สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

ไปอ่านรีไรท์

ชื่อตอน : ไปอ่านรีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ม.ค. 2563 22:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไปอ่านรีไรท์
แบบอักษร

​ผมและพวกเด็กๆเดินเข้ามาในป่าแห่งนี้อย่างระมัดระวังและก็ยังใช้ความเร็วที่มากพอควรแต่ก็ไม่ได้มากจนเกินไปเท่าไร และเท่าที่ดูแถมนี้ก็ยังคงไม่มีอะไรเลยสักอย่าง 

ผมมองไปรอบๆแล้วตรวจสอบรอบข้างด้วยหูของผมที่จะสามารถฟังไปทั่วเป็นวงกว้างโดยมีรัศมีการทำงานห้าร้อยเมตรแต่ก็ไม่เจออะไรทั้งนั้น ผมคิดว่าป่านี่กว้างสุดๆและถ้ามันเป็นเรื่องจริงจะบอกว่าโลกนี้กว้างใหญ่มากก็ไม่ผิด 

ผมกับเด็กๆแวะเก็บผลไม้ข้างทางแล้วทานไปในระหว่างที่เดินอยู่ด้วย จากปากของเด็กๆที่หมู่บ้านนั้นขาดแคลนอาหารเพราะว่าเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นโผล่ออกมา สำหรับคนในหมู่บ้านนั้นไม่มีทางที่จะออกจากบริเวณนั้นได้เลยเพราะว่าเจ้าสิ่งที่ว่าเป็นถึงสัตว์ประหลาดที่มีลักษณะค่อนข้างจะคล้ายกับงู...แต่กลับมีขาเนี่ยนะ? ตัวอะไรกัน? 

จากปากของเด็กๆที่เล่ามา เจ้าตัวประหลาดนั่นถูกเรียกไปว่าภัยพิบัติเพราะมันนำพามาสู่ความสูญเสียที่รุนแรง สัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าสัตว์อสูรและมีพลังเทียบเท่ามังกร เจ้านี่ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อหลายวันก่อนแต่เพราะว่าไม่ค่อยจะมีใครมาที่นี่กันจึงไม่มีใครที่เมืองรับรู้ เมืองที่ผมอยู่ถูกเรียกว่าเมืองทางเหนือ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า 'เมอร์เซียน่า' อยู่ทางตอนใต้ของประเทศเมอร์เซนต์ โดยที่ประเทศนี้มีเมืองหลวงอยู่ใจกลางระหว่างเมืองเมอร์เซียน่าและเมอเร็ตโต้ โดยที่เมืองหลวงมีชื่อเรียกว่าเมอร์ล็อค 

"งั้นก็หมายความว่าพวกเธอแทบจะไม่ได้กินอะไรมาสองถึงสามวันแล้วสินะ? จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วทางหมู่บ้านก็ไม่สามารถติดต่อกับทางเมืองที่อยู่ใกล้ๆได้ แถมยังมีเสบียงไม่เพียงพอต่อผู้คนในบ้าน แล้วสุดท้ายหมู่บ้านก็ถูกทำลายโดยสัตว์ประหลาดอีกตัวที่มีพลังเทียบเท่าสัตว์อสูรแรงค์B สินะ? แต่เพราะไม่ได้มีอยู่ในสารานุกรมสัตว์อสูรที่ถูกเปิดเผยเลยตัดสินใจว่าเป็นสัตว์ประหลาดไปก่อนสินะ? แล้วตอนนี้พวกเธอก็สูญเสียทุกอย่างไปแล้วด้วย ผมพอจะมีที่อยู่ให้พวกเธอแต่ไม่ได้มั่นใจหรอกนะว่าจะเป็นไปได้รึเปล่า" 

" *ส่ายหน้า* แค่คุณมาช่วยพวกหนูก็มากเกินพอแล้วล่ะค่ะ พวกหนูไม่อยากจะรบกวนคุณไปมากกว่านี้หรอกนะคะ" 

"เปล่าเลย มันไม่ได้รบกวนผมและที่ผมทำเพราะทนดูเฉยๆไม่ได้เท่านั้น โทษทีนะแต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่คิดจะช่วยแต่ก็ไม่คิดจะปล่อยเจ้านั่นไปหรอก ไม่ต้องห่วงที่ที่ผมกะจะพาพวกเธอไปนั้นเป็นที่ที่ของคนที่ติดหนี้ผมอยู่น่ะ" 

ผมตอบกลับเด็กสาวผมส้มไป ดูเธอค่อนข้างจะขี้อายและค่อนข้างจะสุภาพเลยทีเดียว ไม่ค่อยเหมาะกับสีผมที่ฉูดฉาดนั่นเลยแฮะ แถม...หน้าอกใหญ่เกินกว่าร่างกายและอายุอีกนะนั่น... 

เด็กสาวผมฟ้าที่ค่อนข้างจะดูเหมือนกับคนร่าเริงและเหมือนเด็กกว่าคนก่อนตอนนี้ยังคงร้องไห้ เธอเป็นคนที่ไม่ค่อยเข้มแข็งก็ควรจะบอกว่าสมกับเป็นเด็กล่ะนะ แต่ผู้ชายผมสีน้ำตาลนั่นค่อนข้างจะเข้มแข็งเลยล่ะ เด็กสาวนี่ก็ด้วยแต่เด็กสาวคนนี้ยังพอที่จะแสดงออกถึงความเศร้าและมีคราบน้ำตาอยู่แต่เจ้าหนูนั่นไม่มีเลยสักนิดแต่ดวงตานั้นแสดงออกถึงความเสียใจ เข้มแข็งจริงๆนั่นแหละสำหรับเด็กตัวแค่นี้ 

"จะว่าไป คุณชื่ออะไรเหรอคะ?" 

"ชื่อของผมคือคุโระ แล้วเธอล่ะ?" 

"ฉันเหรอคะ? ฉันมีชื่อว่าเอวาค่ะ ส่วนสองคนนั้นมีชื่อว่าบาลุคและพูริค่ะ" 

เธอชี้ไปยังเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงตามลำดับและแนะนำตัวพวกเธอให้ผมรู้จักอย่างสุภาพ และที่สำคัญดูเหมือนว่าเธอจะชอบให้พี่ชายของเธอลูบหัว และพี่ชายของเธอก็ตายไปแล้วเมื่อก่อนหน้านี้ทำให้เธอมาขอร้องผมให้ลูบหัวให้ และเพราะแบบนั้นเธอจึงร้องไห้ออกมาเล็กน้อยเพราะคิดถึงครอบครัวของเธอที่จากไป 

"หืม? ดูเหมือนว่าผมจะเจอพวกเขาแล้วล่ะ" 

ผมชี้ไปยังทางข้างหน้า 

"อยู่ถัดจากนี้อีกห้าร้อยเมตร พวกเรารีบไปกันเถอะ" 

"พูริขี่หลังชั้นเร็ว!" 

เจ้าหนุ่มบาลุคย่อตัวให้แก่พูริเพื่อให้เธอขึ้นขี่หลังของเขา ถือว่าคิดได้ดีเพราะว่าพูริคงไม่มีแรงจะวิ่งไปด้วยร้องไห้ไปด้วยแน่ๆ และเจ้าหนุ่มก็แข็งแรงพอด้วย 

*ดึงเสื้อ* 

"หืม?" 

"ค...คือว่า...หนู...คงวิ่งตามไม่ไหวน่ะค่ะ...อะฮะฮะ" 

เธอยิ้มเจื่อนแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกับหน้าแดงหน่อยๆ ผมไม่อยากจะคิดว่าท่าทางแบบนี้จะมีลับลมคมในอะไรให้เสียเวลา ผมเลือกที่จะโยนดาบเข้าไปในเวทย์มิติโดยที่ไม่ปิดบังพวกเะอแล้วอุ้มเอวาขึ้นมาในท่าอุ้มเจ้าหญิงทำให้หน้าของเธอแดงขึ้นไปอีก 

"หวา! ค...คุณคุโระ?" 

"หืม?" 

"ม...เมื่อกี้มัน?" 

"เวทย์มิติ โทษทีแต่ห้ามไปบอกคนอื่นล่ะ" 

"ค...ค่ะ!" 

บาลุคเองก็พยักหน้าด้วยสีหน้าที่บอกว่า 'ไว้ใจได้เลยครับ!' ยังไงยังงั้น ผมเองก็ไม่ได้คิดว่าเด็กพวกนี้จะโกหกหรอกนะ แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่ากับที่ว่าผมจะไปเจอกับฮินะได้หรอก 

ผมมุ่งหน้าไปยังจุดที่ผมตรวจจับเจอด้วยหูของผมจนเริ่มจะมองเห็นอยู่ลางๆแล้ว แถมความเร็วระดับนี้บาลุคยังตามมาได้ทันแม้ว่าจะเริ่มมีเหงื่อออกแล้วก็ตาม แถมแม้จะเพิ่มความเร็วบาลุคก็ตามทันอยู่ดีอีกด้วย โฮะโฮ่? อย่างเจ้านี่เป็นนักผจญภัยได้ดีแน่ๆเลยล่ะนะ 

"มองเห้นแล้วล่ะค่ะ!" 

-ฟุ้บ!- 

"ใครน่ะ!?" 

พวกนักผจญภัยปนกับพวกทหารมองมาทางพวกผม แน่นอนว่าก่อนออกมาผมเปลี่ยนเป็นอุ้มเอวาด้วยมือข้างเดียว เพราะเธอตัวเล้กเลยอุ้มได้ง่ายๆและมืออีกข้างก็หยิบเอาดาบยักษ์ออกมาซะก่อน บาลุคที่ตามพวกเรามาติดๆก็หอบหายใจอย่างเหนื่อยล้าแม้จะออกวิ่งไม่นานแต่เขาก็คงใช้พลังซะหมดหลอดอย่างเห็นได้ชัด ก็ดีกว่าน็อคไปตั้งแต่ครึ่งแรกล่ะนะ 

"ผมเป็นนักจญภัยแรงค์E ผมมาเพื่อที่จะมาหาผู้กล้าน่ะ" 

"เป็นแค่นักผจญภัยชั้นล่างมีหน้ามาขอพบกับสตรีศักดิ์สิทธิ์อย่างท่านผู้กล้างั้นเหรอ!? ไอ้สวะอย่างแกไม่ตายตั้งแต่โผล่ออกมาก็บุญแค่ไหนแล้ว?" 

"ผมแค่จะยืนยันว่าผู้กล้าคนนั้นเป็นเพื่อนของผมรึเปล่าเท่านั้น แต่ก็รู้แล้วว่าอาจจะเป็นไปได้เพราะว่าคนที่ผมตามหาอยู่นั้นก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน บอกหน่อยสิว่าเธออยู่ที่ไหน?" 

"ทำไมตูต้องบอกเอ้งด้วยวะ!?" 

เจ้าทหารบ้านี่ไม่คิดจะพูดด้วยดีๆสินะ? แถมชักดาบออกมาเตรียมสู้แล้ว คนรอบๆนี้อย่างพวกทหารคนอื่นๆซึ่งดูๆแล้วไอ้เจ้าบ้านี่น่าจะเป็นแม่ทัพส่วนคนอื่นๆเป็นพลทหารทุกคนเองก็ไม่อยากจะยุ่ง และนักผจญภัยชั้นสูงทั้งหลายก็ส่งสายตามาประมาณว่า 'อย่าตายซะล่ะ' ยังไงยังงั้น 

"เอวา ไปหลบก่อนไป" 

"ค...ค่ะ!" 

เอวาลงจากอ้อมแขนของผมแล้วพาบาลุคที่อุ้มพูริอยู่ไปข้างหลังต้นไม้ต้นนึงแลผมก็พร้อมที่จะสู้แล้วแต่ก็ยังกังวลต่อสามคนนั้นอยู่ดีผมเลยส่งสายตาไปยังกลุ่มนักผจญภัยกลุ่มนึงเข้า 

"...เดี๋ยวพวกเราจะเฝ้าระวังให้เอง" 

"ขอบคุณ" 

ผมขอบคุณไปตรงๆทำให้คนพวกนั้นยิ้มออกมาเล้กน้อย ก็ดูเป็นคนดีนี่นา? มหันกลับไปยังแม่ทัพ...หรืออาจจะเป็นหัวหน้าทหาร? เขาใส่เกราะหนักทั่วทั้งร่างและมีผ้าคลุมสีเขียวในขณะที่คนอื่นๆไม่มี นอกขากนี้ดาบนั่นก็มีประสิทธิภาพแต่ไม่เท่ากับของผมแถึงแม้ว่าดาบของผมมันจะดูใหญ่เทอะทะและดูทื่อแต่ความคมกับน้ำหนักมันสุดยอดจริงๆ 

เมื่อทุกอย่างพร้อมอีกฝ่ายก็เข้ามาโจมตีในทันทีไม่มีการรีรอใดๆทั้งนั้น ดาบของเขาช้ามาก มันเหมือนกับภาพสโลว์โมชั่นผมจึงสามารถหลบได้แล้วเตะสวนไปที่สีข้างของเขาอย่างรุนแรง เกราะนั่นก็แข้งพอควรแต่กับผมมันไม่ต่างอะไรกับกระดาบที่หนาเล็กน้อยหรอก ตรงส่วนของเกราะจึงเป็นรอยเตะยุบลงไปอย่างเห็นได้ชัด 

"อึ่ก...แกนะแก!!" 

"เอะอะโวยวายอะไรกันหนวกหูชะมัด? เกิดอะไรขึ้นกันหา!?" 

เสียงของหญิงสาวที่ค่อนข้างจะเล็กแหลมจนแสบหูดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด เสียงที่ดังไม่มากแต่กลับสยบความคิดของทุกคนและทำให้ทหารและนักผจญภัยรวมไปถึงเด็กทั้งสามลืมหายใจไปในทันที ผมหันไปทางต้นเสียงที่ยืนอยู่ด้านบนของซากศพของเจ้าสัตว์ประหลาดนี่ และสายตาผมก็สบเข้ากับสาวตาของเธอเข้า 

เด็กสาวที่เป็นดาร์คเอลฟ์ รูปร่างไม่ต่างจากพูริแต่มีผมที่ยาวสีขาว ผิวที่เป็นสีน้ำตาลอ่อนดวงตาสีทองจ้องมองมาจากเบื้องบน ใบหน้าที่เหมือนกับผู้ที่อยู่เหนือกว่า แต่ในสายตาของผมก็แค่เด็กแก่แดดคนนึงเท่านั้น 

"ท...ท่านโครว! ข...ข้าต้องขออภัยที่รบกวนท่านแต่เจ้าไพร่นี่บอกข้าว่าต้องการพบกับท่านผู้กล้าทั้งๆที่เป็นเพียงแค่ผู้ไร้พลัง!" 

"แต่เจ้าก็ถูกซัดปลิวอยู่ดีไม่ใช่รึไง? ถึงจะดูเหมือนว่าเจ้า​เผลอแต่อีกฝ่ายก็หลบการโจมตีได้ซ้ำยังสวนกลับมาได้ดี ถ้าเจ้าหนูนั่นเอาจริงเจ้า​ได้ตายไปแล้ว เก็บเอาไว้เป็นบทเรียนแล้วอย่าได้ไปแสดงความโง่เขลาเฉกเช่นนั้นออกมาอีก" 

"ข...ขอโทษครับท่าน!!!" 

...คุ-โร-อุ*? ชื่อค่อนข้างจะคล้ายกันกับผมเลยทีเดียว แสดงว่าชื่อของคนบนโลกใบนี้ก็แทบจะไม่ต่างจากโลกเดิมของผมเท่าไรเพียงแต่ภาษาที่ใช้จะค่อนไปทางภาษาฝั่งตะวันตกซะมากกว่า แต่ผมก็คิดว่าคงจะมีประเทศที่เหมือนกับญี่ปุ่นอยู่แน่นอน 

*เสียงในภาษาญี่ปุ่น โครว ถ้าแยกคำก็คือ คุ โระ อุ ถ้าอ่านรวบคำก็เป็นคุโรวแต่ในที่นี้จะใส่เป็นโครวที่แปลว่าอีกาในภาษาอังกฤษแทน ปล.ก่อนจะรีไรท์ใหม่ไรท์เอาชื่อนางคนนี้เหมือนกับเจ้าคุจังทุกประการ 

"แล้วเจ้า​? เป็นใครกัน? ขอบอกก่อนนะว่าท่านผู้กล้าได้กลับไปยังเมืองหลวงแล้วเมื่อกี้นี้ และความสามารถของข้าก็ส่งนางไปถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัย เจ้ามาช้าไปเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น" 

"น่าเสียดายชะมัดแต่ว่าเท่านี้ผมก็เจอกับคนที่เกี่ยวข้องกับเธอคนนั้นแล้วสินะ? ผู้กล้าที่มีความสามารถ ผมสั้นบ๊อบน่ารักงดงามราวกับภาพวาด หุ่นที่สวยงามนั่นก็สมส่วนไร้ซึ่งไขมันส่วนเกินและยังถูกเชิญมาต่างโลกพร้อมกับกระเป๋าแปลกๆและชุดแปลกๆสินะ? ช่วยบอกอะไรหน่อยสิ ใครกันที่เป็นคนอัญเชิญเธอมาที่นี่?" 

"โห? เจ้า​รู้ถึงขนาดนั้นเชียวงั้นหรือ? น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถตอบมันได้" 

"ผมไม่มีเวลามาเล่นลิ้นกับเธอหรอกนะ ถ้าจะให้เอาจริงผมจะสยบเธอแล้วบังคับให้คายทุกอย่างออกมาเอง" 

"น...นี่แ---" 

"อย่าขยับ ปล่อยให้ข้าจัดการเอง" 

-ตุ้บ- 

ดาร์คเอลฟ์สาวกระโดดลงมาจากซากศพขนาดมหึมานั่นแล้วลงมาอยู่ตรงหน้าผม ทหารทุกคนดูเหมือนจะเกลียดชังผมเพราะผมพูดราวกับดูถูกเธอคนนี้ซึ่งน่าจะเป็นแม่ทัพตัวจริง และอาจจะเป็นถึงผู้ช่วยฮินะของผม ผมหวังว่าเธอจะให้ความร่วมมือแต่โดยดีนะ 

"เจ้า​กล้าหาญมากจริงๆ ข้าขอทราบนามของเจ้า​และประวัติสักนิดหน่อยจะได้รึเปล่า?" 

"ทำไมไม่แนะนำตัวเองก่อนล่ะ?" 

"โห? นี่เจ้า​กล้าต่อปากต่อคำกับข้าคนนี้งั้นเหรอ? ย่อมได้ ข้ามีนามว่าโครว คุโรมิเน่* เป็นทายาทคนสุดท้ายจากตระกูลคุโรมิเน่ที่ล่มสลายไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน" 

*เสียงสูงเมื่อออกเสียงต่างจากนามสกุลของคุโระ 

แม้แต่นามสกุลก็เหมือนกันงั้นเหรอ? 

"ผมมีชื่อว่าคุโระ มาจากญี่ปุ่น เป็นเพื่อนของผู้กล้าของพวกเธอแล้วก็ผมมาที่นี่เพื่อพาตัวเธอกลับไป จะไม่มีการพูดเป็นครั้งที่สองเพราะงั้นจงบอกมาซะดีๆว่าใครเป็นคนอัญเชิญเธอมา" 

"ถ้าข้าบอกเจ้า แล้วเจ้าจะทำเช่นไรต่อไปกันเล่า?" 

"ผมจะไปคุยกับเจ้าบ้านั่น หากไม่ได้ผลก็จะถล่มกองทัพและประเทศนั่นให้ย่อยยับพังพินาศกันไปข้างแล้วชิงตัวเธอกลับมาก็เท่านั้นเอง ไม่ต้องห่วงผมแข็งแกร่งกว่าพวกเธอในนี้รวมกันซะอีก" 

ผมแสยะยิ้มเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มทุเรศๆที่ไม่ค่อยจะเผยของผมออกมา ดวงตาหรี่ลงครึ่งนึงของผมจ้องมองไปยังโครวที่หรี่ตาลงครึ่งนึงเช่นกัน 

"...ดูเหมือนว่าเจ้าจะปากดีกว่าที่ข้าคิดเอาไว้เสียอีก" 

"ไม่ต้องห่วง ผมไม่คิดจะเอาจริงตอนนี้หรอกนะ" 

"...เจ้าเริ่มจะทำให้ข้าโกร---" 

"ผมต่างหากที่โกรธ" 

-ตึ้งงงงงงงงงงงงงง!- 

พื้นรอบเท้าของผมปริแตกออกและยุบลงไปไม่กี่เซ็นต์แต่ก็แตกกระจายเป็นวงกว้าง เป็นพลังที่ยังคงอยู่ในการควบคุมไม่ได้แม้แต่หนึ่งส่วนสิบจากที่มีเลยด้วยซ้ำ แต่คงเป็นเพราะใบหน้าของผมที่กำลังแสดงออกถึงความโกรธจึงทำให้ทุกคนหน้าซีดเผือดและหวาดกลัวเว้นแต่โครว 

"พวกเธอเป็นคนอัญเชิญเพื่อนของผมมาที่นี่ หญิงสาวที่แข็งแกร่งแต่อ่อนโยนไร้ซึ่งความแลาดเฉลียวมากมายคนนั้นเป้นของผม แต่พวกแกก็แย่งเอาชีวิตอันสงบสุขไปจากเธอแล้วบังคับให้เธอเข้าร่วมสงครามบ้าๆนี่ ถ้าเป็นเธอล่ะก็ต้องยอมตกลงอยู่แล้ว หากช่วยคนอื่นได้เธอก็จะทำ และถ้าให้ดีการผูกมัดเธอเอาไว้ที่ประเทศของตนเองก็จำเป็นคงจะทำสนธิสัญญาอะไรบางอย่างไม่ก็เสนอข้อแต่งงานกับเจ้าชายไปล่ะสิท่า? นั่นเป็นอะไรที่จะทำให้ผมโกรธที่สุดเลยล่ะ" 

"เจ้า...ก็ได้ๆ ข้าจะบอกทุกอย่างกับเจ้าเอง ช่วยลดแรงกดดันลงไปซะ ให้ตายสิที่เป้นนักผจญภัยเรงค์Eนี่โกหกหรือว่าเป็นเรื่องผิดพลาดกันแน่เนี่ย!?" 

"ผมพึ่งจะเป็น ไม่สิ พึ่งจะมาถึงโลกใบนี้เมื่อวานนี้เอง เพราะงั้นแค่วันสองวันคงไต่เต้าไปถึงระดับสูงๆไม่ไหวหรอก แต่ผมก็พอจะถูไถกับผู้กล้าของพวกเธอได้ล่ะนะ ไม่สิ เธอคนนั้นน่ะแข็งแกร่งกว่าผมก็จริงแต่ถ้าสู้กันร้อยครั้งผลออกมาก็เสมออยู่ดี ไม่ต้องห่วงถ้าอยากได้อะไรผมจะจัดการให้ จอมมารอะไรนั่นก็จะไปฆ่าให้เองแต่แลกกับการที่เธอคนนั้นจะไม่ต้องออกไปเสี่ยงอันตรายและห้ามผู้ชายหน้าไหนก็ตามเข้าใกล้เธอ" 

"ข้าจะมั่นใจได้ยังไงว่านั่นไม่ได้โกหก?" 

"เธอไม่มีวันรู้จนกว่าจะได้เห็นกับตาตัวเอง เอาเถอะผมไม่ได้คิดจะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว นี่เป็นการบังคับถ้าไม่ทำตามผมจะฆ่าให้หม---" 

"ค...คุณคุโระคะ!" 

"เอวา?" 

ผมหันไปมองเอวาที่เข้ามาจับมือของผมเอาไว้ด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างจะกลัวผมอย่างปกปิดไม่มิด แต่ว่าเธอมีความกล้ามากถึงขั้นยังกล้าสบตาอยู่แบบนี้ ช่างน่าประทับใจซะจริงเลยนะแม่หนูคนนี้ 

"ย...อย่าพูดอะไรที่มันน่ากลัวแบบนั้นนะคะ คุณคุโระน่ะแข็งแกร่งแน่นอนว่าต่อให้ทั้งประเทศร่วมมือกันก็เอาชนะคุณคุโระไม่ได้ แต่ว่าหนูก็ไม่อยากให้คุณคุโระต้องมาฆ่าทุกคนเพราะงั้นใช้วิธีที่สันติเถอะนะคะ" 

"เจ้าหมายถึงสิ่งใดกัน?" 

"น...ในเมื่อราชาเป็นคนอัญเชิญท่านผู้กล้ามา หนูเลยคิดว่าทำไมไม่ให้คุณคุโระไปคุยกับเขาดูล่ะคะ? ถ...ถ้าหากว่าคุณคุโระทำให้เขาหวาดกลัวได้เรื่องพาตัวพ...เพื่อนของคุณคุโระกลับก็ไม่น่าจะมีปัญหาอ...อะไรเลยนะคะ" 

...ยัยนี่ คิดอะไรได้น่ากลัวชะมัด เธอรู้รึเปล่าว่าถ้าราชาหรือผู้ปกครองประเทศยอมก้มหัวศิโรราบให้แก่ใครคนใดคนนึงนั่นย่อมหมายความว่าคนคนนั้นคือทุกสิ่ง มีเอกสิทธิ์ทุกอย่างในการทำสิ่งใดก็ตามภายในประเทศ ซึ่งบุคคลที่ว่านั้นก็ต้องมีแต่ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ นักรบผู้แข็งแกร่ง ผู้กล้าที่ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ผู้ที่ลงมาจุติในฐานะสาวกแห่งพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งไหนย่อมเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทั้งนั้น...แต่จะให้เขามาศิโรราบต่อผมเนี่ยนะ? ไม่คิดว่าประเทศนั้นจะขาดความน่าเชื่อถือรึไงกันเนี่ย? 

"...เข้าใจแล้ว ข้าจะไปทูลฝ่าบาทให้ก็แล้วกัน อีกสองสามวันข้าจะไปรอรับเจ้าที่กิลด์นักผจญภัยเมืองเมอร์เซียน่า แน่นอนว่าข้าจะไปเพียงคนเดียว" 

"ไม่แน่ว่าทางนี้อาจจะมีสักสองสามคนล่ะนะ เตรียมตัวเผื่อสักหน่อยก็คงดี" 

"หึ ถ้างั้นเจ้าก็ควรจะกลับไปได้แล้วนะ ทุกคนในที่นี้หวาดกลัวเจ้าจนมิกล้าทำสิ่งใดอีกต่อไปแล้วเนี่ย" 

"เหรอ? ถ้างั้น...เอวา บาลุค พูริ พวกเราจะกลับไปที่เมืองกัน" 

ผมลูบหัวเอวาแล้วหันไปบอกสองคนที่หลบอยู่หลังต้นไม้ว่าจะเริ่มออกเดินทางกลับกันแล้ว แน่นอนว่าทั้งคู่ก็พยักหน้ารับแล้วเดินเข้ามาหาผม แต่ผมมั่นใจดีว่าคนอื่นนั้นเชื่อในตัวของผม ยกเว้นไอ้โง่ผ้าคลุมเขียวนั่น 

"แกจะหนีไปไหน!?" 

"...ถ้าผมได้รับอนุญาตให้ฆ่านายได้ล่ะก็ นายคงตายไปตั้งนานแล้ว รู้ตัวใช่ไหม?" 

"แกว่ายังไงนะ!?" 

ไอ้หมอนี่...สมองทึบรึไงกัน? ที่นายยังมีชีวิตอยู่ได้เพราะแรงบีบมือของเอวาหรอกนะ ถ้าไม่ได้พาพวกเธอมาที่นี่ผมคงฆ่าเจ้าบ้านี่ไปตั้งแต่แรกที่เจอกันแล้ว น่ารำคาญชะมัด 

"โครว ดูแลคนของเธอให้ดีหน่อยสิ" 

"ข้าเป็นเพียงมือขวาของท่านผู้กล้า ไม่ได้มีอำนาจใดๆที่จะออกคำสั่งต่อกองทัพทหารแต่ข้าก็ไม่ต้องการให้ผู้ใดต้องหลั่งเลือดเช่นเดียวกัน ช่วยเห็นแก่ข้าแล้วกลับไปเสียเถิด" 

"...ถ้าผมหันหลังกลับแล้วถูกโจมตี จะไม่มีคำว่าปราณีอีกต่อไป ผมจะฆ่ามันทิ้งซะแล้วจะถือว่านี่คือสงครามระหว่างผมกับพวกเธอ" 

"ข้าจะคุมประพฤติเขาเอาไว้ไม่ให้ไปทำร้ายเจ้าแน่นอน" 

จากนั้นเธอก็มองไปยังเจ้าผ้าคลุมเขียวนั่นด้วยสายตาที่ค่อนข้างจะเย็นชาสุดๆ น่ากลัวจนไม่สามารถสรรหาคำใดๆมาเปรียบได้เลย ถ้าได้ฝ่าฝืนคำสั่งจากยัยคนนี้เจ้าหมอนี่ได้ตายสมใจอยากแน่ๆ 

"ไปกันเถอะ...เอวา?" 

"น...หนูไม่มีแรง จ...จะเดินต่อไป ล...แล้วล่ะค่ะ" 

"...ให้อุ้มเหมือนเมื่อกี้ไหม?" 

"ร...รบกวนด้วยนะคะ!" 

ผมแบกดาบไว้ที่บ่าแล้วรวบเอวกับขาของเธอขึ้นมาอุ้มด้วยมือข้างซ้ายที่ว่างอยู่ พูริเองก็ดูเหมือนจะยังไม่ม่ีแรงเลยให้บาลุคอุ้มต่อไป ส่วนเจ้าบาลุคหน้าซีดมองมาทางผมเพราะคงคิดว่าผมจะวิ่งเหมือนเมื่อกี้ 

"เราจะเดินไปอย่างช้าๆ" 

"ค...ครับ!" 

 

 

 

"เอ่อ...นาย...ออกไป...ที่หมู่บ้าน...ทางเหนือ...คนเดียว?" 

"ล...แล้วรอดกลับมาด้วยนะคะเนี่ย ว่าแต่เด็กเหล่านี้คือ?" 

"เธอคนนี้ชื่อเอวา อีกสองคนคือบาลุคกับพูริ" 

ผมชี้ไปยังบาลุคที่อยู่ข้างหลังและพูริตามลำดับ ลิลลี่มองทุกคนอย่างถี่ถ้วนแล้วก็หันมามองหน้าผมด้วยสายตาที่ไม่ค่อยจะเชื่อว่าผมรอดออกมาได้ หรืออาจจะคิดอะไรแย่ๆอยู่ 

"พวกเธอเหล่านี้สูญเสียทุกอย่างในชีวิตไปหมดแล้ว เพื่อไม่ให้พวกเธอถูกจับไปขายในฐานะทาสผมอยากให้พวกเธอหางานและที่อยู่ให้แก่เด็กเหล่านี้หน่อย" 

"เข้าใจแล้ว ห้องยังมีเหลือแถมพอสำหรับสามคนด้---" 

"น...หนูขออยู่ห้องเดียวกับ ค...คุณคุโระ...จะได้รึเปล่า...คะ?" 

นี่มัน...เธอค่อนข้างจะติดผมโดยสมบูรณ์แล้ว คงจะมีอะไรบางอย่างไปกระตุ้นเธอให้คิดถึงพี่ชายและคงเห็นว่าผมเป็นพี่ชายของเธอแน่นอนเลยล่ะ ว่าแต่ไอ้ที่ไปกระตุ้น...ก็ทำไปจริงๆแล้วนี่นา? ผมเองก็ไม่ได้รังเกียจเธอหรอกนะ 

"แบบนั้นก็ได้" 

"ข...ขอบคุณค่ะ!" 

"งั้นฉันคงต้องหาห้องให้กับบาลุคคุงแล้วล่ะ เพราะว่าที่นี่มีแต่ผู้หญิงจะให้อยู่กันสองคนก็ไม่ได้ เอาไว้ใช้ห้องใต้หลังคาก็แล้วกันนะ" 

"ค...ครับ!" 

เมื่อตกลงกันแล้วผมก็หันกลับไปทางประตูแล้วเดินออกจากโรงแรมไป แต่ในขณะที่กำลังจะออกจากโรงแรมนั้นผมก็ถูกรั้งเอาไว้โดยคนเดิมเจ้าเก่า เอวาที่หน้าแดงหน่อยๆนั่นเอง 

"...ผมจะไปที่กิลด์นักผจญภัย คงจะดีกว่าถ้าเธออยู่ที่นี่" 

"ค...คือว่า ย...ยังไงก็อยากจะตามไปด้วย...น่ะค่ะ" 

"...ก็ได้ๆ บาลุคกับพูริเองก็มาด้วยสิ ลิลลี่...ดูแล้วพวกเขาหน่อยนะ" 

"เอ๊ะ? นายจะทำอะไรน่ะ?" 

"เด็กพวกนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะมีความสามารถก็ได้นะ" 

ลิลลี่ดูเหมือนจะเข้าใจเลยจอมตามมาแต่โดยดี เธอมอบหมายงานให้แก่เด็กสาวที่ดูเหมือนอายุจะใกล้เคียงกันและรูบี้ก็คงทำงานอยู่ในห้องครัว ไว้ช่วงบ่ายค่อยมากินมื้อเที่ยงก็แล้วกันนะ 

พวกเราเดินตรงไปยังกิลด์ โดยที่มีผมกับเอวานำหน้า ลิลลี่ บาลุคและพูริเดินตามมาติดๆ และระหว่างทางพวกเราก็ซื้อเนื้อเสียบไม้ย่างและผลไม้อื่นๆมากินในระหว่างทางด้วย เพราะว่าสามคนนี้ค่อนข้างจะหิวทางนี้เลยต้องให้พวกเธอได้กินอะไรบ้างไม่งั้นคงจะหมดแรงแหงๆ แต่...เป็นจำนวนเงินที่มากพอควรเลยนะ สองพันโดระเนี่ย 

"จะว่าไป...ศพของเจ้านั่นก็หายไปด้วยนี่นะ?" 

"น่าเสียดายจังนะคะ แต่ว่าต่างจากกรณีของภัยพิบัติที่ไม่ได้หายไปในทันที ดูเหมืนอว่าตัวที่คุณคุโระจัดการไปจะมีปริศนานะคะ" 

ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดซะจริง ดูก็รู้ว่าทุกชีวิตถ้าตายไปจะหลงเหลือซากศพเอาไว้ แต่เจ้าตัวนั้นกลับหายไปซะดื้อๆไม่เหลือร่องรอย ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งมีชีวิตอื่นเพราะคงไม่ม่ีแน่นอน และถ้าตัวการจะมาเก็บไปก็ต้องมีร่องรอยบ้าง แต่นี่ไม่มีเลย 

"มันอาจจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นของเทียมที่ถูกสร้างขึ้น โฮมุนครุสล่ะมั้ง?" 

"อาจจะใช่ก็ได้นะคะ" 

"...เธอนี่ฉลาดมากเลยนะเอวา" 

"ม...ไม่ขนาดนั้นหรอกนะคะ..." 

ผมลูบหัวเธอเล้กน้อยแล้วเดินต่อจนถึงหน้าทางเข้ากิลด์ แน่นอนว่าผมมาไวกว่าพวกนักผจญภัยระดับสูงทั้งหลายเลยไม่ค่อยอยู่ เหลือเพียงแค่บางคนเท่านั้นล่ะนะ และทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็มองมาทางนี้กันเป็นตาเดียว ทำเอาเอวาหัวหดลงไปโดยไม่รู้ตัว และไม่รู้ว่าทำไมผมถึงเขม็งใส่พวกนั้นไปด้วยสายตาที่ค่อนข้างจะน่ากลัว 

"พวกแกกำลังทำให้เธอกลัว หันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองซะ" 

"หา!? เอ็งเป็นใค---" 

"คุณคุโระ!! ทางนี้!" 

ยัยฮารุที่ดูเหมือนว่ารีบวิ่งจากไหนมาก็ไม่รู้ตะโกนขึ้นมาเสียงดังตรงเคาน์เตอร์ในสภาพเสื้อเชิ้ตสีขาวของเธอเปียกไปด้วยเหงื่อจนเผยให้เห็นหน้าอกที่ไม่คิดจะปิดบัง ซ้ำยังไม่สวมยกทรงแต่ผมไม่ได้สนใจอะไรสิ่งนั้นเลย และไม่รู้ว่าทำไมเอวาถึงบีบมือของผมแรงซะจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดในระดับนึง ยัยนี่...ทำร้ายคนอื่นได้หน้าตาเฉยเลยรึไงกัน? 

"ย...อย่าไปมองเชียวนะคะคุณคุโระ!" 

"ผมไม่ได้เป็นคนแบบนั้นซะหน่อย หยุดออกแรงบีบมือแล้วไปหายัยนั่นกันได้แล้ว" 

ผมตักเตือนเอวาเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปหาฮารุที่ยิ้มอย่างไม่ค่อยหวั่นเกรงแถมไม่สนใจสายตาคู่ไหนก็ตามที่กำลังมองหน้าอกอันเปลือยเปล่าที่เห็นได้ชัดจากการที่เสื้อสีขาวของเธอเปียกเหงื่อเลยแม้แต่น้อย เริ่มจะสงสัยแล้วว่ายัยนี่เป็นคนโรคจิตหรือยังไงกันแน่? 

"ไปเอาเสื้อมาใส่ซะฮารุ ผมจะรออยู่ที่นี่" 

"...เสื้อ?" 

"สังเกตตัวเองหน่อย หรือว่าเธอแกล้งทำเป็นซื่ออยู่รึไง?" 

พอผมพูดไปแบบนั้นฮารุก็ก้มลงมองเรือนร่างของตน พอรู้ว่าเสื้อของตนที่เปียกเหงื่อนั้นมองทะลุผ่านจนมองเห็นหน้าอกก็รู้สึกเหมือนว่ายัยนี่จะเกิดอารมณ์นิดหน่อยแล้วก็เดินกลับไปข้างในก่อนที่จะออกมาพร้อมกับเสื้อคลุมสีขาวสวยงาม 

"แล้ว? มีธุระอะไรงั้นเหรอ?" 

"แค่จะแวะมาบอกว่าเรื่องทางหมู่บ้านทางทิศเหนือน่ะเคลียร์ไปเรียบร้อยแล้ว มีตัวประหลาดโผล่ออกมาแต่พอจัดการไปท้งเอาไว้แปปเดียวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนตัวที่โผล่ออกมาเป็นปัญหาใหญ่ถูกผู้กล้าจัดการไปแล้วก่อนหน้าที่ผมจะไปถึง และที่น่าเสียใจ คือนอกจากเด็กสามคนนี้ ทุกคนตายหมดพร้อมกับหมู่บ้านที่ถูกทำลายไป" 

"ถูกทำลายไปแล้วงั้นเหรอ? เสียใจด้วยนะหนูๆ" 

"นอกจากนี้ก็จะให้พวกนี้มาสมัครเป็นนักผจญภัย เป็นไปได้อยากให้กลุ่มที่ดูแลเป็นพวกลิลลี่และเธอ ยกเว้นเด็กคนนี้ผมจะดูแลเอง" 

"โฮะโฮ่? หรือว่านายชอบเด็ก?" 

"อย่ามาตลก ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว" 

ผมหรี่ตาลงนิดหน่อยแต่น่าแปลกที่เธอไม่ค่อยจะกลัวผมสักเท่าไร แถมยังยิ้มได้หน้าตาเฉย หรือผมไม่ค่อยน่ากลัว? ช่างเถอะไม่ใช่เรื่องที่ควรจะสนใจซะเท่าไรด้วยไอ้รอยยิ้มทุเรศๆน่ะ 

แต่น่าแปลกใจที่ฮารุยอมร่วมมือง่ายๆ ถึงจะดูน่ากลัวหน่อยๆในสายตาคนอื่นแต่ก็เป็นคนที่เป็นห่วงเป็นใยคนอื่นเสมอ แต่ตอนนี้กลับไม่สนใจอะไรแล้วปล่อยให้เด็กๆสมัครเป็นนักผจญภัย ดูเหมือนจะไม่ใช่ละเลยในหน้าที่แต่เป็นเพราะเข้าใจที่ผมจะสื่อสินะ? 

บาลุคมีร่างกายที่เหมาะกับการเป็นนักรบ พูรินั้นถึงจะดูไม่เหมือนแต่ก็มีพรสวรรค์ด้านการใช้เวทย์ฟื้นฟู แต่ตอนนี้คงใช้ได้ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ที่แนะนำคือควรให้เธอฝึกฝนให้หนักมากยิ่งขึ้นซึ่งน่าจะหาคนมาช่วยได้ ส่วนเอวา...บอกตามตรงว่าไม่เข้าใจเท่าไร แต่เด็กคนนี้คืออัจฉริยะอย่างไม่ต้องสงสัย 

ถึงจะดูเหมือนกับเด็กสาวที่ค่อนข้างจะเงอะงะแต่การเคลื่อนไหวใดๆของเธอแทบไม่มีติดขัดเลย ผมรู้ว่าเธอไม่ได้ปวดหรือเดินไม่ได้หรอกแต่เธอแค่อยากให้ผมอุ้ม ผมภาวนาเสมอว่าเธอคงไม่ได้คิดกับผมในแบบที่ผมคิดและขอภาวนาว่าอย่าให้มันเป็นจริงเลย 

นอกจากการเคลื่อนไหว พลังเวทย์ของเธอแทบจะปิดบังเอาไว้ไม่มิด ผมสัมผัสได้ถึงไอเวทย์จางๆที่เล้กลอดออกมาเรื่อยๆ ราวกับว่าเป็นพลังเวทย์ที่รั่วไหลออกมา สัมหรับกรณีนี้ผมคงต้องฝึกเรื่องเกี่ยวกับพลังเวทย์ให้เธอในภาคทฤษฎีเพียงเล็กน้อยแล้วล่ะนะ 

"นี่บัตรกิลด์ของพวกเธอ" 

"""ขอบคุณค่ะ(ครับ)!""" 

พวกเธอทั้งสามรับบัตรกิลด์มาแล้วเดินมาทางพวกผมที่กำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะที่ว่างอยู่ และก่อนที่ทั้งสามจะมาถึงที่โต๊ะที่ผมนั่งอยู่ลิลลี่ก็ลุกขึ้นอย่างกระทันหัน 

"บาลุคคุง พูริจัง พวกเราไปฝึกกันเถอะ!" 

"ลิลลี่ เธอจะทำอะไรน่ะ?" 

"ไว้ใจให้ฉันจัดการเถอะ ทั้งเรื่องพรสวรรค์ อาวุธและเครื่องป้องกันฉันจะจัดหามาให้ แน่นอนว่างานในส่วนอื่นๆของร้านก็จำเป็นด้วยล่ะนะ!" 

"...เอาเถอะ งั้นผมจะกลับล่ะ เอวาเราไปกันเถอะ" 

"ค...ค่ะ!" 

เอวาเดินเข้ามาหาผมโดยที่ผมก็ลุกขึ้นยืนแล้วจูงมือเธอที่หน้าแดงเป็นปกติออกไปจากกิลด์แล้วแยกทางกับลิลลี่ไป แน่นอนว่าเป้าหมายไม่ใช่อะไรที่น่าสนใจนักแต่เป็นที่โรงแรมเพราะนี่ก็บ่ายแล้ว หิวก็หิว หวังว่ายัยลิลลี่คงจะหาอะไรให้สองคนนั้นกินหน่อยนะ แต่ยังไงยัยนั่นก็ต้องหิวอยู่แล้วนี่นา? 

"อ๊ะ! คุณคุ...โระ...ใครคะนั่น!?" 

"ว๊าย! ค...ใครกันคะเนี่ย?" 

เหมือนแจ็คพ็อตแตกผมเดินมาเจอรูบี้ทันที จากสิ่งที่ถืออยู่ดูเหมือนว่าจะมาซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารล่ะสิท่า? แต่การที่วิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็วจนทำให้เอวาสะดุ้งเฮือกแต่กลับไม่ทำให้วัตถุดิบที่ซื้อมาตกลงไปได้นี่นับว่าสุดยอดมาก ช่างมีความสามารถในด้านนี้มากเสียจริง 

"เธอชื่อเอวา เอวานี่คือรูบี้ เป็นน้องสาวของลิลลี่คนเมื่อกี้นี้" 

"อ๊ะ! เอวาค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ!" 

รูบี้มองเอวาเขม็งแถมยังเหลือบสายตามามองที่มือของผมอีกด้วย ดูเหมือนจะอารมณ์เสียอะไรสักอย่างที่ไม่น่าจะทำให้มันเป็นแบบนี้ได้ แล้วเธอก็เดินมาอีกข้างแล้วกุมมือของผมเอาไว้ 

"กลับกันเถอะค่ะคุณคุโระ!" 

"ม...เมินกันเลยเหรอคะนั่น?" 

เอวายิ้มเจื่อนแต่รูบี้ไม่สนใจพลางออกเดินต่อ ผมที่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ก็เดินตามไปอย่างไร้เรี่ยวแรง อย่างน้อยๆก็ไม่ล้มจนกระทั่งมาถึงโรงแรมก็บุญแค่ไหนแล้ว? 

"เดี๋ยวฉันจะไปเตรียมอาหารให้นะคะคุณคุโระ...แน่นอนว่าสำหรับเธอด้วย ยัยเด็กหัวขโมย" 

...ผมจะทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดนั้นก็แล้วกัน... 

 

 

 

[จากไรท์] 

เอาล่ะ ถ้าจะให้พูดล่ะก็ ตอนหน้าอาจจะเป็นอะไรที่แตกต่าง...ไม่สิ ก้มันแตกต่างตั้งแต่ตอนที่สองแล้วนี่หว่า!? 

ก็นะ ตัวละครที่ไม่เคยโผล่มาก่อนอย่างเด็กน้อยสามคน บาลุค พูริ และเอวาจัง สองคนก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่ตัวประกอบเพราะงั้นช่างมันไปเถอะนะ 

แต่เอวาจังนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความมืดและแสงสว่างภายในจิตใจของคุโระ เอาเป็นว่าเป็นตัวละครที่ไรท์สร้างมาเพื่อให้คุโระระลึกถึงใครบางคนแล้วเดินไปยังเส้นทางที่เขาควรจะเดินไป 

ก่อนหน้านี้มันไม่มีตัวละครแบบนี้ ทางนี้เลยต้องหาอะไรมาเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ อย่างน้อยๆคุโระก็จะกลายเป็นหมีที่เต็มตัว... 

หา? ยังไงเหรอ? ก็อ่านเอาสิ 

 

 

 

"ทำได้รึเปล่า?" 

"หนูเข้าใจแล้วล่ะค่ะ เท่านี้หนูก็แข็งแกร่งขึ้นแล้วสินะคะ?" 

อัจฉริยะนี่น่ากลัวจริงๆ ผมยิ้มเจื่อนออกมาพร้อมมองไปยังเอวา แล้วก็ท้องฟ้าที่ดวงอาทิตย์เริ่มจะตกลงสู่พื้นปฐพี เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่ผมได้สอนเธอไป ทั้งการควบคุมพลังเวทย์ ควบแน่นพลังเวทย์ กระจายพลังเวทย์ สรรสร้างบาเรียออกๆปกคลุมตัวเองเพื่อป้องกันอันตรายเล็กๆน้อยๆโดยใช้พลังเวทย์ที่เอ่อล้นออกมาในการสร้าง 

นอกจากนี้ก็เวทย์เสริมพลัง ทั้งหมดนี้ก็เป้นแค่ทฤษฎีแต่ที่น่ากลัวคือเด็กคนนี้สามารถทำมันได้ทุกอย่างโดยสมบูรณ์แบบ ผมจึงอดไม่ได้เลยที่จะไม่ลูบหัวของเธออย่างอ่อนโยน 

-ฟุ้บ- 

ผมนอนลงบนเตียงที่นุ่มและแข็งอย่างพอดิบพอดี อีกราวๆสองชั่วโมงจะเป็นมื้อเย็น ผมเลยคิดว่าจะพักสายตาสักเล็กน้อย แต่ก็ดันเกิดเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ 

ไม่ได้หวังว่าเธอจะทำแบบนี้ คิดเอาไว้แล้วว่าเธอรู้สึกยังไงกับผมแต่ผมไม่ได้ต้องที่จะตอบรับความรู้สึกของเธอ มภาวนาว่าเธอจะไม่ได้คิดกับผมแบบนั้น ภาวนาว่าเธอจะมองผมเป็นเพียงแค่พี่ชายคนนึง แต่ดันถูกปฏิเสธด้วยสายตาที่ราวกับว่าทนต่อความรู้สึกเอาไว้ไม่ได้ของเธอ 

"ค...คุณคุโระคะ" 

"ทำอะไรของเธอน่ะเอวา?" 

ผมหรี่ตาลงหวังจะตักเตือนเธอ แต่ไม่นึกเลยว่าเด็กบนโลกใบนี้จะใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นลวนลามผู้ชายไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ 

"ด...ได้โปรด ม...มีเซ็กซ์กับหนู ด...ด้วยเถอะนะคะ!" 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว