facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 5 [50%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 5 [50%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ค. 2562 20:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 5 [50%] *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 5​ 

 

“ยากพอไหม งานเข้ากูแล้วเนี่ย ไม่รู้พี่แม่งจะเอาคืนยังไง” ผมหันไปโวยวายไอ้ปั้นทันทีที่ไอ้พี่แทนเดินออกจากคณะไปแล้ว ดูก็รู้ว่ามันโกรธมาก แม้จะโกรธผมแค่ครึ่งเดียวก็เถอะ แต่นั่นหมายความว่าผมต้องโดนหาเรื่องเพิ่มขึ้นอีกแน่ 

“มันไม่ฆ่ามึงตายหรอกน่า” 

“มึงจะรู้ได้ไงล่ะ เวลาเกิดเรื่องมึงก็หนีตลอด” 

ไอ้ต้นหันมองผมทีสลับไปมองไอ้ปั้นทีด้วยความงุนงง ซึ่งมันไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรหรอกครับ แค่ดันมาถูกเวลาเท่านั้นเอง 

“อะไรยังไงกันวะ มีใครอธิบายให้กูฟังได้ไหม” 

“มึงก็อีกคน มาทำไมเหมาะเจาะเลย” พาลครับ เรื่องมันยุ่งยากไปหมดแล้วเพราะตัวละครเริ่มเยอะเข้าไปทุกที แถมไม่เป็นผลดีกับผมสักนิด 

“เอ้า เกี่ยวอะไรกับกูวะ ก็เมื่อกลางวันมึงหายไปซะเฉยๆ ยังคุยไม่จบกูเลยมาถามว่าเรื่องสอนจะเอาไง ก็มาเจอมึงบอกว่าจะสอนกูวันนี้นี่แหละ สรุปสอนไหม” 

“ไม่สอนโว้ยยยย กูไม่สอนใครทั้งนั้นแหละ กูจะกลับหอ” 

“เด็กชายอชิตะงอแงแล้วครับ มึงจัดการมันไปก่อนแล้วกัน กูขอไปช่วยคนอื่นยกของเก็บก่อน” 

อยากกระโดดถีบไอ้ปั้นสักทีแต่ไม่ทัน เพราะมันวิ่งไปแล้วครับ เรื่องนี้ก็เพราะมันอีกนั่นแหละ (ทั้งเรื่องไม่เคยโทษตัวเองเลยลูก) 

“เมนส์มาเหรอวะ” 

ไอ้นี่ก็อีกตัว 

“โอ๊ย ฮะๆ ๆ ห่า ทำอะไรไม่ได้ก็ทำร้ายร่างกายกูเหรอไอ้ชิ” 

ไอ้ต้นโวยวายพลางหัวเราะไปด้วยเมื่อผมเตะหน้าแข้งมันไปที ทั้งที่อยากให้มันเจ็บ เสือกตีหน้าระรื่นกลับมาซะนี่ 

“เออ ระบายอารมณ์” 

มันยิ้มรับพลางส่ายหน้า ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปเสียเฉยๆ 

“กูไม่ยักรู้ว่ามึงรู้จักไอ้แทนด้วย” คำถามธรรมดาๆ แต่แฝงไปด้วยความไม่ธรรมดาครับ มันสองคนต้องมีอะไรกันแน่ ดูได้จากที่ไอ้ต้นเรียกไอ้พี่แทนแบบนั้นทั้งที่มันเป็นรุ่นน้อง คงไม่ใช่แค่ปัญหาวิศวะสถาปัตย์ธรรมดาแล้วล่ะครับ 

“กูก็ไม่ยักรู้ว่ามึงรู้จักไอ้พี่แทนด้วยเหมือนกัน” 

“เรื่องเก่าๆ มึงไม่ต้องสนใจหรอก” 

เอาเป็นว่าผมไม่เซ้าซี้มันดีกว่า อยากเล่าเมื่อไหร่มันก็คงจะเล่าออกมาเอง 

“หาไรกินกันให้ใจเย็นลงก่อน แล้วค่อยแยกย้าย โอเคไหม” ไอ้ต้นใช้น้ำเสียงนิ่มนวลพูดกับผม แต่ทำไมรู้สึกเหมือนพี่ชายปลอบน้องที่กำลังคลุ้มคลั่งเลยวะ 

“เออ” 

“แล้วเรื่องสอนว่าไง จะสอนวันไหน” 

