ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความไม่ชัดเจนที่กำลังชัดเจน (100%)

ชื่อตอน : ความไม่ชัดเจนที่กำลังชัดเจน (100%)

คำค้น : กลรักวีมาร์ค กลรักรุ่นพี่ วีมาร์ค ดราม่า วายมหาลัย love Mechanics

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 379.1k

ความคิดเห็น : 347

ปรับปรุงล่าสุด : 30 พ.ย. 2560 22:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความไม่ชัดเจนที่กำลังชัดเจน (100%)
แบบอักษร

-****12-

ความไม่ชัดเจนที่กำลังชัดเจน

[Mark Masa]

          ช่วงสอบเป็นเวลาที่ทรมาน ยิ่งมันเป็นสอบปลายภาคด้วยแล้วยิ่งกดดันไปใหญ่ ตอนกลางภาคผมทั้งเล่นกีฬา ทั้งติดเพื่อน อีกอย่างก็ยังปรับตัวไม่ได้ด้วยแหละ คะแนนช่วงนั้นเลยไม่ค่อยได้ดั่งใจ ต้องมาทนทรมานอ่านหนังสือเร่งเอาช่วงปลายภาค โชคดีหน่อยที่ผมสอบเสร็จได้สองสามวันแล้ว

          ผมยังนั่งอยู่ร้านเดียวกันกับป้ารหัส ดูเหมือนว่ากลุ่มของพวกเราจะใหญ่ขึ้นเมื่อพี่ยี่หวาโทรตามพี่ปีสองมา เรื่องของเรื่องคือไว้อาลัยชีวิตคู่ของพี่วี เป็นหัวข้อการกินเหล้าที่ไม่ได้สนใจเจ้าของเรื่องเลยสักนิด

          หลังจากกลับเข้ามาผมก็นั่งตรงข้ามกับพี่มันเหมือนเดิม พี่มันก็นั่งกินเหล้านิ่งๆ เหมือนเดิม ผมเหลือบตาขึ้นมองคนหล่อของกลุ่ม พี่วีมองสบตาผมตอบ ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแต่ความอึดอัดและสับสน ตอนนี้กลับมีอะไรบางอย่าง…บางอย่างที่ผมคิดว่ามันจะดีต่อผม

          “พี่วี…ผมถามจริงเถอะ พี่เลิกกับพี่พลอยจริงเหรอวะ” พี่สน พี่รหัสผมเอ่ยถาม ไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน ผมไม่ได้ใส่ใจฟังขนาดนั้นแต่คำถามนี้มันทำให้พี่วีละสายตาจากผมไปมองพี่เขา

          “เปล่า…” เสียงทุ้มตอบนิ่งๆ “เขาบอกว่าให้ห่างกัน” พี่มันว่าต่อ ผมเห็นความเศร้าในดวงตาคู่สวยของพี่วี แน่นอนว่าเจอแบบนี้เป็นใครก็เศร้า ขนาดผมที่แค่มองพี่บาร์เฉยๆ ยังเจ็บจะเป็นจะตายตอนเขามีแฟน นี่คบกันมาตั้งปีกว่าๆ ไม่เสียใจก็ไม่ใช่คนแล้ว

          “โคตรคูลเลยพี่กู” พี่พักตร์บอกแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม

          “แล้วพี่ไม่เสียดายเหรอวะ” ไอ้ฟิวส์ถาม

          “แล้วมึงจะให้กูทำไง” พี่มันตอบนิ่งๆ

          “ไม่ลองง้อหน่อยล่ะวะ” หลังจากที่พี่พักตร์ถามจบพี่วีก็มองมาที่ผม มองมานิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรแต่ทำไมผมถึงแอบดีใจก็ไม่รู้ บาปมาก…ดีใจที่เขาเลิกกันนี่บาปมาก

          “ตอนแรกก็ว่าจะคุยอีกที แต่ตอนนี้กูคิดว่าลองห่างก็ดี กูก็จะได้คิดอะไรของกูด้วย” คำตอบของพี่วีทำให้ทุกคนเงียบแล้วหันมามองพี่มัน โดยเฉพาะเพื่อนของพี่เขา

          “กูว่า…มันต้องมีอะไรแบบที่ไอ้พี่ยูพูดแน่ๆ” พี่ปอนด์ว่าก่อนจะชี้มาที่พี่วี

          “สาระแนเรื่องของกูอีก” พี่มันด่ากลับแล้วปัดมือเพื่อนออก

          “หยาบคายมากค่ะ คนหล่อห้ามปากหมานะคะคุณพ่อ” พี่แพนว่าแล้วส่งยิ้มหวานมาให้ ตาโตเริ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมถึงดูเหมือนจะเมาแล้ว

          “มึงเลิกเรียกมันว่าพ่อได้แล้วครับ มันไม่มีเมียแล้วนะ มึงเป็นลูกไม่มีแม่นะ” พี่กล้าว่า

          “ไม่เอาสิ…คุณพ่อขา หาแม่ใหม่เร็วๆ นะ นี่เลือกเลยๆ ทำตัวเหมือนไอ้เหนือน่ะเห็นไหม มันเพิ่งไปกินตับเด็กมา”

          “อ้าวเฮ้ย! กูอยู่เฉยๆ” พี่เหนือบอกเสียงดังก่อนจะหันมามองผมนิดหน่อย

          “เฉยพ่อง! ถ้าไอ้มาร์คไม่มานั่งนี่มึงก็ไม่กลับมาหรอก” พี่ปอนด์ว่าแล้วตบพี่เหนือไปหนึ่งที

          “เกี่ยวอะไรกับผม…ครับ” ตอนแรกก็จะไม่มีหางเสียงหรอกแต่พอเห็นสายตาคนที่นั่งตรงข้ามแล้วเลยเค้นมันออกมา พี่วีไม่ชอบให้ผมพูดไม่เพราะ โดยเฉพาะกับรุ่นพี่ ผมจึงเติมคำลงท้ายเพื่อไม่ให้ประโยคมันดูแข็งเกินไป

          “นี่มึงไม่รู้เหรอไอ้น้อง ไอ้เหนือนี่มัน…”

          “กูจะกลับ!” พี่วีพูดพร้อมกับลุกขึ้น ทำให้พี่กล้าที่กำลังจะพูดต้องหยุดแล้วมองตาม

          “จะว่ารีบไปกกเมียก็ไม่มีเมียให้กกแล้ว กลับเพื่อ? พวกกูมาไว้อาลัยให้ความแฟนดี๊ดีของมึงนะครับ” พี่กล้าว่า

          “ขอบคุณความห่วงใยที่แสนจอมปลอมของพวกมึงมาก ที่พูดมามีเรื่องกูไหม? คุยเรื่องกูแค่ห้านาทีนี่เรียกปลอบกูเหรอครับ?” พี่วีตอบกลับ เพื่อนพี่เขาจึงพากันทำหน้าตาสำนึกผิด

          “อย่าด่าแรง…กูสำนึกผิดไม่ทัน” พี่ยี่หวาว่า

          “ตอแหลทั้งหน้าตาทั้งคำพูด” พี่วีว่าแล้วผลักหัวพี่ยี่หวา

          “ทำร้าย~” พี่ยี่หวาโอดครวญแล้วเอนไปซบพี่กล้า “แล้วนี่ดีขึ้นแล้ว?”

          “อือ” พี่วีพยักหน้าก่อนจะตอบในลำคอ

          “แล้วกลับไหวเหรอวะ?” พี่เหนือถาม พี่วีก็มองตอบพี่เหนือก่อนจะทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่ จากนั้นพี่มันก็มองมาที่ผม

          “…ไอ้มาร์คบอกจะกลับกับกู” ห้ะ?

          “…” ผมเลิกค้วขึ้นมองพี่มัน

          “มาสิ” เสียงเข้มว่าแค่นั้น ไม่รู้ว่าทำไมแค่คำพูดสั้นๆ กับสายตาอ้อนๆ นั่นถึงทำให้ผมวางแก้วเหล้าลงได้

          “ไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” คำผานถามตอนที่ผมกำลังก้าวขาออกมา

          “เออ…นั่นสิ” พี่เหนือถามต่อแล้วมองไปที่พี่วี

          “ไม่รู้…ก่อนหน้ามึงอีกมั้ง” พี่มันตอบนิ่งๆ แล้วมองมาที่ผม สายตาที่มองมามันบอกผมว่า เดินตามมานะ ผมเลยเดินตามพี่มันออกไปเงียบๆ โดยไม่ลืมหันไปไหว้รุ่นพี่ที่นั่งมองอยู่แบบงงๆ ก่อน

          ผมเดินตามพี่วีออกมาที่หน้าร้าน พี่มันหันกลับมามองผมแล้วหยุดรอ หลายคนมองมาทางเราแต่เหมือนพี่เขาไม่สนใจ ต่างจากผมที่ตอนนี้รู้สึกแปลกๆ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่มีคนจ้องเยอะๆ แบบนี้

          “นั่นพี่วีป่ะวะ”

          *“ไหนวะ**…ที่เป็นเดือนมหา’*ลัย ที่เขาบอกว่าหล่อๆ ใช่ไหม?”

          *“เออ**…*ที่เพิ่งเลิกกับพี่พลอยไง”

          “แล้วผู้ชายนั่นใครวะ?”

          “อย่าให้เป็นอย่างที่กูคิดนะมึง น้องกัณฐ์ก็ไปคนหนึ่งแล้ว”

          “กูอยากได้พี่เขา”

          “แต่ถ้าเขาเอาคนอื่นแล้วมึงก็นกนะคะ”

          คำพูดที่แว่วเข้ามาในหูทำให้ผมชะงักเท้า แล้วเหมือนคนหน้าหล่อที่เป็นต้นเรื่องก็ได้ยินเหมือนกัน พี่มันหันไปมองดุๆ แล้วพวกนั้นก็เงียบไป

          “หยุดทำไม?” พี่มันถามเสียงหงุดหงิด

          “เปล่า…” ผมตอบแล้วเดินต่อ

          “รอนานนี่ก็หงุดหงิดเหมือนกันเนอะ” พี่มันว่าเมื่อผมเดินมาถึงตัวแล้ว

          “…” ผมมองหน้าพี่มันเพื่อถามว่าที่พูดมันคืออะไร คนที่อายุมากกว่ายังไม่ตอบแต่กลับกระตุกยิ้มหล่อๆ มาให้

          “มาเดินไปพร้อมกูสิ” เสียงทุ้มว่าแล้วหมุนตัวเดินข้างๆ ผม ไม่มีการจับมือ ไม่มีการเกี่ยวแขน ต่างจากหลายคนที่เคยผ่านมา ตอนแรกที่เจอก็คิดว่ามันจะไม่รอดแต่ตอนนี้ไม่ว่าจะรอดหรือไม่รอดก็ขอให้ได้อยู่ข้างพี่มันสักหน่อยเถอะ

          เพราะตอนที่ได้อยู่ข้างพี่มันแบบนี้ผมรู้สึกดี

          ผมหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง หลังที่ผมคิดว่าจะไม่มาอีก มองไปที่คนข้างๆ พี่มันก็แค่เลิกคิ้วให้เหมือนจะถามว่า *ทำไม?* ผมก็ไม่รู้จะตอบอะไรเลยได้แต่เดินตามพี่มันเข้าไปในบ้าน

          ไฟข้างล่างถูกเปิดเอาแค่ไม่กี่ดวง เหลือบไปมองนาฬิกาที่ติดอยู่ผนังแล้วมองไปรอบบ้าน ห้าทุ่มนี่บ้านนี้เขายังเปิดไฟอีกเหรอ หรือว่าเปิดรอลูกชาย? กลัวพี่มันเมาแล้วหาห้องไม่ถูกงี้เหรอ? ไม่เลยครับ พี่วีมันเดินตัวตรงเหมือนคนไม่ได้กินเหล้า แม้ว่าตาคมนั่นจะบวมและช้ำหน่อยๆ แต่มันก็ไม่ได้เป็นเพราะแอลกอฮอล์

          “กูนึกว่าจะไม่กลับ อ้าว...มาร์ค” พี่ยูเดินลงมาข้างล่างพอดีกับที่ผมและพี่วีกำลังจะเดินขึ้นไป ผมเลยหยุดอยู่ที่บันไดรอพี่เขาเดินลงมา ผมยกมือไหว้พี่เขาพร้อมกันส่งยิ้มบางๆ ไปให้ พี่เขาก็ยิ้มตอบ

          “แล้วเปิดไฟไว้ทำไม” พี่วีถาม

          “กูจะออกไปข้างนอกเนี่ย พวกไอ้กุ๊กจะให้แก้งานช่วย อะไรของแม่งก็ไม่รู้ ยุ่งยากกู” พี่ยูบ่นๆ แล้วหยุดคุยกับพี่วี

          “ไปก็ไปสิ…หยุดทำไม” คนเป็นน้องก็เงยหน้าขึ้นมองพี่แล้วปรายตาไปทางประตู

          “กูก็อาจจะอยากหยุดเหมือนมึงไง” พี่ยูพูดกับพี่วีแต่ตาสวยนั่นกลับมองมาที่ผม

          “กวนตีน จะไปไหนก็ไป” พี่วีผลักพี่ยูเบาๆ ก่อนจะดึงเอาแขนผมให้เดินตามขึ้นไปบนห้องโดยที่ผมไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ หันกลับไปมองพี่ยูพี่เขาก็แค่ส่งยิ้มมาให้เท่านั้น

          ผมมองสำรวจห้องของพี่วีอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เห็นมานาน ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายคือครั้งนั้นแหละ กะว่าจะไม่มาเหยียบอีกแต่ก็เดินมากับเขางงๆ จนสุดท้ายมานั่งแหมะอยู่ปลายเตียงแบบนี้ไง

          “อ่ะ…” ผมยื่นมือไปรับแก้วน้ำร้อนจากพี่วี มองสำรวจแก้วก็รู้ว่าเป็นน้ำขิง

          “มองทำไม ไม่ใช่ข้าวต้มหรอกนะ” เกี่ยวอะไรกับขาวต้มวะ?

          “เกี่ยวอะไรกับข้าวต้ม” ผมว่าแล้วยกน้ำขิงขึ้นจิบ รู้สึกโล่งคอขึ้นเยอะหลังจากที่มึนๆ เมื่อกี้ แต่พี่วีนี่มันเก่งนะครับ ผมรู้สึกว่าพี่มันดื่มเยอะมากแต่ทำไมไม่เมาวะ

          “…ไปอะไรกับยูยังไง” พี่มันถามหลังจากดื่มน้ำขิงเสร็จ อะไรยังไงนี่คืออะไรของมันวะ พูดภาษาคนอยู่หรือเปล่า

          “ก็ไม่อะไร” ผมก็ตอบกลับไปสั้นๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ความจริงแล้วมันก็มีอยู่บ้าง

          ช่วงที่พี่วีบอกจะไปหาพี่พลอย ผมก็รออยู่ที่ห้องเงียบๆ นั่นแหละ อยากจะเดินออกไปแล้วเอาหูไปแนบประตูห้องนั้นเพื่อฟังว่าเขาพูดอะไรกันแต่ก็ไม่ได้ทำ รอจนเวลาเลยมาเป็นวันใหม่นิดๆ พี่ยูเลยทักแชทส่วนตัวมาหาผม ถามว่าพี่วีอยู่ไหน ผมก็เลยตอบไปตามตรง ก็พอจะรู้แหละว่าพี่ยูรู้ว่าผมกับพี่วีมันเป็นยังไง ตั้งแต่วันแรกเลยด้วยที่สายตาคมๆ นั่นมองมา รู้สึกเหมือนว่าพี่เขามองทะลุไปหมด

          ผมไม่ได้คุยอะไรกับพี่ยูมากมาย รู้แค่ว่าอีกวันพี่ยูก็พาพี่วีกลับบ้าน พี่ยูก็คุยกับผมเรื่อยๆ เหมือนกับว่าจะรายงานอาการของพี่วี ผมก็เป็นห่วงแหละ แต่จะให้ทำยังไง จะให้โทรไปหาเหรอ? เอาจริงๆ เลยนะ ผมยังไม่มีเบอร์พี่วีเลย ไม่คิดจะขอด้วยซ้ำ จะให้คุยผ่านทางโซเชียลผมก็ติดต่อพี่มันไม่ได้สักทาง เลยได้แต่ฟังข่าวจากพี่ยู

          “จะให้กูเชื่อมึงไหม?” พี่มันว่านิ่งๆ แล้วมองผมอย่างหงุดหงิด

          “ก็ไม่มีจริงๆ ผมแค่คุย…”

          “มาร์ค…นั่นพี่กู กูเลิกกับพลอยแล้ว จะไปหามึงอยู่แล้ว แต่มึงกลับคุยกับพี่กูเนี่ยนะ?” พี่มันว่าแล้วเสยผมไปข้างหลังก่อนจะเดินไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ ลากเก้าอี้ออกมานั่งคุยกับผม

          “ไหนบอกแค่ห่างกันกับเขาไง” ผมว่าแล้วแอบขำในใจ มีความสุขดีเหมือนกันนะเวลาที่รู้สึกว่ามีคนกระวนกระวายเพราะเราแบบนี้

          “ก็เหมือนเลิกป่ะวะ เขาก็มีคนใหม่แล้ว…ไม่น่าจะกลับมาแล้วมั้ง” พี่ว่าแล้วหลุบตาลงมองต่ำ ทำให้ผมรู้ว่าไม่ควรเล่นกับความรู้สึกของพี่มันต่อ ลืมไปได้ยังไงว่าเขารักกันมาก จะเสียดายมากก็ไม่แปลก

          “ผมแค่คุยเรื่องพี่น่ะ” ผมว่า พี่วีเลยเงยหน้าขึ้นมามอง “ก็ติดต่อไม่ได้เลยไง เลยคุยกับพี่ยู”

          “เอาไป” ผมมองโทรศัพท์ที่พี่มันโยนมาให้แล้วขมวดคิ้ว “อยากได้อะไรมึงก็เอาไปเลย” ผมก้มหน้าแอบยิ้มให้กับประโยคถัดมา เอื้อมมือไปหยิบเอาโทรศัพท์ที่ถูกปลดล็อคหน้าจอแล้วแลกเบอร์กับพี่มันเอง

          “เสร็จแล้ว” ผมว่าแล้วยื่นคืน

          “แล้วก็ไม่ต้องไปถามเรื่องกูจากใครอีกนะ อยากรู้ก็ถามกูเอง” พี่มันว่าเสียงหงุดหงิดแล้วรับโทรศัพท์คืน

          “อือ” ผมตอบรับในลำคอแบบที่ไม่รู้จะพูดตอบว่าอย่างไร อยากรู้ อยากถามหลายๆ อย่างแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน อยากรู้ว่าที่คนเขาพูดว่าเลิกน่ะเลิกจริงหรือเปล่า อยากรู้ว่าที่ห่างกันนี่จะห่างกันนานแค่ไหน อยากรู้ว่าตอนนี้พี่มันรู้สึกยังไง เจ็บมากแค่ไหนหรือว่ายังรักเขามากเท่าไหร่

          “มองแบบนั้นหมายความว่าไง” เสียงหล่อถามขึ้น ให้ผมได้สะดุ้ง นี่ผมเผลอมองพี่มันนานขนาดที่มันจับได้เลยเหรอ แล้วสายตาที่ผมมองออกไปมันจะรู้ความหมายไหมนะ

          “อยากรู้ก็ถามสิ” คนหล่อว่าพร้อมกับเดินเข้ามาหาผมที่นั่งอยู่บนเตียง ผมจะไม่เบี่ยงหน้าหนีเลยถ้าหน้าหล่อๆ ที่มองทีไรก็ใจสั่นนั่นไม่โน้มลงมาหา

          “ถะ…ถอย” ผมบอกแล้วหันหน้าหลบพี่มัน พี่วีเลยหยุดอยู่แค่นั้น แค่ปลายจมูกเราชนกัน ครู่เดียว…พี่มันก็ซบลงตรงไหล่ผม

          “มาร์ค…”

          “หืม?”

          “มาร์ค”

          “อะไร?” ผมถามดุๆ ติดจะรำคาญเมื่ออีกคนเอาแต่เรียกชื่อผมอยู่แบบนั้น จะพูดอะไรก็ไม่พูดสักที

          “กูแค่อยากเรียกชื่อมึง”

          “อะไรของพี่” ผมว่าแล้วผลักอีกคนออก พี่วีนั่งลงข้างผมดีๆ เรามองหน้ากันก่อนที่พี่มันจะนานราบไปกับเตียง

          “มึงทำยังไงถึงเลิกชอบไอ้บาร์ได้วะ” เสียงทุ้มถามพลางมองมาที่ผม ผมมองกลับไปก่อนก่อนจะถอนหายใจออกมา หมุนหน้ากลับมาทางเดิมเพราะไม่อยากมองแววตาเศร้าๆ คู่นั้น

          “ไม่ได้เลิกชอบ”

          “หมายความว่าไง?” พี่วีถาม ผมเลยก้มหน้าลงมองมือตัวเองก่อนจะตอบ

          “ไม่ได้เลิกชอบแต่ไม่อยากได้แล้ว พี่บาร์สดใส พี่บาร์น่ารัก ใครจะชอบก็ไม่แปลกหรอก แต่กัณฐ์มันดูแลพี่เขาดีมาก ผมมีความสุขเวลาเห็นพี่บาร์มีความสุข”

          “ทำได้ไงวะ” เสียงทุ้มยังถามเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ผมกระตุกยิ้มให้ตัวเองหนึ่งทีก่อนจะนอนราบลงไปกับพี่มัน

          “ผมยังต้องบอกอีกเหรอว่าทำไมผมถึงเลิกได้” ผมหันไปมองหน้าหล่อนั่นก่อนจะยิ้มบางๆ ให้ พี่วีมองมาที่ผมอึ้งๆ ก่อนจะกระแอมไอเบาๆ

          “หันไปเลยมึง” พี่มันว่าแล้วผลักหน้าผมหนี

          “หึ! เขินผมเหรอ?” ผมถามแล้วขยับเข้าไปใกล้ ถึงแม้ว่าผมจะโดนพี่มันกดก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องอ่อนต้องหวานนะครับ แฟนเก่าแพ้ผมเพราะแบบนี้ทั้งนั้น

          “ไม่ได้เขิน” พี่วีบอกอย่างนั้นแต่หูพี่เขากลับแดง หน้าหล่อเอียงไปอีกทางให้ผมได้อมยิ้มมุมปาก

          “เชื่อผมสิ…พี่เลิกรักเขาได้นะ” ผมบอกพี่มันพอดีกับที่พี่มันหันมามอง

          “จริงเหรอ?” เสียงทุ้มถามเบาๆ “กูคบกับเขานานกว่าคนอื่นเลยนะ…มึงจะทำได้จริงเหรอ?”

          “ผมคิดว่าผมทำอะไรไม่ได้หรอกมันอยู่ที่พี่ แต่ผมช่วยพี่ได้” ผมบอกพี่เขากลับไป

          “ขอบคุณนะมาร์ค…ทั้งๆ ที่กูก็ไม่ได้ทำดีกับมึงเลย” พี่เขาว่าพร้อมกับแขนหนักๆ ที่พาดผ่านเอวผม พี่วีไม่รู้หรอกและผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไรผมถึงชอบพี่เขาได้ ทั้งๆ ที่พี่เขาไม่ได้ทำดีกับผมเหมือนที่พี่เขาพูดนั่นแหละ แต่ใจคนน่ะ…มันห้ามได้ที่ไหน ผมก็ทำได้แค่ปล่อยใจตัวเองไป ไปถึงไหนก็ถึงนั่นแหละ โชคดี…ผมอาจจะทำให้พี่เขาลืมรักเก่า แต่ถ้าโชคร้ายพี่เขาอาจจะกลับไปรักกัน

          เจ็บสุดก็แค่นั้น…คงไม่ต่างจากตอนเริ่มสักเท่าไหร่หรอก

          ผมลืมตาตื่นเพราะแสงดวงอาทิตย์ที่สาดเข้ามาในห้อง กะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับความสว่างแล้วก้มลงมองคนข้างๆ พี่วีนอนต่ำกว่าผม หน้าหล่อซุกเข้าที่ไหล่เพื่อหลบแสงแดด เรานอนแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนหลังจากที่คุยกันเสร็จ ไม่มีการอาบน้ำหรือลุกไปล้างหน้าสักนิด ทำให้ตอนนี้ผมรู้สึกเหนียวตัวไปหมด

          ผมลุกขึ้นปิดพัดลมเพราะในอากาศตอนเช้ามันเย็นนิดๆ บ้านพี่ไม่ได้หลังใหญ่ ฐานะพี่เขาไม่ได้ดีจนถึงขั้นเรียกว่ารวยได้ แต่ก็อยู่ระดับพอมีพอกิน ไม่ได้ลำบากมากแต่ก็ไม่ได้สบายไปเลยทีเดียว ต่างจากผมที่ไม่ค่อยได้รับรู้ถึงความเป็นอยู่อย่างนี้สักเท่าไหร่ เอาตรงๆ…นอนตากพัดลมตากยุงแบบนี้ผมก็ไม่เคย

          ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

          “วี! อยู่ไหมลูก ลงมากินข้าวได้แล้วนะ” เสียงหวานๆ ของผู้หญิงเรียกพี่วี พี่มันขยับตัวนิดหน่อยก่อนจะลืมตาตื่นแล้วมองมาที่ผมที่นั่งมองอยู่

          “เดี๋ยวลงไปนะแม่!” พี่วีตะโกนบอกคนเป็นแม่แล้วลุกขึ้นบิดตัว คนหล่อนั่งตัวตรงแล้วมองมาที่ผม ผมเลยเลิกคิ้วมองที่พี่เขาเหมือนกัน

          “ผมกลับนะ” ผมบอก

          “กินข้าวก่อน” พี่มันบอกนิ่งๆ  ผมเลยเลิกคิ้วมองพี่วีอีกครั้ง

          ผมไม่ชอบที่จะกินข้าวบ้านคนอื่น มันรู้สึกแปลกๆ ปกติที่บ้านก็ไม่ค่อยได้กินข้าวอยู่แล้ว นี่ถ้ากินบ้านพี่มันจริงๆ ก็ต้องทั้งพ่อทั้งแม่ ไหนจะพี่ยูอีก ผมไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง ปกติก็ไม่ใช่คนอัธยาสัยดีสักเท่าไหร่

          “เกรงใจ”

          “มาร์ค…” พี่มันกดเสียงต่ำแล้วมองมาที่ผม “ไปล้างหน้าล้างตาแล้วไปกินข้าวเลย” พี่มันชี้ไปทางห้องน้ำ ผมจ้องหน้าพี่วีอีกครั้ง สายตาที่พี่มันมองกลับมาคือไม่ยอมให้ผมกลับจริงๆ ถ้าไม่กินข้าวก่อน ผมก็เลยได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินไปล้างหน้าล้างตา

          บนโต๊ะอาหารที่มีกับข้าวธรรมดาสามสี่อย่าง ให้เดาแม่พี่วีคงเป็นคนทำ มันเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มีที่นั่งแค่สี่ที่ ก็คนในครอบครัวเขามีกกันแค่สี่คนนี่ นี่แหละที่ผมไม่ชอบกินข้าวบ้านคนอื่น ผมจะรู้สึกแปลกๆ แบบนี้แหละ

          “อ้าว…วีพาเพื่อนมาบ้านเหรอลูก ทำไมไม่บอกแม่ล่ะ” ผู้หญิงคนสวยคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องครัวเล็กๆ ถือขวดน้ำเย็นๆ พร้อมกับแก้วออกมาหนึ่งแก้ว ผมยกมือไหว้คนสวยคนนั้นที่พี่วีเรียกว่าแม่ ท่านก็ยิ้มรับ

          “มันทำอะไรมันเคยบอกใครที่ไหนล่ะ” พี่ยูว่าแล้วมองไปที่พี่วี

          “แล้วไง ก็ทำไปแล้ว”พี่วีตอบพี่ชายกลับกวนๆ แล้วดึงแขนผมให้ไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง ส่วนพี่มันก็ไปลากอีกตัวมานั่งที่หัวโต๊ะ

          “กวนกันแต่เช้าเลยลูกพวกนี้” แม่พี่เขาบ่นไม่จริงจัง แล้วนั่งลงข้างพ่อ

          “นั่นพ่อกับแม่กู ส่วนนี่มาร์คนะครับ เป็นน้องที่เรียนภาคเครื่องเหมือนกัน” ผมยกมือไหว้พวกท่านอีกครั้งหลังจากที่พี่วีแนะนำเสร็จ เงยหน้ามองคนที่หล่อคมกับคนสวยตรงนั้นผมรู้สึกเกร็งแปลกๆ

          “ทำไมนั่งเกร็งขนาดนั้น ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเองสิ” พ่อพี่วีบอก ผมเลยยิ้มให้ท่านบางๆ ก็ต้องยอมรับนะครับว่าตอนแรกผมกลัวท่าน ทั้งพ่อทั้งแม่พี่เขาเหมือนจะดุ แต่พอพูดหรือยิ้มออกมากลับดูใจดีซะอย่างนั้น

          “ไม่ต้องเกร็งนะลูก กินให้อร่อยเลย กับข้าวน้อยไปหน่อยตาวีไม่บอกแม่ว่ามีเพื่อนมา” ตาคมสวยของแม่พี่วีมองมาทางผม ปากสวยคลี่ยิ้มเอ็นดูหลังจากพูดจบ

          “ครับ” ผมยิ้มรับพวกท่าน รอพวกท่านตักอาหารแล้วเริ่มกินเงียบๆ มีเสียงพี่วีกับพี่ยูทะเลาะกันระหว่างทานข้าว พ่อกับแม่ก็เอ็ดบ้าง ปล่อยไปบ้าง มีบ้างที่ท่านหันมาถามผม แต่ส่วนใหญ่พี่วีจะเป็นคนตอบแทน

          “แล้วมาร์คนี่สอบเป็นยังไงบ้างลูก สอบเสร็จหรือยัง” แม่พี่วีถามผม

          “เสร็จแล้วครับ”

          “ยากไหมล่ะ ตอนเจ้าวีเข้าปีหนึ่งใหม่ๆ นี่บ่นให้พ่อฟังทุกวันว่ายาก”

          “เอ่อ…ก็พอทำได้ครับ” ผมตอบท่านตะกุกตะกัก มันเริ่มจะพูดไม่ออกตั้งแต่สายตาเอ็นดูของพวกท่านแล้วแหละ ไหนการเรียกแทนตัวว่าพ่อว่าแม่กับผมทั้งๆ ที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงชั่วโมงนั่นอีก

          “เก่งมากลูก แม่ก็รู้แหละว่าพวกลูกชอบเที่ยว แต่ยังไงก็ต้องตั้งใจเรียนนะ โดยเฉพาะเจ้าวีต่อไปนี้ห้ามให้แม่ได้ยินเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกนะ” แม่พี่เขาพูดกับผมก่อนจะหันไปพูดกับลูกชาย

          “เรื่องไม่เป็นเรื่องอะไร ไม่มีหรอกแม่” พี่มันตอบ

          “สองสามวันก่อนทำเอาแม่เครียดแทบเป็นบ้า” คุณแม่คนสวยว่าแล้วมองค้อนพี่วี

          “ไม่มีอีกแล้ว ต่อไปนี้จะดูแลตัวเองให้ดีแล้ว” พี่มันว่าแต่ประโยคสุดท้ายนั่นพี่มันมองมาที่ผม ทุกคนเงียบแล้วมองตามสายตาพี่มัน นั่นทำให้ผมรู้สึกแปลกกว่าเดิมไปอีก รู้สึกแปลก…เพราะสายตาของพ่อและแม่พี่วี

          “ที่กูพูดมันไม่จริงตรงไหน” พี่ยูพูดเร็วๆ เสียงแหบนั่นเหมือนจะไม่พอใจนิดหน่อย

          “อะไรของมึง”

          “ที่กูพูดไว้เมื่อวานน่ะ ว่ามึงเองก็ไม่อยากกลับไปหาเขา” พี่มันมองหน้ากันแล้วพี่ยูก็พูดออกมา

          “จะทำอะไรก็คิดให้ดีๆ” พ่อพี่วีพูดแล้วรวบช้อน ยกน้ำขึ้นดื่มก่อนจะเดินออกไป

          ความเงียบคือสิ่งที่ผมกำลังเผชิญตอนนี้ หลังจากที่พ่อพี่วีเดินออกไป เราก็กินต่อเงียบๆ ไม่มีการพูดคุยอะไรกันอีก จนกระทั่งแม่พี่วีบอกว่าจะออกไปช่วยพ่อ ตรงนี้เลยเหลือแค่เราสามคน

          “มึงจะพูดขึ้นมาให้ได้อะไรวะ” พี่วีพูดหลังจากที่แม่ออกไปได้สักพัก

          “ก็มึงไม่ชัดเจนสักที” พี่ยูตอบ

          “ก็ไม่จำเป็นต้องพูดตอนนี้ป่ะวะยู อะไรๆ กูก็ยังไม่ชัดเจนแหละตอนนี้” พี่วีบอกพี่ชายอย่างหงุดหงิด

          “กูอยากบอกว่ามีอีกหลายคนที่พร้อมจะจริงจังกับน้องมัน” พี่ยูพูดแล้วมองมาที่ผม ก่อนจะเดินออกไป

          “แม่ง…” พี่วีสบถคำหยาบคายก่อนจะวางช้อนลง “ขอโทษที่บอกให้มึงมากินข้าว ต้องมาเจออะไรแบบนี้” พี่มันว่าแล้วมองมาที่ผม รู้ได้เลยว่าตอนนี้พี่มันหงุดหงิดแค่ไหน

          “ไม่เป็นไรน่า...” ผมว่าแล้วลองยิ้มให้พี่มัน พี่มันเลยคลายหน้าตึงๆ นั่นก่อนจะยิ้มตอบ

“พ่อเคยไม่โอเคกับเรื่องแบบนี้ แต่พอไอ้ยูมันควงผู้ชายบ่อยๆ ท่านก็เลยทำใจได้ แล้วก็คาดหวังกับกูแทน”

          “คาดหวังอะไร” ผมถาม

          “เรื่องลูกไง” พี่มันตอบแล้วมองมาที่ผม คำพูดและน้ำเสียงเหมือนจะไม่ใส่ใจแต่ผมรู้ว่าพี่มันก็คิดมากอยู่เหมือนกัน เพราะแบบนี้หรือเปล่าพี่มันเลยไม่กล้าไม่ทำอะไรให้ชัดเจน

          ถ้าผมจะรักกับพี่วีจริงๆ ผมต้องทำให้พี่มันรักผมมากกว่าที่เคยรักพี่พลอย ต้องพิสูจน์ให้ครอบครัวพี่มันเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย คิดแล้วก็น่าลำบาก…ผมต้องเอาชนะผู้หญิงที่พี่มันรักแล้วยังต้องมาเอาชะใจครอบครัวพี่มันอีก

          แค่เป็นผู้ชายแล้วชอบผู้ชายมันต้องยุ่งยากขนาดนี้เลยเหรอวะ

          “ผม…”

          “อย่างที่ไอ้ยูว่าแหละ มีตั้งหลายคนที่จะชัดเจนกับมึง มึงจะว่าไงล่ะ?” ผมยังพูดไม่จบพี่มันก็พูดขึ้นมาก่อน

          “อะไรคือผมจะว่ายังไง?” ผมถามคนที่นั่งข้างๆ กลับ

          “ก็ถ้ามึงจะไป…”

          “ถ้าพี่ไล่ผมอีกผมจะไป” ผมตวัดสายตาขึ้นมองพี่วีแล้วพูดติดจะไม่พอใจ ผมตัดสินใจแล้ว “ผมเลือกที่จะอะไรๆ กับพี่ตั้งนานแล้ว อย่าถามว่านานแค่ไหนเพราะผมเองก็ตอบไม่ได้ ผมยอมเสี่ยง ยอมทำทุกอย่าง ยอมเป็นทุกอย่างแล้ว ยอมแม้กระทั่งทำในสิ่งที่ไม่เคยทำแบบนี้แล้ว พี่คิดว่าผมจะไปไหนได้อีก ถ้าจะไปก็ไปตั้งนานแล้วป่ะวะ” ผมว่าประโยคยาวเหยียดนั่นจบก็ลุกขึ้นยืน เอาจริงๆ ตอนนี้ก็เริ่มจะไม่พอใจมันแล้วแหละ

          “ก็กูรู้สึกผิดกับมึง” พี่มันดึงข้อมือผมไว้แล้วพูดออกมาไม่มองหน้าผม

          “ถ้ารู้สึกผิดก็กลับมาเป็นแบบเดิมสิ สดใสแบบเดิมเวลาอยู่กับเพื่อน คอยดุคอยว่าผมแบบเดิมตอนที่ผมทำผิด ไม่พอใจก็พูดออกมาตรงๆ อยากได้อะไรก็พูดออกมาตรงๆ กลับมาบังคับผม กลับมาเป็นคนเดิมเร็วๆ สิ” ผมว่าแล้วตวัดสายตามองพี่มัน

          “ทำไมวันนี้มึงพูดยาวจังวะ” พี่วีว่ายิ้มๆ คนหล่อลุกขึ้นยืนตรงหน้าผม มือของพี่มันยังกำข้อมือของผมอยู่ ตาคมสวยไม่ต่างจากแม่ของพี่วีมองมาที่ผม ประกายของความสดใส ประกายของความสบายใจเริ่มปรากฏให้ผมได้เห็นผ่านม่านตาสีสวยนั่น

          “ผมอยากให้พี่เลิกรักเขาเร็วๆ” ผมว่าแล้วก้มลงมองมือของเราที่ไม่ได้ห่างจากกัน

          “ก็ทำให้กูเลิกรักเขาเร็วๆ สิมาร์ค...” พี่มันว่าแล้วดึงผมเข้าไปใกล้ “เรื่องครอบครัวมึงอย่าเพิ่งคิดมาก กูเชื่อว่าความสุขของกูสำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่กู ถ้ามึงเป็นความสุขของกูพวกเขาก็ต้องยอม” ดวงตาคมจ้องเข้ามาในดวงตามเพื่อบอกไม่ให้กังวลกับเรื่องวันนี้

          “งั้น…ถ้าเลิกรักเขาเมื่อไหร่ก็บอกผม หรือ…ถ้ามันไม่มีทางเลยก็บอกผม” ผมว่าโดยไม่ละสายตาจากพี่มัน

          “ตอนนี้กูอยู่ข้างมึงแล้วนะ” พี่มันว่าแล้วดึงผมเข้าไปกอด กดหัวผมลงกับไหล่กว้างๆ ของพี่มันแล้วลูบที่ท้ายทอยผมเบาๆ “ทำให้กูอยู่ข้างมึงต่อไปนะ”

#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น