยิ้มเป็นบ้ากันอยู่ได้!! หมูสามชั้นในถ้วยมันหน้าตาตลกมากนักหรือหลิงอ๋อง ท่านถึงต้องแอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้มัน!!! ไอ้บ้าตระกูลหม่าก็อีกคน! ไม่ต้องทำเป็นไม่เห็น จะมองก็มองดีๆ ไม่ต้องทำเป็นหันซ้ายทีขวาที! ส่วนไอ้โจไอ้นี่ก็ตั้งใจมองเกินไปแล้ว!! ก้มหน้าลงไปเลยไอ้เพื่อนชั่ว!!! พี่หยางก็อีกคน ทำไมพี่ไม่ช่วยข้าห๊ะ!!

เว่ยเหวินหลงใช้ผ้าซับเศษข้าวที่เปื้อนมุมปากลี่หมิงออก “หมิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใดไป เหตุใดจึงนั่งหน้าง้ำหน้างอ อาหารไม่ถูกปากเจ้าหรือกระไร” ลี่หมิงแทบยิ้มอ่อนมองบนให้เสด็จพี่ผู้มีความรักมากล้นให้กับน้องชายตัวเอง พี่ชายข้าอยากรู้นักว่าท่านไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้กันแน่ว่าข้าไม่พอใจสิ่งใด

“ข้า..เพียงโมโหตัวเอง เป็นเพราะตัวข้าอ่อนแอไม่ได้เรื่องจนทำให้ท่านต้องมาลำบาก” เออ ข้าโมโหตัวเองจริงๆนั่นแหละที่ด่าท่านออกไปตรงๆไม่ได้ หากขัดใจพระเชษฐาผู้มากอำนาจแล้วท่านจะหันไปกุดหัวรองแม่ทัพระบายอารมณ์ ข้าคงสยองไปจนตาย

ข้าควรจะทำอย่างไรกับท่านดี ตอบข้ามาเถิดข้าควรทำเช่นไรท่านถึงจะไม่รักข้าเกินพอดีเช่นนี้...

“ลำบากอันใดกัน หมิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าคิดมากไม่เข้าเรื่อง” เหวินหลงเลิกคิ้ว เอียงคอมองใบหน้าบึ้งตึงของพระอนุชา

ลำบากใจข้าไงเสด็จพี่!!!

“องค์รัชทายาท ตัวข้าทานมาอิ่มท้องแล้ว ให้ข้าได้ช่วยแบ่งเบาภาระดูแลเยว่อ๋องแทนท่านเถิด ท่านจะได้มีเวลาทานอาหารของท่านบ้าง” แม่ทัพหลี่เสนอตัวโดยมิได้คิดถึงผลที่จะตามมาแต่อย่างใด

ข้าไม่แม้แต่จะสงสัยเลยว่าทำไมคนดีมักตายไว หลี่ซืออี้ท่านช่วยนั่งทำหน้าหล่ออยู่นิ่งๆไปด้วยเถิด

“ขอบใจท่านมากแม่ทัพหลี่ แต่เยว่อ๋องเป็นน้องข้าหาใช่ ‘ภาระ’ แต่ประการใด ท่านมิต้องเป็นกังวล ข้าดูแลเองได้” องค์รัชทายาทเหวินหลงแย้มรอยยิ้มไร้ไมตรีจิตให้ซืออี้คนซื่อบื้อ แค่เพียงเสี้ยววินาทีถัดมาก็เมินอีกฝ่ายแล้วหันกลับมาฉีกรอยยิ้มกว้างสว่างไสวให้กับเสวี่ยหมิงดังเดิม

“องค์รัชทายาท ข้าสนิทกับท่านมาเนิ่นนานนัก ไยท่านไม่เห็นอยากเอาอกเอาใจดูแลข้าบ้าง” อู๋อ๋องเอ่ยขึ้นยิ้มๆเหลือบมองเยว่อ๋องที่ทำหน้ากระอักกระอ่วนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็อดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะออกมา

“ฮ่าๆๆ อวิ้นหยาง ท่านแน่ใจแล้วหรือ ข้าเป็นคนแรงเยอะ บางทีข้าอาจเผลอใช้ตะเกียบจิ้มลิ้นท่านเป็นรูได้”

เสด็จพี่ท่านห้ามทำร้ายพี่หยางนะ! แต่เดี๋ยวก่อนพี่หยางกับเสด็จพี่ของข้าสนิทกันมาเนิ่นนาน? ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมข้าไม่รู้? ข้าหมายถึงทำไมเสวี่ยหมิงไม่รู้ เพราะถ้าเสวี่ยหมิงรู้ข้าก็ควรจะได้รู้ไปด้วย นี่หมายถึงเสวี่ยหมิงก็ไม่รู้ข้าถึงไม่รู้ไปด้วย ซับซ้อนเกินไปแล้ว ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวโว้ย!

“องค์รัชทายาท เหตุใดพระอนุชาของท่านถึงได้มีสีหน้าซีดเซียวเช่นนั้นเล่า” พี่หยาง นี่พี่หาว่าข้าเป็นไอ้หน้าจืดหรือไง ห๊ะ!

“อวิ้นหยาง เจ้าพูดอันใด ข้าไม่เห็น...หมิงเอ๋อร์ เหตุใดหน้าเจ้าจึงไร้สีเลือดเช่นนี้” เสด็จพี่แถวนี้กระจกสักบานก็ไม่มี ข้ามองไม่เห็นหน้าตัวเองแล้วจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า

“ข้า...”

“หมิงเอ๋อร์!!!” เสียงตะโกนลั่นของเสด็จพี่ดังขึ้นพร้อมๆกับจังหวะที่หน้าของข้ากำลังจะจุ่มลงในถ้วยน้ำซุป ข้ารับรู้ได้ว่ามีมือของใครบางคนเอื้อมมาประคองใบหน้าของข้าเอาไว้ แน่นอนว่าข้าจำสัมผัสของเขาได้ ข้าจำความรู้สึกนี้ได้ ต่อให้ตอนนี้ข้าจะอยู่ในสภาพท่าทางน่าสมเพชไปหน่อยแต่ข้าก็อดดีใจไม่ได้ที่ได้รับรู้ความอบอุ่นแสนคุ้นชิน

ข้าจับมือของท่านมาเป็นพันๆหมื่นๆครั้งข้าจะจำไม่ได้ได้อย่างไร

พี่หยางข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน...

__________________________________________________________________________

เมื่อข้าลืมตาตื่นอีกครั้งก็พบกับเห็นหน้าตาเย่อหยิ่งกวนส้นของไอ้โจชะโงกอยู่เหนือตัวข้า ยังไม่ทันเอ่ยไถ่ถามสิ่งใดไอ้เพื่อนชั่วตัวปลอมก็ชิงปากหมาตัดหน้าเสียก่อน

“เยว่อ๋อง ตื่นแล้วก็อย่ามัวเอาแต่จ้องหน้าผู้อื่น รีบลุกขึ้นมาทานยาซะ ข้าไม่มีเวลามานั่งเฝ้าไข้คนโง่งมปล่อยตัวเองให้เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างเจ้าทั้งวันทั้งคืนหรอกนะ” ทำอย่างกับว่าข้าอยากเห็นหน้าเอ็งนักแหละไอ้โจ ไอ้เพื่อนเวรของข้านั้นจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมขอแค่ได้อ้าปากพูดก็ยังชวนให้คนฟังอยากโดดถีบยอดหน้าไม่ต่างกันแม้แต่น้อย ข้าควรจะชื่นชมยินดีในความเสมอต้นเสมอปลายของมันดีหรือไม่

“เหอโจว อย่ากล่าววาจาใจร้ายเช่นนั้นเลย” องค์รัชทายาทสาวเท้าเข้าประชิดเตียง โน้มตัวลงลูบศีรษะพระอนุชา

“หมิงเอ๋อร์ รู้สึกอย่างไรบ้าง เมื่อวานเจ้าล้มลงหมดสติไปในโรงเตี๊ยม พี่เป็นห่วงเจ้าเหลือเกิน” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเจือความวิตกกังวล ใบหน้าหล่อเหลาแฝงกระแสความตึงเครียด

“เสด็จพี่ อย่าเป็นกังวลไป ข้าไม่...” ข้ายังจำแทบไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง จำได้เพียงว่าท่านตะโกนดังมากแล้วมือพี่หยางก็นุ่มมากแค่นั้นจริงๆ

พี่หยาง จะว่าไปแล้วพี่หยางหายไปไหนซะล่ะ...

เด็กหนุ่มยันตัวลุกขึ้น สอดส่องสายตาไปรอบๆจึงพบว่าตนนอนอยู่บนเตียงในตำหนักของตัวเอง คิ้วทั้งคู่มุ่ยเข้าหากัน นัยน์ตาทั้งคู่ไม่อาจซ่อนประกายความผิดหวังได้ ทว่าก่อนลี่หมิงจะได้ระบายความรู้สึกใดออกไป พระเชษฐาผู้มากความคนเดิมพลันทรุดตัวลงข้างเตียงให้เด็กหนุ่มสะดุ้งเล่น เหวินหลงเกยคางบนผ้าห่ม ช้อนตาขึ้นมองพระอนุชา ดึงมือหนึ่งข้างของอีกฝ่ายมากอบกุมไว้

“หมิงเอ๋อร์ พี่จะไม่เป็นกังวลได้อย่างไร ทั้งชีวิตของพี่มีเพียงเจ้าเท่านั้น หากเจ้าเป็นอะไรไป...หากเจ้าเป็นอะไรไปแล้วพี่จะทนอยู่ต่อไปได้อย่างไร…” คนโศกเศร้ามองหน้าพระอนุชา ดวงตาหนักแน่นทั้งสองข้างสะท้อนหยาดน้ำใสๆกลิ้งลงช้าๆ เหวินหลงใช้มือของลี่หมิงซับแทนผ้าเช็ดหน้า ประโยคแต่ละราวกับรีดเค้นออกจากลำคอด้วยความเจ็บปวด

เล่นใหญ่มากจริงๆเสด็จพี่ นี่...ข้าทำอะไรผิดฟะ

“องค์รัชทายาท ท่านคงตกพระทัยจนลืมไปว่าตัวท่านยังมีพระอนุชาต่างพระมารดาอยู่อีกถึงยี่สิบสามพระองค์” เว่ยเหอโจวเอ่ยขึ้นลอยๆ เตือนสติพี่ชายผู้ลำเอียงรักน้องอยู่แค่หนึ่งคนจนไม่ลืมหูลืมตา ใบหน้าเหนื่อยหน่ายขององค์ชายแปดบ่งบอกได้ถึงความรำคาญใจเต็มที

หากแต่องค์รัชทายาทหาได้ใส่ใจในคำพูดเสียดสีของพระอนุชาผู้หามีวาจารื่นหูผู้ใดไม่ “หมิงเอ๋อร์ นี่ก็สายมากแล้ว พี่ว่าเจ้าควรรีบทานยา...เหอโจว รบกวนเจ้าช่วยเตรียมสำรับยาให้เสวี่ยหมิงด้วย ข้าจะกลับมาที่ตำหนักหงหลินในอีกหนึ่งชั่วยาม รุ่งเช้าของวันพรุ่งจะครบกำหนดการออกเดินทางไปเมืองเยว่แล้ว แต่ข้าไม่ยอมให้เสวี่ยหมิงออกไปในสภาพนี้แน่ ข้าจะไปขออนุญาตเสด็จพ่อให้ชะลอการเดินทางของเสวี่ยหมิงออกไปก่อน”

“ขอบพระทัยเสด็จพี่ แต่ท่านอย่าลำบากเพราะข้าเลย หากทำเช่นนั้นแม่ทัพหลี่และคนอื่นๆในคณะเดินทางคงต้องเสียการรอข้าไปด้วย”

“ไม่มีใครลำบากเพราะเจ้าหรอก หมิงเอ๋อร์ พี่จะไปขอ…”

“เสด็จพี่ โปรดฟังข้าก่อน…”

เว่ยเหอโจวกลอกตาขึ้นมองเพดานด้านบน บทสนทนาระหว่างเสวี่ยหมิงและองค์รัชทายาทเป็นสิ่งที่คนรอบข้างอดยอมรับไม่ได้ว่าช่างน่าเหนื่อยหน่ายเกินจะฟังให้จบไหว เริ่มต้นด้วยข้อเสนออันมากเกินความจำเป็นของเหวินหลง ตามด้วยการพยายามเอ่ยปฏิเสธของเสวี่ยหมิงผู้แสนเกรงใจเกินกว่าจะรับความหวังดีนั้นได้ แต่อย่างไรเหวินหลงก็จะไม่เลิกลาดึงดันให้เสวี่ยหมิงยอมรับ และแม้รู้ว่าจะเปลี่ยนใจพระเชษฐาไม่ได้แต่อย่างไรเสวี่ยหมิงก็จะพยายามเอ่ยปฏิเสธอีกครั้ง วนไปวนมาไม่จบไม่สิ้นจนกว่าจะหาข้อสรุปได้

องค์ชายแปดแสร้งถอนหายใจเสียงดัง “เลิกถกเถียงกันเถิด ยิ่งพวกท่านมากความยิ่งรังแต่จะทำให้ข้าเสียเวลามากเกินความจำเป็น ข้าจะยอมเลื่อนกำหนดการอยู่ว่าราชการในเมืองหลวงให้สั้นลง แล้วออกเดินทางติดตามไปดูแลในคณะเดินทางไปกับเยว่อ๋อง และเพื่อความสบายพระทัยขององค์รัชทายาท ข้าจะค้างที่เมืองเยว่เฝ้าดูอาการให้อีกสักสองสามวัน” องค์ชายแปดเสนอตัวขึ้นอย่างเสียมิได้

ไอ้โจ ข้ารู้ว่าเอ็งรำคาญ แต่ช่วยอย่าทำหน้าเหมือนจะวางยาฆ่าข้าเลย...

“เหอโจว หากเจ้าจะพูดถึงเช่นนั้นข้าก็วางใจ ข้าไม่เคยได้ยินนามของหมอคนใดในใต้หล้าที่จะมีพรสวรรค์เทียบชั้นเจ้าอีกแล้ว” คนแก้ปัญหาได้ดีเป็นที่น่าพึงพอใจย่อมคู่ควรแก่คำชมเชย เหอโจวแอบลูบขนแขนตั้งชันใต้แขนเสื้อ องค์ชายแปดผู้นี้ไม่นิยมชมชอบการถูกยกยอปอปั้นเท่าใดนัก

“แต่อย่างไรข้าก็จะลองไปทูลขออนุญาตจากเสด็จพ่อดู ข้าเชื่อว่าเสด็จพ่อจะต้องทรงเข้าพระทัยว่าเสวี่ยหมิงไม่อยู่ในสภาพเหมาะสมแก่การเดินทางไกล” เหวินหลงยืนยันทำตามเจตจำนงค์เดิม ขึ้นชื่อว่าเป็นรัชทายาทแล้วการดื้อดึงและดึงดันนั้นคงเป็นคุณสมบัติที่แยกออกจากกันไม่ได้ หันไปสนทนากับเว่ยเหอโจวอยู่ชั่วครู่แล้วจึงเร่งร้อนออกจากตำหนัก แน่นอนว่าคนหลงน้องไม่ลืมหันมาส่งยิ้มให้เสวี่ยหมิงหนึ่งทีก่อนจะยอมจากไป

ตำหนักหงหลินไร้เสียงพูดคุยดังเดิมเมื่อเหลือเพียงเหอโจวและลี่หมิง เด็กหนุ่มเหนื่อยล้าเกินกว่าจะประฝีปากกับคนขี้รำคาญจึงไม่ได้ริเริ่มบทสนทนาใดๆ ค่อยๆหลับตาลงและทอดตัวลงนอนดังเดิม

“เยว่อ๋อง ข้ามีข้อข้องใจอยู่หนึ่งประการ เสียสละเวลานอนของเจ้าตอบคำถามของข้าก่อนได้หรือไม่” เอ้า ไอ้บ้านี่พอคนเขาไม่อยากจะเสวนาดันอยากจะพูดด้วยขึ้นมาเฉยเลย

เหอโจวส่งสัญญาณให้คนรับใช้ทั้งหลายออกไป สะบัดหน้าหันมามองเสวี่ยหมิงพร้อมถอนหายใจหนึ่งที ขมวดคิ้วหรี่ตามองคนบนเตียงอย่างพินิจพิเคราะห์ ริมฝีปากแยกออกจากกันตั้งท่าเตรียมเอ่ยคำถามไขความข้องใจ ลี่หมิงกลืนน้ำลายกับสายตาทิ่มแทงของเพื่อนสนิทผู้ซึ่งในโลกนี้นี้กลับกลายเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดคนหนึ่ง ทว่าความกดดันแปรเปลี่ยนเป็นความรำคาญใจในไม่ช้าเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมปริปากพูดเสียที เอาแต่ทำท่าทางอึกอักราวกับไม่รู้ภาษา

“ข้าไม่มีสิ่งใดให้ปิดบัง โปรดถามมาเถิด” ข้าลุ้นจนแทบฉี่ราดอยู่แล้ว ต่อให้ตอนนี้เอ็งบอกว่าจริงๆแล้วก็ตกหอไอเฟลเลยโผล่มาอยู่นี่เหมือนกันข้าสัญญาว่าจะพยายามไม่ตกใจ

“โปรดอย่าได้เห็นว่าข้าก้าวก่ายเลย แต่อย่างไรข้าก็เป็นพี่น้องของเจ้าคนหนึ่ง” อ่าฮะ คนขี้เสือกทั้งหลายก็มักเริ่มบทสนทนาแบบนี้แหละ ข้าเข้าใจดี

“แม้ข้าจะไม่ชอบยุ่มย่ามในกิจส่วนตัวของผู้อื่น แต่ข้ากลับมิอาจสลัดความสงสัยได้ว่าเหตุใดเจ้าจึงตัดสินใจกลับมาใช้ขาทั้งสองข้างเดินอีกครั้ง มิใช่ว่าเจ้าปลีกตัวออกจากวังวนอุบาทว์ทั้งหลายแล้วหรอกหรือ”

ขอถอนคำพูด ข้ามีเรื่องให้ปิดบัง อย่าถามข้าเลย ช่วยหุบปากแล้วออกไปหาสมุนไพรที่เจ้าชอบเถิด

ลี่หมิงแน่นิ่งไป ไม่รู้ว่าควรตกใจประเด็นใดมากกว่ากัน ระหว่างการที่เหอโจวรู้เรื่องลี่หมิงแกล้งขาพิการมาโดยตลอด หรือเรื่องที่อีกฝ่ายสงสัยในการตัดสินใจอันไม่สมนิสัยของน้องชายผู้รักสงบของตน

“ข้า...ข้าเพียงอยากกลับมาเดินได้ด้วยขาตัวเองอีกครั้งก็เพียงเท่านั้น” ก็มันไม่มีใครบอกข้าล่วงหน้าไงว่าเสวี่ยหมิงแม่งแกล้งข้าเดี้ยง!

“...เจ้าแน่ใจ?” องค์ชายแปดเลิกคิ้ว

“แน่ใจสิ่งใด?” เอ้า บอกว่าแน่ใจก็แน่ใจดิวะ ถามอยู่ได้ ไอ้นี่นิ!

“แน่ใจกับการตัดสินใจของตัวเจ้าเอง” ถ้าข้าตอบว่าไม่แน่ใจแล้วเจ้าจะทำอะไรได้ฮะ! จะหาไทม์แมชชีนมาให้ข้าย้อนเวลากลับไปเรอะ!

“ข้า...” ลี่หมิงเว้นระยะ สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ “ข้าคงตอบได้ไม่เต็มปากว่าข้าแน่ใจกับการตัดสินใจของตัวข้าเอง แต่อย่างน้อยข้า...ก็พึงพอใจที่ได้เลือกทำตามความต้องการของตัวเองดูบ้าง”

แท้จริงแล้วข้าตั้งใจจะตอบว่า ‘ก็ตอนนั้นแค่อยากเดินก็เลยลุกขึ้นเดิน’ เพียงเท่านั้น ไม่รู้ทำไมประโยคที่ออกจากปากกลับฟังดูเหมือนผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี ดูเหมือนองค์ชายทั้งหลายจะถูกเลี้ยงฟูมฟักขึ้นมาให้มีวาทะศิลป์ในการตอบคำถาม ต้องขอบคุณสมองอันชาญฉลาดของเสวี่ยหมิงจริงๆ

“งั้นหรือ…” คู่สนทนาตอบรับสั้นๆ เหอโจวเคลื่อนตัวไปทางเตียงของลี่หมิง แปะมือลงบนหัวของอีกฝ่าย มุมปากเผยรอยยิ้มที่เห็นได้ยาก “เช่นนั้นก็ดี”

ข้ารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นไอ้โจชอบลูบหัวสิ่งมีชีวิตอยู่แค่อย่างเดียวคือไอ้เห็ดหอม ลาบราดอร์สีดำที่บ้านมัน ไม่ต้องสงสัยเลยไอ้โจเอ็งเห็นข้าเป็นหมาไปแล้วเรอะ!

“การตัดสินใจหนึ่งครั้งจะนำมาซึ่งโอกาสและปัญหานับไม่ถ้วน ข้อนี้เจ้าคงรู้ดี เจอโอกาสอย่าปล่อยผ่าน พบปัญหาอย่าหันหน้าหนี ในเมื่อได้เลือกแล้วก็ขอให้เจ้าคอยเตือนสติตัวเอง ในวันหน้าเจ้าอาจนึกสงสัยว่าการตัดสินใจของเจ้าในครั้งนี้นั้นคุ้มค่าพอหรือไม่ และเพื่อไม่ให้เจ้าต้องว้าวุ่นใจคิดหาคำตอบ ข้าจะตอบให้เลยว่ามันไม่คุ้มค่า”

อ้าว ไอ้เ…

“ไม่คุ้มค่ากับน้ำตาและความสูญเสีย ไม่คุ้มค่ากับความทุกข์ยากทั้งหลายที่จะตามมา แต่เพราะทั้งหมดนั่นคือทางเดินที่เจ้าได้เลือกเป็นผู้กำหนดทิศทางด้วยตนเอง ฉะนั้นแล้วข้าก็ไม่มีสิทธิ์พูดได้ว่ามันไม่คุ้มค่าสำหรับเจ้า”

เอาซะซึ้งเลย แต่ข้าไม่ได้เลือกเฟ้ย ข้าร่วงลงมา! แล้วถ้ามันจะฟังดูลำเค็ญซะขนาดนั้นให้ข้ากลับไปแกล้งเดี้ยงอีกสักพักเลยดีไหม? สักเดือนสองเดือนก็ย่อมได้!

แม้ตัวข้าจะไม่ได้มีมันสมองล้ำเลิศเหมือนเสวี่ยหมิง แต่ว่ากันตามจริงแล้วใช่ว่าข้าจะไม่รู้สถานการณ์ของตัวเองแต่อย่างใด ข้าถูกบังคับให้นั่งดูหนังจีนโบราณกับอาม่ามาตั้งแต่ยังเด็ก จะเรื่องไหนๆแม่งก็เข่นฆ่าแย่งชิงบัลลังก์มังกรกันตายห่าแทบจะทุกเรื่อง เสวี่ยหมิงพรั่งพร้อมไปด้วยอำนาจ มันสมอง และยศถา ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้ที่หวงไท่จื่อโปรดปราน ตอนพิการอยู่เฉยๆก็นับว่าปล่อยให้มีชีวิตอยู่ไปได้ไม่ขวางหูขวางตาใคร แต่ในตอนนี้เป้าโจมตีในเกมการเมืองของคนในวังจะมองไปทางไหนก็คงไม่มีเพียบพร้อมได้เท่าข้าอีกแล้ว

“ถ้าเจ้าเข้าใจแล้วก็ดี เอาเป็นว่าจะทำอะไรก็ระมัดระวัง อย่าบาดเจ็บบ่อยๆให้เดือดร้อนข้าและสมุนไพรของข้าให้มันมากนัก” ไอ้โจแม่งเหมือนเดิมจริงๆ เป็นห่วงคนอื่นเขาก็ไม่ยอมพูดดีๆทำเป็นปากปีจอกลบเกลื่อนอยู่ได้

ยังไม่ทันที่ลี่หมิงจะได้เอ่ยโต้ตอบอะไรออกไป ประตูเลื่อนของห้องบรรทมกลับถูกกระชากเปิดออกจากข้างนอกอย่างรุนแรง เหอโจวชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งตัวไปขวางหน้าลี่หมิงในพริบตา ผู้มาใหม่ที่พรวดพราดเข้ามาแทบชะงักฝีเท้าให้หยุดไม่ทันเมื่อคอหอยของตนหวุดหวิดโดนปลายกระบี่เสียบอยู่ร่อมร่อ ลี่หมิงได้แต่นิ่งอึ้งมองเพื่อนสนิทตาค้าง

ไอ้โจแม่งโคตรเท่... ทำไมข้าไม่มีไอ้ทักษะชักกระบี่เฟี้ยวฟ้าวแล้วดูเท่แบบนี้บ้างวะ

“องค์ชายแปด” หม่าเทียนฟงผู้บุกรุกเอ่ยเสียงอ่อยยิ้มแหยๆให้สหายสนิท “ได้โปรดลดกระบี่ลงเถิด นี่ข้าเอง”

“เทียนฟง” เหอโจวหันหัวกระบี่สอดกลับเข้าฝัก หรี่ตามองสหายไร้มารยาทอย่างคาดโทษ “ประตูมีไว้ให้เคาะสามครั้งก่อนจึงควรเปิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประตูห้องนอนของผู้อื่น”

หม่าเทียนฟงคุกเข่าลงข้างเตียงของลี่หมิง “เยว่อ๋อง ได้โปรดอภัยให้กับการเสียมารยาทของข้าด้วยเถิด ข้ารีบร้อนนำสาส์นด่วนจากองค์รัชทายาทมาแจ้งให้ท่านทราบ”

“เสด็จพี่ว่าอย่างไรหรือ” เดาจากสีหน้าเทียนฟงแล้ว ข้าเดาว่าเสด็จป๊าไม่อนุญาตให้เลื่อนแหงเลย

“องค์รัชทายาทให้ข้ารีบมาแจ้งว่าฮ่องเต้ไม่ประสงค์ให้ท่านเลื่อนการเดินทางออกไป” นั่นไง ข้าเคยเดาอะไรผิดที่ไหน เสด็จป๊าผู้ลำเอียงรักไอ้โจมากกว่าข้า ถ้าอนุญาตก็คงแปลกเต็มที “แล้วก็...” หม่าเทียนฟงเอ่ยต่อเสียงเบา ลี่หมิงเงี่ยหูฟัง

“แล้วก็...ฮ่องเต้มีประสงค์ให้ให้ท่านออกเดินทางไปเมืองเยว่ในอีกสองชั่วยามถัดจากนี้พ่ะย่ะค่ะ!”

จะบ้าเรอะ! สองชั่วยามก็อีกสี่ชั่วโมง! เสด็จป๊าผีเข้าองค์ลงอะไรอีกฟะ!! นี่ถ้าข้าต้องเช็คอินขึ้นเครื่องบินไปเมืองเยว่ แค่ใช้เวลาเก็บกระเป๋าเคาน์เตอร์แม่งก็ปิดไปแล้วโว้ยย!!!

---------------------------------------------------------------------

Talk หน้าตำหนักหงหลิน

กลับมาแล้วค่า ตอนนี้เป็นตอนที่ยาวมากจริงๆ ไรท์จึงต้องแบ่งออกเป็นครึ่งแรกและครึ่งหลังค่ะ ต้องขอโทษจริงๆค่ะที่มักจะหายไปบ้างอย่างสม่ำเสมอ แหะๆ ส่วนครึ่งหลังจะรีบตามมาลงให้เร็วที่สุดนะคะ

ป.ล. เริ่มเห็นเรือหลายลำแล้ว ดีใจจุง เกาะเรือกันแน่นๆน้าาา เม้นต์คุยติชม ได้เหมือนเดิมเช่นเคยค่ะ ไรท์จะพยายามเข้ามาตอบทุกคอมเม้นต์นะคะ

ตอนนี้มีเพจ Facebook กับ Twitter แล้ว เข้าไปกดไลค์กด Follow กันได้เลยนะคะ Facebook: https://www.facebook.com/ThreeEmperors/ Twitter: https://twitter.com/Three_Emperors

Tag twitter: #ส่งข้ามาเป็นอ๋อง

ซังหวงตี้

ความคิดเห็น