“ช่วงนี้กูติดรับน้องว่ะ หรือมึงจะไปเรียนที่ชมรมกับกูวันพฤหัสดี” เพราะผมมีวันนั้นว่างแค่วันเดียวครับ เพื่อนคนอื่นๆ ก็ต้องผลัดเวรกันขึ้นและมาดูน้องๆ ด้วยเช่นกัน จะไปสอนมันที่ห้องก็ใช่เรื่อง 

ไอ้ต้นทำท่าคิดหนัก ดูท่าแล้วมันคงไม่ถูกกันจริงๆ ว่ะ 

“เพราะเสาร์อาทิตย์กูก็ไม่ชัวร์ว่าจะมีเวลาให้มึงรึเปล่า ยังไงมึงลองไปคิดดูก่อนแล้วกัน” 

“อืม” 

เย็นวันนั้นผมไปกินข้าวกับไอ้ปั้นและไอ้ต้นก่อนกลับตามที่คุยกันไว้ ซึ่งสุดท้ายคนที่ไปส่งผมก็คือไอ้ปั้นเจ้าเก่ารายเดิม แม้ไอ้ต้นจะเสนอตัวมาส่งผมเหมือนกันก็ตาม แต่ผมไม่อยากรบกวนมันมาก เพราะท้องฟ้าค่อนข้างครึ้ม อีกไม่นานฝนคงตกลงมาแน่นอน 

“พรุ่งนี้ยังไง ให้มารับไหม” ไอ้เพื่อนยากถามขึ้นก่อนที่ผมจะก้าวลงจากรถ 

“มาดิ ไม่มากูจะไปยังไงล่ะ” 

“ก็เผื่อมีใครลักพาตัวมึงไปก่อนไง” สรุปผมต้องนั่งกังวลเรื่องหนีไอ้พี่แทนทุกเช้าใช่ไหมเนี่ย เสียสุขภาพจิตจริงๆ เลย เสียเวลานอนผมด้วยเพราะต้องรีบตื่นและออกมาก่อนที่มันพี่จะเห็นเข้าอีก 

“มึงก็รีบๆ มาสิวะ” 

“มึงลงมาเร็วๆ แล้วกัน” 

“เออ” 

พรุ่งนี้ออกจากห้องตั้งแต่แปดโมงเลยดีไหมวะครับ เร็วขนาดนั้นผมว่าไอ้พี่แทนอาจยังไม่ตื่น เพราะมีเรียนเก้าโมง อย่างพี่มันคงไม่พิธีรีตองอะไรมาก แหกขี้ตาตื่นอาบน้ำเสร็จปุ๊บคงแบกสังขารไปเรียนเลย 

คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยพลางสแกนคีย์การ์ดเข้าหอ แต่ทำไมมันรู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ วะ เหมือนมีอะไรคาใจอยู่อย่างนั้นแหละ และในตอนนั้นเองที่ผมเหลือบสายตาขึ้น ...มัจจุราชได้รอผมอยู่แล้วครับ 

เชี่ย... ไอ้พี่แทน! 

มันกำลังยืนพิงกำแพงเล่นเกมในโทรศัพท์อยู่ตรงทางเข้า 

“เลิกไวดี กูนึกว่าจะกลับสองสามทุ่มซะอีก” ไอ้พี่แทนเอ่ยขึ้นในขณะเก็บโทรศัพท์ของมันลงกระเป๋ากางเกง สายตาที่มองมาทำเอาผมร้อนๆ หนาวๆ ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้มากกว่านี้ 

อย่าบอกนะว่ามารอผม นี่เพิ่งทุ่มกว่า...มันตั้งใจจะรอผมถึงเมื่อไหร่กัน 

“มาทำอะไรตรงนี้” ทำใจดีสู้เสือไปก่อนครับ บางทีมันอาจมารอเพื่อนมันก็ได้...มั้ง 

“มึงสัญญาอะไรกับกูไว้ล่ะ” นั่นไง ซื้อหวยไม่ถูกวะ แม่งมารอผมจริงๆ หาทางหนีทีไล่ไม่ทันเลยกู ไอ้ปั้นก็กลับไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นตัวช่วยไม่มีเลยครับ 

“สัญญาอะไร” แกล้งความจำเสื่อมไว้ก่อนเป็นดี 

“มึงบอกว่าจะไปกินข้าวกับกู” 

“ก็กูบอกแล้วไงว่ากูมีธุระ ให้มึงไปกินกับเพื่อนก่อน” ผมค่อยๆ เดินสไลด์ตัวผ่านพี่มันไปช้าๆ เพราะลิฟต์อยู่ด้านหลังมันพอดี แต่พี่มันกลับขยับตามมาขวางทางผมไว้ 

“ไม่รู้แหละ เพราะตอนนี้กูยังไม่ได้กินอะไร มึงต้องรับผิดชอบที่ทำให้กูหิ้วท้องรอ” 

กูไม่ได้บอกให้มึงร๊ออออออออ มึงคิดเองเออเองแล้วจะมาเอาผิดกับกูแบบนี้ไม่ด๊ายย โอ๊ย! ไมเกรนขึ้นจี๊ดๆ เลย ไอ้พี่แทนทำท่าลูบท้องตัวเองอย่างน่าสงสาร ภาพลักษณ์โหดๆ แบบที่ผมมองทีแรกหายวับไปหมดสิ้น 

“แต่กูกินข้าวมาแล้ว” 

“ไปนั่งเป็นเพื่อนกูอย่างเดียวก็ได้ ร้านข้าวแถวหน้าซอยก็มี...” 

ซู่ว... 

ไม่ทันขาดคำฝนก็เทลงมาอย่างพอเหมาะพอดี เห็นไหมล่ะ ผมบอกแล้วว่าฝนจะตก แถมหนักมากด้วย ไอ้พี่แทนมองภาพนั้นด้วยสายตาห่อเหี่ยว เพราะฝนตกแบบนี้จะออกไปได้ยังไง ถึงมีร่มก็คงไม่สะดวกไปนั่งที่หน้าร้านแล้วล่ะ 

โชคเข้าข้างไอ้อชิสุดๆ ไปเลย 

หรือเปล่า...? 

“ฝนตกว่ะ ออกไปไหนไม่ได้ละ ไว้วันอื่นเนอะ” ใช่ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เผ่นก่อนครับ แล้วคุณๆ คิดว่าไอ้พี่แทนมันจะยอมไหมล่ะ มันเอาตัวใหญ่ๆ ของมันมาขวางทางขึ้นบันไดไว้ไม่ยอมให้ผมขึ้น เบรกเอี๊ยดแทบจะชนกับอกพี่มันอยู่แล้ว 

“แต่กูหิว” ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จสัดๆ 

“มาม่าละกัน” 

“มาม่ากูก็ไม่มี” 

แม่งโม้แล้ว ผมไม่เชื่อหรอก เด็กหออย่างเราๆ นี่ใช้ชีวิตรอดได้ด้วยมาม่านะครับ แล้วพี่มันจะไม่มีติดห้องได้ยังไง แต่ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง เพราะงั้นก็หารายได้พิเศษสิครับ 

“กูมี เดี๋ยวเอาลงมาขายต่อ” ไงล่ะ หัวทำมาค้าขายไหมผม 

“โคตรงก แค่มาม่าก็ต้องขายด้วยเหรอวะ” 

“อ้าว ของซื้อของขาย กูก็ซื้อมาเหมือนกัน” 

“แต่ห้องกูไม่มีน้ำร้อน” 

มันใช้ชีวิตยังไงของมันวะ หอมีไว้นอนอย่างเดียวเลยใช่ไหม 

“ห้องมึงมีอะไรบ้างเนี่ย ไอ้นู่นก็ไม่มี ไอ้นี่ก็ไม่มี ช้อนชามจานอะไรมีไหม” 

“ไม่มี” 

เจริญ ไอ้คุณชาย ไม่มีห่าอะไรเลย แล้วแบบนี้มันจะกินมาม่าของมันยังไง อย่าบอกนะ... 

“กูไปกินห้องมึงได้ไหมล่ะ เดี๋ยวจ่ายค่ามาม่า ค่าเช่าชาม ค่าน้ำค่าไฟให้ด้วยเลย” 

มุกอยากเข้าห้องกูหรือเปล่าวะ ท่าทางไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด พามันฝ่าฝนออกไปกินอะไรข้างนอกดีกว่าไหม แต่พอมองออกไปด้านนอกก็แทบไม่เห็นอะไรเลยครับ เพราะฝนตกหนักมาก แถมลมก็แรงอีกด้วย  

“ตกหนักขนาดนั้นออกไปไม่ได้แล้ว นะ... ให้กูไปฝากท้องห้องมึงเหอะ ทิ้งให้กูหิวตั้งนาน รับผิดสอบหน่อยสิวะ” ทั้งอ้อนวอนและออกคำสั่งในคราวเดียวกัน เชื่อพี่มันเลย 

อันที่จริงผมไม่มีปัญหาอะไรหรอกหากว่าพี่มันจะเข้าไปในห้องผม เพราะผมไม่ได้คิดอะไรไง และผมก็รู้ว่าพี่มันคงไม่หน้ามืดทำอะไรผมขึ้นมาเหมือนกัน แค่เพราะรองเท้าราคาไม่กี่พันมันคงไม่ลงทุนขนาดนั้น 

เลยตามเลยแล้วกันครับ 

“เออ จะไปก็ไป” มันอยากทำหน้าเหมือนแมวหลงทางทำไมล่ะ ผมยิ่งเป็นคนรักสัตว์อยู่ด้วย 

แต่เมื่อเหยียบเข้ามาในห้องผมเท่านั้นแหละ... 

“ห้องมึงนี่สมกับเป็นห้องหนุ่มโสดจริงๆ เนอะ” มาถึงก็วิจารณ์ ไล่ออกไปตอนนี้ทันไหมเนี่ย คิดถูกคิดผิดวะกู แต่แบบนี้ไม่ได้เรียกว่ารกนะ แค่เรียกว่าของเยอะเท่านั้นแหละ! ไม่เข้าใจเลย 

“แล้วห้องมึงมันเป็นยังไง สะอาดมากเลยว่างั้น สาวๆ คงผลัดเวียนกันมาทำให้ล่ะสิ” พูดแล้วก็หมั่นไส้ ข่าวพี่มันที่ผมเริ่มได้ยินมาบ้างไม่มีเรื่องดีๆ เลยครับ นอกจากความหล่อ แม่งเจ้าชู้ เปลี่ยนผู้หญิงควงไม่ซ้ำ คงพามาห้องจนนับไม่หวาดไม่ไหวล่ะสิ 

“กูไม่เคยพาใครเข้าห้อง” 

แต่กลับผิดคาดว่ะครับ หน้าอย่างพี่มันน่ะนะไม่เคยพาผู้หญิงเข้าห้อง 

“แล้วปกติมึง...ที่ไหน” มีการเซนเซอร์ตัวเองด้วยนะ ว่าแต่ทำไมผมขี้เสือกจังวะ เรื่องส่วนตัวพี่มันแท้ๆ 

“ห้องพวกผู้หญิงบ้าง บนรถบ้าง...” 

“เหี้ย! บนรถที่กูเคยนั่งอะนะ แม่ง กูนั่งทับน้ำเชื้อใครไปบ้างวะเนี่ย” ผมทำหน้าสยองขวัญจนพี่มันขำลั่น 

“กูล้อเล่น! บนรถยังไม่เคย” ไอ้พี่แทนบอกพลางถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะทำการบ้านของผม ซึ่งตอนนี้ทั้งชีททั้งหนังสือเรียนวางกระจัดกระจายเต็มไปหมด พี่มันหยิบนู่นจับนี่โดยไม่ได้เกรงใจเจ้าของห้องสักนิด 

“อย่ารื้อ! ซนจริงๆ เลย” ผมเดินไปดึงกระเป๋าดินสอออกจากมือพี่มัน ไอ้พี่แทนขำร่วนและหันไปหยิบอย่างอื่นต่อ หาได้สนใจคำด่าของผมไม่ 

“ไม่ต้องสนใจกูหรอกน่า ความลับเยอะนักหรือไง ไปต้มมาม่าให้กูเหอะ ไส้จะขาดอยู่แล้วครับน้องอชิ” ขนลุกขนชันกันเลยทีเดียว 

ผมมองหน้าพี่มันอย่างชั่งใจ ในห้องนี้ไม่มีของสำคัญอะไรมากหรอกครับ มีแต่ของจุกจิกส่วนตัว ปล่อยพี่มันไปแล้วกัน ผมหมุนตัวกลับตรงไปที่ชั้นเก็บของ หวังว่ามาม่าที่สต๊อกไว้ยังไม่หมดนะ ไม่งั้นต้องไปขอซื้อต่อห้องฝั่งตรงข้ามอีก แถมแม่งบวกราคาเพิ่มอีกห้าบาท ขูดเลือดขูดเนื้อกันชัดๆ แต่เวลาคนมันหิวแล้วไม่มีจะกินก็หน้ามืดซื้อได้ทั้งนั้นแหละครับ จากประสบการณ์ตรงล้วนๆ 

จัดการเสียบน้ำร้อนฉีกซองมาม่าใส่ชาม ว่าแต่พี่มันจะกินกี่ซอง 

“เอากี่ซอง” 

“หิวมากๆ สองซองสามซองก็ได้” 

“สามซองนี่คนกินใช่ไหม” 

“ผมกินสิครับ จะกี่ซองก็มาเหอะ ขอไวๆ พอ” 

เหมือนกูเป็นเบ๊เลยครับ แต่เอาเถอะยกผลประโยชน์ให้จำเลย ท่าจะหิวจริงๆ ผมจัดการให้พี่มันเสร็จเรียบร้อยก็เดินไปเคลียร์โต๊ะเพื่อให้พี่มันทานได้สะดวกขึ้นหน่อย 

“ดูแลดีขนาดนี้เอาไปอยู่ด้วยเลยได้ป่ะ” 

ก็ยังไม่วายกวนตีน ผมเหล่มองพี่มันในขณะยกชามมาม่าไปวางให้ “ให้รายเดือนกูเท่าไหร่ล่ะ ถ้าน่าสนใจอาจจะไปก็ได้” 

“สามพันบาทขาดตัว อยู่ฟรีกินฟรี” 

“ตีนเหอะ รีบๆ กินแล้วก็กลับห้องตัวเองไปเลย” 

สามพันต่อเดือน มันคิดว่าผมกินน้ำแทนข้าวหรือไง ค่าแรงงานกูอีก เอ๊ะ... แล้วจะมานั่งคิดตามมันทำไมวะ ไปใหญ่แล้วไอ้อชิ อ่านหนังสือดีกว่าพรุ่งนี้มีควิซคำศัพท์อีก ผมหยิบชีทไปนอนอ่านที่เตียง ไม่ได้สนใจไอ้แขกไม่ได้รับเชิญที่กำลังโซ้ยมาม่าอย่างหิวโหย ต่างคนต่างทำกิจกรรมของตัวเองโดยไม่มีใครพูดอะไร จนผมที่นั่งคัดคำศัพท์จนล้าต้องละสายตาขึ้นด้านบนเพื่อพัก แต่กลับสะดุดกึก เพราะไอ้พี่แทนมันกำลังนั่งจ้องผมอยู่ด้วยดวงตาใสแจ๋ว 

พี่มันหันมาทางนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ แล้วนั่งมองผมนานเท่าไหร่แล้ว 

ได้แต่กระแอมไอ และเสดวงตาไปทางอื่นแทน แม่ง... หูตาแพรวพราวดีจริงๆ 

ผมเองไม่ได้มีภูมิคุ้มกันมากขนาดนั้นนะเว้ย 

“จ้องเหี้ยอะไรเนี่ย หล่อมากมั้ง” ถือโอกาสชมตัวเองไปในตัวซะเลย 

“กูว่าน่ารักมากกว่า คำว่าหล่อไม่เหมาะกับมึง” ไอ้พี่แทนพูดด้วยท่าทางจริงจังจนผมอยากกระโดดเตะมันสักที ไม่ใช่อะไรนะ ...เขิน 

ห่า ผู้ชายอกสามศอกที่ไหนจะดีใจเวลาโดนชมว่าน่ารัก แถมคนชมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก 

“แดกเสร็จแล้วหรือยัง เสร็จแล้วก็ไปล้างจานให้กูด้วย” ผมถามพี่มันกลับไปเสียงห้วน ทำเป็นไม่สนใจประโยคเมื่อครู่ 

ไอ้พี่แทนยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนจะยอมลุกขึ้นไปล้างจานแต่โดยดี ไม่ต่อล้อต่อเถียงเหมือนอย่างเคย ...ค่อยยังชั่วครับ อย่างน้อยก็ให้ผมได้พักหายใจหายคอบ้าง ได้แต่ก้มลงมองหนังสือเรียนต่อแม้เนื้อหาจะไม่เข้าหัวเลยก็ตาม 

ทำไมใจเจ้ากรรมมันถึงต้องเต้นถี่รัวทุกครั้งเวลาที่พี่มันกวนตีนแบบนี้วะ มันเป็นอาการปกติทั่วไปหรือไง แต่ทำไมทีเวลาไอ้ปั้นกวนตีนผมถึงไม่เป็นแบบนี้ล่ะ ได้แต่นึกโมโหตัวเองอยู่ในใจ 

“เสร็จแล้วไว้ไหน” ไอ้พี่แทนที่ล้างชามเสร็จแล้วถามขึ้น 

“คว่ำไว้ตรงนั้นแหละ” ผมชี้ไปทางชั้นคว่ำจานแถวนั้น และหันหน้าหนีกลับมา 

ผ่านไปไม่นานก่อนแรงยวบบนเตียงจะเกิดขึ้น บ่งบอกได้ว่าพี่มันนั่งลงมาด้านข้างผมที่นอนอ่านหนังสืออยู่ ที่สำคัญกว่านั้นคือมันเท้าแขนข้างหนึ่งลงมาคร่อมผมไว้ 

ใกล้ไปแล้ว...เชี่ย 

ผมเหลือบตามองพี่มัน 

“กินอิ่มแล้วก็กลับห้องมึงไปดิ อยู่ทำอะไร” มานั่งทำหน้าหล่ออยู่ได้ ประโยคหลังนี่ต่อในใจพอครับ เดี๋ยวคนบางคนจะได้ใจ 

“ขอพักแป๊บดิ เตียงมึงน่านอนดี” ตอแหลล้วนๆ ไม่มีสิ่งอื่นเจือปนเลย เตียงผมก็เตียงธรรมดานั่นแหละ ห้องไหนๆ ในตึกนี้มันก็เตียงแบบเดียวกัน แล้วห้องผมจะน่านอนกว่าห้องมันไปได้ยังไง 

“อย่ามาเนียน กูจะอ่านหนังสือ กลับไปเลย” 

“ทำไม กูทำมึงเสียสมาธิเหรอวะ” 

“ก็เออสิ” 

“เพราะอะไรน้า... ทำไมกูถึงทำมึงเสียสมาธิได้” ลากเสียงได้น่าถีบมากครับ กวนตีนแล้วกวนตีนอีก พลังงานเหลือล้นจริงๆ ผมก็ไม่ได้บ้าพลังมานั่งเถียงกับพี่มันทั้งวันไหมวะ 

“กูจะอ่านหนังสือ” เพราะฉะนั้นนาทีนี้หยิบยกเสียงเย็นชากดต่ำขึ้นมาใช้ก่อนดีกว่า บ่งบอกให้รู้ว่าหมดเวลาของมึงแล้วไอ้หล่อ เพราะถ้าพรุ่งนี้กูตกควิซกูจะกินหัวมึง 

“ใจร้ายว่ะ งั้นกูอยู่เฉยๆ ก็ได้ ไม่กวนมึง แต่ขออยู่อีกแป๊บได้ไหม” 

“อยู่ทำเหี้ยอะไรล่ะ ธุระก็ไม่มี” อชิตะเริ่มอารมณ์เสียแล้วครับ ผมลุกขึ้นนั่งจนพี่มันต้องยอมถอยกลับไปนั่งดีๆ 

“กูจะอ่านหนังสือ นี่จริงจัง พรุ่งนี้มีสอบสำคัญมากด้วย” ใจแข็งไว้ไอ้ชิ ดึงหน้าไว้เว้ย 

ไอ้พี่แทนหน้าหงอยไปเล็กน้อย ก่อนจะยอมพยักหน้าในที่สุด 

“โอเค งั้นวันนี้กูกลับก่อนก็ได้” 

ผมมองหน้าพี่มันที่ทำเสียงอ่อยนิ่งๆ แม่ง... บทจะอ้อนก็อ่อนปวกเปียก บทจะโหดก็ใส่ไม่ยั้ง ตามอารมณ์ไม่ทันแล้วผม แต่เวลาผ่านไปสักพักพี่มันก็ยังคงเฉยอยู่จนผมต้องส่งสัญญาณไปทางหน้าห้องให้พี่มันออกไปได้แล้ว 

“เออๆ ไปก็ได้ ไล่จัง” 

สุดท้ายไอ้คนขี้ตื๊อมันก็ยอม ผมได้แต่ทอดถอนใจมองตามไอ้พี่แทนไป ก่อนจะกลับมานั่งอ่านหนังสือตามเดิม แต่สายตาเจ้ากรรมมันดันเหลือบขึ้นมองไปยังเก้าอี้ตรงหน้าที่เมื่อครู่ใครบางคนมันนั่งอยู่... 

แม่ง ถ้าผมตกควิซผมจะไปเอาเรื่องมัน 

 

 

50% 

.......................................... 

เดี๋ยวนี้เค้าเข้าห้งเข้าห้องกันแล้วนะคะคุณ อีพี่มันร้ายจริงๆ >< 

ปล.ขอบคุณสำหรับคอมเม้นค่า 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว