ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 -30/07/2017

คำค้น : นิยายวาย, yaoi, bl

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 30.1k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2560 12:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 -30/07/2017
แบบอักษร

บ่ายวันเสาร์แม่กับพ่อบอกว่าวันนี้จะมีทนายคนที่เป็นเพื่อนของพ่อมาหาที่บ้านเพื่อมาคุยกันถึงเรื่องคดี ผมพยายามต่อรองพร้อมทั่งอ้างเหตุผลมาอีกมากมายที่จะไม่ต้องอยู่เจอแต่พ่อกับแม่ก็ไม่ยอมให้ผมได้ทำตามใจอยาก

ก่อนที่จะได้ออกมาจากโรงพยาบาลผมเห็นว่าพ่อกับแม่เงียบไปถึงเรื่องนี้ผมก็นึกว่าทุกอย่างมันจะจบอยู่แค่นั้น จบที่สถานีตำรวจไม่นึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันยังไม่เคยจางหายไปจากใจของท่านทั้งสอง

เสียงแตรที่ถูกบีบโดยอาพุฒที่หน้าบ้านมันทำให้จังหวะเต้นของหัวใจของผมเต้นเร็วขึ้น เหงื่อของผมเริ่มออกมาเต็มแผ่นหลังและฝ่ามือ

“ไงชิน จำอาได้ไหม?”

“สวัสดีครับอาพุฒ”

อาพุฒทำให้ผมสบายใจอละรู้สึดลืมเรื่องเหล่านั้นไปได้สักพักโดยการที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องคดีตั้งแต่ที่เดินเข้ามาในบ้าน อาพุฒชวนผมคุยพร้อมกับถามไถ่ถึงเรื่องทั่วไปก่อนที่จะวนกลับมาสู่เรื่องที่ผมไม่อยากเล่ามากที่สุด

“ไหนชินลองเล่าให้อาฟังหน่อยว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น”

“ผมเล่าให้พ่อกับแม่ฟังไปแล้วครับ”

“แต่อาอยากฟังอีกครั้ง อาอยากฟังโดยละเอียด”

“ละ...ละเอียดแค่ไหนครับ?”

“ชินลองเริ่มจากคนนั้นเข้ามาเจอชินยังไง? เริ่มทำร้ายชินยังไง? เริ่มต่อสู้กันแบบไหนบ้าง? ชินได้ทำอะไรเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองไหม?”

“...”

ผมก้มหน้าเอาคางชิดอกกำมือเอาไว้แน่นจนเล็บจิกลงไปที่ฝ่ามือ ทำไมทุกคนต้องมาถามเรื่องนี้กับผม? ทำไมต้องมาทำให้ผมรู้สึกไม่ดี? พวกเขาไม่รู้เหรอไงว่าผมไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น? พวกเขาไม่รู้เหรอว่ามันเลวร้ายและผมยังคงเจ็บปวดกับมันอยู่

ที่ผมไม่เข้าใจมากที่สุดก็คือทำไมต้องอยากให้ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ทั้งพ่อทั้งแม่ หมอ ตำรวจ รวมมาถึงอาพุฒ ทุกรายละเอียดก็ถูกเขียนประจานอยู่ในกระดาษใบนั้นที่ผมลงมือเขียนเองกับมือแล้ว

หรือว่าที่จริงแล้วพวกเขาก็แค่ต้องการตอกย้ำให้ผมรู้ว่าผมเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ หรือว่าที่จริงแล้วพ่อโกรธผมที่วันนั้นผมโกหกออกไปว่าผมไม่เจ็บ หรือว่าแม่เองก็โกรธที่ผมไม่ยอมพูดอะไรต่อหน้าร้อยเวรคนนั้น ทั้งพ่อและแม่ก็เลยเอาอาพุฒมาลงโทษผม

“ชิน ลูกตอบคุณอาไปสิ”

“ผม...ไม่อยากพูดถึงมันครับ”

“ฟังอานะ ถ้าชินไม่พูด เรื่องมันก็จะเดินต่อไปไม่ได้ แล้วแบบนี้ถ้าเกิดว่าต้องขึ้นศาลจริงๆ เราจะสามารถพูดกับศาลได้เหรอ? ทนายฝั่งนั้นเขาต้องถามอะไรแรงกว่าอาอีกนะ”

“ก็ให้เขาถามไปสิ!!! แต่ผมจะไม่ตอบ ผมไม่อยากพูดแล้ว ผมไม่อยากไปนั่งป่าวประกาศเรื่องนี้กับใครแล้ว!!”

