ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความเผือกของเพื่อน (100%)

ชื่อตอน : ความเผือกของเพื่อน (100%)

คำค้น : กลรักวีมาร์ค กลรักรุ่นพี่ วีมาร์ค ดราม่า วายมหาลัย love Mechanics

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 359.1k

ความคิดเห็น : 282

ปรับปรุงล่าสุด : 30 พ.ย. 2560 23:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความเผือกของเพื่อน (100%)
แบบอักษร

                                                                     -13-              

ความเผือกของเพื่อน

[Vee Vivis]




          ชีวิตผมช่วงนี้ถือว่าดีขึ้นกว่าเดิมมาก ตั้งแต่ที่ไอ้เด็กนั่นมันบอกให้ผมเลิกรักพลอยผมก็พยายาม เวลาอยู่กับมาร์คผมยอมรับได้เต็มปากเลยว่ารู้สึกดี เวลาอยู่กับมาร์คมันทำให้ผมลืมเรื่องแย่ๆ เพื่อนก็บอกให้ผมร่าเริงและทำตัวเหมือนเดิม แน่นอนว่าผมทำได้ บางทีที่ยูพูดไว้มันก็น่าจะจริง

          ไม่ใช่แค่พลอยหรอกที่อยากห่างกับผม ผมเองก็คงจะอยากให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

          “ตกลงเราไปชวนไอ้บาร์เถอะว่ะ นี่ไอ้ปอนด์ก็ไปรับไอ้แดนแล้ว เดี๋ยวเจอกันแถวๆ หอไอ้บาร์มันเลย” กล้าว่าหลังจากวางโทรศัพท์ลง

          ตอนนี้ผมอยู่หอกล้ากับยี่หวา คืนนี้เรานัดกันปาร์ตี้เพราะแดนมันจะมาหา แดนเป็นเพื่อนของผมกับบาร์ตั้งแต่มัธยมแต่สอบได้คนละมหาวิทยาลัยเลยต้องได้แยกกันแต่ก็ยังไปๆ มาๆ หากันอยู่ มันรู้จักกับเพื่อนผมที่มหา’ลัยแล้วก็สนิทกันด้วย

          “ไม่รู้มันจะมาทำไม” ผมบ่นแต่ยังไม่ขยับ

          “อ้าว…เพื่อนไหมมึง มันได้ข่าวว่าพวกมึงเป็นนั่นเป็นนี่มันก็อยากมาหาไหม” ยี่หวาบอกแล้วเดินไปเอาเสื้อคลุมที่มันถอดทิ้งไว้มาใส่

          “รักกูกันจัง” ผมว่าประชด หลายคราวที่พวกมันเอาเรื่องผมมาอ้างเพื่อที่จะได้ไปกินเหล้า หลายครั้งที่พวกมันลากผมไปนั่งด้วยทั้งๆ ที่ไม่ได้ปลอบผมเลย แต่ผมก็รู้สึกสบายใจเวลามีพวกมันอยู่ด้วย ก็ต้องยอมรับแหละว่าเพื่อนก็ช่วยเยียวยาผมได้บ้าง แต่ถ้าจะให้พูดจริงก็ไม่เท่าอีกคนที่ผมกำลังคิดถึงอยู่ตอนนี้

          ยังไม่ได้บอกมันเลยว่าจะไปแถวนั้น

          “อ้าว…ก็เพื่อนไหม ไม่ต้องทำเสียงซาบซึ้งขนาดนั้น” ยี่หวาว่ากลับ น้ำเสียงนี่จริงใจไม่ต่างจากที่ผมประชดมัน

          “แต่มึงก็ดีขึ้นเพราะพวกกูไหมวะ เนี่ยๆ สดใสขึ้นขนาดนี้เนี่ย” กล้าว่าแล้วยื่นมือมาบีบแก้มผม ผมเลยปัดออกแล้วทำหน้าหงุดหงิดใส่มัน

          “ทำมาเป็นรู้ดี” ผมว่าแล้วนั่งไขว่ห้าง

          “ก็ไม่รู้ไปกว่าใจพี่วีหรอกค่ะ แหมๆ แค่เพื่อนนี่ช่วยได้จริงเหรออออ” ยี่หวาว่าแล้วยิ้มชั่วร้ายมาให้ผม

          “มึงไปรู้อะไรมาสวย” กล้าหันไปถาม

          “ไอ้วีมันยังไม่พูดเลย อยากรู้ถามมันเอง” คนที่สวยที่สุดตอบแล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง ไม่แยแสหน้าโง่ๆ ของไอ้กล้าที่กำลังอยากรู้อยากเห็นสุดๆ

          “วี…”

          “ไปหาไอ้บาร์กัน” ผมว่าแล้วลุกขึ้นเดินนำพวกมันออกจากห้อง ได้ยินเสียงบ่นอุบอิบของไอ้กล้ากับเสียงหัวเราะของยี่หวาดังไล่หลัง ผมได้แต่กระตุกยิ้มให้กับตัวเองขำๆ ทำไมชอบเผือกกันจัง

          ผมอยากจะลาออกจากการเป็นเพื่อนไอ้บาร์จริงๆ นะครับ เมื่อตอนเย็นหลังจากที่ย้ายก้นจากห้องไอ้กล้า เราก็นัดเจอกันที่หน้าหอไอ้บาร์ ไอ้แดน ไอ้ปอนด์นี่พร้อมเลย เตรียมไปดื่มกันแบบสุดๆ แต่พอไปห้องไอ้บาร์เท่านั้นแหละ บ้าเอ๊ย! ไอ้เด็กหมอเป็นคนมาเปิดประตูพร้อมกับกล้ามแน่นๆ และตัวแดงๆ แดงแบบที่ผมเองก็อดหน้าแดงตามไปด้วยไม่ได้ เห็นหุ่นไอ้เด็กนั่นแล้วก็คิดไปถึงกล้ามเน้นๆ ของเด็กอีกคน

          พวกผมนั่งคุยกันสักพักและสรุปใจความได้ว่าไอ้บาร์ไม่ไปด้วยเพราะสามีสุดที่รักมันไม่ให้ไป ผมล้อมันไปเยอะเหมือนกันมันก็เอาแต่หน้าแดงซบอกไอ้หมอ ปกติไอ้บาร์มันไม่เป็นแบบนี้หรอกครับ เมื่อก่อนผมก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงยอมทศกัณฐ์ง่ายๆ แบบนี้ แต่ตอนนี้ผมพอจะรู้บ้างแล้วล่ะ

          “กูนี่เงิบแดกเลยครับ แทบจะยกแก้วเหล้าไม่ขึ้นแล้ว มือไม้กูนี่อ่อนแรงมาก”  ไอ้ปอนด์ว่า เรามากันที่ร้านหลังจากออกจากหอบาร์ นั่งอยู่ที่นี่ได้สักพักและพวกมันกำลังคุยเรื่องไอ้บาร์กันอยู่

          “กูนี่ไปไม่เป็นตั้งแต่มันขึ้นไปนั่งตักเขาแล้ว เพื่อนกูแม่งแรดขึ้นทุกวัน” กล้าว่า

          “ล้อมันบ่อยๆ สิพวกมึง มันจะได้กล้ามากกว่านี้” ผมว่าแล้วกระตุกยิ้มก่อนจะชนแก้วกับแดน

          “พวกมึงจะไม่เล่าความเป็นมาเป็นไปให้กูฟังหน่อยเหรอวะ ทั้งเรื่องมึงทั้งเรื่องไอ้บาร์” แดนว่าแล้วทำหน้างอนผม

          “เรื่องกูก็ไม่มีอะไร เรื่องไอ้บาร์มึงก็รอถามมันเอง” ผมตอบกลับนิ่งๆ

          “เออดี…คนอกหักนี่กวนตีนได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ”

          “มึงคิดว่าเพื่อนมึงจะอกหักนานเหรอคะ เขาอาจจะแอบซุ่มคนดามใจไว้แล้วเลยกล้าให้แฟนเก่าหักอก”

          “เงียบแล้วแดกครับยี่หวา” ผมว่าแล้วเลื่อนแก้วเหล้าไปให้ยี่หวา มันไม่ได้ว่าอะไรทำหน้าทำตาบ้องแบ๊วก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่ม

          “ยังไง…”

          “ไอ้หล่อ ยังไงครับ…” กล้ากับปอนด์ว่าแล้วมองมาที่ผม ผมก็ทำเนียนไม่อะไร เอาตรงๆ ก็อยากจะบอกแหละ แต่ไม่รู้ว่าอีกคนมันจะว่าอะไรไหม แล้วผมเองก็ยังทำตัวโง่ๆ ไม่ชัดเจนกับมาร์คมันด้วยไง ปล่อยให้เพื่อนผมเดาและสืบเอาเองดีกว่า สนุกด้วย

          “มันไม่บอกหรอก พวกมึงไม่สำคัญ” ยี่หวาว่าแล้วเบะปาก

          “หรือว่าพวกมึงสองคน…” แดนว่าแล้วชี้มาที่ผมกับยี่หวา ตามันโตขึ้นกว่าเดิมส่วนไอ้สองตัวที่เหลือทำหน้าตกใจไปด้วย

          “ฟ้าผ่าสิคะ”

          “กูคบคนที่นิสัยด้วย ไม่ใช่หน้าตาอย่างเดียว” ผมว่าไม่จริงจัง

          “แรงมากค่ะ” ยี่หวาเบะปากให้ผมก่อนจะก้มลงกดโทรศัพท์

          พวกเรานั่งกันไปเรื่อยๆ จนเหนือกับแพนมาเพิ่ม อีกไม่นานคาดว่าพวกไอ้ปินก็คงจะมา เรื่องของผมถูกปัดออกไปและถูกแทนที่ด้วยเรื่องของไอ้บาร์อีกครั้ง ยี่หวาเริ่มเล่าให้แพนฟังทีละฉากๆ เล่นเอาแพนมันโวยวายหาว่าพวกผมไม่ชวนแล้วพลาดอะไรดีๆ อย่างหุ่นเด็กหมอ

          “มาดูของกูนี่มา” ผมว่าหลังจากทนฟังเสียงแหลมเล็กนั่นโวยวายมานาน

          “จริงป่ะวี” มันทำตาปริบๆ มองผม

          “ไม่จริง กูพูดเพื่อตัดรำคาญ” ผมว่าแล้วดันหน้าจิ้มลิ้มนั่นออกให้ไกล

          “ทำไมใจร้ายอย่างนี้วะ จะเก็บไว้ให้ใครดู เมียก็ไม่มีแล้วอ่ะ”

          “มันก็มีคนดูอยู่นั่นแหละ”

          “ใคร!”

          “เรื่องของกู” ผมว่าแล้วยักคิ้วกวนๆ ให้พวกมัน พวกมันก็เบะปากให้แต่ไม่พูดต่อ เพราะพวกมันรู้ว่าถ้าผมจะไม่พูดก็คือไม่พูด

          “มึงก็อย่างนี้แหละวี อะไรก็ให้พวกกูรู้ทีหลัง เรื่องพลอยอะไรนั่นก็ด้วย ถ้าไม่มีดิวนี่พวกกูก็ไม่รู้เรื่องเลยถูกไหม?” แพนว่าแล้วมองค้อนผม

          “ถ้าไม่มีดิวกูก็ไม่รู้เรื่องพลอยกับไอ้รุ่นพี่อะไรนั่นหรอก ป่านนี้พวกกูก็คงจะรักกันปานจะกลืนกินเหมือนเดิม” ผมตอบนิ่งๆ แบบที่ไม่รู้สึกอะไรแล้ว

          เอาจริงๆ เรื่องพวกนี้มันก็ยังสะกิดใจอยู่แหละ จะบอกว่าลืมได้แล้วมันก็ไม่ใช่ แต่ถ้าถามว่ายังเจ็บเพราะเรื่องนี้อยู่ไหม ผมตอบได้เลยว่าไม่เจ็บ ไม่ใช่เพราะชินชาหรือตายด้านเพราะเพื่อนพูด แต่มันเป็นเพราะใครอีกคนที่กำลังเข้ามาแทนที่เรื่องพวกนี้ต่างห่าง…จะให้พูดตรงๆ คือตอนนี้ผมคิดถึงมาร์คมากกว่าพลอย

          “ไม่จริงอ่ะ จากที่กูไปรู้อะไรดีๆ มา มันต้องมีสักวันแหละที่พวกมึงต้องเลิกกัน เพราะมึงมัน…”

          “กูมันอะไร?” ผมถามยี่หวากลับนิ่งๆ มันก็เงียบไปแล้วหันไปมองเพื่อนที่กำลังรอคำตอบ

          “เออน่า…มองกูอะไรขนาดนั้น กูกดดันยิ่งกว่าตอนประกวดดาวอีกนะเนี่ย กูแค่เผลอพูด คิดซะว่ากูไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน” คนสวยของกลุ่มโบกมือไปมา ตากลมโตนั่นมองมาที่ผมหน่อยๆ ผมเลยถลึงตาใส่มัน มันยิ้มตอบกลับมาแบบใสซื่อโคตรๆ ผมนี่อยากจะยกถังน้ำแข็งเทราดหน้ามันจริงๆ

          “พวกมึงสองคนนี่ต้องอะไรๆ ยังไงกันแน่ๆ เลย” กล้าว่าแล้วชี้มาที่ผมกับยี่หวา

          “บอกกูมา!” แดนว่าแล้วมองมาที่ผม ตาคมของเพื่อนจ้องมานิ่งๆ เหมือนอยากจะรู้คำตอบจริงๆ แต่ผมก็แค่ไหวไหล่ตอบกลับ

          “ไม่มีอะไร” ผมตอบแค่นั้นพวกมันก็เบะปาก

          “เลว!” ผมยิ้มรับคำยกยอสรรเสริญจากเพื่อนแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม จิบทีละนิดๆ และฟังพวกมันพูดไปเรื่อย

          แดนกำลังคุยเรื่องมันที่ไปเรียนอยู่ทางโน้น มันบอกว่าเรียนหนักไม่ต่างจากพวกผมและสังคมก็ต่าง ทั้งความเร่งรีบและอะไรหลายๆ อย่าง เราแลกเปลี่ยนความคิดและเรื่องราวต่างๆ ให้กันฟังไปเรื่อย วนกลับมานินทาไอ้บาร์กับเด็กแพทย์อีกครั้ง ก่อนจะวนมาที่เรื่องผมอีกที ผมก็นั่งฟังพวกมัน พยักหน้าไปบ้าง อือออไปบ้างจนเพื่อนหลายคนขอตัวลุกออกไปเต้นกันแล้ว

          “มึงไม่ไปอ่ะ” แดนหันมาบอกผม

          “กูไม่ชอบ” ผมไม่ใช่คนที่ชอบไปเต้นอะไรแบบนั้น ดื่มคือดื่ม ที่มานั่งร้านอย่างนี้คืออยากได้บรรยากาศก็แค่นั้น

          “เดี๋ยวมึงก็ชอบ” ผมมองยี่หวาที่มองมาที่ผมยิ้มๆ ตาสวยของมันมองไปที่กลุ่มคนที่กำลังเมามันกันอยู่แล้วพูดเบาๆ “ดูนั่น” มันโน้มมากระซิบผมแล้วพยักหน้าไปทางนั้น ผมเลยมองตามไปเจอเพื่อนหน้าตาดีของผมที่ชื่อว่าทิศเหนือกับเด็กอีกคนที่ผมรู้จักดี เด็กที่จัดได้ว่าหน้าตาดีและกำลังโยกตัวไปตามจังหวะเพลงเหมือนกันกับไอ้เหนือ

          “แล้วไง” ผมบอกยี่หวากลับเบาๆ

          “ปากแข็งอ่ะ กูรู้นะคะสุดหล่อ” มันว่าแล้วยกมือขึ้นมาบิดคางผมไปมา

          “มึงไปรู้อะไรของมึงมา” ผมถามมันเสียงนิ่ง ไม่ได้ปัดมือมันออกแต่กำลังคาดคั้นมันทางสายตา

          “เรื่องเด็กมึง” มันตอบยิ้มๆ

          “ไปรู้ได้ไง”

          “ยอมรับ?” มันเลิกคิ้วที่ถูกวาดด้วยดินสอขึ้นมองผม

          “ก็มึง…บอกว่ารู้” ผมทำหน้าเหรอหรามองมัน นี่อย่าบอกนะว่าผมตกหลุมพรางนางโจรอีกแล้ว

          “ฮะๆ กูแค่เดา แต่ตอนนี้กูมั่นใจแล้ว” มันกรีดยิ้มร้ายก่อนจะปล่อยมืออกจากคางผมแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ

          “เลว!” ผมด่ามันเบาๆ มันก็แค่ยักไหล่ไม่แยแสอะไร มันมานอนอยู่ใต้เตียงผมตอนไหนวะ

          “นั่นไง! ยอมรับมาเลยวีว่ามึงกับยี่หวามีอะไรยังไงต่อกัน” เสียงที่ผมคุ้นเคยดังอยู่บนหัว ผมเงยหน้าขึ้นมองเจอไอ้กล้ากำลังชี้หน้าผมอยู่ ถัดมันไปเป็นไอ้เหนือส่วนถัดจากไอ้เหนือเป็นมาร์ค ผมมองเด็กนั่นดุๆ แต่มันไม่มองตาผม ตาเรียวปรายตามองนิดเดียวแล้วตวัดสายตาหนี เดี๋ยวนะ...มันเป็นคนที่ไปเต้นแร้งเต้นกาอยู่ตรงนั้นไม่ใช่เหรอ สายตาไม่พอใจที่มองมาที่ผมนั่นคืออะไร

          “สวัสดีครับ” มาร์คว่าก่อนจะยกมือขึ้นไหว้คนที่นั่งอยู่บนโต๊ะ

          “สวัสดีค่ะหลานรหัสสุดที่รัก มานี่…มานั่งข้างป้ารหัสสุดสวยคนนี้สิ” ยี่หวาแล้วดึงแขนมาร์คมานั่งข้างๆ แต่ไม่ใช่ข้างมันคนเดียวไง มันดึงมาร์คมานั่งตรงกลางข้างผมกับยี่หวา

          ผู้หญิงคนนี้มันร้าย…

          “ทำไมชอบฉกชิงวะยี่หวา กูอุตส่าห์ไปแย่งน้องมันมาจากเพื่อน” เหนือว่าแล้วทำหน้างอเดินไปนั่งตรงข้ามมาร์ค

          “เพื่อนอยู่ไหนทำไมไม่ชวนมาด้วยล่ะ” ยี่หวาเอียงหน้ามาถามมาร์ค มันยิ้มให้ป้ารหัสมันก่อนจะตอบกลับไป

          “พวกมันมากันเยอะน่ะครับ”

          “อ้าว…ไม่ใช่พวกฟิวส์เหรอ?”

          “ไม่ครับ พวกไอ้เจมส์” คิ้วผมกระตุกทันทีที่ได้ยินชื่อไอ้เด็กตัวสูงนั่น เจอกันแค่ไม่กี่ครั้งหรอกแต่สายตามันที่มองมาที่ผมนี่ทิ่มแทงเหลือเกิน ไม่รู้ว่ามาร์คบอกอะไรเพื่อนมันหรือเปล่าแต่ว่าเด็กเจมส์นั่นดูเหมือนจะไม่ชอบผม ผมรู้ได้จากการแอบอ่านแชทไลน์ของมัน

          ทุกวันนี้ก็มีการแอบเล่นโทรศัพท์กันแล้วนะครับ

          “น้องเจมส์หนุ่มหล่อคณะบริหาร ตายแล้ว…พามานั่งข้างพี่นี่ ที่ตรงนี้ยังว่าง” แพนว่าแล้วส่งยิ้มให้มาร์ค มันก็แค่ยิ้มๆ ตอบกลับก่อนจะก้มลงไปกดโทรศัพท์ ให้เดาก็คงบอกเพื่อนมันว่ามันนั่งอยู่นี่ ไม่ก็คงเรียกเพื่อนมันมานี่จริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องรายงาน ทำอย่างกับไอ้เจมส์เป็นแม่ไปได้

          “แล้วมานี่ไม่บอกพี่เลย” ยี่หวาว่า

          “แล้วทำไมน้องมันต้องบอกมึงวะ” เหนือถาม

          “เหนือคะ อย่าทำเสียงขุ่นขนาดนั้น น้องมันก็สายรหัสกู” ยี่หวาหันไปพูดกับเหนือ

          “ก็สายกูเหมือนกัน”

          “ก็แค่สายรหัสป่ะวะ” ผมพึมพำเบาๆ ไอ้เด็กที่เป็นที่พูดถึงก็มองมาที่ผม “กูนี่สำคัญกว่ายังไม่บอกสักคำ” ผมพูดแล้วมองมันก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่น

          “แล้วพี่บอก?” มันก็ว่ากลับเสียงเบาไม่ต่างกัน

          “ก็มันกะทันหัน” ผมว่ากลับ

          “เหอะ!” เหอะๆ เหอะได้เหอะไป ไม่เจ็บคอก็ทำไปเถอะ

          “กระซิบอะไรกันคะ” ยี่หวาโน้มตัวผ่านหลังมาร์คมาถามผม เด็กนั่นก็คงจะได้ยิน มันสะดุ้งนิดหน่อยแล้วมองผมดุๆ

          “อย่าเผือก!” ผมกดเสียงต่ำบอกมันกลับ ยี่หวาเลยเบ้หน้าให้ผมแล้วกลับไปพูดกับเพื่อนต่อ

          “แหนะ! มันจีบกันอีกแล้วอ่ะ” แดนชี้มาที่ผม

          “ใครจีบใคร” ไอ้ปินถาม

          “ไอ้คุณวีกับคุณยี่หวา” แดนว่า

          “จริงจังไหมไอ้หล่อ” ยูที่นั่งอยู่ข้างปินว่า ผมเลยมองมันเอือมๆ ก่อนจะยกเหล้าขึ้นจิบ

          “มันแค่เล่นๆ กับกู” ยี่หวาว่า

          “มึงมันเลว” เหนือว่าผม ผมมองที่มันนิ่งๆ ไม่สนใจคำพูดหยอกล้อของเพื่อน กระตุกนิดๆ เมื่อรับรู้ถึงแรงกระแทกที่หัวเข่า ผมก้มลงมองก็เห็นไปเข่าของอีกคนที่กำลังตีกับเข่าผมอยู่แล้วกระตุกยิ้ม

          “อะไร?” ผมพาดแขนกับพนักโซฟาผ่านคอมันแล้วถามมันเบาๆ

          “ไม่อะไร” ไม่อะไรแต่ขาก็ยังอยู่เหมือนเดิม ชอบกระแทกขนาดนี้ไปกระแทกอย่างอื่นกันดีไหม? ก็ได้แต่คิดในใจเท่านั้นแหละ มองหน้านิ่งๆ ของมันแล้วได้แต่คิดว่ามันเป็นบ้าอะไร

          “มากับใครบ้าง?” ผมถามมันต่อ เสียงเพลงก็ปล่อยไป เสียงเพื่อนก็ปล่อยไป ตอนนี้ผมสนแค่เสียงที่มันจะตอบกลับมาเท่านั้นแหละ

          “เจมส์ วินด์แล้วก็เพื่อนมัน”

          “พวกไอ้พิทน่ะเหรอ” มันหันมาเลิกคิ้วให้ผมเมื่อผมถามจบ

          “รู้จักมันเหรอ?”

          “เห็นในเฟซมึง” ผมตอบไปแค่นั้นแล้วเราก็เลิกคุยกันไป มาร์คหันไปสนใจไอ้เหนือที่กำลังเรียกร้องความสนใจด้วยการชวนเปิดเหล้าขวดใหม่พร้อมกับอันเชิญเพื่อนไอ้มาร์คมาที่โต๊ะนี้

          “ชวนมันมาเลย พวกกูไม่อะไรหรอก” ปินว่า

          “เออๆ หลายคนสนุกดี นี่กูชวนพวกลี่มาแล้ว” กล้าบอก มาร์คมันก็อ้ำๆ อึ้งๆ ก่อนจะมองมาที่ผมเหมือนจะขออนุญาต ผมเลยใช้เข่ากระแทกกับเข่ามันหนึ่งทีเหมือนที่มันเคยทำกับผม มันเลยก้มลงกดโทรศัพท์

          พวกเรานั่งกันอยู่ไม่นานลี่ก็มาสมทบ ตามด้วยกลุ่มเพื่อนของมาร์คอีกสี่ห้าคน เด็กพวกนั้นแนะนำตัวก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะเดียวกัน พอเริ่มมีแอลกอฮอล์มาวางความสัมพันธ์ก็เริ่มจะใกล้ชิดกันมากขึ้น เด็กคนหนึ่งมองมาที่ผมบ่อยจนผมรู้สึกได้ สะกิดไอ้คนนั่งข้างๆ แล้วพยักเพยิดไปที่เด็กนั่น มาร์คมันก็แค่กระตุกยิ้มกลับมาให้

          ไม่หวงกูหน่อยเหรอวะ*…*

          ผมกลอกตาด้วยความเซ็งเมื่อมองไปเด็กนั่นก็ยังมองผมอยู่เหมือนเดิม พอผมสบตาเด็กนั่นก็หลบตา เป็นอย่างนั้นอยู่นานจนมาร์คมันสะกิดผม

          “ไม่อยากมองก็มองไปทางอื่นสิ” เสียงแหบที่เริ่มจะเมาพูดรัวๆ

          “ก็กูรู้สึกแปลกๆ ก็ต้องหันไปมองมันอยู่ดี” ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เวลาที่มีคนมองเราเราก็จะรู้สึกได้ พอปล่อยไว้เขาก็จะมองอยู่อย่างนั้น ผมพยายามจะสบตาเพื่อบอกน้องมันว่า เลิกมองกูเถอะ แต่มันก็ไม่กล้าสบตาผมกลับไง ถ้าให้คิดเข้าข้างตัวเองก็คงต้องบอกว่ามันชอบผมแหละ  

          “ก็ช่วยไม่ได้” มันว่าเบาๆ ให้ผมได้เบ้หน้าให้ คนตัวสูงข้างๆ เอื้อมมือผ่านหน้าผมไปเอาขวดเหล้า ก่อนที่มันจะยกผ่านหน้าผมไปผมก็จับไว้ก่อน

          “จะเมาแล้ว” ผมว่านิ่งๆ แล้วส่งสายตาดุๆ ให้มัน

          “ไม่เมา” มันยื้อคืนแต่ผมยังจับไว้ ไม่รู้ว่าทั้งโต๊ะเงียบลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ผมรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ยี่หวาเอามือมาสะกิดไหล่แล้วบอกว่า เยอะไปแล้ว ผมเบ้หน้าก่อนจะยอมปล่อยขวดเหล้าให้อีกคน มันก็เอาไปชงไม่สนใจอะไรเลย

          “ยังไงวะ?”

          “อะไร” ผมเงยหน้าขึ้นมองเหนือที่นั่งอยู่ตรงข้าม มันมองมาที่ผมกับมาร์คสลับกันแล้วชี้นิ้วสั่นๆ มาที่ผม

          “มึง…กับน้องมาร์คของกู” *ของมึงตอนไหน?*ผมได้แต่คิดในใจแล้วมองไปที่มาร์ค เพื่อนทุกคนเงียบแล้วมองมาที่ผมอย่างรอคำตอบ ไม่ต่างจากเพื่อนของมาร์ค

          “ถามมันสิ” พอผมพูดแบบนั้นไอ้เด็กข้างๆ ก็ส่งสายตาดุๆ มาให้ มันเป็นคนที่ไม่ชอบพูดอะไรเยอะ ยิ่งให้อธิบายอะไรแต่ละทีนี่แม่งกว่าจะทำก็นาน

          “ยังไงมึง อย่าบอกนะว่าเป็นอย่างที่กูคิด” วินด์ถามมาร์คพร้อมกับสายตาคาดคั้น ไม่ต่างจากเจมส์ที่ตอนนี้วางแก้วเหล้าลงแล้วยกมือขึ้นกอดอก

          “ก็…ไม่มีอะไร มันเหมือนมีอะไรเหรอครับ?” ประโยคแรกพูดกับเพื่อนส่วนประโยคหลังหันมายิ้มแล้วถามคนทั้งกลุ่ม ไอ้พวกที่นั่งตัวเกร็งรอฟังมันพูดก็พรูลมหายใจแล้วโอดครวญกันอย่างเสียดาย

          “ก็ดีแล้วป่ะวะที่มันไม่มีอะไร ถ้ามีนี่ยุ่งนะพวกมึง” แพนว่า

          “เออ…ดีที่น้องมาร์คยังโสด” เหนือว่าแล้วยิ้มให้มาร์ค ไอ้เด็กนี่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยิ้มตาปิดตอบเขาเชียว นี่มันเมาแล้วหรือเปล่า อะไรดลจิตดลใจให้มันยิ้มแบบนั้น

          “มึงรู้ได้ไงว่าน้องมันโสด” ปอนด์ถาม

          “เออ…โสดไหมคะ พี่โสดมากกก” ลี่ว่าแล้วโน้มตัวมาหามาร์คจนมันต้องขยับหลบ

          “ก็…” ผมใช้ปลายรองเท้าสะกิดเท้ามันก่อนที่มันจะตอบ มันไม่ได้มองมาที่ผมแต่กลับกระตุกยิ้ม “มีคนที่ชอบแล้วครับ”

          “อะไรอ่ะ มีได้ไง” ตี๋โวยวาย

          “ใครวะ? ทำไมพวกกูไม่รู้” วินด์ถามมันต่อ

          “ไอ้บาร์?” กล้าว่าแล้วเลิกคิ้วถาม ผมเลยได้แต่ถอนหายใจด้วยความไม่พอใจ บาร์บ้าบาร์บอสิมึง เขามีเป็นตัวเป็นตนขนาดนั้นแล้ว

          “เปล่าครับ” มาร์คปฏิเสธยิ้มๆ ปล่อยให้เพื่อนผมและเพื่อนมันเดาไปต่างๆ นานา แต่มันกับผมก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ยี่หวาก็ด้วย คนสวยมันแค่นั่งมองยิ้มๆ เท่านั้นแหละ

          “งั้นคงต้องเป็นกูแล้วล่ะ” เหนือว่าแล้วมองมาที่มาร์ค เด็กนี่มันก็ไม่อะไรแค่มองกลับไปแล้วยิ้มตอบ

          “จริงจังไหมวะ?” แดนถามเหนือ

          “กูต้องถามน้องมันก่อนแหละ” เหนือว่าเขินๆ มาร์คก็หัวเราะในลำคอเบาๆ

          “กูไม่ได้หมายถึงน้องมัน กูหมายถึงมึงเนี่ย จะมีเป็นตัวเป็นตนจริงๆ แล้วใช่ไหมวะ? แบบ…มันไม่น่าเชื่ออ่ะเหนือ” แดนว่าจบเพื่อนก็ฮากันทั้งโต๊ะ ต่างคนต่างรุมเหนือกันใหญ่ ขุดเรื่องเลวๆ มันขึ้นมากันทุกคน

          “เฮ้ยๆ อย่าพูดเยอะเว้ย เดี๋ยวน้องเขากลัวกู” เหนือว่า

          “ตอนนี้ก็เริ่มจะกลัวแล้วครับ” มาร์คว่ากลับยิ้มๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องยิ้ม กูนี่อยากจะดึงปากมาจูบโชว์ตรงนี้จริงๆ พวกแม่งก็ยุให้ไอ้เหนืออยู่นั่นแหละ เดี๋ยวถ้าพ่อทนไหวนะมึงนะ…

          “กลัวอะไรครับ จะเอายังไงมานั่งจับเข่าคุยกันเลยมา” เหนือว่าแล้วกวักมือเรียกมาร์ค

          “น้องกูมันไม่ชอบนั่งจับเข่าหรอกเว้ย มันชอบแบบเอาเข่าสะกิดเข่าหรือปลายเท้าสะกิดกันมากกว่า” ยี่หวาพูดออกมาให้เพื่อนได้งง แต่ในความงงของเพื่อนผมกลับรู้สึกร้อนที่หน้าเพราะคำพูดของยี่หวา หันไปมองมาร์คก็เห็นหูแดงๆ ของมันหน้าผมยิ่งร้อนไปใหญ่

          ยี่หวามันนางมาร…

          “อะไรวะ? มาร์คชอบใครอยู่ พี่พอจะสู้ได้ป่ะ พี่จริงจังนะครับมาร์ค” ผมหันไปมองหน้าออดอ้อนของเหนือแล้วกลอกตาขึ้นมองข้างบน เบี่ยงหน้ากลับมามองเด็กข้างๆ แล้วต้องอารมณ์เสียกว่าเดิมกับคำตอบของมัน

          “มันก็ยัง…ไม่ชัดเจนอ่ะครับ”

          “แสดงว่าพี่ยังมีความหวังใช่ไหม?” อยากเอานิ้วชี้จิ้มตาหวานๆ ของเพื่อนจริงๆ นะ มองมานี่อ้อนเหลือเกิน อยากได้อะไรจากกู? อารมณ์นี้เขาเรียกพาลใช่ไหม ถ้าใช่ผมก็คงกำลังพาลนั่นแหละ

          “มาร์ค…”

          “มาร์คมาคุยกับกูหน่อย” ผมยังพูดไม่จบแต่ไอ้เด็กเจมส์กลับพูดขึ้นก่อน ผมหันหน้าไปหาคนที่พูดประโยคเดียวกับที่ผมจะพูดแล้วมองหน้ามาร์คอีกที

          “ผมขอคุยกับเพื่อนผมก่อน” มันบอกกับผมเบาๆ แต่อาการหน้าชาของผมนี่ปรากฏขึ้นแรงมาก นี่กูไม่ได้สำคัญที่สุดเหรอวะ? ผมตั้งคำถามขึ้นในใจด้วยความไม่พอใจ ขยับขาให้มันได้เดินออกไปคุยกับเพื่อนสนิทที่แสนจะสำคัญของมันอย่างหงุดหงิด

          “อ่อยไปทั่ว” ผมว่าเบาๆ ตอนที่มันจะเดินผ่าน มันหยุดแล้วมองหน้าผมเหมือนจะไม่พอใจ แต่แล้วไง? พอสบตากันมันก็ส่งยิ้มมาให้เหมือนตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด

          โอ๊ย! หงุดหงิดโว้ยยย




#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น