facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 6 [50% *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 6 [50% *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.3k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ค. 2562 14:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 6 [50% *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 6​ 

 

“ทุ่มกว่าแล้วนะมึง กูไส้จะขาดแล้วเนี่ย กลับเหอะ” ไอ้ปั้นโวยวายขึ้นมาอีกครั้งเมื่อมันเล่นเกมจนแบตโทรศัพท์หมดในที่สุด 

ผมเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาทุ่มกว่าแล้วจริงๆ ด้านนอกมืดหมดแล้ว แถมท้องผมก็เริ่มร้องประท้วงมาได้สักพักเหมือนกัน แล้วผมทนเพื่ออะไรวะ นี่ผมกำลังรออะไรอยู่ ทำไมไม่กลับห้องไปนอนเล่นให้สบายใจ ทนนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ทำไมกัน 

คิดแล้วแม่ง...หงุดหงิด 

“แล้วบ่นทำเหี้ยอะไร กลับดิ” พูดจบด็คว้ากระเป๋าลุกขึ้นยืนด้วยความรวดเร็ว หนังสือการ์ตูนที่รื้อมาอ่านวางไว้บนตักร่วงกราวลงพื้น แต่ผมไม่ได้ใส่ใจ 

“เอ้า อารมณ์ขึ้นอะไรของมึง ชวนกลับแค่นี้ทำโมโหทำลายข้าวของ” 

“แล้วมึงจะกลับไหมล่ะ หรือว่ารอใคร” 

“เชี่ยยยยยชิ มึงไหมที่รอเนี่ย ไหงกลายเป็นกูไปได้วะ ห่า โกรธที่พี่มันไม่มาแล้วมาลงกับกูเหรอครับเพื่อน” 

“กูไม่ได้โกรธใครทั้งนั้นแหละ!” 

ก็แค่ไม่ชอบคนผิดคำพูด มันบอกเองว่าจะมารับแต่กลับหายหัวไปแบบนี้จะให้ผมคิดยังไงวะ ผมอุตส่าห์รอเพื่อให้เวลามันแล้วนะ (ไหนบอกว่าไม่ได้รอไงจ๊ะ) แค่ย้ายที่แค่นี้ไม่มีปัญญาตามหาเลยหรือไง ถามเพื่อนผมก็ได้รึเปล่าวะ 

“ให้มันจริง” 

“เออ มันไม่มาก็ดี กูจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน” 

“แต่ตอนนี้มึงก็กำลังเป็นเดือดเป็นร้อนอยู่ไม่ใช่หรือไง” 

คำพูดให้ปั้นทำเอาผมสะอึกไปเลย ...ก็จริงของมัน 

“เรื่องของกู” 

“เออ เรื่องของมึงก็เรื่องของมึง งั้นก่อนกลับเราแวะกินอะไรอร่อยๆ คลายเครียดกันหน่อยดีไหมครับคุณชิ” 

ผมเหล่ตามองไอ้เพื่อนตัวดีที่เสือกเรียกชื่อนี้ขึ้นมาอีกแล้ว 

“เออ จัดมาเลยครับคุณข้าวปั้น” พูดจบพร้อมโบกหัวมันไปหนึ่งที เสร็จแล้วก็วิ่งสิครับ เรื่องอะไรจะอยู่รอรับตีนมัน ทำให้ไอ้ปั้นที่เพิ่งล็อกห้องเสร็จวิ่งไล่กวดตามหลังผมมา 

...อย่างน้อยความกวนตีนของมันก็ทำให้ผมดีขึ้นได้ล่ะนะ 

แต่แล้วพี่แม่งก็หายเงียบไปเลยจนป่านนี้ ผมอาบน้ำแต่งตัวเตรียมนอนเรียบร้อย จ้องโทรเป็นรอบที่ล้านก็ไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ 

แปลก 

หรือพี่มันเป็นอะไรวะ รถคว่ำตกคลองตายห่าไปแล้วหรือเปล่า หรือคนกวนตีนอย่างมันจะโดนใครดักตีหัว ไม่ใช่พรุ่งนี้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง...แบบนั้นไม่เอานะ 

นักศึกษาโดนฆ่าตายหมกป่า...เชี่ย 

ผมกลัวผี 

แค่คิดก็สยองแล้วครับ แบบมาทวงรักทวงแค้นอะไรงี้ 

แต่เดี๋ยวนะ...แล้วกูมานอนคิดอะไรวะเนี่ย 

ได้แต่สะบัดหัวตัวเองอย่างอ่อนใจ ถ้าจะเป็นเอามากแล้วว่ะอชิ เอาแต่คิดเรื่องพี่มันเนี่ย 

“โว้ยยยยยยย” ตีอกชกหัวตัวเองกันไป 

แต่อันที่จริงเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วหรือเปล่าวะ ไอ้พี่แทนอาจจะล้มเลิกความตั้งใจของมันแล้วก็ได้ รวยขนาดนั้นรองเท้าแค่นี้ซื้อใส่เองก็ได้มั้ง 

ก็ดีชีวิตผมจะได้เลิกวุ่นวายสักที 

แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่วายเอาแต่คิดเรื่องไอ้พี่แทน เหมือนอย่างตอนนี้ ที่กำลังจะเปิดประตูห้อง มันจะมาดักรอหน้าห้องเหมือนเมื่อวานหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ไอ้ปั้นมันมารอแล้วครับ เพราะผมโทรเช็กกับมันเรียบร้อย ใจมันเต้นตุบๆ รีๆ ขวางๆ ไม่กล้าเปิดสักที 

เอาวะ เจอก็เจอดิ วันนี้ยังไงผมก็ใจแข็งเว้ย 

เปิดแม่ง! 

แต่แล้วก็ ไม่มี... 

ไม่มีใครรอผมอยู่ที่หน้าห้องเหมือนเมื่อวาน ไร้เสียงกวนประสาทของพี่มันอีกครั้ง 

...ก็สบายหูดี 

ผมถอนหายใจกับตัวเองเสียหนึ่งทีก่อนจะลงไปด้านล่าง 

“ไงมึง ทำหน้าตาไม่สบอารมณ์แบบนี้เป็นอะไรอีกล่ะ ไอ้พี่แทนตามมากวนอีกรึไง” ไอ้ปั้นทักขึ้นเมื่อผมเดินออกมา ไอ้หล่อยืนใส่ชุดนักศึกษาหุ่นดีรออยู่แล้ว แต่ผมทำหน้าแบบไหนวะ ก็ว่าทำหน้าปกตินะ 

“เห็นมันไหมล่ะ” 

สิ้นคำถามผมไอ้ปั้นก็ชะเง้อไปทางด้านหลังผมด้วยความแปลกใจ 

“ไม่เห็น” 

“เออ ถ้าไม่เห็นก็แปลว่าไม่ใช่ ไปได้ยัง” 

ผมไม่สนใจไอ้ปั้นที่ยังคงยืนมองเข้าไปด้านในหอผมอยู่ ปล่อยมันมโนไปคนเดียวแล้วกัน อารมณ์มันเนือยๆ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับใครเท่าไหร่ 

“แบบนี้ก็แปลว่าพี่มันถอดใจแล้วเหรอวะ” ผมเหลือบมองไอ้ปั้นนิดๆ เมื่อมันขึ้นมานั่งบนรถ 

“กูจะรู้ไหมล่ะ กูไม่ใช่พี่มันนี่” 

“อารมณ์บ่จอยแต่เช้าแบบนี้ เพราะใครน้อออ หรือเพราะว่าวันนี้คนขับรถเป็นกูวะ” แต่มันก็ยังไม่วายหาเรื่องกวนตีนผมจนได้แหละครับ 

“เพ้อเจ้ออะไรของมึง มันก็เป็นมึงมาตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่รึไง” 

“เอ้า ก็หลังๆ มานี่มันไม่ใช่ไง นึกว่านั่งรถหรูๆ จนลืมรถญี่ปุ่นอย่างกูไปแล้ว” 

“ส้นตีน” 

ให้พรไอ้ปั้นไปด้วยความเซ็งเสร็จก็เลิกต่อล้อต่อเถียงกับมันครับ ผมเบือนหน้าหนีไปมองวิวด้านนอกรถแทน วันนี้ความกวนตีนของมันช่วยผมไม่ได้แล้วจริงๆ 

“กูถามจริงๆ เหอะ ที่มึงเป็นแบบนี้เพราะพี่มันหายไปเหรอวะ” เงียบได้ไม่นานไอ้ปั้นก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง แถมครั้งนี้ไม่มีวี่แววของความกวนประสาทอยู่เลย แถมมันกระตุกใจผมแปลกๆ เสียด้วยสิ 

“ก็เปล่า” 

“ปากมึงบอกว่าเปล่า แต่หน้ามึงมันไม่ใช่ว่ะ ริจะโกหกกูยังเร็วไปสิบปีนะไอ้หนู” 

“ไอ้หนูพ่อง มึงเลิกพูดเรื่องนี้เหอะ กูไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ แค่เซ็งๆ นิดหน่อย” 

“เพราะพี่มัน?” 

“...” 

แม้ไม่อยากตอบคำถามแต่มันก็เห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าใช่ โอเค ยอมรับแบบแมนๆ ก็ได้ครับว่าผมนอยด์พี่มัน แต่เรื่องเหตุผลไม่ต้องพูดถึงเพราะผมเองไม่รู้ 

...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเก็บเรื่องนี้มาคิดทั้งวันทั้งคืนด้วย โดยที่พี่มันอาจไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยก็ได้ 

“ช่างมันเถอะ” 

ปิดประเด็นเรื่องนี้สักทีครับ เพราะในที่สุดไอ้ปั้นก็ยอมแพ้และชวนผมคุยเรื่องอื่นแทน ซึ่งผมก็เออออตอบมันไป ซึ่งไอ้ปั้นก็รู้แหละว่าผมอารมณ์ไม่ดีเลยไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากนัก มันรู้ว่าแค่ปล่อยผมไว้แบบนี้อีกสักพักเดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง 

“เออ ไอ้ต้นบอกว่าจะมากินข้าวกลางวันด้วยนะ” 

“มาทำไมวะ คณะอยู่ตั้งไกล” 

“คณะนี้คงมีอะไรดึงดูดมันมั้ง เออ มันบอกว่าโทรหามึงแล้วมึงไม่รับสาย” ผมเหล่มองไอ้ปั้นนิดๆ อะไรที่นี่จะดึงดูดไอ้ต้นได้วะ 

“กูปิดเสียงไว้ตอนก่อนนอนมั้ง” เพราะคิดว่าใครบางคนจะโทรมาเลยตั้งใจปิดเสียงไว้เพราะไม่อยากรับสาย แต่กลับกลายว่าเป็นคนอื่นโทรเข้ามาแทน 

“มันฝากถามเรื่องสอนญี่ปุ่นด้วยนะ” 

เดี๋ยวนะ... พูดถึงเรื่องสอน วันนี้เวรพวกผมขึ้นสอนด้วยนี่หว่า นั่นหมายความว่าผมจะได้เจอไอ้คนที่มันหายหัวไปด้วยใช่ไหม 

ลืมไปได้ไงวะ 

“ไอ้ปั้น” ผมเรียกรั้งไอ้เพื่อนตัวสูงที่กำลังจะเดินเข้าห้องเรียนไว้ก่อน มันจึงหันกลับมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม หล่อชนิดที่ว่าผมอยากจะขากถุยใส่มันสักที 

“วันนี้กูโดดชมรมนะ” 

“อ้าว ทำไมวะ แล้วกูจะขึ้นสอนกับใคร” 

“มึงสอนคนเดียวก็ได้ คนเรียนไม่กี่คนเอง” 

เพราะปกติพี่บูม พี่เปรม พี่ฟลุคก็เรียนกับมันอยู่แล้ว เพิ่มไอ้พี่แทนไปอีกคนคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เผลอๆ แม่งไม่มาเรียนกันด้วยซ้ำ แล้วทำไมแค่คิดผมก็ต้องหงุดหงิดแล้ววะ 

“มึงแม่ง...” 

ผมไม่สนที่มันกำลังจะบ่นต่อ แต่เดินผ่านมันเข้าห้องเรียนไปทันที หวังว่าวันนี้ทั้งวันผมจะมีสมาธิกับบทเรียนบ้างนะ 

พักเที่ยง 

ไอ้ต้นโผล่มาอย่างที่มันพูดไว้จริงๆ มาเพื่อทานข้าวกลางวันและแท็คทีมกับไอ้ปั้นเพื่อกวนตีนผม แต่ก็ช่วยให้ผมผ่อนคลายลงได้บ้างล่ะนะ ยกความดีความชอบให้พวกมันหน่อยแล้วกัน 

“เอออชิ แล้วสรุปมึงจะเริ่มสอนภาษาญี่ปุ่นกูตอนไหนวะ” 

เรื่องนี้ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้สักทีครับ แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือมันจะอยากเรียนอะไรขนาดนั้นวะ ไม่ได้จะเอาไปใช้ทำอะไรจริงจังสักหน่อย เอวีมันก็พูดอยู่ไม่กี่ประโยคจะสนใจสตอรี่อะไรนักหนา 

“วันนี้เลยไหมล่ะ กูว่างพอดี” คำตอบผมทำเอาไอ้ปั้นเหลือบมองตาเขียว 

“ความจริงมึงไม่ได้ว่าง มึงแค่งอแงจนอยากทำตัวว่างเองมากกว่า” 

“กูไม่ได้งอแง” เชี่ย พูดซะกูเป็นตุ๊ดเลย แม้แต่ไอ้ต้นยังหลุดขำออกมาอีกคน กูไม่ได้งอแงโว้ยยย 

“งอแงอะไรกันวะ” 

“ความจริงไอ้ชิมันมีสอนที่ชมรมวันนี้ แต่แม่งจะโดด” 

“อ้าว ทำไมวะ” 

“เพราะมันหนีหน้าคนบางคนไง” 

“กูไม่ได้หนี! มึงเงียบไปเลยไอ้ปั้น ห่า กูอุตส่าห์ทำลืมๆ เสือกคุ้ยขึ้นมาอีก” 

หมดอารมณ์แดกขนมแล้วกู ผมผลักถุงมันฝรั่งทอดที่ไอ้ต้นซื้อมาให้ออกไปห่างตัวอย่างพาลๆ นับว่าวันนี้เป็นวันที่ผมอารมณ์เสียยาวนานที่สุดก็ว่าได้ มันขุ่นๆ มัวๆ ยังไงไม่รู้ ไม่ชอบเลย 

ไอ้ต้นมองหน้าผมนิ่งๆ อย่างใช้ความคิด เพราะถ้ามันไม่ขี้ลืมจนเกินไปมันก็คงจำได้ว่าผมมีสอนใครเวลาขึ้นชมรม คู่อริมันนี่ มันจะลืมได้ยังไง 

“มันทำอะไรมึง” ทำไมผมว่าเสียงไอ้ต้นมันเย็นยะเยือกแปลกๆ วะ 

แต่ตอนนี้ไอ้ปั้นที่เอาแต่พูดมากเรื่องของผมกลับนั่งเงียบไปซะเฉยๆ ทีแบบนี้ล่ะไม่ตอบคำถามแทนกูนะ 

“ไม่ได้ทำอะไร” 

พอได้ยินแบบนั้นไอ้ต้นจึงหันไปมองหน้าไอ้ปั้นแทนอย่างต้องการคำตอบ จนไอ้เพื่อนตัวดีของผมต้องทำท่าทางเลิ่กลั่กและยกมือสองข้างขึ้นอย่างยอมแพ้ 

“กูไม่รู้ กูก็แซวมันเล่นเฉยๆ แหละน่า มึงจะทำหน้าตาน่ากลัวทำไมวะ กูไม่อยากเป็นฉนวนศึกสายเลือดสถาปัตย์กับวิศวะหรอกนะเว้ย” 

ผมยกขาถีบไอ้ปั้นด้วยความหมั่นไส้ไปที แม่งพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแล้ว ทำอย่างกับผมเป็นสาวน้อยที่ใครๆ ก็หมายปองอยากได้อย่างนั้นแหละ ที่นั่งอยู่นี่ก็เพื่อนกันทั้งนั้น 

“มโนเก่งขนาดนี้ไปแต่งนิยายไหมมึง เดี๋ยวนี้เริ่มเพ้อขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ” 

“กูจะเพ้อไม่เพ้อมึงก็ลองถามไอ้ต้นมันดูเองแล้วกัน ดูขึ้นห้องละ จะไปเล่นเกม” พูดจบปุ๊บมันก็ลุกเดินหนีไปซะเฉยๆ แต่ไม่ลืมคว้าถุงขนมไปด้วยนะครับ ได้ข่าวว่าไอ้ต้นมันซื้อมาให้กูนะเพื่อน 

หันกลับมาก็เห็นไอ้ต้นกำลังมองผมอยู่ด้วยท่าทางยิ้มๆ ไอ้นี่ก็เปลี่ยนอารมณ์ไวฉิบหาย 

“ไม่ได้เห็นมึงอารมณ์เสียแบบนี้มานานแล้วนะ สรุปอะไรทำให้จารย์ชิของผมพิโรธได้ครับ” 

คำพูดคำจาของมันทำเอาผมอดขำออกมาไม่ได้จริงๆ ไอ้ต้นก็เป็นอีกคนครับที่รู้ว่าจะทำยังไงให้ผมอารมณ์ดีขึ้นได้ 

“กวนตีน แล้วกูก็ชื่ออชิ บอกกี่ครั้งแล้วเรียกให้มันถูกๆ ดิ๊” 

“ก็กูอยากเรียบแบบนี้อะ ใครๆ ก็เรียกมึงว่าอชิแล้ว กูไม่อยากเหมือนคนอื่น” 

“อยากเหมือนไอ้ปั้นว่างั้น” 

“ไม่เหมือนดิ กูถึงได้เติมจารย์เข้าไปไง” 

“จารย์ไร จานชามช้อน?” 

“สัด” ไอ้ต้นเอื้อมมือผลักหัวผมเบาๆ พลางขำร่วน แต่มือมันเท่าใบพายผมก็เจ็บสิครับ เลยต้องแตะขามันที่นั่งฝั่งตรงข้ามเพื่อเอาคืน 

“ขาสั้นแล้วไม่เจียมนะมึงอะ” 

“โห เดี๋ยวกูกระโดดถีบสองขาคู่” ผมทำท่าจะลุกขึ้นยืนจริงๆ จนไอ้ต้นต้องรีบคว้าแขนผมไว้ด้วยรอยยิ้มกว้าง 

“หึหึ พอๆ กูยอมแล้วครับ สรุปวันนี้ไปสอนกูจริงๆ นะ เดี๋ยวกูมารับตอนเย็น” 

“เออ ตามนั้น” 

เมื่อได้ยินคำตอบผมไอ้ต้นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของมันอยู่คนเดียว พวกผมนั่งเล่นกันอีกไม่นานก็ต้องแยกย้ายเพราะใกล้เวลาเรียนแล้วครับ ไอ้คนที่คณะอยู่ไกลแต่ไม่เจียมจึงต้องขอตัวไปก่อน ผมเองก็เดินแยกขึ้นมายังห้องเรียนเพื่อชดใช้กรรมอีกสามชั่วโมง 

“สรุปว่าวันนี้จะทิ้งกูจริงๆ?” 

ผมที่กำลังเก็บของลงกระเป๋าหันไปมองไอ้ปั้นที่กำลังตีสีหน้าละห้อยอย่างตอแหล โกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่ว่ะเพื่อน 

“เออ กูนัดไอ้ต้นไว้แล้ว” 

“ง้องอนกันเป็นหนังอินเดียเลยนะ เดี๋ยววันนี้พี่มันไปตามมึงถึงห้องหรอก” 

“มันจะมาทำไม ไม่ใช่ธุระ” 

ป่านนี้แม่งไปม่อสาวอยู่แถวไหนแล้วมั้ง แต่ก็เรื่องของมันครับ ไม่ใช่เรื่องของผม ไม่ต้องมาวุ่นวายกันอีกเลยก็ดี ชีวิตผมจะได้สงบสุขไม่มีมารมาคอยรังควาน 

“เออๆ ตามใจ แล้ววันนี้กลับยังไง ให้ไอ้ต้นไปส่งใช่ไหม” 

“กูโตแล้ว กลับเองก็ได้มั้ง ไม่ต้องห่วงหรอกน่า กูเอาตัวรอด” 

“แล้วไปสอนกันที่ไหน” ซักประวัติยิ่งกว่าพ่อกูอีกครับ นี่เพื่อนนะเนี่ย 

“ยังไม่รู้ เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที อาจจะหอมันหรือหอกูมั้ง” 

ผมที่กำลังเดินออกจากห้องสะดุดกึกเพราะไอ้ปั้นคว้ากระเป๋าเป้ผมไว้ก่อน แม่งดึงไว้จนผมแทบปลิว อะไรของมันอีกวะ 

“มึงจะดึงทำไมเนี่ย” 

“กูว่าหาที่สอนตามห้างตามศูนย์อาหารดีกว่ามั้ง” 

“นี่ไง เพราะมีคนคิดแบบมึงนี่แหละ คนเขาถึงไม่มีที่นั่งกินข้าวกัน แถมเวลาแบบนี้ที่ไหนคนก็เยอะ เสียงก็ดัง จะเอาสมาธิที่ไหนเรียนวะ” 

“แต่สองต่อสองมันจะดีเหรอวะ” 

เห็นสีหน้าเป็นห่วงอย่างจริงจังของไอ้ปั้นทำเอาผมอดขำออกมาไม่ได้ นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อนกันผมคงนึกว่ามันคิดอะไรกับผมแล้วนะเนี่ย แต่บังเอิญว่าผมรู้สันดานมันดีไง 

“มึงห่วงอะไรเนี่ย กลัวไอ้ต้นจะปล้ำกูรึไง” 

“มันก็ไม่แน่หรอก” 

“กูสอนมันมาตั้งนาน ทำไมเพิ่งมานึกห่วงวะ” ปีก่อนผมก็ไปสอนที่ห้องมันออกบ่อยไป แต่เพราะหลังๆ มันสาวเยอะไง ผมเลยไม่อยากโผล่ไปเจอฉากวาบหวิวให้ใจแตก 

“ก็ตอนนั้นมึงยังไม่ได้...” 

“ไม่ได้อะไร” 

ไอ้ปั้นเม้มปากแน่นอย่างใช้ความคิด ก่อนที่มันจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พลางสะบัดหน้าตัวเองแรงๆ แม่งท่าจะบ้าแล้วจริงๆ ว่ะ 

“ช่างแม่งเหอะ ถ้ามีอะไรก็โทรมาหากูแล้วกัน” 

“เออ กูไปละ” 

ผมส่ายหัวช้าๆ พลางโบกมือให้ไอ้ปั้น ผมรู้ครับว่ามันห่วง แต่ไอ้ต้นก็เพื่อนผมคนหนึ่ง แม้ช่วงนี้มันจะทำตัวติดผมแปลกๆ ก็เถอะ เมื่อก่อนมันเคยอยากมากินข้าวกับผมบ่อยๆ แบบนี้ที่ไหน แต่มือเท้าผมก็มี ถ้ามันคิดจะทำอะไรจริงๆ ผมก็สู้นะเว้ย อชิตะก็แมนเหมือนกัน 

 

 

 

50% 

................................. 

กลับมาแล้ววว หายไปทำธุระส่วนตัวหลายวันเลย 

ขอโทษนะคะ เดี๋ยวจะกลับมาอัพบ่อยๆ แล้วจ้าา 

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นมากๆ นะคะ 

เป็นกำลังใจช่วยในการปั่นได้ดีมากเลย ขอบคุณค่าา 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว