facebook-icon

ฟินโดนติ่งไต จิ้ม ถูกใจนิยายเรื่องนี้ ให้ไรท์ด้วย ได้มั้ยอ๊ะ...ขอบคุณค่า

บทที่ 5 โลกมันกลม...จริงๆ

ชื่อตอน : บทที่ 5 โลกมันกลม...จริงๆ

คำค้น : พรานร้ายพ่ายรัก, เอลยา, นิยายโรมานซ์, นิยายอีโรติด, นิยายรักสำหรับผู้ใหญ่, พระเอกมาเฟีย, พระเอกเจ้าพ่อ, พระเอกแบดบอย, Bad Boy

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 87.4k

ความคิดเห็น : 76

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.พ. 2564 23:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 โลกมันกลม...จริงๆ
แบบอักษร

วันรุ่งขึ้นสเตฟานสั่งลูกน้องให้มาดูที่อพาร์ตเม้นต์ เจมส์และเบนกลับมารายงานเจ้านายพร้อมกระดาษโน้ตแผ่นเล็กยื่นให้ ชายหนุ่มก้มลงอ่าน 

‘ขอพระเจ้าส่งคุณไปหลุมที่ลึกที่สุด...อาเมน’ 

สเตฟานจ้องมองข้อความในมืออย่างแทบไม่เชื่อสายตา เกิดมาเป็นตัวตนยังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธเขามาก่อน...ย้ำ...ไม่เคยมี... มีแต่คลานเข้ามาสยบแทบเท้าเพียงแค่เขากระดิกนิ้วเรียก และที่สำคัญไปกว่านั้น ไม่เคยมีใครบังอาจสาปส่งเขาอย่างเปิดเผยไม่เกรงกลัวเช่นนี้ หึ...เจ้าหล่อนกล้ามาก! 

เบนกับเจมส์ลอบมองหน้ากันแล้วกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื๊อก! พวกเขาเห็นข้อความนั้นแล้ว ยังไม่เคยมีใครหาญกล้าบังอาจส่งจดหมายรักสั้นๆ ได้ใจความชัดเจนเช่นนี้ให้กับสเตฟาน แม็คเคนซี่ มาก่อน บอดีการ์ดไม่อยากจะเดาเลยว่าต่อไปนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กสาวคนนั้นบ้าง 

สองบอดีการ์ดหนุ่มมองดูเจ้านายค่อยพับกระดาษแผ่นนั้นอย่างบรรจงและทะนุถนอมราวกับมันเป็นสมบัติอันล้ำค่าก็ไม่ปาน  

เขาหย่อนมันลงไปในกระเป๋าเสื้อแล้วลูบแผ่วเบาดั่งกำลังจะจดจำข้อความนั้นให้ลึกสุดใจ  

ใบหน้าหล่อร้ายของสเตฟานราบเรียบ มีเพียงดวงตาคมเข้มเท่านั้นที่ฉายแววดุดันและเต็มไปด้วยรอยหมายมาด ลูกน้องรู้ดีว่าเป็นความสงบที่ซ่อนพายุลูกมหึมาเอาไว้ พร้อมที่จะจู่โจมโหมกระหน่ำพัดทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ 

“พวกมึงหาผู้หญิงไทยชื่อไวโอเล็ตมาให้กูให้ได้!” 

คำสั่งสั้นๆ ที่ไม่ต้องอธิบายเจมส์กับเบนก็รู้ความหมายดีว่า... ทุกคนที่เป็นผู้หญิงไทยชื่อนี้ จนกว่าเจ้านายจะเจอคนที่เขาตามหา...ซึ่งบอดีการ์ดทั้งสองคนก็ยังไม่แน่ใจว่าเจ้านายของเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคนไหน ในเมื่อไม่เคยจำหน้าตาได้เลย ทั้งสองหันไปสบสายตาส่งภาษากันเงียบๆ ว่า...งานงอกแล้วมึง พร้อมกับโค้งคำนับแล้วตอบเสียงหนักแน่นว่า... 

“แน่นอนครับเจ้านาย”  

หากในใจยังสงสัยว่า...แล้วกรูจะไปหาตรงไหนวะ?! 

***** 

“คิดถึงแม่วิที่สุด”  

เสียงหวานใสดังขึ้นก่อนจะโผเข้าไปกอดเอวอวบของมารดา คุณวิไลวรรณมักพูดภาษาอังกฤษกับวีรตาตั้งแต่ย้ายมาอยู่อเมริกาเพราะต้องการให้ลูกเก่งภาษา ทำให้วีรตาเคยชินกับการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับมารดา ยกเว้นเวลาที่ไม่ต้องการให้ใครรู้จึงจะพูดภาษาไทยกัน 

“ยายไวน์...ทำไมไม่บอกว่าจะมาวันนี้ลูก ไหนว่าอีกสองสามวัน” วิไลวรรณกอดลูกสาวสุดที่รักก่อนจะดึงไหล่บางออกห่างแล้วจ้องมองใบหน้านวลใสด้วยสายตาแปลกใจปนยินดีที่ได้เห็นหน้าลูก 

“พอดีไวน์มีปัญหาเรื่องที่อยู่นิดหน่อยค่ะแม่ ต้องหาที่อยู่ใหม่ก่อนเปิดเทอม” 

“อ้าวทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับหนูพีช ทะเลาะกันเหรอ” มารดาถามด้วยความสงสัย วีรตาถอนหายใจและนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อหาคำอธิบาย 

“เอ่อ...เอาแบบสั้นๆ ก็คือ พี่พีชเขาย้ายออกไปแล้วค่ะ พอดีเจ้าของอพาร์ตเม้นต์เขาเรียกคืน” มารดาของหล่อนไม่ทราบเรื่องพิชนี วีรตาจึงเล่าเพียงสั้นๆ เท่านี้ ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเล่ารายละเอียด เดี๋ยวท่านจะเป็นห่วงเปล่าๆ 

“งั้นเหรอ...ไวน์เอาของไปเก็บก่อนเถอะ หิวมั้ยลูก คืนนี้ยังไม่ต้องไปช่วยแม่ อยู่พักก่อน” วิไลวรรณเอ่ยบอกลูกสาวเพราะรู้ว่าวีรตาเป็นประเภทอึดและขยันหากกลับมาบ้านแล้วจะต้องไปช่วยงานที่ร้าน ทำทุกอย่างที่ช่วยได้ตั้งแต่งานเสิร์ฟจนถึงงานล้างจานทำความสะอาด 

จอห์นได้เช่าตึกหนึ่งคูหาให้ในโซนร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยวของเมือง กิจการไปได้สวยทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ  

วิไลวรรณเป็นผู้ควบคุมทั้งหมดโดยจ้างผู้จัดการคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยรองจากเธอ ส่วนจอห์น สามีนั้นก็ควบคุมบริหารผับหรูของเขา 

มาในระยะหลังๆ นี้เองที่เขาเริ่มติดการพนันอย่างหนัก เงินทองรายได้จากผับวิไลวรรณไม่เคยไปยุ่งเกี่ยว และยื่นคำขาดไม่ให้เขายุ่งกับกิจการของเธอ ซึ่งอย่างน้อยเขาก็ยอมฟังและไม่ก้าวก่าย ไม่เช่นนั้นเธอคงจะไม่ยอมอยู่กับเขาอย่างแน่นอน  

ช่วงนี้เขาหน้าดำคร่ำเครียดและหงุดหงิดไม่ค่อยกลับบ้าน หากวิไลวรรณก็ปลงเสียแล้ว เธอมีลูกสาวคือวีรตาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว มีความตั้งใจที่จะทำทุกอย่างให้ลูกสาวคนเดียวมีความสุขที่สุด และภาคภูมิใจที่เห็นลูกน้อยเติบโตขึ้นทุกปีเป็นบุคคลมีคุณภาพและคุณธรรมเต็มหัวใจแถมเก่งทุกด้านเท่าที่เด็กสาวคนหนึ่งจะเก่งได้ บ้านหลังใหญ่ห้าห้องนอนของจอห์นอยู่ห่างจากเมืองเพียงสิบไมล์  

วิไลวรรณขับรถเองจึงสะดวกในการไปร้าน 

“คุณลุงล่ะคะ” วีรตาเรียกจอห์นว่าคุณลุง เพราะตอนวิไลวรรณแต่งงานกับจอห์นวีรตาอายุสิบปีแล้ว บิดาแท้ที่อยู่เมืองไทยเด็กสาวก็ยังติดต่อและคุยกันบ้างทางโทรศัพท์ 

“พักอยู่ที่ห้องชุดบนผับน่ะลูก เขาหงุดหงิดคงปัญหาเดิมๆ แม่ไม่อยากยุ่งกับเขามาก ไวน์เองก็เหมือนกันถ้าไม่จำเป็นอย่าไปยุ่งกับเขา” วิไลวรรณกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงแบบผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่คุยกัน วีรตาพยักหน้ารับรู้ หญิงสาวพอจะเข้าใจด้วยวัยและวุฒิภาวะที่โตในเมืองใหญ่ มารดาเกรงว่าหล่อนจะเป็นอันตรายนั่นเอง  

เธอไม่ไว้ใจแม้กระทั่งสามี เพราะลูกสาวยิ่งโตก็ยิ่งสวย ถึงแม้จอห์นจะไม่มีทีท่าว่าจะมองลูกสาวเธอไปในทางชู้สาวอย่างที่เห็นในข่าวบ่อยๆ แต่วิไลวรรณก็ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น กันเอาไว้ก่อนเป็นดีที่สุดและแน่นอนว่าวีรตาก็รับรู้และเชื่อฟังมารดาเป็นอย่างดี...การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขเสมอ 

วันต่อมาวีรตาก็เริ่มไปช่วยมารดาที่ร้านอาหาร หญิงสาวสวมชุดไทยยูนิฟอร์มของร้าน ซึ่งก็คือเสื้อแขนกระบอกสีชมพูผ้าถุงยาวกรอมเท้าห่มสไบเฉียง ผมยาวเกล้าเป็นมวยไว้ตรงท้ายทอยครอบด้วยผ้าตาข่ายสีดำเพื่อความคล่องแคล่วและความสะอาด ทุกวันนี้วีรตาเลือกใส่คอนแทคเลนส์แทนแว่นตา ร้านของคุณแม่หล่อนเปิดหกโมงเย็นจนถึงเที่ยงคืน 

ช่วงนี้ทุกคืนแขกเต็มทุกโต๊ะตั้งแต่หัวค่ำยันดึกเพราะเป็นช่วงซัมเมอร์ นักท่องเที่ยวมาจากทั่วทุกมุมโลก พนักงานในร้านเป็นคนไทยส่วนใหญ่ หลายคนเป็นนักศึกษาที่เรียนด้วยทำงานไปด้วย บางคนเป็นหญิงที่แต่งงานกับชายชาวอเมริกันแล้วต้องทำงานหารายได้เพื่อส่งกลับไปให้ครอบครัวทางเมืองไทย ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกันดี เป็นสังคมคนไทยที่อบอุ่น มารดาของวีรตาเป็นคนมีน้ำใจกับลูกน้องและคอยให้ความช่วยเหลือกันเสมือนพี่น้องเพราะเข้าใจหัวอกคนไทยไกลบ้านด้วยกันดี  

ส่วนใหญ่ลูกค้าต้องโทรมาจองโต๊ะก่อน หากลูกค้าที่ไม่ได้จองมาถึงแล้วโต๊ะเต็มก็ต้องนั่งรอคิวกันอยู่ตรงมุมที่จัดไว้ให้นั่งรอ ด้านในจัดให้มีห้องวีไอพี วีรตาชอบงานที่ร้านมากเห็นมารดามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่รักและมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ หญิงสาวก็พลอยมีความสุขไปด้วย  

สองอาทิตย์ต่อมา 

“ห้องวีไอพีแขกจองไว้สองทุ่มนะน้องไวน์” เสียงสุภาผู้จัดการวัยสามสิบห้าเอ่ยบอกเมื่อวีรตาเดินมายังเคาน์เตอร์ ปกติถ้าวีรตาอยู่มักจะไปช่วยเสิร์ฟโซนวีไอพี 

“ค่ะพี่สุ เดี๋ยวไวน์จะไปดูความเรียบร้อยก่อนนะคะ เห็นพี่วิมลดูแลอยู่น่าจะไม่มีปัญหา” วีรตาอายุอ่อนกว่าพนักงานส่วนใหญ่จึงเป็นน้องไวน์ที่น่ารักของทุกคน วีรตาเดินเข้าไปยังส่วนที่มีผนังกระจกกั้นเป็นสัดส่วน โต๊ะสี่เหลี่ยมคลุมด้วยผ้าสีขาวพร้อมกับเชิงเทียนหอมและดอกกุหลาบสีแดงดอกเดียวปักอยู่ในแจกันแก้วเจียระไน เห็นว่าเป็นลูกค้าสองคนคงเป็นคู่รักกระมัง มีการโทรมาสั่งรายการอาหารและเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้ว 

ตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาสเตฟานกลับมาลาสเวกัสซึ่งเป็นถิ่นของเขา เขาไม่จำเป็นต้องเปิดกาสิโนแข่งกับใครให้ยุ่งยาก สเตฟานมาจากตระกูลมั่งคั่งทายาทเจ้าของธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ ด้วยสโลแกนประจำตระกูลที่ว่า...เงินต่อเงิน...ธุรกิจที่ทำเงินดีที่สุดก็คือ ธุรกิจค้าเงินนั่นเอง 

 เขาทำมันได้ดี ลูกค้าเป็นระดับนักธุรกิจใหญ่และเจ้าของกิจการที่ต้องการเงินด่วนทันใจและแหล่งเงินที่มั่งคั่งและรวดเร็วนั้นเป็นที่รู้ดีในวงการว่า สเตฟาน แม็คเคนซี่ เป็นที่หนึ่ง หากแต่ทุกคนจะต้องรักษาสัญญาและคำพูดอย่างเคร่งครัดจึงจะทำธุรกิจกับสเตฟานได้ยาวนาน เขาไม่ง้อใครตรงกันข้ามมีแต่คนมาง้อเขา สเตฟานไม่เอาเปรียบใครเรื่องธุรกิจ เขาเข้มงวดและตรงไปตรงมาเสมอ 

นอกจากชื่อเสียงด้านธุรกิจแล้ว สเตฟานยังมีชื่อกระฉ่อนเรื่องผู้หญิง... ฉายามาเฟียที่ใช้ผู้หญิงเปลืองที่สุดและฉายาเจ้าพ่อไร้หัวใจที่คนตั้งให้ลับหลัง ชายหนุ่มหาแยแสไม่ เขาถือว่าเขาไม่เคยเบียดเบียนใคร เหล่าผู้หญิงที่ขึ้นเตียงกับเขาก็มีแต่เต็มใจด้วยกันทั้งนั้น อีกทั้งเขาก็ให้ค่าตอบแทนคุ้มค่ากับการบริการเสมอ ไม่เคยเห็นใครบ่นให้ได้ยินเลยสักครั้ง 

“มึงแน่ใจนะว่าคนนี้” เจมส์กระซิบถามเบน ในระยะเวลาสองอาทิตย์นี้พวกเขาใช้เวลาในการส่งคนไปสืบหาผู้หญิงไทยชื่อ 

ไวโอเล็ต ซึ่งก็ต้องไปหาแถวโซนที่คนเอเชียอาศัยอยู่  ตามอินเทอร์เน็ตบ้าง ตามไชน่าทาวน์ สุดแล้วแต่ว่าใครจะคิดออก 

“กูจะแน่ใจได้ยังไง มึงก็เสือกถามมาได้ ตั้งแต่หัวจรดตีนกูก็ยังไม่เคยเห็น แต่คนนี้ไวโอเล็ตเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน กูว่าไม่ใช่หรอก แต่เจ้านายอาจจะชอบเพราะเป็นสเป็ค อวบสวยสุดเอ็กซ์ ตูดบะละฮึ่ม!”  

เบนตอบเพื่อนด้วยภาษาบันเทิงสไตล์ส่วนตัว ปกติเขาทั้งคู่เป็นคนหาผู้หญิงให้นายจึงรู้สเป็คกันดี คืนนี้นายอารมณ์ดีเกิดอยากทานอาหารไทย ซึ่งเจมส์กับเบนมีร้านประจำคือร้านอาหารไทย Vi Wine ที่เขาทั้งคู่ชอบสั่งเดลิเวอรี่มาทานกันเองบ่อยๆ เจ้านายเองก็ชอบทานอาหารไทยเช่นเดียวกัน  

เขาเอารูปหญิงสาวนามไวโอเล็ตให้ดู นายก็พยักหน้าบอกให้สั่งจองโต๊ะ นายเองคงจะรู้เหมือนกันว่าไม่ใช่ ไวโอเล็ต ที่ตามหา แต่ก็อารมณ์อยากดินเนอร์กับสาวสวยที่นานๆ จะเกิดขึ้นที ปกตินายไม่ควงใคร แต่จะพาขึ้นเตียงอย่างเดียว เสร็จกิจก็ยกมือโบกลาเป็นอันจบ 

ห้องวีไอพี มีเพียงดวงไฟสีเหลืองนวล กลิ่นหอมของน้ำมันระเหยแบบไทย ได้กลิ่นแล้วต้องสูดเข้าไปอย่างเต็มที่ วีรตามองดูนาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มตรง แขกจองในนาม มิสเตอร์เจมส์ อะไรสักอย่าง แต่ไม่ใช่เจมส์ บอนด์  

วีรตาเดินมายืนตรงหน้าประตูร้านกับวิมลเพื่อเตรียมต้อนรับแขกวีไอพีดังกล่าว รถเก๋งหรูสีดำคันยาวติดฟิล์มมืดทั้งคันเคลื่อนเข้ามาจอดตรงหน้าร้าน ชายร่างสูงเปิดประตูด้านหน้าวิ่งมาเปิดประตูด้านหลังให้คนเป็นเจ้านาย ซึ่งเป็นภาพที่หล่อนเห็นจนชินตา ในเมืองที่เต็มไปด้วยเจ้าพ่อและผู้มีอิทธิพลแห่งนี้ ขบวนมาเฟียไปไหนแต่ละทีเอิกเกริกกันเช่นนี้แหละ 

ร่างสูงสมาร์ตสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินกับกางเกงยีนส์สีซีดท่าทางผ่อนคลายก้าวลงมา ใบหน้าหล่อร้ายกาจนั้นทำให้วีรตาต้องสะดุ้งเบิกตากว้างรีบหลบไปอยู่หลังวิมลทันที ไอ้...ไอ้มาเฟียบ้ากามคนนั้น! คนที่บังอาจจูบหล่อนและเสนอให้หล่อนขึ้นเตียงด้วย วีรตาก้มหน้างุด สมองพยายามคิดหาทางหนีทีไล่ทันที 

 เขายืนรอร่างอวบอั๋นหุ่นเอ็กซ์อึ๋มของหญิงสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกันที่ก้าวลงจากรถตามมา ผู้หญิงคนนั้นสอดแขนคล้องกับแขนล่ำสันของเขา สเตฟานพยักหน้าให้เบนขับรถไปหาที่จอดในขณะที่เจมส์เดินตามอยู่ข้างหลัง ชายหนุ่มหันมายังร้าน เห็นพนักงานหญิงสองคนยืนรอต้อนรับอยู่  

คนที่ยืนอยู่ด้านหน้ารีบยกมือไหว้แล้วผายมือเชิญไปภายใน ส่วนอีกคนดูเหมือนจะก้มหน้าหลบๆ ชอบกล เจ้าหล่อนสูงกว่าพนักงานอีกคนทำให้สเตฟานเห็นหน้าเรียวรูปไข่ที่ก้มหลบต่ำหากก็ไม่ได้สะกิดใจอะไรเพียงนึกขำว่าหล่อนคงจะเป็นพนักงานใหม่แล้วเกิดรู้สึกประหม่ากับหน้าที่เอาแต่ก้มหน้างุดอยู่ได้ 

วิมลเดินนำแขกไปยังห้องวีไอพี วีรตาถือโอกาสยืนก้มหน้านิ่งรอให้พวกเขาเดินเข้าไปก่อน จากนั้นก็รีบเดินดุ่มหลบไปยังหลังร้านทันที 

“พี่นกไปรับแขกที่ห้องวีไอพีแทนไวน์หน่อยนะคะ ไวน์รู้สึกไม่ค่อยสบาย ไวน์จะล้างจานแทนเอง พี่วิมลอยู่ตรงนั้นแล้วพี่นกรีบไปเถอะค่ะ” วีรตาขอร้องให้รุ่นพี่อีกคนไปทำหน้าที่แทน หล่อนรีบเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์แล้วสวมผ้ากันเปื้อนสำหรับล้างจาน ทำไมอีตาบ้ากามถึงมาอยู่ที่นี่ได้ วีรตาแทบไม่อยากเชื่อว่าโลกมันจะกลมถึงเพียงนี้ เพิ่งทิ้งพิชนีได้สองอาทิตย์มีสาวคนใหม่ควงรวดเร็วดีเหลือเกิน ผู้ชายแบบนี้วีรตาเกลียดที่สุด 

หญิงสาวโหลดจานใส่เครื่องล้างจาน บางชิ้นก็ล้างด้วยมือ เมื่อล้างจานเสร็จเป็นเวลาสี่ทุ่มพอดี คิดว่าแขกวีไอพีคงจะกลับเรียบร้อยแล้ว ปกติสองชั่วโมงก็ถือว่านั่งนานแล้วสำหรับหนุ่มสาวส่วนใหญ่ทานเสร็จก็จะรีบลุกไปจู๋จี๋กันต่อที่อื่น 

“แม่คะไวน์กลับแท็กซี่ก่อนนะคะ รู้สึกปวดหัวนิดหนึ่ง” 

“อ้าว ปวดมากมั้ยลูก กลับไปอย่าลืมกินยาล่ะ” มารดายื่นมือมาแตะหน้าผากก่อนจะหอมแก้ม วีรตาหอมแก้มตอบแล้วคว้าเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาลมาสวม กระเป๋าหนังใบใหญ่สะพายบนไหล่พร้อมกับหมวกแก๊ป ร่างเพรียวระหงก้าวฉับออกจากร้าน มัวแต่รีบวิ่งข้ามถนนจึงไม่ทันเห็นรถคันหรูที่วิ่งตรงมาหา ไฟหน้ารถสาดใส่ร่างสว่างจ้าในระยะกระชั้นชิดพร้อมกับเสียงเบรกดังสนั่น  

เอี๊ยด! คนขับรีบหักพวงมาลัยหลบในขณะที่วีรตายังคงยืนนิ่งอยู่ด้วยความช็อก ใบหน้าเรียวเล็กซีดขาวราวกระดาษ เสียงเปิดประตูรถพร้อมกับเจมส์ก้าวเข้ามาหา 

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณ” เจมส์มองดูหญิงสาวชาวไทย ใบหน้าหวานดวงตากลมโตดำขลับของหล่อนเบิกกว้างด้วยอาการช็อก 

“เอ่อ...ไม่...ไม่เป็นไรค่ะ” วีรตากะพริบตาเพื่อเรียกสติตอบด้วยน้ำเสียงค่อนข้างสั่นออกไปพร้อมกับขยับไปยืนริมทาง เบนขับรถเคลื่อนมาจอดตรงหน้า กระจกทางเบาะหลังถูกเลื่อนลงมา 

“คราวหน้าคราวหลังเดินระวังหน่อย อยากตายก็กลั้นหายใจเอา คนอื่นจะได้ไม่เดือดร้อน” เสียงห้าวราบเรียบเอ่ยขึ้นทำให้วีรตาต้องหันขวับไปมอง สบตากับดวงตาคมกริบ ต่างคนต่างไม่มีใครยอมหลบ 

“ไปลงนรกซะ!” เสียงขุ่นเค้นลอดไรฟันเอ่ยสวนขึ้นทันควัน ทำเอาบอดีการ์ดทั้งสองอ้าปากค้าง หันไปมองคนเป็นนายที่ดวงตาคมของเขาลุกวาบวาววับ ร่างสูงเปิดประตูลงมาก้าวทีเดียวถึงร่างบาง  

วีรตาตกใจจนผงะเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงกว่าในระยะกระชั้นชิด 

สเตฟานจ้องใบหน้าเรียวเล็กที่ดวงตาของหล่อนเบิกกว้างริมฝีปากเผยอออกจากกันเล็กน้อยมองหน้าเขาด้วยความตกใจ ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกคุ้นกับท่าทางตกใจนั้นอย่างประหลาด แต่แน่ใจว่าไม่เคยเจอผู้หญิงหน้าหวานคมซึ้งคนนี้มาก่อนอย่างแน่นอน หน้าสวยหวานขนาดนี้ไม่มีทางที่เขาจะลืมได้แน่ 

“งั้นก็ไปด้วยกัน” กล่าวเสร็จมือหนาดึงร่างบางมาปะทะอกแล้วก้มหน้าลงมาหาทันที ปากได้รูปบดขยี้เรียวปากอิ่มอย่างไม่แคร์สื่อ สเตฟานได้กลิ่นหอมหวานที่ติดอยู่ในความรู้สึกเลือนลาง  

เขารัดร่างหล่อนแน่นเข้ามาอีก ฉกลิ้นเข้าไปในปากเล็กของหล่อนหากก็ต้องร้องโอ๊ย เมื่อหล่อนยกเท้ากระทืบไปบนเท้าของเขา พร้อมกับส่งกำปั้นไม่มีรูเสยเข้าปลายคางบึกบึนอย่างแม่นยำ จากนั้นร่างบางก็สะบัดหลุดหันหลังวิ่งหายลับไปหลังตึกท่ามกลางแสงสลัว 

เจมส์อ้าปากค้างกว่าเดิม เขาไม่ได้ระวังให้เจ้านายด้วยเห็นว่าหล่อนเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ และไม่คิดว่าเจ้านายจะดึงหล่อนมาจูบกลางถนนเช่นนั้น เพราะปกติสเตฟานมักนิ่งและคูลเสมอ ไม่เคยแสดงอารมณ์เดือดในที่สาธารณะเช่นนี้ 

“ยืนซื่อบื้ออยู่ทำไมไอ้เจมส์ ตามไปเร็ว!” เสียงเข้มตะคอกสั่งลูกน้อง เจมส์ได้สติรีบวิ่งตามไปในทิศทางที่ร่างเพรียววิ่งลับหายไป ครู่ใหญ่ต่อมาก็วิ่งหอบกลับมารายงาน 

“ไม่เจอครับนาย” บอดีการ์ดกล่าวเสียงปนหอบ  

“ฟัค!” สเตฟานสบถออกมาอย่างหัวเสีย...เขาจำกลิ่นหล่อนได้ จำรสหวานรสหวานของริมฝีปากอิ่มนั้นได้อีกต่างหาก เด็กนั่นแน่แล้ว! 

“ไอ้เบนขับรถไปส่งผู้หญิง...ไอ้เจมส์เรียกรถอีกคันมารับกูแล้วเข้าไปถามในร้านว่าผู้หญิงชื่อไวโอเล็ตพักอยู่ที่ไหน!” 

สั่งลูกน้องเสียงดังลั่นยกมือเสยผมอย่างหัวเสีย เขาปล่อยให้หล่อนหลุดมือไปเป็นครั้งที่สองแล้ว เด็กผู้หญิงที่บังอาจปฏิเสธเขา แช่งชักหักกระดูกเขา... และที่สำคัญบังอาจตะบันหน้าเขา อย่างที่ไม่เคยมีใครกล้ามาก่อน! ต่อยหน้าสเตฟาน แม็คเคนซี่ กลางถนนในที่สาธารณะ!... เธอกล้ามากเกินไปแล้ว... ไวโอเล็ต! 

ความคิดเห็น