“ใจเย็นๆ ลูกใจเย็นๆ”

“ได้ยินผมไหม ผมไม่พูด ได้ยินผมไหม!!”

“ผมว่าพอก่อน...คุณให้ลูกไปพักก่อนก็ได้คุณเดี๋ยวผมคุยกับพุฒเอง”

”ค่ะ”

ก่อนที่อาพุฒจะกลับไป อาได้ให้ความเห็นกับพ่อเอาไว้ว่าสิ่งที่ทางเราจะสามารถทำได้ก็แค่ส่งเรื่องไปให้กับครอบครัวฝั่งโน้นได้ทราบแล้วก็ค่อยมาดูท่าทีว่าทางโน้นจะว่าอย่างไร

..................................................................

“แบบนี้ไม่ไหวหรอกชิน จะไปสอบได้ยังไงให้แม่ไปพบอาจารย์ดีกว่า” 

ครบ 3 อาทิตย์กว่าที่ผมกลับมารักษาตัวที่บ้านแต่ร่างกายของผมก็ยังไม่หายร้อยเปอร์เซ็น ไม่ใช่แค่บาดแผลที่ยังไม่หายแล้วทำให้แม่เป็นกังวล แต่ผลกระทบจากยาต้านที่ทำให้ผมอาเจียนและมีไข้สลับกันไปมาแบบนี้เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมไม่สามารถอ่านหนังสือทวนสอบได้เต็มที่

“แม่ว่าอาจารย์เขาจะยอมไหม?” 

“ยังไงก็ต้องลองดู...คุณคะพรุ่งนี้คุณหยุดงานอยู่เป็นเพื่อนลูกได้ไหม?” 

"ได้สิ งั้นพรุ่งนี้ชินอยู่กับพ่อนะลูก" 

"แล้วแม่จะบอกอาจารย์ว่าอะไร? แม่จะบอกกับทางมหาวิทยาลัยว่าผม..ผมโดนอะไรผมถึงต้องหยุดเรียน แม่จะบอกกับเขารึเปล่า แม่...แม่.."

“ชิน”

“งั้นผมไปดีกว่า ผมไหว ผมไหว...ผมทำได้ ผมอ่านซ้ำไปเยอะแล้ว..ให้ผมไปนะครับแม่ ... พ่อให้ผมไปสอบนะ”

แม้ลึกๆ ในใจของผมจะตะโกนกู่ร้องว่าผมไม่พร้อมกับการสอบในครั้งนี้แต่การที่จะขอสอบทีหลังคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเหตุผลที่มีมันต้องมากพอ

ผมพอรู้ว่าแม่คงต้องบอกความจริงกับอาจารย์เพื่อให้อาจารย์พิจารณา แต่ถ้าต้องเป็นแบบนั้นผมว่าผมยอมไปสอบทั้งที่ผมไม่พร้อมแบบนี้ยังจะดีซะกว่าที่ต้องให้มีคนรู้เรื่องของผมเพิ่มขึ้น

"ใจเย็นๆ มองแม่นะชิน หายใจเข้าลึกๆ มองแม่ หมอบอกให้ทำยังไงจำได้ไหม? มองแม่ มอง นับเลขตามแม่นะ หายใจเข้า" 

"ครับ 7 9 12 16..." 

"ชินฟังแม่นะลูก...แม่คงต้องบอกกับทางอาจารย์ เพราะเราต้องใช้ใบรับรองแพทย์ไปยื่นประกอบ" 

"แต่ แต่ ผม.." 

"การบอกในครั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของลูกเอง อีกอย่างที่อาจารย์รู้ เขาก็ช่วยกันคนนั้นออกไปห่างจากลูก ไม่ดีเหรอ? จะได้ไม่มีใครมาทำร้ายลูกแม่ได้อีก เชื่อแม่นะครับ อย่ากังวลไปเลยนะชิน" 

“ครับ" 

เย็นวันนั้นหลังจากที่ผมยอมตกลงทำตามที่แม่บอก ผมได้แต่นั่งมองพ่อที่ต้องโทรศัพท์สายด่วนไปหาเจ้านายขอหยุดงาน มองดูแม่ที่ต้องมานั่งจัดเอกสารเพื่อที่จะเอาไปยื่นกับอาจารย์ให้ผม มองดูชีทที่วางอยู่ตรงหน้าที่ปราโมทย์ต้องเป็นคนเอามาให้จากที่มหาวิทยาลัย  

หันกลับมามองตัวเองแล้วผมเองตอนนี้ละผมกำลังทำอะไรอยู่? ผมกำลังนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรสักอย่างนั่งเป็นคนไร้ค่ามาเป็นเวลาหลายอาทิตย์ ทำไมนะทำไมผมถึงไม่เข็มแข็งกว่านี้? ทำไมผมถึงไม่อดทนให้มากกว่านี้? แล้วผมต้องเป็นภาระให้คนอื่นไปอีกนานแค่ไหนกัน? เมือ่ไหร่กันที่ผมจะหายดี?

"ขอโทษครับ พ่อ แม่" 

“ชินว่าไงนะลูก?”

“ไม่มีอะไรครับ”

เสียงกระซิบคำขอโทษของผมคงไม่มีใครได้ยินนอกจากตัวของผมคนเดียว

…………………………………

ผมกลับมาเหยียบที่มหาวิทยาลัยอีกครั้งใน 1 เดือนต่อมาหลังจากที่ผมได้กินยาต้านครบตามกำหนดแถมร่างกายก็หายดีทุกอย่างเหลือเพียงแผลเป็นเล็กน้อยเท่านั้น

ตั้งแต่เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ วันนี้เป็นวันแรกที่ปราโมทย์ยอมขับรถมามหาวิทยาลัย เมื่อเช้าปราโมทย์อาสาเป็นคนไปรับผมที่บ้าน ที่ปราโมทย์ต้องลำบากก็ไม่ใช่เพราะใครแต่เป็นเพราะผมที่ไม่มั่นใจที่จะต้องเดินเข้ามหาวิทยาลัยด้วยตัวเองเพียงลำพัง 

“เรามีอะไรแปลกหรือเปล่า?”

“ไม่มีนิทำไม?”

“ก็เหมือนว่าทุกคนกำลังมองเราอยู่”

“นายคิดมากไม่มีใครสนใจเราสองคนเลย ก็เหมือนแต่ก่อนที่เราไม่มีใครสนใจเรากันนั่นแหละ”

แม้ว่าปราโมทย์จะพูดแบบนั้นกับผมแต่ผมก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่ ตั้งแต่ผมก้าวลงมาจากรถ ผมรู้สึกได้ว่าทุกสายตากำลังจ้องมองมาที่ผม กำลังจ้องมองทุกอากัปกริยาไม่ว่าผมจะเดินไปไหนหรือขยับตัวทำอะไร

“งั้นเราไปห้องน้ำก่อนนะ” พอผมไม่มั่นใจมากๆ ผมเลยขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อไปทำสมาธิให้สมองมันโล่งขึ้นไม่เอาแต่จดจ่ออยู่กับคนอื่น

“งั้นเรารอตรงนี้ เดินกลับมาตรงนี้นะ”

“อื้ม”

ในช่วงจังหวะที่ผมกำลังจะเลี้ยวเข้าไปที่ข้างตึกที่มีห้องน้ำอยู่ ผมก็โดนใครสักคนกระชากแขนของผมจากทางด้านหลังและลากผมไปที่ทางด้านหลังของตึก

สัมผัสที่ผมได้รับมันทำให้ร่างกายของผมเกร็งจนไม่สามารถขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว ยิ่งผมได้เห็นว่าคนที่กำลังจับตัวของผมอยู่นั้นเป็นใคร ระบบการหายใจของผมก็เริ่มติดขัดทันที

“ชิน หายไปไหนมา? พี่โทรหาเราติดต่อเราไม่ได้เลย เปลี่ยนเบอร์ทำไม? พอพี่ไปที่หอก็ไม่ได้เจอ”

พูดถึงเรื่องหอแน่นอนว่าผมไม่มีวันที่จะกลับไปเหยียบที่นั้นอีกครั้ง ผมไม่สามารถทำใจกลับไปใช้ชีวิตที่นั้นอได้ รวมถึงตามคำแนะนำของหมอที่ไม่ต้องการให้ผมอยู่คนเดียว ทำให้ตั้งแต่ด่อนออกจากโรงพยาบาลพ่อก็ไปทำเรื่องย้ายออกพร้อมทั้งยังขนของทั้งหมดของผมออกมาทั้งหมดแล้ว

“....”

“ตอบสิ”

“...”

“วันนั้นพี่บอกแล้วไงว่าอย่าคิดหนีพี่”

“ปล่อย.......ผม”

“ชิน..พี่ขอโทษ”

“ปล่อย..”

“ทำไมตัวเราสั่น? เราเป็นอะไร?”

“....”

“กลัวพี่เหรอ? พี่บอกเราแล้วไงว่าพี่รักเรา พี่ทำไปทุกอย่างก็เพราะว่าพี่รักเรา พี่ขอโทษแต่พี่เสียเราไปไม่ได้ อย่ากลัวพี่เลย พี่เองก็รู้สึกเสียใจมากที่พี่ทำลงไป”

“ปล่อยผม”

“ให้อภัยพี่ได้ไหม? นะครับ ให้โอกาสพี่นะ พี่ขอแค่โอกาสแล้วพี่จะทำให้รู้ว่าพี่รักเรามากแค่ไหน....”

สิ้นเสียงของประโยคสุดท้ายที่ผมไม่รู้ว่าพี่เก่งพูดอะไรพี่เก่งก็ดึงผมเขาไปกอด ทันที่ร่างกายของผมได้สัมผัสกับตัวของพี่เก่งจากที่หายใจไม่สะดวกกลับกลายเป็นว่าในตอนนี้ผมไม่สามารถหายใจได้เลย อากาศที่ในตอนแรกยังสามารถเข้ามาได้น้อยนิดแต่ตอนนี้ผมไม่สามารถสัมผัสได้ถึงมันอีกเลย

ผมเกร็งไปทั้งตัว เกร็งด้วยความกลัว เกร็งโดยที่ต้องการออกไปจากอ้อมกอดอันน่ารังเกียจ แต่ผมไม่มีเรี่ยวแรงที่มากพอที่จะผลักพี่เก่งออกไปจากตัวของผมได้ แรงของผมหายไปพร้อมกับอากาศที่มันไม่มี

ไม่รู้ว่าเวลาที่น่าทรมาณตรงนี้ผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วผมไม่รู้ สิ่งที่รู้ก็คือพี่เก่งยังคงกอดผมเอาไว้แน่นพร้อมกับพร่ำคำว่ารักให้ผมได้ยินอยู่ซ้ำๆ ที่ข้างหู

ร่างกายผมเกร็งถึงขีดสุดในตอนที่พี่เก่งยกมือขึ้นลูบหัวของผมแล้วมือของพี่เก่งดันไปโดนแผลที่เพิ่งตกสะเก็ดที่อยู่ทางด้านหลังของศรีษะ แล้วก็เป็นสัมผัสนั้นเองทำให้ความอดทนในการเข็มแข็งหมดลง

ผมอาเจียนออกมาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจผมไม่สามารถควบคุมร่างกายที่เป็นของตัวเองได้เลย ร่างกายไม่เชื่อฟังในสิ่งที่ผมสั่งให้ทำ ทั้งๆ ที่รู้ว่ากำลังอยู่ตรงไหนและควรที่จะทำหรือไม่ทำอะไร อาเจียนของผมเปรอะเปื้อนใส่ทั้งตัวของพี่เก่งและตัวของผมเองแต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือผมปล่อยให้ปัสสะวะไหลออกมาจากตัวเอง

“เป็นอะไรชินเป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเราเป็นอย่างนี้?”

ในที่สุดพี่เก่งก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของผม พี่เก่งปล่อยผมออกจากอ้อมกอดด้วยความตกใจอย่างกระทันหัน ทำให้ผมที่ไม่ทันได้ตั้งตัวล่วงลงไปนั่งกับพื้น

“ชินเป็นอะไร ชินบอกพี่สิ พูดกับพี่สิชิน” พอพี่เก่งได้สติพี่เก่งก็พยายามที่จะเข้ามาประคองตัวของผม แต่กลับกลายเป็นผมเองที่ถอยกรูดหนีไปตามกำแพง

“ชิน ชิน เราเอง”

โชคดีที่ปราโมทย์เดินมาทางนี้พอดีทำให้เขาเจอผมที่พยายามคลานออกมาจากตรงข้างกำแพงนั้น ปราโมทย์มองตรงไปทางพี่เก่งที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“ชิน หายใจ หายใจ นับเลข ทำตาม 5 7 9 11 5...”

ร่างกายของปราโมทย์กับร่างกายของผมเราไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ทำให้เขาไม่สามารถจะอุ้มผมไปขึ้นรถได้ ปราโมทย์จึงพยายามทำให้ผมสงบลงที่ตรงนี้ โดยการที่ให้ผมนับเลขซ้ำอยู่อย่างนั้น

ในช่วงหลังมานี้ ผมสามารถหายได้โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน แต่ ณ เวลานี้ที่ผมยังคงเห็นพี่เก่งยืนอยู่ตรงนั้น ผมยังคงเห็นสายตาของพี่เก่งที่ยังจ้องมองผมอยู่

“พี่ช่วยออกไปไกลๆ จากตรงนี้ได้ไหมครับ?”

“นั้นคนรักของพี่ พี่อยากเข้าไปดูว่าเขาเป็นอะไร”

“ถ้าพี่ไม่อยากให้เขาตายตรงนี้พี่ก็ต้องไป”

“พี่ไม่ไป”

“ได้ งั้นผมจะตะโกนเอาให้ดังเอาให้ทุกคนรู้ พี่จะแลกกับการได้ยืนมองคนที่พี่รักอยู่ไหม?”

“อยากจะตะโกน ก็ตะโกนไปเลย!!”

“ก็ดี...ถ้าชินเป็นอะไรไปก็โทษตัวเองได้เลยแล้วกัน เพราะว่าพี่คือต้นเหตุ ผมจะบอกพ่อกับแม่เขาด้วย ว่าลูกเขาต้องเป็นแบบนี้เพราะอะไร”

พี่เก่งหยุดฝีเท้าที่กำลังเดินก้าวย่างมาที่ผม หน้าพี่เก่งบ่งบอกถึงความไม่ชอบใจที่ต้องยอมทำตามคำสั่งของปราโมทย์ แต่ปราโมทย์แสดงออกให้รู้ว่าเขาพร้อมที่จะทำจริงอย่างที่เขาพูด พี่เก่งจึงค่อยยอมเดินหายจากไปตรงนี้

......................................................

ที่บ้านไม่มีใครคาดคิดว่าผมจะกลับบ้านมาก่อนเวลาที่ได้บอกเอาไว้ ดังนั้นตอนที่ปราโมทย์มาส่งผมที่บ้านเขาจึงต้องลงเอยโดยการอยู่เป็นเพื่อนผมจนกว่าพ่อหรือแม่จะกลับมาถึงบ้าน

“ชินจะไปไหน? ไม่มานั่งอ่านหนังสือด้วยกันเหรอ?”

“เราจะไปเช็ดเบาะให้”

“ไม่เป็นไรตอนนายไปอาบน้ำเราไปเช็ดมาแล้ว”

“แต่มันอาจจะไม่สะอาด”

“สะอาดแล้ว”

“เราแค่อยากไปดูให้แน่ใจ”

เมื่อผมยังคงยืนกรานแบบนั้นปราโมทย์จึงไม่ได้เอ่ยห้ามอะไรผมอีก ผมเดินไปเอาผ้าที่หลังบ้านมาชุบน้ำพร้อมทั้งไปคุ้ยหาน้ำยาเช็ดเบาะหนังของพ่อในโรงเก็บของและมาขัดที่เบาะที่ผมนั่งกลับมา

ผมไม่อยากให้เบาะของปราโมทย์ต้องเปรอะเพราะผมเป็นต้นเหตุ ผมไม่อยากทำให้คนรอบข้างเห็นผมเป็นตัวเดือนร้อน หรือ ภาระ ผมกลัวพวกเขาจะรู้สึกเบื่อผมและหายจากผมไปในที่สุด

ผมไม่รู้ผมจมอยู่ที่รถนานแค่ไหน มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พ่อกลับมาถึงที่บ้านแล้วเดินมาตามให้ผมเข้าบ้าน ดูเหมือนว่าระหว่างที่ผมกำลังสาละวนกับการทำความสะอาดปราโมทย์คงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อได้ฟังหมดแล้ว พ่อจึงได้โทรหาอาพุฒพร้อมทั้งกำชับให้ดำเนินเรื่องให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และไม่ว่ากรณีไหนก็พร้อมดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีการยอมความ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้พ่อและแม่ต่างลงความเห็นว่าผมยังไม่พร้อมไปมหาวิทยาลัย แต่แม่เองก็ได้ใช้วันลาของทั้งปีหมดไปเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นคราวนี้จึงเป็นตาของพ่อที่ต้องใช้ช่วงลาพักร้อนเพื่อดูแลผมที่บ้าน

เป็นผมที่เป็นตัวสร้างปัญหาให้คนอื่นต้องมาเดือนร้อนอีกแล้วสินะ

โปรดติดตามตอนต่อไป

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ

ความคิดเห็น