ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : ) ฝากติดตามใน ReadAwrite ด้วยนะคะ https://www.readawrite.com/a/edfbe1afcf9246bb0d40eb4d8027d90f

บทที่ 21 : ความจำเป็นกับสิ่งสำคัญ

ชื่อตอน : บทที่ 21 : ความจำเป็นกับสิ่งสำคัญ

คำค้น : นิยาย Yuri , นิยายอิงประวัติศาสตร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 947

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ส.ค. 2560 00:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21 : ความจำเป็นกับสิ่งสำคัญ
แบบอักษร

“ไม่อยากจะเชื่อว่า ท่านผู้นำจะทำแบบนั้นจริงๆ ”

ชายวัยกลางคนเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวอย่างอารมณ์เสีย หลังจากที่ทราบข่าวเรื่องการอนุมัติกองบินให้เข้าจู่โจมกรุงลอนดอนอย่างเต็มรูปแบบของท่านผู้นำ ซึ่งตนไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะการเปิดศึกเพื่อน่านฟ้ากับประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการรบบนอากาศจะเป็นเรื่องง่ายๆ

ถึงเยอรมันจะมีนักบินฝีมือเก่งกาจมากมาย แต่ถ้าสู้โดยที่ขาดการวางแผนที่ดีและพิสัยที่ถูกต้อง การจู่โจมก็คงจะสูญเปล่า และไม่นานก็จะถูกเจ้าบ้านโต้กลับจนถอยหลังแทบไม่ทันเป็นแน่

“อันที่จริง...คนที่รับผิดชอบแผนการนี้ คือ เกอริง

แกร์ดตวัดตามองสหายคนสนิทอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “ว่าไงนะ! .... ฝีมือของเจ้าบ้าเกอริงอย่างงั้นหรอ?”

“ลูกน้องฉันที่กระทรวงส่งข่าวมาเมื่อวันก่อน คนที่เริ่มสงครามบริเตนครั้งนี้ ไม่ใช่ท่านผู้นำ แต่เป็นเกอริง”

เออร์วินพูดเสียงเรียบ แต่สายตาฉายแววความกังวลอย่างเห็นได้ชัด มือหนากุมกันแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมา แกร์ดเดินไปนั่งตรงโซฟาฝั่งตรงข้ามที่อีกคนนั่ง

“มันเกิดอะไรขึ้น เออร์วิน”

“ท่านผู้นำมีแผนจะทำลายกองทัพอากาศของอังกฤษ เพื่อแสดงแสงยานุภาพของกองบินพลเรือน แต่ทุกอย่างผิดพลาด เพราะเกอริงแอบสั่งการให้ทหารจำนวนหนึ่งแกล้งบินหลงทางไปทิ้งระเบิดใส่กรุงลอนดอน”

“อังกฤษเลยเอาคืน ด้วยการโจมตีเบอร์ลินสินะ”

ใบหน้าคมที่เริ่มมีอายุพยักหน้า เออร์วินหยิบแก้วไวน์ชั้นดีขึ้นมาจิบเพื่อคลายความกังวล แกร์ดเห็นดังนั้น เขาจึงทำตามบ้าง ตอนนี้ทั้งเขาและเออร์วินไม่รู้จะทำอะไรได้นอกจากนั่งทำใจที่กำลังร้อนรุ่มให้สงบ เพราะกำลังเป็นห่วงครอบครัวของตนเองที่อยู่ในเมืองหลวงที่พึ่งโดนถล่มไป ถ้าไม่ติดว่ายังทำภารกิจไม่เสร็จ พวกเขาคงเดินทางกลับเบอร์ลิน ตั้งแต่วันที่รู้ข่าวแล้ว

“หวังว่าครอบครัวฉันจะปลอดภัย”

แกร์ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเบาๆ น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เห็นสีหน้าอ่อนแอของนายพลเจ้าของฉายา อัศวินดำแห่งเยอรมัน เว้นก็แต่สหายคนสนิทอย่างนายพลรอมเมลที่มีสีหน้าไม่ต่างจากแกร์ดเท่าไร

“ทุกคนจะต้องปลอดภัย ทั้งของนายและฉัน”

เออร์วินพูดให้กำลังใจเพื่อน แม้ว่าตัวเขาเองจะแอบรู้สึกหวั่นใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกัน ... ถึงจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัว แต่เขาก็รักและหวงแหนคนในครอบครัวมากกว่าสิ่งอื่นใด

และอาจจะรวมถึงใครบางคนที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดชีวิตด้วยเช่นกัน

หวังว่าจะเอาตัวรอดได้นะ...

ในระหว่างที่นายพลผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองกำลังเคร่งเครียดกับยุทธการบริเตน จู่ๆ ก็มีพลทหารนายหนึ่งขออนุญาตเข้ามาส่งเอกสารบางอย่างให้แก่สองนายพล

แกร์ดมองของในมือด้วยความสงสัย มันเป็นจดหมายที่ไม่มีตราประทับของกองทัพ ต่างจากของเออร์วินที่มีตรากองทัพประทับอยู่หน้าซอง

“นี่ไม่ใช่จดหมายจากกองทัพนิ?”

“เอ่อ... คือ ผมรับฝากมาจากร้อนตรีคนหนึ่งที่กระทรวงน่ะครับ เธอกำชับว่าต้องส่งให้ถึงมือท่านเท่านั้น”

ทหารหนุ่มตอบเสียงตะกุกตะกัก เพราะเกรงว่านายพลแกร์ดจะลงโทษที่นำจดหมายไร้สาระมาให้ เออร์วินรอบมองสีหน้าที่ไม่ได้โกหกของทหารหนุ่ม

“เธอ? ... ผู้หญิงงั้นหรอ” เออร์วินถามด้วยความสงสัย เพราะน้อยคนที่จะกล้าทำแบบนี้

“ครับ เป็นผู้หญิงตัวสูงพอๆ กับผม ล... แล้วก็ไว้ผมสั้น”

เพียงคำอธิบายเท่านี้ สองนายพลก็รับรู้ได้ทันที ว่าใครคือคนที่ส่งจดหมายนี้มา แกร์ดพยักหน้าเชิงไล่ให้ทหารหนุ่มออกไป ซึ่งผู้ที่มียศน้อยกว่าก็รีบทำความเคารพและจ้ำอ้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

“ลูกสาวนายส่งอะไรมาให้ฉันกันแน่นะ”

“ฉันไม่มีลูกสาว แกร์ด”

นายพลแกร์ดอมยิ้มที่สามารถแกล้งแหย่เพื่อนสนิทได้สำเร็จ อัศวินดำแห่งเยอรมันค่อยๆ แกะซองจดหมายออก เพื่ออ่านเนื้อหาข้างใน โดยทีสายตาคมของเออร์วินรอบมองอยู่ด้วยความอยากรู้เช่นกัน

...แอปเปิ้ลลูกสวยกำลังถูกหนอนชอนไชจนข้างในเต็มไปด้วยโพรงและรู ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ไม่นานแอปเปิ้ลลูกนั้นก็จะล่วงหล่นจากต้น กระทบพื้นและเละคาที่... จาก หมาป่า

คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเป็นปม แกร์ดพยายามอ่านซ้ำไปซ้ำมา เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ตนอ่านมีเท่านี้จริงๆ เออร์วินเห็นท่าทีแปลกไปของเพื่อน จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“เกิดอะไรขึ้น?”

“นายช่วยอ่านนี่ทีสิ แล้วบอกฉันทีว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิด” แกร์ดยื่นจดหมายให้เออร์วิน

แววตาคมไล่อ่านข้อความที่เขียนเพียงสองบรรทัดด้วยสีหน้าวิตกกังวล เออร์วินเผลอกำจดหมายนั้นแน่นจนแกร์ดต้องรีบเอาคืนมา

“มันเป็นเรื่องล้อเล่นใช่ไหม เออร์วิน”

“ฉันก็พยายามคิดแบบนั้น แต่ว่า... เธอไม่มีทางเอาเรื่องแบบนี้มาล้อพวกเราเล่นเด็ดขาด”

แกร์ดรู้สึกลำคอแหบพร่าขึ้นมาทันที “สิ่งที่พวกเรากลัวมาตลอด เกิดขึ้นแล้วสินะ”

เออร์วินมองเพื่อนสนิทครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า

“ถึงเราจะมีกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่มันก็อาจจะไม่มีความหมาย เมื่อคนที่เป็นมิตรกลับกลายเป็นศัตรู”

นายพลแกร์ดหน้าถอดสี ชายวัยกลางคนเจ้าของฉายาอัศวินดำ ผู้ที่ไม่เคยเกรงกลัวใคร บัดนี้เขาพึ่งได้รับรู้ถึงความกลัวครั้งแรก ตลอดชีวิตการเป็นทหาร ตั้งแต่เล็กจนโตเขาถูกฝึกมาเพื่อให้จงรักภักดีต่อชาติ รับใช้ชาติและยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อชาติ เพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ การรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของเยอรมัน

แต่ทว่า..... ทุกอย่างกลับถูกสั่นคลอนด้วยความกลัวที่ว่า

เยอรมันอาจจะแพ้สงคราม เพราะคนทรยศในชาติก็เป็นได้

.

.

.

ผู้การสาวแห่งกองบินพลเรือน เดินเข้ามาในกระทรวงด้วยท่าทางสง่างาม ยามที่เดินพาไปยังแผนกไหนหรือที่ใดก็ตามที่มีคนอยู่ ก็จะถูกสายตาของคนเหล่านั้นจับจ้องด้วยความที่หลงใหลในความงามอันไม่มีที่ติของเธอ .... หญิงสาว ผู้ที่มีตำแหน่งเป็นถึง เลขาส่วนตัวของท่านผู้นำ

เมื่อมีคนรักคนชอบ ก็เป็นธรรมดาที่จะมีคนชัง

ใครต่อใครที่อิจฉาต่างแอบซุบซิบนินทาว่า เลขาสาวคนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลูกน้อง แต่มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับท่านผู้นำด้วยต่างหาก ไม่เช่นนั้นจะมีตำแหน่งและหน้าที่การงานดีในขณะที่อายุยังน้อยได้อย่างไร

ถ้าไม่ได้ใช้ตัวเข้าแลก?

ถ้าถามว่าร่างเพรียวรู้เรื่องนี้หรือไม่? ... แน่นอนเธอรู้ แต่จะให้เธอเสียเวลาไปต่อปากต่อคำกับคนพวกนี้ ว่าความจริงมันเป็นยังไง เธอก็เห็นว่ามันเปลืองน้ำลายเปล่าๆ สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อชาติดีกว่า โดยเฉพาะช่วงฟื้นฟูประเทศในตอนนี้ด้วยแล้ว

แอ็ดดดดด....

ประตูบานใหญ่ของห้องทำงานส่วนตัวของท่านผู้นำเยอรมันค่อยๆ ถูกเปิดออกด้วยแรงของหญิงสวาร่างเพรียว

“ไฮล์ ฮิตเลอร์! ”

ฮันน่ากล่าวสดุดีท่านผู้นำวัยกลางคน ที่กำลังนั่งเซ็นเอกสารงบประมาณซ่อมแซมบ้านเมืองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ล็อคประตูซะ”

เสียงอันทรงอำนาจ สั่งการเสียงเข้ม ซึ่งหญิงสาวก็ยินดีทำตามอย่างว่าง่าย เพราะปกติเวลาทำงานเธอก็มักจะล็อคห้องทำงานท่านผู้นำอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการรบกวนจากคนอื่น

“หายไปไหนมาทั้งคืน”

พอสิ้นเสียงล็อคประตู ฮิตเลอร์ก็เอ่ยถามเสียงแข็ง จนหญิงสาวสะดุ้งตกใจ “ป.. ไปค้างบ้านเพื่อนมาค่ะ”

“แน่ใจว่าเป็นแค่เพื่อน”

ฮันน่าเลิกคิ้วมองท่านผู้นำของเธอด้วยความสงสัย “ค่ะ”

“หึ”

จู่ๆ ฮิตเลอร์ก็เดินมากระชากคอเสื้อหญิงสาวจนเผยให้เห็นรอยแดงเป็นจ้ำๆ มากมายอยู่รอบเนินอกสวย ฮันน่าร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ เธอรีบยกมือขึ้นปิดเนินอกด้วยความเขินอายและตกใจ

“ว๊ายยย! ... ท่านจะทำอะไรคะ?”

“ทำอะไรงั้นหรอ ก็กำลังจับผิดคนโกหกอยู่น่ะสิ ... ไปนอนบ้านเพื่อนประสาอะไรมีรอยแบบนี้เต็มคอไปหมด! ”

ฮิตเลอร์ตะคอกเลือดขึ้นหน้า เมื่อวานหญิงสาวขอตัวกลับบ้านไปก่อน เพราะอ้างว่าไม่สบาย เขาจึงใจดียอมให้อีกคนกลับ แต่ที่ไหนได้.... กลับไปนอนกกกับใครที่ไหนก็ไม่รู้!

“ค... คือว่า”

ฮันน่ารู้สึกตกใจ เธอทำอะไรไม่ถูกแล้ว ตอนนี้เนื้อตัวเริ่มสั่นเทาด้วยความกลัว ... เธอกำลังกลัวว่าท่านผู้นำจะรู้เรื่องของเธอกับโลเวล … แม้จะสงสัยอยู่ลึกๆ ว่าท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?

“ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้ว เป็นผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว ฉันไม่เคยสอนให้เธอทำตัวใจง่ายแบบนี้ ฮันน่า!!! ”

“.....”

ฮันน่ารู้สึกจุกจนพูดไม่ออก เพราะมันเป็นอย่างที่ฮิตเลอร์กล่าว ตั้งแต่จำความได้ชายตรงหน้ามักจะสอนเธออยู่เสมอว่าให้ปฏิบัติตัวให้มีค่า เป็นกุลสตรีที่งดงาม เพียบพร้อมไปทุกอย่าง และต้องมีความสามารถที่หลากหลาย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่

แต่เธอกลับทรยศต่อคำสอนนั้น เพียงคำว่า .... รัก

“เธอทำให้ฉันอับอาย ฉันเลี้ยงดูเธอไม่ดีพอรึไง เธอถึงได้......”

ท่านผู้นำแห่งประเทศ โมโหจนเลือดขึ้นหน้า ต่อให้ฮันน่าพยายามอธิบายเหตุผลหรืออะไรก็ตาม เขาก็ไม่ฟัง เอาแต่ดุด่าว่าทออย่างเดียว โชคดีที่ห้องนี้ ค่อนข้างเป็นห้องเก็บเสียง

“แต่คนรักกัน จะมีอะไรกันก็ไม่แปลกนี่คะท่าน” ฮันน่าพยายามเถียงกลับ

ถึงจะเข้าใจความเป็นห่วงของคนมีอายุมากกว่า แต่เธอไม่ใช่เด็กๆ แล้ว เธอโตพอที่จะสามารถตัดสินใจอะไรเองได้ รวมถึงสามารถกำหนดความต้องการของตัวเธอเองได้เช่นกัน

ฮิตเลอร์เดินมาเขย่าร่างเพรียวด้วยความโกรธ “แล้วถ้าเจ้านั่นมันทิ้งเธอขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ ห่ะ!!! ”

“เขาไม่มีทางทิ้งดิฉันแน่นอนค่ะ ไม่มีวัน! ” ใช่ ... เธอมั่นใจ ว่าโลเวลไม่มีทางทิ้งเธอแน่

“สันดานผู้ชาย เธอไว้ใจมันได้ยังไง! ”

“ผู้ชาย?” ฮันน่านิ่งค้าง ตลอดเวลาเธอเข้าใจว่าท่านผู้นำรู้เรื่องของเธอกับโลเวลแล้วซะอีก

“ก็ใช่น่ะสิ.... เธอกล้าไปนอนกับผู้ชายก่อนแต่งงานได้ยังไงกัน! ”

ตอนนี้ฮันน่ากำลังงุนงง เธอพยายามใช้สมาธิที่มีไตรตรองสิ่งที่เกิดขึ้น ... ท่านผู้นำยังไม่รู้เรื่องของเธอกับโลเวล แสดงว่าเธอยังปิดบังเรื่องนี้ต่อไปได้ ... แต่ที่เธอยังไม่เข้าใจเลยคือ ท่านรู้ได้ยังไงว่าเธอพึ่งไปมีอะไรกับใครมา?

“ท่านทราบเรื่องนี้ได้ยังไงคะ”

“เธอไม่จำเป็นต้องรู้ ... จากนี้ไป ฉันจะหาบอร์ดี้การ์ดมาคุมเธอ ไม่ให้นอกลู่นอกทางอีก”

“ไม่นะคะท่าน ดิฉันไม่ต้องการ! ”

ฮันน่ารีบค้าน เพราะถ้ามีบอร์ดี้การ์ด เธอจะไปไหนมาไหนกับโลเวลได้ยากขึ้น อุตส่าห์ปรับความเข้าใจกันได้แล้วแท้ๆ ... ให้ตายยังไง เธอก็จะไม่ยอมเด็ดขาด

“นี่เป็นคำสั่ง! ”

ร่างเพรียวกำหมัดในมือแน่น เมื่อท่านผู้นำเริ่มใช้อำนาจนอกเหนือจากงานและหน้าที่ ... ในเมื่อมันมาถึงจุดนี้ เธอคงต้องพลิกสถานการณ์!

“ได้ค่ะ แต่ดิฉันมีข้อแลกเปลี่ยน”

ฮิตเลอร์ปรายตามองหญิงสาวตรงหน้า “เธอไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อรองฉันได้ คุณไรทซ์”

“ดิฉันขอใช้สิทธิ์ที่ควรจะได้รับ ไม่ใช่ในฐานะ ฮันน่า ไรทซ์ แต่เป็นฐานะที่คุณก็รู้ว่าอะไร”

หญิงสาวยืนกร้าน ใบหน้าสวยฉายแววตาที่มุ่งมันจะเอาชนะ ฮิตเลอร์มองดวงตาคู่นั้นก็เหมือนสะท้อนเห็นตัวเองในอดีต ... ทระนง เย่อหยิ่ง แต่แข็งแกร่ง

“งั้นว่ามา”

“ฉันขอเลือกบอร์ดี้การ์ดเอง”

“หึ... เรื่องแค่นี้ ก็ได้”

ฮันน่าหน้าชื่นขึ้นมาทันที เมื่อท่านผู้นำยอมรับข้อเสนอของเธอ ... ที่นี้ก็เข้าทางตามแผนที่เธอวางไว้ก่อนหน้าพอดิบพอดี คงต้องขอบคุณคนที่คาบข่าวมาบอกเรื่องนี้แก่ท่านผู้นำซะหน่อยแล้ว จากนั้นค่อยจัดการคิดบัญชี ข้อหาที่กล้าล่วงเกินสิทธิส่วนบุคคลของเธอทีหลัง

อย่างสาสมที่สุด...

“เธอต้องการใคร” ฮิลเตอร์กล่าว พลางเตรียมยกหูโทรศัพท์ เพื่อโทรไปเรียกคนที่ฮันน่าต้องการ

เป็นอีกครั้งที่หญิงสาวยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามของท่านผู้นำ เสียงดังฟังชัด

“ร้อยตรีโลเวล อูเก้น รอมเมลค่ะ”

.

.

.

ปึก!

“กลับมาแล้วหรอคะ”

หญิงวัยกลางคนเอ่ยทักชายผู้มีหนวดเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับวิ่งเข้ามาช่วยถอดเสื้อคุมหนาเตอะออก พลางชวนคุยเรื่องโน่นเรื่องนี้อย่างที่เคยทำเป็นประจำ แต่เขากลับไม่มีท่าทีสนใจเธอเลยสักนิด จนเธอรู้สึกผิดสังเกต

“วันนี้มีปัญหาอะไรที่ทำงานหรอคะ...คุณถึงได้ดูเครียดๆ ”

ฮิตเลอร์ปรายตามองหญิงที่นั่งข้างๆ ตนครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา “ไม่ใช่หรอก”

“งั้นคงเป็นเรื่องอื่นสินะคะ”

อีวาก็ยังคงตื้อถามต่อไป เพราะเธออยากจะแบ่งเบาภาระของคนรัก แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่อย่างน้อยก็ได้ช่วยให้เขาระบายความรู้สึกออกมา เพื่อคลายกังวลได้บ้าง

“ฮันน่ากลับมาหรือยัง” ฮิตเลอร์เลี่ยงที่จะตอบคำถาม จึงเลือกถามหาหญิงสาวผู้อีกคนแทน

อีวาพยักหน้า “ค่ะ ... เธอกลับมาถึงตั้งแต่เย็น ป่านี้คงนอนหลับไปแล้วล่ะ”

“งั้นหรอ”

ฮิตเลอร์ตอบเสียงเรียบ แววตาประดุจราชสีห์ฉายแววความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอีวาเองก็มองออก เธออยู่เขามาตลอดหลายปี ทำไมจะไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังมีเรื่องให้กังวลใจ

“ทะเลาะกับฮันน่ามาหรอคะ”

เหมือนอีวาจะเดาถูก เพราะฮิตเลอร์มีปฏิกิริยาทันที เขาหันมาถลึงตามองเธออย่างเอาเรื่อง ก่อนจะรีบเบนหน้าหนีไปทางอื่น อีวามองสีหน้าของคนรักก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมืออันทรงอำนาจนั้นไว้หลวมๆ

“เล่าให้ฉันฟังได้ไหม”

“มันไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก”

“สำคัญสิคะ... เรื่องของคุณกับเด็กคนนั้น สำคัญสำหรับฉันเสมอ”

เสียงหวานของอีวา ทำให้จิตใจที่ร้อนรุ่มของท่านผู้นำแห่งนาซีเริ่มสงบลง ฮิตเลอร์ละสายตาจากที่อื่น และหันมาสบตากับหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอดหลายปี ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้อีวาฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งหญิงวัยกลางคนก็นั่งฟังด้วยใบหน้าเรียบเฉย ผิดกับคนเล่าที่แสดงสีหน้าและอารมณ์โมโหออกมาจนหน้าดำหน้าแดง

“ฉันล่ะไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทำไมถึงได้ใจง่ายแบบนี้! ”

ฮิตเลอร์พูดอย่างหัวเสีย เขาทำใจไม่ได้ที่รู้ว่าฮันน่ามีคนรักแล้ว แถมยังไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้วด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ถ้าเขารู้ว่าคนรักของฮันน่าเป็นใครนะ เขาจะลงโทษมัน ข้อหาที่กล้ามากระตุกหนวดเสือ!

“คุณก็พูดแรงไป ฮันน่าโตแล้วนะคะ เธอมีสิทธิที่จะรักใครชอบใคร” อีวาพูดเสียงเรียบ

“ถ้าแค่รักแค่ชอบ ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่นี่ถึงขั้น...... ฮึ๋ย! ”

“ฮันน่าไมใช่คนที่ทำอะไรโดยไม่คิด ฉันว่าเธอคงมีเหตุผลเพียงพอถึงกล้าทำแบบนั้น”

“ก็เพราะให้ท้ายกันแบบนี้ นิสัยถึงได้เสียเหมือนกัน [b] ร่าน! [/b] ” ฮิตเลอร์เผลอตะคอกใส่อีวาอย่างลืมตัว ก่อนจะนึกได้ว่าเขาได้พูดอะไรไม่ดีออกไปแล้ว “คือ... ฉันขอโทษ”

“อดอล์ฟ ฉันไม่โกรธถ้าคุณจะว่ากับฉันแบบนั้น แต่ฉันจะโกรธถ้าคุณกล้าว่าเธอแบบนั้นต่อหน้าฉันอีกครั้ง”

อีวาพูดเข้ม เธอไม่สนว่าคนรักจะพูดจาไม่ดีกับเธอยังไง เพราะเธอชินแล้ว แต่สิ่งที่เธอทำให้ไม่ยอมคือเขาพูดพาดพิงถึงฮันน่าในทางที่ไม่ดี

“โธ่เว้ย! ” โครมมมม!!! เพล้ง!!!

อีวามองคนรักที่กำลังทำลายข้าวของในห้อง ด้วยความตกใจ

“ใจเย็นๆ ก่อนสิคะ”

เธอวิ่งเข้าไปห้าม ก่อนที่เขาจะเผลอทำลายของไปมากกว่านี้ ถ้าฮิตเลอร์คือไฟ เธอก็เปรียบเสมือนน้ำ ที่ค่อยดับไฟที่กำลังจะแผดเผ่าร่างของเขาให้ดับลง

“ฉันจะไปฆ่ามัน คนที่กล้ามายุ่งกับฮันน่า! ” ยามที่ฮิตเลอร์ฟิวขาด เขาจะโมโหจนลืมตัวและทำอะไรรุนแรงเสมอ และเพราะความโมโหร้ายนี้เอง อีวาจึงต้องคอยหาทางทำให้เขาสงบลงให้เร็วที่สุด

“ถ้าคุณทำแบบนั้น ฮันน่าจะต้องทิ้งคุณไปแน่ เหมือนอย่างที่เจลี่ทำ!

กึก!

ชายผู้ทรงอำนาจแห่งเยอรมันชะงักมือที่กำลังจะทุ่มแจกันราคาแพง เขาปรายตามองอีวาด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะค่อยๆ ทิ้งตัวนั่งลงอย่างหมดอารัย เมื่อได้โอกาสอีวาจึงรีบวิ่งเข้าไปคว้าแจกันในมือของเขาออก และนำมันไปวางไว้ให้พ้นๆ ทาง

“เจลี่....”

ฮิตเลอร์กลายเป็นคนเหม่อลอยชั่วขณะ เมื่อนึกถึงชื่อ เจลี่ รัวบาลหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นหลานและคนรักของเขาเมื่อนานมาแล้ว

“คุณไม่ควรไปยุ่งย่ามเรื่องความรักของเธอ” อีวานั่งลงข้างคนรัก “เราควรปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ”

“ไม่ได้! ฉันจะไม่ยอมให้ใครเอาฮันน่าไปจากฉันเด็ดขาด” แต่ฮิตเลอร์ก็ยังคงยืนกรานต่อไป

“แต่ในอนาคตเธอก็ต้องแต่งงานออกเรือนอยู่ดี คุณห้ามไม่ได้หรอก”

“ก็ถ้าแต่งงานกันก่อน ฉันก็ไม่ว่าอะไรสักนิด ... แต่นี่มัน! ”

“คุณกำลังกลัวสินะ”

ฮิตเลอร์หันมองอีวา แววตาที่เคยโกรธเกรี้ยวของเขา บัดนี้กำลังสั่นไหว เพราะคำพูดของหญิงที่นั่งข้างๆ มันกำลังจี้แทงใจดำเขาอยู่

ใช่... เขากำลังกลัว

“คุณกลัวว่า ผลกรรมที่คุณเคยทำไว้กับผู้หญิงคนก่อนๆ จะมาตกที่เธอ” อีวายังคงพูดแทงใจดำต่อไป เพราะรู้ดี ว่านี่คือจุดอ่อนของฮิตเลอร์

ตั้งแต่รู้จักกันมา ฮิตเลอร์เป็นคนที่เจ้าชู้มากระดับหนึ่ง เขาเป็นคนที่มีวาทศิลป์ดีเป็นเลิศ สามารถพูดโน้มน้าว เกรี้ยวพาราสี ทำให้หญิงสาวมากหน้าหลายตาตกเป็นทาสรักของเขา และนั่นก็รวมถึงเธอด้วยเช่นกัน

เขามักจะมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่ทำงานด้วยหรือผู้หญิงที่วิ่งเข้าหาเขาทุกคน แต่พอเสร็จธุระ เขาก็ปล่อยพวกเธอทิ้งไว้ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ไม่สนใจใยดี เพียงแค่กลับไปหาบ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่จะไม่

และยิ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันของเจลี่ รัวบาล ขึ้น เขาก็ยิ่งเปลี่ยนเป็นคนละคน เขามักจะโทษตัวเอง ว่าเป็นความผิดของเขาที่กลั่นแกล้งแฟนหนุ่มของเจลี่จนทั้งคู่แยกทางกัน และเขาก็พยายามกักขังเธอไว้ให้อยู่แต่ในบ้าน หากออกไปไหนก็ต้องมีคนของเขาตามไป จนเจลี่เครียดและฆ่าตัวตาย

จากเหตุการณ์นั้นทำให้เขาเลิกทานเนื้อสัตว์ เพราะทุกครั้งที่เห็นเนื้อดิบๆ ชุ่มเลือด มันจะพาให้นึกถึงภาพของเจลี่นอนจมกองเลือดภายในห้องนอนอยู่ร่ำไป หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีสัมพันธ์กับใครอีกเลย ตั้งแต่รับฮันน่ากลับมาอยู่ด้วย เขาก็พยายามให้เธออยู่ใกล้ชิดกับเขาให้มากที่สุด และขัดขวางไม่ให้ผู้ชายคนไหนเข้าใกล้เธอ แถมขีดเส้นกำกับชีวิตเธอทุกอย่าง ตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้ฮันน่าอยู่กับเขาให้นานที่สุด

แต่ฮิตเลอร์ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นกลับเป็นหนทางที่จะนำไปสู่เหตุการณ์แบบเจลี่อีกครั้ง

โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด!

“อดอล์ฟ” อีวาเอ่ยเสียงนุ่ม พลางสวมกอดเขาด้วยความสงสาร ฮิตเลอร์ทำไปเพราะหวงฮันน่า เขาทำเพราะความรักที่มีให้ฮันน่า เขามีเจตนาดี เพียงแค่ใช้วิธีแสดงออกผิด

“ฮันน่าไม่เหมือนฉัน คุณสามารถขังฉันไว้ในบ้าน ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันยังไงฉันก็ทนได้ แต่สำหรับฮันน่า มันไม่ใช่ ... เธอแตกต่าง คุณควรปล่อยๆ เธอบ้าง เข้าใจใช่ไหม?”

“ฉัน...” ฮิตเลอร์เอ่ยเสียงสั่น น้อยคนที่จะได้มีโอกาสเห็นภาพผู้นำแห่งนาซีร้องไห้สะอื้น

“นกบางตัวไม่ได้เกิดมา เพื่ออยู่ในกรงนะอดอล์ฟ”

ฮิตเลอร์ไม่พูดอะไร เขาเอาแต่ปล่อยน้ำตาลูกผู้ชายให้ไหลอาบแก้ม อีวาเห็นดังนั้นจึงนั่งกอดและปลอบจนอีกคนเผลอหลับในอ้อมกอดด้วยความอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ

เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก อีวาก็ลุกขึ้นไปสั่งให้ลูกน้องมาพาท่านผู้นำไปนอนที่ห้อง ส่วนเธอก็มาจัดแจงคุมแม่บ้านให้ทำความสะอาดห้องนั่งเล่นที่ตอนนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกเจ้าของบ้านทำลาย ซึ่งเธอต้องทำทุกอย่างให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติที่สุดเท่าที่ทำได้ ก่อนฮันน่าจะลงมาเห็นเข้า

‘ฮันน่านอนกับผู้ชายแล้ว! ’

อีวายืนครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ฮิตเลอร์เล่าด้วยความสงสัย เพราะก่อนหน้านี้เธอได้ค้นพบความลับบางอย่างของฮันน่า และมันทำให้เธอมั่นใจได้ว่า คนที่ฮันน่ามีอะไรด้วยไม่ใช่ผู้ชายแน่นอน

แต่มันก็มีสิ่งที่ทำให้เธอไม่มั่นใจ .... ทำไมฮิตเลอร์ถึงคิดว่าเป็นผู้ชาย หรือคนที่นำข่าวมาบอกไม่ได้เล่าลายละเอียดให้ฟัง? ถ้าเป็นเช่นนั้นคนที่กล้านำเรื่องนี้มารายงานต่อท่านผู้นำ คงมีแผนการอะไรแอบซ่อนอยู่สินะ

พอคิดได้เช่นนั้น อีวาก็ถอดหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เป็นความโชคดีในความโชคร้าย ที่ฮิตเลอร์ไม่รู้ว่าคนรักของฮันน่าเป็น [b] ผู้หญิง [/b] ไม่เช่นนั้นฮันน่าของเธอคงถูกลงโทษอย่างหนัก ไม่ก็คนรักของฮันน่าอาจจะถูกจับยิงเป้าหรือไม่ก็ส่งไปอยู่ค่ายกักกันเชกเช่นเดียวกับชาวยิวไปนานแล้ว

แต่มันก็ไม่แน่... ความลับไม่มีในโลก สงสัยเธอคงต้องคุยเรื่องนี้กับฮันน่าแล้วล่ะ

ไม่เช่นนั้น ฮันน่าจะไม่รู้ตัวเลย ว่ากำลังโดนใครบางจ้องเล่นงานอยู่

และมันเป็นหน้าที่ของคนเป็น [b] แม่ [/b] อย่างเธอที่ต้องคอยปกป้องลูกจากอันตรายทั้งปวง

ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการทำความสะอาดชั้นล่าง ท่านผู้นำที่ใครๆ ก็คิดว่าหลับไปแล้ว ก็ลุกขึ้นมาเดินไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกระเบียงอย่างเงียบๆ

ฮิตเลอร์หลับตาซึมซับสายลมที่พัดผ่าน เพื่อหวังให้สายช่วยพัดเอาความอ่อนแอของเขาไปด้วย กว่าเขาจะมาทุกจุดนี้ได้ เขาต้องผ่านอะไรมามากมาย สูญเสียอะไรไปก็หลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือ หลานสาวสุดที่รัก

เรื่องของ เจลี่ ... มันเป็นเรื่องสะเทือนใจสำหรับเขามาก มันเหมือนเป็นตราบาปที่ไม่มีวันสลัดทิ้งได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเกลียดตัวเอง ภาพสาวน้อยที่นอนจมกองเลือด และมีเศษชิ้นเนื้อกระเด็นเต็มพื้นไปหมด พาให้รู้สึกอยากจะอาเจียน

ฮิตเลอร์ยกมือขึ้นปิดปากของตนเอง แสดงสีหน้าพะอืดพะอม เพราะเผลอคิดถึงเรื่องราวในคืนนั้น

‘นกบางตัวไม่ได้เกิดมา เพื่ออยู่ในกรง’

คำพูดของอีวาแล่นเข้ามาในหัว คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด ทำไมเขาจะไม่เข้าใจว่าอีวาต้องการสื่ออะไร แต่จะให้เขายอมทำตามงั้นรึ?

ไม่มีทาง!

เขาจะสร้างกรงทองที่แข็งแกร่งขึ้นมา และกักขังไม่ให้เธอบินหนีไปไหน

ในเมื่อเขาเสียเจลี่ไปแล้ว เขาจะไม่มีทางยอมเสียฮันน่าไปอีก ... คู่ครองของฮันน่าต้องเป็นคนที่เขาเลือกเท่านั้น

ใครที่กล้ามายุ่งกับผู้หญิงของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตล่ะก็ ... ไม่ตายดีแน่!!!

“ฉันจะต้องรู้ให้ได้... ว่าคนรักของเธอเป็นใคร ฮันน่า”

.

.

.

“ฮัดเช้ย! ”

เสียงจามของร่างสูงดังขึ้น ปลุกให้หญิงสาวร่างเพรียวที่นอนอยู่ข้างๆ ตื่นจากภวังค์

“ไม่สบายหรอ” เธอถามเสียงงัวเงีย พลางขยับไปเปิดโคมไฟที่ข้างเตียง เพื่อมาดูอาการของคนรัก

“ไม่รู้สิ จู่ๆ ก็จามออกมา” โลเวลพูดไปเช็ดจมูกไป “สงสัยมีคนบ่นถึงล่ะมั้ง”

“หวังว่าจะไม่ใช่สาวๆ นะ” ฮันน่าจ้องเขม็ง จนโลเวลรีบส่ายหน้ารัวๆ

“ม.. ไม่ใช่หรอก อาจจะเป็นหัวหน้าหรือไม่ก็คนที่เกลียดฉันก็ได้ เธอก็รู้นี่ คนไม่ชอบฉันเยอะจะตาย”

“งั้นก็แล้วไป” หญิงสาวพูด ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน

“ขึ้หึงจังนะ” แต่ก็ไม่วายโดนร่างสูงเอ่ยแซว จนเธอต้องลุกขึ้นมาฟาดแขนคนรักไปทีหนึ่ง ด้วยความเขิน

เพี้ย!

“โอ๊ย... เจ็บนะ” โลเวลพูดไป ลูบแขนตัวเองไป ... มือหนักเป็นบ้าเลย

“นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ฉันต้องออกแต่เช้ามืดนะ” ฮันน่าพูดเสียงเข้ม แต่ก็ไม่อาจกลบเกลื่อนใบหน้าที่ขึ้นสีได้

“แล้วฉันต้องไปพร้อมเธอเลยหรือเปล่า”

“ไม่ ... เราไปเจอกันที่กระทรวงเลยทีเดียว จะได้ไม่ผิดสังเกต”

“เจ้าแผนการจริงๆ เลยนะเธอเนี่ย”

“อย่าลืมสิว่าฉันเป็นใคร ... ฮันน่า ไรทซ์ ผู้การสาวสวยแห่งกองบินพลเรือนเชียวนะ”

โลเวลอมยิ้มกับคำพูดขี้อวดของหญิงสาว ฮันน่าชอบทำอะไรที่ทำให้เขาต้องทึ่งและอึ้งเสมอ ยิ่งเมื่อเช้ามีโทรศัพท์ตรงมาจากห้องท่านผู้นำให้เข้าพบด่วน เขาก็คิดว่าคงจะโดนจับได้เรื่องคบเพศเดียวกัน เพราะดันไปฝากรอยรักไว้เต็มอก แต่ที่ไหนได้ หญิงสาวคนที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของเขาเนี่ยกลับพลิกกระดานหมากและสร้างสถานการณ์ขึ้นมาใหม่ พร้อมกับยัดเหยียดการเป็นบอร์ดี้การ์ดส่วนตัวให้โดยที่เขาไม่รู้เรื่องเลยอะไร

แต่ว่า... มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหรอกนะ

แถมตอนดึก เขากำลังอาบน้ำ จู่ๆ ก็มีเสียงเหมือนคนเดินเข้ามาในห้อง ตอนแรกก็นึกว่าเป็นเบอร์ม่า แต่ฉุดคิดได้ว่าเจ้าเพื่อนตัวดีติดภารกิจอยู่ที่อู่จนไม่มีเวลากลับบ้าน เลยคิดว่าต้องเป็นโจรแน่ๆ จึงตัดสินใจรีบใส่เสื้อผ้าลวกๆ และออกจากห้องน้ำไปหมายจะจับหัวขโมยที่กล้าขึ้นบ้านทหาร

แต่พอเปิดประตูห้องเข้ามาเท่านั้นแหละ ... เขาก็เจอฮันน่านอนเล่นอยู่บนเตียงเขาสบายใจเฉิบ พอถามว่ามาได้ไง เธอก็ตอบหน้าตายว่าแท็กซี่

ตั้งแต่คบกับฮันน่ามา เขาก็พึ่งรู้ว่า ฮันน่าพักอยู่บ้านหลังเดียวกับท่านผู้นำ แต่เธอก็ไม่ยอมบอกว่าอยู่ในฐานะอะไร เพียงแค่ยืนยันว่า ไม่ได้อยู่ในฐานะภรรยาหรืออะไรทำนองนั้นแน่ๆ พอเขาถามว่าท่านผู้นำยอมให้มาหรอ เธอก็ตอบหน้านิ่งๆ อีกว่า แอบมาแค่นั้นเขาจึงไม่อยากรบเร้าถามต่อจึงขอตัวไปอาบน้ำให้เสร็จ

และเขาจะไม่นอนดึกขนาดนี้เลย ถ้าฮันน่าไม่ขอเข้ามาอาบน้ำด้วย .... แล้วมันก็ไม่ใช่แค่อาบน้ำอย่างเดียวตามที่เขาคิด

ผู้หญิงอะไรเจ้าเล่ห์ชะมัด

นิ้วเรียวเกลี่ยเรือนผมสีน้ำตาลขึ้นทัดหู เผยให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังหลับใหลด้วยความเพลียจากกิจกรรมในห้องน้ำ โลเวลยกยิ้มอ่อนๆ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มอิ่มนั้นอย่างรักใคร่

ถ้าถามว่า ที่เขาทำแบบนี้กับฮันน่า แสดงว่าตัดใจจากเบลได้แล้วงั้นรึ ... คำตอบก็คือ [b] ยังหรอก [/b] แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะมีแค่เบลในหัวใจเหมือนเมื่อก่อน

เพราะตอนนี้ครึ่งหนึ่งของหัวใจ เขาได้มอบมันให้กับผู้หญิงที่นอนหลับในอ้อมแขนของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ฝันดีนะ”

.

.

.

“นี่ คุณหมอ... ยังไม่นอนอีกหรอ ดึกแล้วนะ”

เสียงห้าวของหญิงสาวผมแดงดังขึ้น เรียกสติให้หญิงสาวผมบรอนล่ะสายตาจากเอกสารกองโต เธอถอดแว่นสายตาออก และนวดที่ขมับเบาๆ เพื่อคลายกล้ามเนื้อ

“กี่โมงแล้วเนี่ย”

“จะเที่ยงคืนแล้ว อย่าบอกนะ ว่าคุณมัวแต่อ่านเจ้าพวกนี้จนลืมเวลาน่ะ”

“ประมาณนั้น”

เกว็นเน็ธส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา ตั้งแต่ร่างกายของคุณหมอเบลกลับมาเป็นปกติ เธอก็รุกโหมงานที่ค้างในช่วงที่นอนพักรักษาตัวจนลืมวันลืมคืน แถมบางครั้งยังลืมกินข้าวอีก

“คุณทรมานตัวเองทำไม”

“ฉันน่ะหรอ?”

“ก็ใช่น่ะสิ ... นอนดึกแบบนี้ ไม่ดีต่อสุขภาพนะ”

“ฉันเป็นหมอนะ ไม่ต้องให้เธอมาสอนหรอก”

“คุณนี่มัน... ดื้อจริงๆ ”

เกว็นเน็ธพูดบ่นเบาๆ ก่อนจะไปเตรียมของว่างมาให้คุณหมอสาวที่กำลังเก็บเอกสารหลังจากที่เธอจัดการมันหมดเรียบร้อยแล้ว

“อ่ะ ... ทานรองท้อง ฉันทำกับข้าวไม่เป็นเท่าไร แต่ก็พอเตรียมของว่างให้ได้บ้าง”

เบลินด้าเอ่ยขอบคุณ เธอรับจานขนมจากมือของร่างโปร่งมาทานเงียบๆ คนเดียว แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องไปที่เอกสารบนโต๊ะไม่วางตา

“เวลากินน่ะ ห้ามคิดถึงเรื่องอื่นสิ” เกว็นเน็ธเอ็ดเบลินด้า แต่มีหรือที่เธอจะยอมฟัง

“ฉันพึ่งรู้ว่าเธอเป็นคนขี้บ่นขนาดนี้นะ เกว็น”

“เหอะ ก็คุณอยู่ในความดูแลของฉันนี่นา จะปล่อยไว้เฉยๆ ได้ไง”

“เป็นห่วงหรอ”

“ป...เปล่า ฉันทำเพราะหน้าที่ต่างหาก” เกว็นเน็ธรีบปฏิเสธทันควัน

“ก็ดีแล้วที่คิดแบบนั้น” เบลินด้าเอ่ยเสียงเรียบ “คนอย่างฉันมันไม่มีค่าพอให้ใครมาห่วงหรอก”

เกว็นเน็ธมองดวงตาที่เศร้าหมองของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ว่าตกลงคุณหมอเบลพูดประชดตนหรือใครกันแน่ ... เธอกับคุณหมอรู้จักกันที่อังกฤษในช่วงก่อนที่เยอรมันจะประกาศสงคราม ตอนนั้นกองทัพอังกฤษได้มอบหมายให้เธอคอยดูแลคุณหมออย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยคุณหมอสืบหาข้อมูลสำคัญทางการทหารและนำมันส่งกลับมาที่อังกฤษ เรียกง่ายๆ ว่า ทั้งเธอและคุณหมอ คือสายลับของอังกฤษนั่นเอง

“บางทีฉันก็สงสัยนะ ว่าคุณมาเข้าร่วมภารกิจนี้ทำไม”

“ฉันบอกเธอไปแล้วเกว็น”

“แก้แค้น... แค่นั้น คุณยอมทรยศสายเลือดอีกครึ่งในตัว เพราะคำว่าแก้แค้นยังงั้นหรอ?”

เบลินด้าหันมองผู้ติดตามของเธอด้วยสายตาเรียบนิ่ง จนคนถามรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก เกว็นเน็ธกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ เพราะพึ่งคิดได้ว่าเผลอพูดอะไรไม่ดีออกไป

“ฉันขอโทษ”

“ไม่เป็นไร เกว็น ... สิ่งที่เธอพูดมามันก็ถูก” เบลินด้าเสมองไปทางอื่น “ฉันไม่ได้ทำเพื่อแก้แค้นอย่างเดียว”

“ล ... แล้วเพราะอะไร?” เกว็นเน็ธเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ

เบลินด้าหันมาสบตาคนผมแดง ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้ “ฉันแค่ต้องการจะหยุดสงครามให้เร็วที่สุด”

ถึงใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับดูแข็งแกร่งจนไม่หน้าเชื่อ คุณหมอเบลินด้าเป็นผู้หญิงที่เข้าถึงยากที่สุดเท่าที่เกว็นเน็ธเคยเจอมาเลย

“ใครๆ ก็อยากหยุดสงครามกันทั้งนั้น แต่คุณก็ไม่เห็นจำเป็นต้องสละชีวิตเพื่อหยุดสงครามเลยนี่นา หรือคุณทำไป เพราะต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของชาวยิวด้วยกันอย่างนั้นหรอ”

“ที่จริง... ฉันไม่ได้ทำเพื่อชาวยิวหรือเพื่อมนุษยชาติหรอกนะ”

“เอ๋?”

“ฉันมันก็แค่คนเห็นแก่ตัวคนหนึ่งก็เท่านั้นเอง”

ยิ่งคุยก็ยิ่งงง เกว็นเน็ธเอียงคอมองคุณหมอสาว ที่กำลังวางทานขนมในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะสวมแว่นตาเหมือนเดิม

“หมายความว่ายังไง?”

เบลินด้ายิ้มหวาน แต่เกว็นเน็ธกลับคิดว่า มันเป็นรอยยิ้มที่อาบไปด้วยยาพิษ ดวงตาสีฟ้าใสภายใต้แว่นหนาเต็มไปด้วยความลับมากมาย ไหนจะท่าทางเย็นชาที่ไม่ค่อยแสดงออกถึงความรู้สึกใดๆ นั้นอีก

“คุณต้องการอะไรกันแน่ คุณหมอ”

เบลินด้าไม่ตอบเป็นคำพูด แต่เธอกลับเดินไปที่รูปภาพของฮิตเลอร์ตอนหาเสียง ซึ่งเธอตัดมาจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งสมัยที่เรียนอยู่ค่ายเมเดล ตอนนั้นเธอเทิดทูลฮิตเลอร์มากกว่าสิ่งอื่นใด จึงสะสมภาพของท่านผู้นำมาใส่กรอบเก็บไง้ดูตลอดเวลา

แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว...

เธอไม่ใช่เด็กน้อยที่ร้องไห้งอแง รอคอยให้คนอื่นมาปกป้องเหมือนแต่ก่อน

ตอนนี้เธอเข้มแข็งและแข็งแกร่ง เธอสามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมาย โดยไม่มีใครสงสัย

ภาพลักษณ์คุณหมอสาวแสนดีที่เธอทำมาทั้งหมด ช่วยกลบเกลื่อนความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มได้อย่างแนบเนียน

ความโหดร้ายที่สั่งสมมาจากความแค้น ความต้องการ และความเห็นแก่ตัวของเธอ

มันกำลังจะแสดงออกมาในไม่ช้า.... เพียงแค่ รอให้โอกาสนั้นมาถึงเท่านั้น

“ความปรารถนาสูงสุดของฉัน คือ การได้อยู่กับคนรัก”

เบลินด้าเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก แต่ใบหน้ากับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม เกว็นเน็ธมองผู้หญิงร่างบางตรงหน้าด้วยแววตาแห่งความหวาดหวั่น

ผู้หญิงคนนี้ ... ทำทุกอย่างเพื่อความรักอย่างนั้นหรอ! ?

“นี่คุณ.....”

“ถ้าสงครามจบลงและฮิตเลอร์ถูกกำจัด ฉันจะใช้อำนาจจากอังกฤษแต่งตั้งให้ตัวเองขึ้นเป็นผู้นำประเทศเยอรมัน ... ฉันจะยกเลิกกฏหมายบ้าบอที่ไร้สาระทั้งหมด ฉันจะกำหนดมันขึ้นมาใหม่เอง และจากนั้นฉันก็จะได้อยู่กับคนที่ฉันรักตลอดไป โดยไม่มีใครหน้าไหนมาขัดขวางได้อีก! ”

ฉึก! ฉึก!

ใบหน้าของฮิตเลอร์ ถูกปักด้วยปากกาด้ามสวย ก่อนจะถูกละแลงจนฉีกขาดตามอารมณ์ของคนทำ

เกว็นเน็ธมองคุณหมอเบลที่กำลังบ้าคลั่งทำลายรูปภาพนั้นด้วยสายตาตกใจปนหวาดกลัว

ถ้าถามว่าระหว่างฮิตเลอร์กับหญิงสาวตรงหน้า ใครน่ากลัวกว่ากัน เกว็นเน็ธกล้าตอบได้เต็มเสียงเลยว่า

คุณหมอเบลนี่แหละ ... น่ากลัวกว่าฮิตเลอร์!

############################

TALK

ก่อนอื่นต้องขออภัยด้วยนะคะที่อัพช้า ติดภารกิจประชุมหลายสัปดาห์เลย _/\_

ตอนนี้จะเริ่มแสดงปมของฮิตเลอร์ว่า ทำไมเขาถึงโมโหตอนที่รู้เรื่องฮันน่า เพราะเขามีเรื่องฝั่งใจในอดีตนั่นเอง ที่จริงคนเยอรมันสมัยก่อนไม่ได้คิดเรื่องมีอะไรก่อนแต่งงานหรอกค่ะ แต่ฮิตเลอร์เขาแค่หวาดกลัวก็เท่านั้นเอง ก็แหม... ทำกับคนอื่นไว้ ก็กลัวผลจะมาตกที่ฮันน่าไง

ส่วนเรื่องเบล ... เราว่าตัวละครคุณหมอเบลเนี่ย เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะต้องปิดบังความลับเรื่องชาติกำเนิดแล้ว ยังยอมสละคนรักเพื่อการภารกิจ แต่เอาเข้าจริงๆ สาเหตุหลักก็ยังคงเป็น การทำเพื่อให้ได้อยู่กับโลเวลนั่นแหละ

แล้วสำหรับผู้อ่านทุกท่านล่ะคะ คิดว่าตัวละครไหนน่าสนใจบ้าง และเพราะอะไร

ลองคอมเม้นท์ให้หน่อยนะคะ เพราะทุกคอมเม้นท์ของทุกคน มีผลต่อตัวละครในอนาคตนะ (ที่จริงก็วางพล็อตไว้แล้วแหละ แต่ก็กลัวจะไม่ถูกใจ)

สุดท้ายนี้... ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคะ ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ

ภาพประกอบ

sds![](data:image/gif;base64,R0lGODlhAQABAPABAP///wAAACH5BAEKAAAALAAAAAABAAEAAAICRAEAOw== "Click and drag to move")​

ภาพฮิตเลอร์ถ่ายคู่กับอีวา

![sds](https://meb-readawrite-prod.s3.amazonaws.com/publicassets/1338767/images/เจลี่ ราลบาล.jpg)![](data:image/gif;base64,R0lGODlhAQABAPABAP///wAAACH5BAEKAAAALAAAAAABAAEAAAICRAEAOw== "Click and drag to move")​

เจลี่ รัวบาล สาวน้อยวัยใส มีศักดิ์เป็นหลานสาวของฮิตเลอร์ เพราะเป็นลูกของพี่สาวต่างมารดา ใครที่อยากรู้เรื่องราวของเธอ สามารถหาได้ในอากู๋เลยค่ะ

ความคิดเห็น